กำเนิดจอมราชันสะท้านภพ Re

    บทที่ 66 เข้าสู่เขตกลาง(2)

            หมับ!

            กี้! กี้!

            เสียงวัตถุประหลาดกรีดร้องออกมาหลังจากถูกฝ่ามือของใครบางคนคว้าจับเอาไว้ปีกสีฟ้าของมันขยับไปมาสั่นระริกก่อนจะนิ่งสงัดไปในท้ายที่สุดเย่ฉีในตอนนี้ยืนอยู่บนยอดเขาเล็กๆ แห่งหนึ่งที่เต็มไปด้วยต้นไม่สูงใหญ่ด้านหน้าของเขาคือปล่องภูเขาขนาดเล็กที่ดูธรรมดาจนไม่สะดุดสายตาแต่สำหรับเย่ฉีนั้นรู้ดีว่าปล่องเขานี้มีบางอย่างซ่อนอยู่!

            “หนึ่งภูเขาใช้สิบตราประทับตามลำดับ...ถึงแม้ว่าจะสามารถนำตราประทับระดับต่ำไปแลกเอาระดับที่สูงขึ้นมาได้แต่ก็จะเสียเวลามากเกินไป”

            เย่ฉีมองไปยังตราประทับสีฟ้าในมือก่อนจะเก็บลงไปแล้วหันไปสนใจกับปล่องภูเขาด้านหน้าตราประทับทั้งหมดมีเก้าสีและภูเขาที่เป็นสะพานเชื่อมขึ้นไปสู่แท่นบูชาก็มีเก้าลูกเช่นกันการจะผ่านไปยังภูเขาแต่ละขั้นจำเป็นจะต้องจ่ายตราประทับออกไปตามที่กำหนดเอาไว้มันถูกเรียกว่าประตูสวรรค์

            มาถึงตอนนี้เย่ฉีรวบรวมตราประทับได้พอที่จะผ่านประตูที่สามแล้วด้วยเวลาที่จำกัดเพียงเก้าวันเก้าคืนหากจะหาเอาตราประทับให้ครบทั้งหมดเก้าสี สีละสิบดวงนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้โดยเฉพาะตราประทับตั้งแต่สีม่วงขึ้นไปนั้นหายากเสียยิ่งกว่าสีล่างๆเป็นสิบเป็นร้อยเท่าสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือตราประทับสีม่วงนั้นจะปรากฏเพียงหนึ่งพันดวงเท่านั้นสีแดงอีกหนึ่งร้อยดวงและสุดท้ายก็คือสีดำที่มีเพียงสิบดวงเท่านั้นในดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้

            อย่างไรก็ตามถึงมันจะมีมากกว่านี้แต่ทว่าทั้งตราประทับสีแดงและสีดำนั้นล้วนไม่มีใครกล้าไปยุ่งด้วยหากเจอเข้าก็มีแต่จะรีบหนีห่างออกไปให้ไกลตราประทับเหล่านี้ไม่ใช่เพียงโบยบินไปมารอพวกเขาไปจับเท่านั้นเพราะแต่ละดวงล้วนถือครองความแข็งแกร่งเป็นของตัวเองโดยแยกไปตามสีสำหรับตราประทับสีม่วงนั้นก็เทียบได้กับบรรพชนโบราณแล้วซึ่งถือเป็นขีดจำกัดสูงสุดที่รุ่นเยาว์เหล่านี้จะสามารถต่อกรได้

            เย่ฉีค่อยๆก้าวเดินไปอย่างระมัดระวังเพื่อเข้าใกล้ปล่องภูเขาให้มากที่สุดใครจะไปคาดคิดว่าปล่องภูเขาที่ดูธรรมดาเช่นนี้จะเป็นที่หลบซ่อนของตราประทับจำนวนมาก?แต่ถึงแม้ว่าจะรู้เช่นนั้นก็ใช่ว่าจะสามารถจับเอาตราประทับเหล่านี้มาได้ง่ายๆเพราะสิ่งที่หลบซ่อนอยู่นี้ก็คือตราประทับสีขาวที่ขึ้นชื่อเรื่องความปราดเปียว!

            เวลาผ่านไปอีกสองชั่วยามเย่ฉียังคงเดินไปเดินมาตามจุดต่างๆของยอดเขาแห่งนี้และยังหยิบเอาลูกแก้วสีชาดที่เปี่ยมไปด้วยพลังปราณออกมาวางเอาไว้ที่จุดศูนย์กลางรวมไปถึงสิ่งของอีกหลายอย่างก่อนจะวาดอักขระลงไปตามพื้นดิน

            “ตราประทับทั้งหมดที่นี่คงมากพอให้ข้าสามารถผ่านประตูที่ห้าได้...แต่หากจะผ่านไปให้ได้ทั้งเก้าประตูยังต้องออกแรงมากกว่านี้”

            เย่ฉีถอนหายใจออกมาก่อนจะมองไปยังปล่องภูเขาและกระทืบเท้าลงไปอย่างแรงจนภูเขาทั้งลูกสั่นสะเทือนราวกับจะถล่มลงมา!

            ปัง!กี้!

            เสียงกรีดร้องอย่างหวาดกลัวดังก้องออกมาจากปล่องภูเขาเริ่มจากหนึ่งจนกระทั่งมีมากนับหมื่น! เสียงกระพือปีกดังระงมราวฝูงวิหคย้ายถิ่นฐานไม่นานตราประที่มีปีกสีขาวก็เริ่มโผล่ออกมาเป็นกลุ่มเหมือนกับน้ำทะลักบินกระจายออกไปทั้งสิบทิศโชคร้ายที่พวกมันสามารถจากไปจากสถานที่แห่งนี้ได้

            บุ๋งบุ๋ง

            เสียงกระทบกันของบางอย่างกับสิ่งที่ดูอ่อนนุ่มแต่เหนียวแน่นทันทีที่ตราประทับเหล่านั้นบินออกไปก็ต้องชนเข้ากับกำแพงบางอย่างที่ดูปวกเปียกทว่าต่อให้พวกมันรวมพลังกันมากแค่ไหนก็ยังไม่สามารถฝ่าทะลุออกไปได้ตราประทับสีขาวนับหมื่นกรีดร้องออกมาเสียงแหลมก่อนบินไปกองรวมกันหมุนวนกวาดเอาตราประทับทั้งหมดที่อยู่ในค่ายกลนี้เข้ามากลายเป็นเขาแหลมของสัตว์ร้ายขนาดใหญ่!

            กี้กี้

            ในเวลาที่เขาแหลมหมุนควงเป็นสว่านพุ่งเข้ามาหาเย่ฉีนั้นดวงตาของเขาไม่แม้แต่จะสั่นไหวสักนิดสิ่งที่เกิดขึ้นคือดวงดาวสีทองที่บรรจุเอาโลหิตมังกรเอาไว้ได้หลอมรวมเข้ากับตัวเขาทำให้ปราณอันหยิ่งผยองและดุร้ายกวาดมองออกไปเย่ฉีง้างหมัดออกมาก่อนจะต่อยออกไปราวกับเป็นเรื่องง่ายๆทว่าหลังจากนั้นกลับเกิดเป็นปราณจำนวนมหาศาลก่อร่างรวมกันเป็นหมัดสีแดงพุ่งเข้าบดขยี้เขาสัตว์ร้ายเบื้องหน้าจนย่อยยับ!

            ตราประทับทั้งหมดเมื่อไร้แรงเกาะกุมก็พลันกระจายออกจากกันร่วงหล่นลงพื้นเย่ฉีกวาดมือออกไปเก็บเอาตราประทับทั้งหมดเข้ามาและออกจากยอดเขาที่ว่างเปล่าไปทันที

            “ผ่านมาหลายปีดูเหมือนจะไม่มีคนรุ่นใหม่ค้นพบสถานที่แห่งนี้เลย...”

            ยิ้มออกมาบางๆพร้อมกับเดินจากไป จุดหมายต่อไปก็คือการเก็บเกี่ยวตราประทับสีทองเพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถผ่านไปถึงประตูสวรรค์ชั้นที่เก้าได้เย่ฉีจำเป็นต้องใช้เวลาที่เหลือนี้อย่างน้อยห้าวันเพื่อล่าเอาตราประทับสีทองมาเก็บไว้ให้มากที่สุดถึงแม้ว่าเย่ฉีจะไม่กลัวตราประทับสีแดงและสีดำแต่การจะหาพวกมันให้เจอนั้นก็ยากเย็นแสนเข็ญ

            ปัง!ปัง! ตูม! ตูม!

            ในผืนป่าที่เต็มไปด้วยหนองน้ำบัดนี้ได้เกิดการปะทะอย่างรุนแรงจนสั่นหวั่นไหวไปทั้งผืนป่าสัตว์อสูรจำนวนนับไม่ถ้วนต่างหลบหนีออกไปหลายสิบลี้ด้วยความหวาดกลัวหลังจากผ่านไปห้าวันเขาก็สามารถเก็บเอาตราประทับสีทองมาได้อีกหนึ่งพันสิบดวงซึ่งมากพอที่จะทำให้ผ่านประตูสวรรค์ชั้นที่แปดไปได้!ทว่าโชคร้ายที่เย่ฉีไม่สามารถตามหาตราประทับสีทองได้อีกเพราะเวลาที่จำกัดและในตอนนี้เพื่อที่จะให้ผ่านชั้นที่เก้าเย่ฉีจำเป็นต้องออกตามหาตราประทับโลหิตให้ได้อย่างน้อยหนึ่งร้อยดวงถ้าจะให้ดีเขาจำเป็นต้องหาตราประทับสีดำให้พบด้วย!

            “ยุ่งยากเสียจริง!”

            อารมณ์ของเขาเริ่มขุ่นมัวตราประทับสีดำนั้นเกินกว่าบรรพชนโบราณเก้าประตูไปแล้ว!ดังนั้นตอนนี้ต่อให้เย่ฉีนำอาวุธเทพออกมาก็ยังจัดการมันได้อย่างยากลำบากหากต้องการจะกำราบมันได้อย่างสมบูรณ์ไม่เพียงแต่ต้องผสานดาราอย่างน้อยสามดวงเท่านั้นแต่เขายังต้องเสียเวลาเตรียมการอีกมากมายด้วย

            ทว่าขีดจำกัดของเขาในตอนนี้ไม่อนุญาตให้ทำเช่นนั้นมันก็ช่วยไม่ได้ที่เย่ฉีจะหงุดหงิดเพราะหากย้อนกลับไปครั้งก่อนนั้นเย่ฉีในคราบของราชันมังกรน้อยนั้นมีทั้งร่างกายอันทรงพลังและผู้ติดตามที่เก่งกาจจึงทำให้การล่าเอาตราประทับทั้งหมดมานั้นง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ!

            “ดับไปซะ!เขี้ยวมังกรคราม!”

            ดาบสีเขียวมรกตในมืออัดแน่นไปด้วยปราณไร้ลักษณ์ก่อนจะอาศัยพลังของอาวุธเทพปลดปล่อยออกไปเป็นเขี้ยวมังกรขนาดใหญ่ปะทะเข้ากับตราประทับดวงใหญ่ที่มีปีกคู่แดงฉานราวกับอาบย้อมไปด้วยโลหิต

            วูชชช

            แม้จะปลอดปล่อยกำลังออกไปเช่นนี้แต่ก็ใช่ว่าตราประทับโลหิตนั้นจะแตกดับไปในทันทีปราณเลือดยังคงพวยพุ่งออกมาต่อต้านคมเขี้ยวมังกรอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะค่อยๆอ่อนกำลังและร่วงหล่นไปในที่สุด นี่ก็คือความดุร้ายและแข็งแกร่งของตราประทับสีแดง!

            “ฟู่ว...เวลาเพียงสองวันก็ไม่แน่ว่าข้าจะรวบรวมได้ครบ...บางทีคงต้องเร่งหาปีกดำเสียแล้ว!”

            เย่ฉีปรับลมหายใจให้กลับมาสงบเช่นเดิมก่อนจะเดินไปเก็บตราประทับปีกโลหิตในการต่อสู้กับตราประทับเหล่านี้แต่ละครั้งถึงแม้ว่าแย่ฉีจะสามารถจัดการได้แต่ก็ยังถือว่าลำบากไม่น้อยทว่าก่อนที่เย่ฉีจะก้าวเท้าออกไปเขาก็ต้องแหงนหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้าอย่างช่วยไม่ได้เสียงตูมตามดังขึ้นพร้อมกับควันสีเขียวแผ่ฟุ้งออกไปกินอาณาเขตบนท้องฟ้ากว่าสิบลี้

            ไม่นานหลังจากนั้นดวงตาของเย่ฉีก็พลันแวววับไปด้วยประกายสังหารอันล้นเปี่ยมโกรธแล้ว! ครั้งนี้เขาโกรธจริงๆ แล้ว!กลิ่นอายแห่งการฆ่าฟันที่ปกปิดมาตลอดบัดนี้พลันฟุ้งกระจายออกไปทำให้สัตว์น้อยใหญ่ที่หลบหนีออกไปเพราะการต่อสู้เมื่อครู่นี้จำเป็นต้องรีบหลบหนีไปอีกหลายร้อยลี้!

            “กระจกฟ้ามายา...ทักษะของเผ่าพันธุ์ปีศาจมายา....ก็ดี!เดิมทีข้าไม่คิดจะทำเช่นนี้เพราะถือว่าเป็นอาวุโสไม่ควรรังแกเด็กแต่ในเมื่อพวกเจ้าแส่หาเรื่องเองตอนนี้ใครก็ช่วยพวกเจ้าไม่ได้แล้ว!”

            สายตาของเย่ฉีกลับมาเย็นชาดุจเดิมก่อนจะขยับฝ่าเท้าหายวับไปมุ่งตรงสู่ทิศทางที่ควันสีเขียวปรากฏขึ้นมาเหนือขึ้นไปบนท้องฟ้าบริเวณนั้นก็คือภาพมายาขนาดใหญ่ที่เกิดจากควันสีเขียวซึ่งในภาพนั้นคือชายหญิงรุ่นเยาว์คู่หนึ่งที่ร่างกายสะบักสะบอมถูกแขวนไว้บนเสาไม้ขนาดใหญ่...ชายหญิงคู่นั้นก็คือต้วนหลิงเทียนและเสวี่ยชิง!

    คล้ายกับเรื่องกำเนิดจอมราชันสะท้านภพ Re ที่คุณอ่าน