ตอนที่ 39 :บุตรนอกสมรสของท่านคณบดีหรือ
ชิ้ง !
เหล่าอาจารย์และบัณฑิตที่อยู่ด้านหน้าศิลาจารึกในตอนนี้กำลังมองบทกวีที่ได้สลักอยู่บนนั้นด้วยอาการเหม่อลอย
หยาดน้ำตาไหลออกมาทางหางตาของเจิ้งจือชิวเขาร่ำไห้และกล่าวยิ้ม ๆ ว่า “เจิ้งจือชิวผู้นี้มีดีอันใดกันกวีที่ได้สลักจารึกสองบทนี้ จะทำให้สำนักศึกษาผิงโจวของข้าถูกกล่าวขานไปนับพันปีและจะคงอยู่ตลอดไป ฮือฮือ...”
เจิ้งจือชิวปิดหน้าร่ำไห้
อาจารย์เหล่านั้นต่างก็เช็ดน้ำตาที่หางตาเช่นกันดวงตาแดงก่ำ ภายในใจถูกแทนที่ด้วยความเศร้าที่อัดอั้นมานานแล้ว
ด้วยความสามารถของหลินอี้ได้นำพาสำนักศึกษาผิงโจวขึ้นสู่สถานศักดิ์สิทธิ์แคว้นเจิ้น จากวันนี้ไป...ชื่อของพวกเขาก็จะได้ปรากฏในรายชื่ออาจารย์ของสถานศักดิ์สิทธิ์ด้วยเช่นกัน
และจะถูกขับขานโดยชนรุ่นหลัง
แต่เมื่อครู่พวกเขากลับตั้งข้อสงสัยและทำตัวน่าขายหน้ากับหลินอี้ดูถูกปัญญาชนที่ยังมิมีชื่อเสียงในเส้นทางวรรณกรรมจากก้นบึ้งของหัวใจ
“หลินอี้ ข้านั้นมีตาหามีแววไม่ดวงตาฝ้าฟาง ละอายใจต่ออาจารย์ใต้ฟ้าบนดิน และละอายใจต่อเจ้ายิ่งกว่าโปรดรับการคำนับจากข้าด้วย”
ในตอนนั้นเองอาจารย์ท่าทางเคร่งขรึมผู้หนึ่งได้ปัดตบที่เสื้อคลุมจากนั้นก็ยกชายเสื้อคลุมขึ้นมา โค้งคำนับเก้าสิบองศา และกล่าวอย่างนอบน้อมว่า“จากนี้ไปยามข้าอยู่เบื้องหน้าเจ้า จะมิแทนตนว่าเป็นอาจารย์หากเจ้าติดขัดเรื่องใดในเส้นทางวรรณกรรม ข้ายินดีจะมอบทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้เรียนรู้มาและสอนให้จนหมดสิ้น”
“หลินอี้ โปรดรับการคำนับจากข้า”
“โปรดรับการคำนับจากข้า”
“……”
ตีนเขาสำนักศึกษาผิงโจวนอกจากจางเมี่ยวหยุนที่นอนหมอบอยู่กับพื้นอาจารย์หกคนที่เหลือต่างก็โค้งคำนับหลินอี้
จากนี้ไปจะมิเรียกแทนตนเองว่าอาจารย์อีกแล้ว!
“ท่านอาจารย์”
“ท่านอาจารย์...”
เหล่าบัณฑิตต่างก็มองไปทางอาจารย์ด้วยความตกตะลึงภายในใจได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง
บัณฑิตเหล่านั้นต่างก็นึกเสียใจเช่นกัน
หลินอี้มองไปทางอาจารย์เหล่านั้นด้วยสายตาราบเรียบและกล่าวว่า
“ข้ามิอาจรับไว้ได้”
หลังกล่าวเยี่ยงนั้น เขาก็มองไปทางกลุ่มบัณฑิตของสำนักศึกษาที่ตัวสั่นเทาและเอ่ยเสียงเรียบว่า
“ยังมีผู้ใดมิยอมจำนนอีกหรือไม่”
ฮือฮา
เหล่าบัณฑิตต่างตกอยู่ในความโกลาหลแต่ละคนต่างก็ถอยหลังไปหลายก้าว และมิกล้าสบสายตาของหลินอี้
ต่อให้พวกเขาจะมีลำดับสูงกว่าหลินอี้แต่ก็มิอาจรวบรวมความกล้าขึ้นมาได้อยู่ดี
“ยอม... ข้ายอมแล้ว”
“ข้าเองก็ยอมแพ้เช่นกัน”
“ยอมจำนน”
บัณฑิตเหล่านั้นต่างก็ยอมแพ้
จนถึงขั้นที่ยอมแพ้ทั้งกายและใจ
เป็นเพราะบทกวีของหลินอี้โดยแท้จริง ไม่เพียงแต่จะมีพลังพรสวรรค์สูงถึงหกถังมีระดับถึงขั้นกู่ก้องแดนพรสวรรค์ทั้งยังทำให้กระดิ่งวรรณกรรมของสำนักศึกษาระเบิดอีกด้วย
สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าก็คือเนื้อหาของบทกวี ทั้งหมดนั้นแสดงออกมาได้ว่า หลินอี้เยาะเย้ยพวกเขา
ผู้ใดรู้สึกอยุติธรรม หมายความว่า หากใครมิยอมจำนนก็ให้รีบลุกออกมา
ในสถานการณ์ตอนนี้ใครจะกล้าลุกออกมากัน
หลินอี้พยักหน้าหันหน้ามองไปทางหลี่เหวินโป๋ “เจ้ายอมแพ้หรือไม่”
ใบหน้าของหลี่เหวินโป๋แดงก่ำเขามิยินดีอย่างมาก แต่ตอนนี้ทำได้เพียงก้มหน้าเท่านั้น และกล่าวว่า
“ยอม... ข้ายอมแล้ว”
“เยี่ยงนั้นตามที่ตกลงกันไว้ข้าเป็นผู้จัดการกับความพ่ายแพ้ของเจ้า ถูกไหม” หลินอี้เอ่ยถาม
“อือ...”
หัวใจของหลี่เหวินโป๋บีบรัด
หลินอี้พยักหน้าน้อย ๆ และกล่าวว่า“เดิมทีข้าคิดจะให้เจ้าปีนขึ้นสำนักศึกษาไป แต่ในเมื่อเจ้ายอมแพ้ในส่วนนี้ควรค่าแก่การยอมรับ เจ้าจงมาเป็นเด็กรับใช้ของข้าหนึ่งปี”
“เด็กรับใช้...”
หลี่เหวินโป๋ชะงักไป
เขารู้สึกอับอายขึ้นมาในพลันมีอย่างที่ไหนให้ปัญญาชนเช่นเขาไปเป็นเด็กรับใช้กัน
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังเป็นบุตรแห่งสวรรค์ลำดับที่สามของสำนักศึกษาผิงโจวอีกด้วย
เมื่อกลายเป็นเด็กรับใช้ของหลินอี้กลางวันก็คอยฝนหมึกให้เขา แล้วกลางคืนมิต้องคอยเทปัสสาวะให้เขาหรือ
ตอนนี้เขายินดีที่จะปีนขึ้นสำนักศึกษาแล้ว
จากนั้นหลินอี้ก็ลากเกวียนวัวเดินไปยังข้างกายคณบดีเจิ้งจือชิวและเฉินจิ้นเป่ย และกล่าวว่า “ท่านคณบดีอาจารย์เฉิน พวกเราไปกันเถอะ”
เขาไม่กังวลว่าหลี่เหวินโป๋จะผิดสัญญาเลย
“ดี”
เจิ้งจือชิวพยักหน้าจากนั้นก็พาหลินอี้และซูหวายจื้อเข้าไปในสำนักศึกษา เฉินจิ้นเป่ยเดิมตามหลังไป
เหลือไว้เพียงกลุ่มบัณฑิตและอาจารย์ที่ดวงตาไร้แวว
“หลินอี้เป็นดั่งที่ท่านคณบดีกล่าวไว้จริงด้วย...เขาเป็นอัจฉริยะผู้หนึ่ง”
“อิจฉาศิษย์พี่หลี่เสียจริง ช่างโชคดีในความโชคร้ายเขาได้เป็นถึงเด็กรับใช้ของหลินอี้...”
“ว่าอย่างไรนะ!” ヽ(`Д´)ノ
……
เรือนพักของสำนักศึกษาอยู่บนเนินเขา
เพียงหนึ่งคำพูดของเจิ้งจือชิวก็สามารถบินขึ้นฟ้ามาได้นำพาหลินอี้ ซูหวายจื้อและเกวียนวัว มาถึงลานขนาดเล็กแห่งหนึ่งที่เงียบสงบ
“เสี่ยวอี้ ที่นี่ดีมากจริง ๆ ”
ดวงตาของซูหวายจื้อทอประกาย
“อือ ดีมากโดยแท้จริง”
หลินอี้กล่าวยิ้ม ๆ
นี่คือเรือนหลังเดี่ยวที่ตั้งอยู่โดดเด่นภายในเรือนปลูกไม้ไผ่เอาไว้ ทั้งยังมีศาลาหินอีกด้วย
สิ่งที่ดึงดูดมากที่สุดก็คือหอตำราแห่งนั้น
กลิ่นของตำราลอยอบอวลเต็มไปด้วยพลังพรสวรรค์จากธรรมชาติ นี่คือสถานที่ที่ดีต่อการอ่านตำราและบำเพ็ญตน
แต่อย่างไรก็ตาม
หลินอี้ได้ยินเสียงเบา ๆ ดังขึ้นมาเหมือนว่าในหอตำราจะมีคนอยู่ และกำลังนอนกรนด้วย
หลินอี้คิ้วขมวดนิ่ว “ท่านคณบดีมีคนพักอยู่ที่เรือนนี้แล้วหรือ”
“อือ”
เจิ้งจือชิวลูบเคราแล้วหันตะโกนไปทางหอตำราว่า “ห้าวหลาน”
“ท่านคณบดีหรือ”
ฉับพลัน ก็มีชายหนุ่มหัวฟูเดินออกมาจากหอตำรา
เขายืดตัวบิดขี้เกียจ อ้าปากหาวราวกับยังไม่ตื่นดี บนหน้ามีรอยคล้ำใต้ตา ราวกับหมีแพนด้าก็ไม่ปาน
“นกฮูกหรือ”
เพียงหลินอี้หันมองก็ทราบทันทีว่าคนผู้นี้คือนกฮูก ไม่ทราบเช่นกันว่ายามกลางคืนนั้นทำอะไรบ้าง
เจิ้งจือชิวเอ่ยแนะนำกับหลินอี้“หลินอี้ นี่คือเฉินห้าวหลาน เป็นศิษย์เอกสายตรงของข้า”
“คารวะศิษย์พี่ห้าวหลาน”
หลินอี้ยกมือคำนับ
“เกรงใจไปแล้ว”
เฉินห้าวหลานอ้าปากหาวจากนั้นก็ชำเลืองมองหลินอี้ จากนั้นก็มองไปทางเจิ้งจือชิวและกล่าวว่า
“ท่านคณบดี มีธุระอันใดอีกหรือไม่หากมิมี ข้าจะไปนอนพัก...”
“เจ้า...”
เจิ้งจือชิวโกรธจนหนวดกระตุกตาโตและตำหนิว่า “เจ้าต้องเปลี่ยนการพักผ่อนของเจ้า มีปัญญาชนที่ไหนกันมาอ่านตำราเอายามค่ำคืน”
“อือ คราวหน้าข้าทำได้แน่”
เฉินห้าวหลานรับปากจากนั้นก็ฉีกยิ้มกว้าง
เจิ้งจือชิวราวกับหมดหนทางกับเขาจึงกล่าวต่อว่า “ห้าวหลาน ตั้งแต่นี้ไปหลินอี้จะพักอยู่ที่เรือนนี้เจ้าจะต้องดูแลเขาให้มาก เข้าใจไหม”
เฉินห้าวหลานมองพิจารณาหลินอี้และกล่าวว่า “สำนักศึกษารับศิษย์ใหม่แล้วหรือ รูปลักษณ์ดูไม่เลวแต่อายุมากเพียงนี้แล้วแต่ยังมิมีแม้แต่ตำแหน่งซิ่วฉาย มันไร้อนาคตนะ”
หลินอี้กล่าวยิ้ม ๆ“ย่อมมิอาจเทียบได้กับศิษย์พี่ห้าวหลานอยู่แล้ว”
เฉินห้าวหลานพยักหน้าและกล่าวว่า“ถือว่าเจ้ารู้ความอยู่บ้าง พักอยู่ที่นี่เถอะ แต่ข้านั้นจะนอนในตอนกลางวันทางที่ดีเจ้าอย่าได้รบกวน...”
“ได้”
หลินอี้พยักหน้า
เป้าหมายที่เข้ามาสำนักศึกษาผิงโจวเดิมทีก็เพื่อฝึกฝนวิทยายุทธ์วรรณกรรมหลังจากนั้นก็จะเข้าร่วมการทดสอบเพื่อรับชื่อเสียงในเส้นทางวรรณกรรม
จึงมิได้สนใจคิดจะรบกวนการศึกษาของเฉินห้าวหลานอยู่แล้ว
เจิ้งจือชิวถอนหายใจโล่งอกกลัวว่าเฉินห้าวหลานจะมิยอมรับ
แต่ทั่วทั้งสำนักศึกษาก็มีเรือนของเฉินห้าวหลานและของฟางฉิงเสวี่ยที่เหมาะที่สุด
มิมีทางให้หลินอี้ไปพักกับฟางฉิงเสวี่ยใช่หรือไม่
เพราะหากมีข่าวแพร่กระจายออกไปชื่อเสียงต้องป่นปี้เป็นแน่
เจิ้งจือชิวกล่าวกับหลินอี้ว่า“เยี่ยงนั้นเจ้าก็พักอยู่กับเฉินห้าวหลาน อาจารย์ซูไปพักเรือนเดียวกับเฉินจิ้นเป่ยอยู่ไม่ไกลกันนัก”
“ใช่แล้วอีกไม่นานจังหวัดหนานเซียงจะจัดการสอบขึ้นมา นอกจากการสอบด้านวรรณกรรมแล้วก็จะสอบวิทยายุทธ์วรรณกรรมอย่างง่ายขึ้นมาอีกด้วยในช่วงเวลานี้เจ้าก็ฝึกฝนวิทยายุทธ์วรรณกรรมเสียเล็กน้อยให้คล่องมือเพื่อชิงลำดับเจี่ยหยวนกลับมา ฮ่าฮ่าฮ่า...”
เจิ้งจือชิวมีความสุขยิ่งราวกับหลินอี้ได้ลำดับที่หนึ่งจากการสอบมาแล้วอย่างไรอย่างนั้น
เฉินห้าวหลานชะงักไปชั่วครู่
เจี่ยหยวนหรือ
เจ้าเด็กที่มาใหม่นี่น่ะรึมองอย่างไรก็มิอาจเป็นเช่นนั้นได้
“เสี่ยวอี้ หมั่นศึกษาและฝึกฝนให้ดีเจ้าจะต้องได้รับชื่อเสียงจากการสอบให้ได้”
ซูหวายจื้อกำชับกับหลินอี้จากนั้นก็เดินออกไปจากเรือนพร้อมกับเฉินจิ้นเป่ยและเจิ้งจือชิว
.....
“หลินอี้ใช่ไหม”
เฉินห้าวหลานในท่าทางถ่อมตนมองหลินอี้อย่างจริงจัง ก่อนจะกล่าวอย่างมีลับลมคมใน
“เจ้าบอกมาตามตรง...เจ้าใช่บุตรนอกสมรสของท่านคณบดีหรือไม่”