Ep 044 :: งานล่าสัตว์ [3]
ฟุ่บ!! ฉึก!!
“โฮกกกกกกกกกกกก-!!!”
“โอ้ ๆ!!”
“แม่นยำมากพ่ะย่ะค่ะ!!”
“ช่างเป็นศรที่ทรงพลังนัก!!”
เสียงปรบมือและถ้อยคำเยินยอจากคนรอบข้างดังไม่หยุด หากจะกล่าวถึงระดับฝีมือของเฟยเกาจงฮ่องเต้ ก็คงพูดได้คำเดียวว่าแม่นราวกับศรขององค์เทพสมกับฐานะโอรสสวรรค์ (ช่างยอนัก) มิได้ดูด้อยกว่าเหล่าผู้ที่มีฐานะแม่ทัพห้อยท้ายแต่อย่างใด แม้แต่เสือตัวโต ๆ เพียงแค่ลูกธนูสามดอกก็ทำให้มันตกตายได้แล้ว
“ฝ่าบาททรงปรีชาสามารถ แม้แต่จ้าวป่าก็มิอาจเทียบเคียง”
“...”
เฟยเกาจงฮ่องเต้มิมีสีหน้ายินดียินร้ายใด ๆ กับคำชมเหล่านั้น ถ้อยคำเยินยออันไร้ความจริงใจจากเหล่าขุนนางมิได้ทำให้พระองค์รู้สึกปลาบปลื้มใด ๆ มานานแล้ว
“มีอะไรรึเจ้าเก้า?”
“...พี่ห้า” องค์ชายเก้าเฟยสวี่ฉีหันมองหน้าพี่ชายผู้เอ่ยปากเปิดบทสนทนา ก่อนที่เสียงทุ้มจะตอบรับอย่างตรงไปตรงมา “ปิงปิง...นาง...นางแทบจะรั้งท้ายอยู่เพียงผู้เดียว ข้าเป็นห่วงนาง”
“ข้าเข้าใจความรู้สึกเจ้านะ แต่...”
องค์ชายห้าเฟยต้าซานได้แต่ถอดถอนใจเบา ๆ อาการลุ่มหลงหญิงงามจนโงหัวไม่ขึ้นของน้องคนนี้ ไม่ว่าจะผ่านไปนานเท่าใดก็ไม่ดีขึ้น มีแต่จะหนักขึ้นเสียด้วยซ้ำไป
บทสนทนาของสองพี่น้องที่รั้งอยู่วงนอกหาได้เข้าไปกลุ้มรุมผู้เป็นบิดานั้น แม้จะแผ่วเบาแต่ก็เข้าหูผู้เป็นพี่ชายอีกคนเช่นกัน ร่างสูงในชุดผ้าขาวเนื้อดีตัดแบบเรียบง่ายแต่สูงศักดิ์บนอาชาสีขาวสว่างขยับเข้ามาใกล้ และส่งเสียงเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ
“ในฐานะองค์ชายต่อให้เจ้าห่วงนางเพียงใดเจ้าก็ไม่มีสิทธิ์ไปจากตรงนี้”
“...พี่รอง”
“เจ้าคือองค์ชายของแผ่นดินแคว้นฉิน ไม่ว่าอย่างไร ณ ตอนนี้ก็ต้องทำให้พิธีล่าสัตว์จบไปด้วยดีให้ได้ ไม่ใช่เอาเวลาไปตามเกี้ยวพาสตรี มิเข้าใจหรือไร?”
องค์ชายรองเฟยหรงซิ่นได้แต่ตำหนิในฐานะพี่ชาย
มิใช่ว่าไม่เข้าใจผู้ที่อยู่ในห้วงรัก เพียงแต่เรื่องของบ้านเมืองย่อมต้องมาก่อนความต้องการส่วนตัว แม้งานล่าสัตว์จะดูเป็นพิธีธรรมดา หากแต่ก็เป็นธรรมเนียมสำคัญที่โอรสของฮ่องเต้ทุกคนต้องเข้าร่วมจนจบ
ตัวเขาเองก็ยังมองว่างานนี้น่าเบื่อจนอยากหลบไปทำอะไรอย่างอื่น แต่ก็ไม่ใช่เวลาทำอะไรตามใจ
“...ข้าเข้าใจหน้าที่ของตนเองดี...พี่รอง”
“ถ้าเจ้าเข้าใจก็ดีแล้ว”
ในฐานะบุตรคนรองเขาเองก็รู้สึกเป็นห่วงน้องชายคนเล็กมิใช่น้อย ยิ่งเติบใหญ่มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีเรื่องราวให้เผชิญมากเท่านั้น คนเรามิอาจจะเป็นเด็กได้ตลอดกาล
...แม้แต่ตัวเขาเอง เมื่อเติบโตขึ้นอะไรหลาย ๆ อย่างก็ต้องเปลี่ยนไป แม้ตนเองหาได้ต้องการแย่งชิงบัลลังก์กับพี่ใหญ่ แต่มารดาและสกุลเดิมของมารดาล้วนไม่ยินยอม
ด้วยการชิงดีกันของสกุลเมิ่งของมารดาและสกุลตู้ของฮองเฮาผู้อยู่เบื้องหลังพี่ใหญ่ จากที่เคยเป็นพี่น้องที่ถือสมัครรักใคร่กันดีก็ต้องห่างเหินกันด้วยคำว่าอำนาจ
ถึงอย่างไรก็ตามแต่...
แม้ว่าจะมีเรื่องกันเองมากเพียงไร ไม่พอใจกับการกระทำของคนที่อยู่เบื้องหลังแค่ไหน แต่ในฐานะองค์ชายของแคว้น ในฐานะบุตรของพระบิดา ยามบ้านเมืองมีภัยเข้ามากล้ำกราย พวกเขาก็ต้องพร้อมใจกันละทิ้งเรื่องส่วนตัวเพื่อส่วนร่วมก่อนอยู่ดี
...นั่นเป็นสิ่งที่ไม่ว่าจะตัวเขาหรือพี่ใหญ่ต่างก็รู้ดี...
หรือต่อให้เขาต้องช่วงชิงอำนาจกับพี่ใหญ่ทั้งในที่ลับหรือที่แจ้ง แต่ไม่ว่าเขาหรือพี่ใหญ่ต่างก็มิเคยมีความคิดจะย้อมราชบัลลังก์ด้วยเลือดของครอบครัวหรือแม้แต่ข้าราชบริพารเป็นแน่
...เขามั่นใจเช่นนั้นมาตลอด
...เพราะเสด็จพ่อสั่งสอนพวกเขามาอย่างนั้น
“ถ้าห่วงนักก็ให้คนไปตามนางมาอยู่หน้า ๆ เสียหน่อยก็แล้วกัน”
แล้วเฟยหรงซิ่นก็อดไม่ได้ที่จะบอกให้ผู้เป็นน้องชายรู้ว่าควรกระทำเช่นไร ในเมื่อเจ้าเก้าทำหน้าหงอยเป็นปลาขาดน้ำจนไม่น่าดู ประเดี๋ยวจะเสียภาพลักษณ์เสียหมด
“จริงด้วยสิ ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะพี่รอง”
องค์ชายเก้าคล้ายจะพึ่งคิดขึ้นได้ สองมือหันไปทำท่าทำความเคารพผู้เป็นพี่ชายพลางกล่าวขอบคุณ หลังจากนั้นก็รีบหันหลังกลับไปสั่งการนายทหารนายหนึ่งให้ไปตามสาวงามในดวงใจมา
ผู้เป็นพี่ที่ได้เห็นน้องชายลุ่มหลงหญิงงามถึงเพียงนี้ก็ได้แต่ถอดถอนใจ คำสั่งสอนของบิดายังคงตราตรึงอยู่ในห้วงความคิดของเขาเสมอมา
‘เป็นพี่ต้องเสียสละให้น้องเข้าใจหรือไม่หรงซิ่น’
...ข้าย่อมเข้าใจเสด็จพ่อ...
...แต่เสด็จแม่กุ้ยเฟยคงไม่เข้าใจเหมือนข้าแน่...
“ไปตามเสด็จพระบิดาได้แล้ว”
...
ภายในท้องพระโรง เหล่าขุนนางต่างพากันเดินแถวเป็นระเบียบเข้ามาในชุดพิธีการเต็มยศ พวกเขาพร้อมใจกันถวายพระพรผู้ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์มังกรทองอันหรูหรา วรองค์อันสูงค่าโอรสมังกรที่เริ่มแก่ชราได้แต่โบกมือให้พวกเขาเหล่านั้นลุกขึ้น
“...ไปถึงไหนแล้ว?”
“ทูลฝ่าบาท การเกณฑ์ทหารเป็นไปด้วยดี อีกไม่นานแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”
“...การเดิมพันนี้มิอาจผิดพลาด...ชะตากรรมของแคว้นเรา...ขึ้นอยู่กับการรบครั้งนี้...รู้ใช่หรือไม่?”
“อย่าห่วงไปเลย การรบที่จะเกิดขึ้นเทพแห่งชัยชนะย่อมสถิตอยู่กับเรา”
ชายผู้หนึ่งที่อายุคราวลูกของโอรสมังกรกล่าวขึ้นมาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ซ้ำยังไร้ซึ่งมารยาทอันควร
“บังอาจ! อย่าได้เสียมารยาทต่อฝ่าบาท!!”
“ไม่เอาน่าขุนนางเฒ่า ถ้าไม่มีเปิ่นหวาง มีหรือที่หม่าจะมีโอกาสชนะแคว้นฉินได้เช่นนี้”
“...เป็นเพียงองค์ชายไร้ศักดิ์ ...ไร้ฐานะ ...ไร้ศักดิ์ศรี ...ถือดีอย่างไรมาพูดเช่นนี้กับเจิ้นกัน?” โอรสมังกรกดเสียงต่ำ ดวงตาคมแม้แก่ชราก็ไม่ทำให้ท่วงท่าทรงอำนาจลดน้อยลง “...อดีตองค์ชายสิบสามผู้ไร้ที่อยู่ ...ฉินฉู่หวง”
“อยากจะพูดเช่นไรก็พูดไปเถอะฝ่าบาท”
ชายหนุ่มอายุรุ่นคราวลูกส่งเสียงหัวเราะในลำคอพลางกระตุกยิ้มหยัน ดวงตาที่มองโลกกว้างอยู่นั้นมีเพียงความมืดที่สะท้อนอยู่ในดวงตานั้น ร่างกายกำยำที่เต็มไปด้วยบาดแผลใต้อาภรณ์นั้นหันหลังเดินออกจากท้องพระโรงโดยไม่แม้แต่จะคิดทำความเคารพใด ๆ
ตัวเขาย่อมรู้ดีว่าเมื่อใดที่ตนไร้ซึ่งประโยชน์และกลายเป็นหนามขวางทาง เสือเฒ่าย่อมมิเก็บตัวเขาไว้อีก แต่จะเป็นไรไปเล่า ขอเพียงได้แก้แค้นคนเหล่านั้น เปลี่ยนให้แผ่นดินฉินที่ถูกเปลี่ยนมือผู้ปกครองให้ย้อมไปด้วยเลือดได้ ต่อให้ต้องยืมมือคนเหล่านี้และต้องตกตายในตอนสุดท้ายก็ถือว่าคุ้มค่า!
ขอเพียงได้เห็นการล่มสลายของพวกมันก็เพียงพอ!!
“คนสามหาวพรรค์นั้น ฆ่ามันเสียเลยเถอะพ่ะย่ะค่ะ!”
“...ยังก่อน...มันยังมีประโยชน์อยู่” โอรสมังกรขัดคำของขุนนางคู่ใจโดยไม่ต้องคิด “...แล้วเรื่องนั้นเล่า?”
“คนของกระหม่อมจัดการเรียบร้อย มิพ้นวันพรุ่งเราต้องได้ข่าวดีแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ!”
“ดี!! ติดต่อไปทางแคว้นเว่ยให้เตรียมพร้อมไว้ตลอดเวลาด้วย!!”
...
“ท่านพ่อ ข้ามีลางสังหรณ์ที่ไม่ดีเอาเสียเลย”
“ข้ารู้ นิ่งไว้ จับตาดูรอบ ๆ ให้ดีอย่าได้คลาดสายตา ถวายการอารักขาให้ดี”
“ขอรับ”
หยางเอ่อคังและหยางหย่งเลี่ย สองพ่อลูกพูดคุยกันเสียงเบาผ่านลมปราณ ในฐานะแม่ทัพใหญ่และรองแม่ทัพที่มาทำทำหน้าที่เฝ้าระวังและให้การอารักขาเหล่าราชวงศ์ พวกเขาย่อมมีฝีมือและสังหรณ์ที่ดีเยี่ยม เพียงอะไรเล็กน้อยที่ไม่ชอบมาพากล ย่อมไม่พ้นสายตาของสองพ่อลูกไปได้
...และแล้วสิ่งที่ไม่อยากให้เกิดก็พลันบังเกิดขึ้น...
ฟุบ ๆ!! ฟุ่บ ๆ!! ฟิ้ว ๆ!!
“มีคนร้าย ๆ!!”
“คุ้มกันฝ่าบาท!!!”
ห่าฝนลูกธนูแบบเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนได้เกิดขึ้นอีกครั้ง
ทว่าในคราวนี้จำนวนนั้นกลับมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว!
“ห้ามได้แผลจากธนูเหล่านี้เป็นอันขาด!!” แม่ทัพใหญ่ส่งเสียงตะโกนดังก้อง มือหนาถือดาบขึ้นมาปัดป้องฝนลูกธนูดอกแล้วดอกเล่า “นำเสด็จฝ่าบาทกลับค่ายเร็วเข้า!!”
“อ๊ากกกก!!”
“อ่อก!!”
ลูกธนูที่พุ่งมานั้นมีมากเกินกว่าที่จะรับมือได้หมด ทั้งยังมาจากหลายตำแหน่งด้วยกัน ทำให้ไม่นานก็มีขุนนางบางคนและนายทหารบางคนที่ต้องเป็นเหยื่อสังเวย ม้าที่ไม่มีสิ่งใดป้องกันเพียงธนูเฉี่ยวไปแม้จะยังไม่ตายในทันทีก็มิอาจยืนไหวอีก
“ย้ากกกก!!”
หยางเอ่อคังสบถดังลั่น หลังจากเกร็งปราณชั่วครู่ก็วาดใบดาบออกไป ปราณขั้นที่แปดของแม่ทัพผู้พิชิตจัตรุทิศมิใช่ของจำอวดหรือมีดีแต่ชื่อ ลูกธนูในระยะล้วนถูกปราณที่ดุดันพุ่งทำลาย ต้นไม้หลายต้นล้มโครม จนท้องฟ้าที่ปกคลุมไปด้วยฝนธนูเมื่อสักครู่ปลอดโปร่งเฉกเช่นท้องฟ้าปกติ
แต่ทว่าก็ปลอดโปร่งได้แค่ชั่วคราว เพราะไม่นานห่าฝนลูกธนูก็กลับมาอีกครั้ง
“บัดซบเอ๊ย!!”
“ฆ่า!!!”
เสียงต่ำแหบพร่าทั้งยังอาฆาตดังขึ้นพร้อม ๆ กับการปรากฏตัวของกลุ่มชายชุดดำที่แอบซ่อนตัวอยู่ พวกเขาแบ่งงานกันเป็นทีมได้เป็นอย่างดี กลุ่มชายชุดเลือกใช้คนจำนวนหนึ่งเข้าปพัวพันกับเหล่าผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือว่ามีฝีมือ ในขณะที่อีกกลุ่มก็พุ่งเป้าไปที่ฮ่องเต้อย่างเห็นได้ชัด ซึ่งพวกเขาทั้งหมดไม่มีใครเลยที่หวาดกลัวกับลูกธนูที่ยังพุ่งมาแบบไม่มีหยุดพัก
“อย่าอยู่เป็นเป้า แยกย้ายกัน!”
มิใช่แค่ฝูงม้าที่ตื่นตระหนก ฝูงชนเองก็ตื่นตระหนกเช่นกัน ขุนนางฝ่ายบุ๋นที่ติดตามมาได้ยินคำนั้นของใครสักคนก็รีบชักบังเหียนม้าหนีตายกันจ้าละหวั่น
ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในชั่วพริบตากระจายเป็นวงกว้าง ทุกคนต่างก็จดจ่อกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า โดยลืมเลือนผู้อื่นไปสิ้น
-------
อะแฮ่ม อะไรที่ดูไม่สมเหตุสมผล ไว้แก้ตัวงานหน้าเนอะ แฮร่