จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 75 หอโอสถวิญญาณ

            “อะไรนะ? สวีฝูหรือ?” เมื่อเก๋อหงและนักพรตชิงหยางได้ยินการรายงานของศิษย์พวกเขาต่างก็ประหลาดใจ

            “ด้วยเหตุนี้จึงเหลืออีกเพียงนิดเดียวผู้อาวุโสสวีฝูกับผู้อาวุโสจ้าวจื้อจิ้งก็จะต้องร้าวรานกันแล้ว”

            เมื่อได้ยินดังนั้นเก๋อหงและนักพรตชิงหยางต่างก็สบตากันและกัน แววตาเต็มไปด้วยความสงสัยอย่างมาก

            นี่เป็นเรื่องที่พวกเขาคิดไม่ถึงเลยจริงๆพวกเขาวางแผนไว้ตั้งมากมายแต่กลับไม่คาดคิดว่าสวีฝูจะเข้ามาร่วมอยู่ในเหตุการณ์ด้วย

            ทั้งสองคนขมวดคิ้วแน่นดวงตาก็ฉายแววสลับซับซ้อน ไม่ว่าจะอย่างไรก็คิดไม่ออกว่าสวีฝูจะมาช่วยศิษย์ฝึกหัดขั้นรวมพลังเพียงคนเดียวได้อย่างไรกันและด้วยเหตุนี้ทำให้เขาเกือบจะมีความสัมพันธ์ที่ร้าวรานกับวิหารประกาศิตแต่สิ่งนี้ก็ทำให้เห็นว่าเย่เฉินไม่ได้ง่ายดั่งเห็นภายนอกเสียแล้ว

            “หรือว่าจะเป็นเพราะพรสวรรค์ในตัวของเย่เฉิน?” เก๋อหงพึมพำขึ้นมา

            “ด้วยการปกป้องของสวีฝูหากจะจัดการเย่เฉิน คงจะไม่ใช่เรื่องง่ายแล้ว”สีหน้าของนักพรตชิงหยางเริ่มดูน่าเกลียดขึ้นอย่างมาก

            ในใจของทั้งสองคนรู้ดีว่าในสำนักเหิงเยว่นั้นไม่มีผู้ใดจะสามารถไปยั่วยุสวีฝูได้และหากไปยั่วยุเขาเข้าละก็เขาก็จะมีสารพันวิธีที่จะไม่จัดหาโอสถวิญญาณและน้ำยาวิญญาณให้และหากไม่ได้รับการจัดหาโอสถวิญญาณและน้ำยาวิญญาณ แล้วจะไปหาได้จากที่ไหนอีก!

            เมื่อเทียบกับพวกเขาสองคนหลังจากจ่งเหลาเต้าแห่งยอดเขาเทียนหยางได้รู้ข่าวนี้ เขาก็ตกตะลึงอยู่ตรงนั้น

            “สวีฝูช่วยเย่เฉินหรือ? นี่มันเรื่องอะไรกัน”

            ......

            บนเตียงใหญ่ที่นุ่มสบายนั้นเย่เฉินซึ่งกำลังหลับอยู่ได้ถูจมูกสูดกลิ่นยาที่ล่องลอยอยู่ในอากาศอย่างตะกละตะกลาม

            ในเวลาต่อมาเขาก็ลืมตาขึ้น เห็นใบหน้าอันอวบอิ่มของเจ้าหมีสองอยู่ตรงหน้า

            “ในที่สุดเจ้าก็ฟื้นแล้ว”เจ้าหมีสองถอนหายใจด้วยความโล่งอก

            “ที่นี่คือที่ไหน”จากนั้นจึงลุกขึ้นนั่ง เย่เฉินลูบคิ้วของเขา มองไปยังภาพฉากรอบตัวด้วยความสงสัย

            “หอโอสถวิญญาณ”เจ้าหมีสองยิ้ม

            เย่เฉินเพิ่งจะนึกถึงเหตุการณ์ในตอนกลางวันขึ้นมาได้เขาขึ้นประลองบนลานเมฆวายุ และถูกศิษย์ของสองยอดเขาล้อมเข้าโจมตีและถูกลากเข้าไปในห้องโถงของวิหารประกาศิตภาพเหตุการณ์แต่ละฉากปรากฏขึ้นชัดเจนในใจของเขา แต่กลับไม่คิดว่าคนที่เข้ามาช่วยเขาจะเป็นสวีฝู

            “ต้องขอโทษด้วยเพื่อจะช่วยเจ้า ข้าจึงต้องทำลายข้อตกลงระหว่างพวกเรา” เจ้าหมีสองกระซิบ

            เย่เฉินไม่ได้พูดอะไรเขารู้แล้วว่าหมีสองหมายถึงอะไร

            ข้อตกลงระหว่างเขาและเจ้าหมีสองนั้นคือเรื่องเกี่ยวกับอัคคีเที่ยงแท้ของเขาที่ให้เจ้าหมีสองเก็บไว้เป็นความลับระหว่างพวกเขาสองคน

            อัคคีเที่ยงแท้มีส่วนพัวพันมากมายนอกจากจะช่วยในการฝึกตนแล้ว มันยังเป็นตัวช่วยปรุงยาให้กับนักปรุงยาอีกด้วย

            ในสำนักเหิงเยว่มีเพลิงธรณีอยู่เส้นหนึ่งที่ถูกควบคุมโดยสวีฝูแห่งหอโอสถวิญญาณแต่เป็นเพราะเพลิงธรณีแห่งนี้ จึงจะช่วยสวีฝูกลั่นเม็ดยาวิญญาณและน้ำยาวิญญาณได้เพื่อจัดส่งตามความต้องการของสำนัก

            นี่คือเหตุผลที่สวีฝูช่วยเขาออกมา

            เพลิงธรณีและอัคคีเที่ยงแท้แค่ฟังก็รู้ว่าไม่ได้อยู่ระดับเดียวกันอัคคีเที่ยงแท้อยู่ในระดับที่สูงกว่าเพลิงธรณีและหากเทียบกันดูก็จะรู้ว่าการกลั่นโอสถวิญญาณด้วยอัคคีเที่ยงแท้มีความแข็งแกร่งกว่าการกลั่นจากเพลิงธรณีเป็นอย่างมาก

            สำหรับผู้ปรุงยาแล้วคงไม่ต้องพูดมากถึงความสำคัญของอัคคีเที่ยงแท้เจ้าหมีสองมองเห็นจุดนี้ จึงได้วิ่งมาขอความช่วยเหลือจากหอโอสถวิญญาณ

            ข้อเท็จจริงสามารถยืนยันได้ว่าการตัดสินใจของเขายังถูกต้องไม่ว่าสวีฝูจะสามารถช่วงชิงอัคคีเที่ยงแท้ไปได้หรือไม่แต่อย่างน้อยเย่เฉินก็ยังมีชีวิตรอด ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร ก็ยังดีกว่าต้องตายอยู่ในวิหารประกาศิต

            “สวีฝูเป็นคนอย่างไร”หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง เย่เฉินจึงหันไปมองเจ้าหมีสอง

            “จะว่าอย่างไรดีล่ะ”เจ้าหมีสองใช้นิ้วแคะหู “ชายชราผู้นี้ดูภายนอกแล้วสุภาพแต่ความจริงแล้วกลับเชื่อถือไม่ได้”

            “เจ้าตอบไปว่าอะไร”

            “เจ้ากลัวว่าเขาจะช่วงชิงอัคคีเที่ยงแท้ของเจ้าสินะ!” เจ้าหมีสองไม่ได้โง่ เขาสามารถมองออกว่าจริงๆแล้วเย่เฉินต้องการจะรู้อะไร

            เย่เฉินไม่ได้ปฏิเสธและพยักหน้าเบาๆ “เขาช่วยชีวิตข้า แม้ว่าเขาจะช่วงชิงอัคคีเที่ยงแท้ของข้าข้าก็ไม่อาจพูดอะไรได้”

            “ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็ขอพรเอาไว้เยอะๆก็แล้วกัน!” เจ้าหมีสองส่ายหน้าอย่างช่วยไม่ได้“อัคคีเที่ยงแท้มีความสำคัญมากกับนักปรุงยา แม้ว่าสวีฝูเขาจะเป็นคนดีแต่ก็เป็นไปได้ที่เขาจะชิงอัคคีเที่ยงแท้ของเจ้า”

            “เจ้าอ้วนเจ้าคิดว่าชายชราอย่างข้าเป็นคนเช่นไรหรือ” เสียงที่ไม่สบอารมณ์ดังขึ้นมาจากนั้นก็มีคนผลักประตูเข้ามา

            เมื่อเห็นดังนั้นเจ้าหมีสองก็ไอแห้งๆ ไม่กล้าพูดอะไรอีก

            อีกด้านหนึ่งเย่เฉินก็พลิกตัวแล้วกระโดดลงจากเตียง ทำการคารวะสวีฝู “ศิษย์เย่เฉินขอบพระคุณผู้อาวุโสที่ช่วยชีวิต”

            “มันก็แค่คำพูดติดปาก? ไม่มีอะไรจริงจัง?”

            เมื่อได้ยินดังนั้นเย่เฉินก็เม้มริมฝีปาก และพูดขึ้น “หากผู้อาวุโสต้องการอัคคีเที่ยงแท้เชิญนำไปใช้ได้ทุกเมื่อ”

            “ถ้าอย่างนั้นก็มาลองดูกันว่าข้าจะยอมจำนนให้มันได้หรือไม่”สวีฝูยิ้ม มองไปยังเย่เฉิน และพูดว่า “เรียกอัคคีเที่ยงแท้ของเจ้าออกมาให้ข้าได้ชมก่อนข้าไม่ได้เห็นอัคคีเที่ยงแท้มาเป็นเวลาหลายปีแล้ว”

            เย่เฉินหายใจเข้าลึกๆแค่เพียงนึกถึงอัคคีเที่ยงแท้สีทองในทะเลลมปราณนั้นก็ได้ปรากฏเป็นเปลวไฟอยู่ในมือของเขา

            “อัคคีเที่ยงแท้สีทอง”เมื่อเห็นเช่นนี้ สวีฝูที่กำลังมีสมาธิก็อดไม่ได้ที่จะสะดุ้งตกใจ

            ทันใดนั้นเขาก็ดึงม้วนคัมภีร์โบราณเล่มหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ หลังจากพลิกเปิดก็มองดูโดยละเอียด

            เย่เฉินเหลือบไปมองก็พบว่าในแต่ละหน้าของม้วนคัมภีร์จะมีรูปวาดของอัคคีเที่ยงแท้แต่ละประเภทอยู่มีสีม่วง สีเหลือง สีน้ำเงิน และจะมีเครื่องหมายอยู่ภายใต้เปลวไฟแต่ละประเภท

            “ไม่มีหรือ?” สวีฝูตรวจดูอีกครั้ง จึงมองไปยังอัคคีเที่ยงแท้ในฝ่ามือของเย่เฉินหรี่ตาลงมามอง และพูดพึมพำ “อัคคีเที่ยงแท้สีทองนี้ ข้าเพิ่งจะเคยเห็นเป็นครั้งแรกนึกไม่ถึงว่าแม้แต่ในคัมภีร์ของเปลวไฟก็ยังไม่มีบันทึกไว้”

            “ใช่เปลวไฟที่เกิดขึ้นจากฟ้าดินนั้นมีอยู่มากมายคัมภีร์เปลวไฟนี้คงไม่สามารถบันทึกได้ทั้งหมด”

            “แต่เปลวไฟสีทองนี้มองดูแล้วมันไม่ธรรมดาจริงๆ”

            สวีฝูมองไปยังอัคคีเที่ยงแท้ของเย่เฉินและบ่นพึมพำอยู่คนเดียวเป็นเวลานาน

            ในที่สุดสวีฝูจึงยื่นฝ่ามือออกมา นำอัคคีเที่ยงแท้บนฝ่ามือของเย่เฉินมาไว้ในมือหวังว่าจะเห็นมันได้ละเอียดมากขึ้น

            เพียงแต่ได้เกิดเหตุการณ์ประหลาดอย่างหนึ่งขึ้น

            อัคคีเที่ยงแท้ของเย่เฉินดูเหมือนจะมีจิตวิญญาณทันทีที่ถูกจับไว้บนฝ่ามือของสวีฝู มันก็เกิดการต่อต้านขึ้นอย่างดุเดือดและลุกโชนแผดเผาอย่างบ้าคลั่ง

            โอ้!

            สวีฝูเจ็บปวดจึงรีบปล่อยมือออก แต่ฝ่ามือของเขาก็ถูกอัคคีเที่ยงแท้เผาไหม้จนกลายเป็นสีดำ

            เมื่อมองไปยังอัคคีเที่ยงแท้อีกครั้งมันเป็นเหมือนแสงสีทองเป็นสาย และพุ่งกลับเข้าไปในร่างกายของเย่เฉินทำให้เจ้าหมีสองที่อยู่ด้านข้างประหลาดใจเป็นอย่างมาก

            “นึกไม่ถึงว่าอัคคีเที่ยงแท้ของเจ้าจะมีสติปัญญา”ความประหลาดใจเต็มอยู่ในดวงตาของสวีฝู โดยไม่ได้ใส่ใจต่อความเจ็บปวดบนฝ่ามือ

            “ผู้อาวุโสเปลวไฟที่กำเนิดโดยฟ้าดิน ไม่ได้มีสติปัญญาทั้งหมดหรอกหรือ?” เจ้าหมีสองถามด้วยความสงสัย

            “ใครบอกเจ้าว่าเปลวไฟที่กำเนิดจากฟ้าดินจะมีสติปัญญาทั้งหมด”สวีฝูชำเลืองมองเจ้าหมีสอง จากนั้นก็ลูบเคราของตนเอง และอธิบายต่อ

            “ตราบใดที่เป็นเปลวไฟที่กำเนิดจากฟ้าดินก็ล้วนมีจิตวิญญาณทั้งสิ้น แต่จิตวิญญาณกับสติปัญญานั้นแตกต่างกันหากจะแบ่งตามระดับชั้น สติปัญญาย่อมสูงกว่าจิตวิญญาณแม้ว่าจะห่างกันเพียงตัวอักษรไม่กี่คำ แต่มันก็ต่างกันราวฟ้ากับดิน”

            “เอ่อ..นี่หมายความว่าอย่างไร!” เจ้าหมีสองเกาหัว

            “ผู้อาวุโสระดับของอัคคีเที่ยงแท้แบ่งออกเป็นอย่างไร” เย่เฉินหันไปถามสวีฝูก่อนหน้านี้ที่ตลาดมืดอเวจีเขาได้ทำการหลอมคาถานักเวทย์ให้กับผู้อาวุโสชุดม่วงเขาก็ได้รู้ว่าอัคคีเที่ยงแท้นั้นมีการแบ่งระดับเอาไว้เพียงแต่ผู้อาวุโสชุดม่วงนั้นไม่ได้บอกเอาไว้อย่างชัดเจน

            “มันก็ตอบได้ยาก!” สวีฝูลูบเคราของตนเอง “บางครั้งก็แบ่งตามระดับของจิตวิญญาณบางครั้งก็แบ่งตามความแข็งแกร่งของเปลวไฟ และบางครั้งก็แบ่งตามอายุของการปรากฏตัวดังนั้นการแบ่งระดับที่ชัดเจนนั้น จากประสบการณ์ที่ข้าใช้เวลาฝึกฝนมาหลายปีก็ยังไม่รู้อะไรเลย”

            เฮ้อ!

            เมื่อพูดถึงตรงนี้สวีฝูก็ถอนหายใจ“เดิมทีข้าก็ต้องการจะยืมอัคคีเที่ยงแท้ของเจ้าให้ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายของข้าจนกระทั่งวันที่ข้าตายก็จะคืนกลับให้เจ้า แต่ตอนนี้ ดูเหมือนว่าความคิดของข้าคงใช้ไม่ได้”

            “ทำไม”เย่เฉินและเจ้าหมีสองถามขึ้นพร้อมกัน

            “เป็นเพราะอัคคีเที่ยงแท้ของเจ้ามีสติปัญญาอยู่พร้อมแล้วและรู้ว่าเจ้าคือเจ้าของ หากบังคับให้เข้าสู่ร่างกายของข้าผลกระทบที่ได้รับมันก็จะยิ่งรุนแรง สิ่งนี้มันต้องอาศัยโชคชะตาในเมื่อมันเลือกเจ้า ถ้าอย่างนั้นก็ไม่อาจบังคับได้”

            เมื่อได้ยินดังนั้นในใจของเย่เฉินก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก

            คำพูดของสวีฝูนั้นชัดเจนมากเขาไม่ต้องการอัคคีเที่ยงแท้ไปครอบครองแล้วและความหมายก็คืออัคคีเที่ยงแท้ของเขาจะยังคงอยู่กับเขาต่อไป

            “แต่ข้าก็คงจะไม่ช่วยเจ้าโดยไม่ได้อะไรเลยหรอกนะ”สวีฝูไอแห้งขึ้นมา

            “แต่จงทำสิ่งที่ข้าจะสั่งให้ทำ”

            “ช่วยข้าปรุงยา”

            “กลั่น...กลั่นเม็ดยาหรือ?” เย่เฉินสะดุ้ง และยิ้มอย่างเก้อเขิน “ผู้อาวุโสจะให้ข้ากลั่นน้ำยาวิญญาณก็ยังทำได้ แต่การปรุงยานั้น ข้าไม่มีความรู้อะไรเลย”

            “ก็มีข้าอยู่ไม่ใช่หรือ!”

            ......

            ในตอนกลางคืนเย่เฉินก็ออกมาจากหอโอสถวิญญาณ และทำการนัดหมายกันแล้วว่าอีกสามวันข้างหน้าจะมาช่วยสวีฝูปรุงยา

            ตลอดทางเย่เฉินก็ยังคงนิ่งเงียบ

            ในครั้งนี้เขารอดพ้นมาได้เพราะความโชคดีของเขาเมื่อคิดถึงการสมคบคิดวางแผนชั่วร้ายของยอดเขาเหรินหยางยอดเขาตี้หยางและวิหารประกาศิตแล้ว เขาก็นึกกลัวขึ้นมาเล็กน้อยหากไม่ได้สวีฝูเข้ามาช่วยไว้ เขาก็คงจะตายกลายเป็นผีไปแล้ว

            ทวนนั้นเปิดเผยหลบหลีกง่ายแต่ศรนั้นอยู่ที่ลับยากจะระวัง

            เขาแน่ใจแม้ว่าจะได้รับการปกป้องจากสวีฝู แต่ก็อาจจะถูกทำร้ายได้ทุกเมื่อ

            สุภาพเป็นที่รู้จักฟังแล้วดูดี แต่ด้านในนี้เขารู้ได้ถึง ความชั่วร้ายที่มีอยู่ภายใน

            “เป็นเพราะข้าอ่อนแอเกินไป”เขาบ่นพึมพำ กำหมัดเอาไว้แน่น และมีเสียงคำรามออกมาจากซอกฟันของเขา“ข้าจะแข็งแกร่ง ปกป้องคนที่ข้าห่วงใย”

            เมื่อกลับมาถึงสวนแห่งวิญญาณเขาก็ยืนอยู่ข้างประตูห้องของจางเฟิงเหนียนเป็นเวลานาน

            ชายชราผู้นี้ไม่ลังเลที่จะละทิ้งศักดิ์ศรีของตนเอง ยอมใช้ชีวิตแลกชีวิตเพื่อช่วยเขาความละอายใจที่แสนทรมานมีอยู่เต็มหัวใจ ทำให้เขาคุกเข่าลงกับพื้น

            “ผู้อาวุโสเป็นเพราะผู้น้อยทำให้ท่านต้องอับอาย เย่เฉินขอสาบาน ผู้ที่รังแกท่านพวกนั้นข้าจะทำให้พวกเขาต้องชดใช้เป็นร้อยเท่าพันเท่า”