พรบุหลันนั่งเงียบมาตลอดทางที่ภากรขับรถจากในเมืองมาจนเกือบจะถึงบ้าน เพราะทุกความคิดของเธอมีแต่เื่น่าประหลาดใจที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ แม้ว่าภากรกับเกศราจะบอกว่าเป็แค่เหตุบังเอิญก็ตาม แต่เธอไม่คิดแบบนั้น
“จันทร์ยังคิดเื่นั้นอยู่อีกเหรอ” ภากรถามขณะเลี้ยวรถเข้าสู่ถนนดินลูกรัง ซึ่งเป็เส้นทางจากถนนใหญ่เข้าสู่หมู่บ้าน ทำให้เขาต้องผ่อนความเร็วจนแทบจะกลายเป็คลานเพื่อไม่ให้ฝุ่นแดงๆ คละคลุ้งจนทำให้บ้านเรือนด้านข้างหรือรถที่กำลังขับตามหลังมาได้รับความเดือดร้อน
“ค่ะพี่กร จันทร์ไม่สบายใจเลย”
ภาพดอกไม้ที่รวมตัวกันเป็วงกลมยังติดค้างอยู่ในความคิด หากเป็น้ำวน ดอกไม้ก็น่าจะถูกดูดไปใต้น้ำ แต่ทำไมแค่มาวนๆ เป็วงกลมอยู่ข้างลำเรือ ก่อนจะกระจายไปตามสายน้ำดังเดิม หรือว่าแม่้าจะบอกอะไรเธอหรือเปล่า
“ไม่มีอะไรหรอกจันทร์ ก็อย่างที่เกดบอกนั่นแหละ ใต้น้ำอาจจะมีน้ำวนอยู่ก็ได้ น้ำในแม่น้ำก็เป็อย่างนี้ ไม่ใช่เื่แปลกประหลาดอะไรหรอก จันทร์สบายใจเถอะ”
เสี้ยวหน้างดงามที่ฉายชัดถึงความไม่สบายใจนั้น ทำให้ภากรต้องพยายามสร้างความมั่นใจให้พรบุหลันมากที่สุด แม้ว่าตัวเขาเองจะคิดไม่ต่างกันก็ตาม
‘โธ่...คิดว่าอะไร ก็ปกตินั่นแหละจันทร์ ใต้น้ำอ้ะก็มีน้ำวนน้ำไหลอยู่แล้ว เป็ธรรมชาติน่ะ ของที่เราโปรยลงไปในน้ำก็อาจลอยทวนน้ำขึ้นมาได้ ถ้าบังเอิญไปอยู่ตรงร่องน้ำพอดีไง ไม่แปลกหรอก เห็นประจำ’ นั่นคือสิ่งที่เกศราบอก แต่ดวงตาของเกศราที่สบตากับเขากลับไม่บอกแบบนั้น มันมีสิ่งผิดปกติ!
“จันทร์ก็อยากคิดแบบนั้นค่ะพี่กร แต่ถ้านั่นเป็คำตอบของแม่ล่ะคะ”
“คำตอบอะไรเหรอจันทร์” เขาแทบอยากจอดรถแล้วโอบประคองพรบุหลันเอาไว้แนบอก เพราะสีหน้าของเธอไม่ดีเลย แต่ที่ทำได้คือขับคลานๆ ต่อไปเท่านั้น
“จันทร์...เอ่อ... จันทร์ถามแม่ในใจน่ะค่ะว่าแม่มีความสุขหรือเปล่าที่จันทร์ทำให้แม่แบบนี้ และแค่จันทร์คิด ดอกไม้ก็ลอยกลับมา จันทร์ก็เลยอดคิดไม่ได้น่ะค่ะว่านั่นแม่ทำให้เกิดขึ้นหรือเปล่า หรือแม่อาจจะบอกอะไรจันทร์ก็ได้”
สีหน้าเป็ทุกข์เป็ร้อนดั่งว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็ไปตามที่เธอคิดจริงๆ ยิ่งทำให้ภากรไม่อาจปล่อยให้พรบุหลันจมอยู่กับความทุกข์ได้
“จันทร์คิดมากไปแล้ว ที่จันทร์ทำให้ครูน่ะดีที่สุดแล้วนะ เชื่อพี่สิ ครูต้องมีความสุขแน่นอน ส่วนเื่ดอกไม้ จันทร์ก็อย่าคิดมาก เกดเขาก็บอกแล้วนี่ว่าเป็เื่ปกติ จันทร์อาจจะไม่เคยเห็น จันทร์ก็เลยคิดว่าแปลก แต่เกดเขาทำงานตรงนี้นะ เขาก็บอกเองว่าเห็นเป็ประจำอยู่แล้ว”
“แต่สีหน้าของเกดไม่ปกติเลยนะคะ”
พรบุหลันผินใบหน้ามองข้างทาง ทำไมเธอจะไม่รู้ว่าสีหน้าของเกศรานั้นผิดปกติ เกศราไม่ใช่คนพูดไปหลบสายตาไปแบบนั้น ทั้งยังแอบสบตากับภากรด้วย นั่นไม่ใช่เื่ปกติแน่ แล้วอย่างนี้จะไม่ให้เธอคิดมากอย่างไร
“จันทร์อย่าคิดมากเลยนะ ยังไงนั่นก็เป็สิ่งที่จันทร์พิสูจน์ไม่ได้ ขอเพียงต่อจากนี้ไปให้จันทร์ทำทุกอย่างให้ดีที่สุด พี่เชื่อว่าครูต้องมีความสุขแน่ เชื่อพี่นะ อย่าคิดมาก”
“ค่ะ จันทร์จะพยายาม”
พรบุหลันรับคำเบาๆ แต่สีหน้าก็ยังเป็กังวล และยิ่งเมื่อรถกะบะกลางเก่ากลางใหม่ของภากรแล่นมาถึงบ้านของเธอ ใบหน้าของพรบุหลันก็ยิ่งฉายความเศร้า เพราะนับจากวันนี้ไปเธอจะต้องอยู่คนเดียวจริงๆ
ไม่มีอีกแล้วแม่ที่จะคอยให้ความอบอุ่นใจ คอยให้คำปรึกษาและรับฟังเื่ราวต่างๆ ของเธอ ไม่มีแล้วแม่ที่คอยพร่ำสอนเธอเื่งานบ้านงานเรือน จนทำให้เธอเลือกเรียนในสายคหกรรมตามสิ่งที่ชอบ ไม่มีแล้วแม่ที่มีรอยยิ้มให้เธอเสมอเมื่อยามที่เธอกลับมาบ้าน นับต่อแต่นี้ไปเธอต้องใช้ชีวิตเพียงลำพัง
“พี่จะเป็กำลังใจให้จันทร์อีกแรง จันทร์ต้องผ่านไปได้แน่นอน เชื่อพี่เถอะ”
“ขอบคุณค่ะ”
ภากรมองตามร่างแบบบางที่เดินใจลอยเข้าไปในบ้าน เขาอยากปลอบใจ อยากกอดปลอบขวัญเธอให้คลายเศร้า แต่ยังไม่ใช่เวลานี้ ทว่านับจากพรุ่งนี้ไปเขาจะทำคะแนนให้พรบุหลันมองเห็นหัวใจของเขาบ้าง เธอจะได้รู้ว่าไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้เพียงลำพัง ยังมีเขาอีกคนที่พร้อมจะร่วมทุกข์ร่วมสุขไปกับเธอ
ชายรูปร่างสูงใหญ่ตามลักษณะลูกครึ่งเอเชียกับยุโรป ยืนนิ่งมองสำรวจโลกภายนอกอาณาจักรแฟรงเกนส์ผ่านผนังกระจกใส ดวงตาคมเข้มมีแววกร้าวมองตรงไปข้างหน้า ด้านนอกยังคงมีแสงสว่างอยู่มาก ทั้งที่นาฬิกาบอกเวลาเกือบหกโมงเย็นแล้วก็ตาม แต่สิ่งที่เขารอคอยก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะมาถึง และสิ่งที่มองเห็นอยู่เหนือความวุ่นวายของเมืองกรุงก็เป็สัญลักษณ์ที่ยิ่งเร่งเร้าความกราดเกรี้ยวของเขาให้เพิ่มมากขึ้น
‘ดวงจันทร์’ ที่มองเห็นได้อย่างเด่นชัดทั้งที่แสงอาทิตย์ยังไม่มืดดับลง ไม่ต่างอะไรกับการประกาศให้โลกรับรู้ว่า แม้ดวงจันทร์จะมีแสงสว่างสู้ดวงอาทิตย์ไม่ได้ แต่เธอก็พร้อมที่จะอวดความสวยงามให้ผู้ที่ใส่ใจมองเห็น
กรามแกร่งขบกันแน่นจนเป็สันเมื่อหวนคิดถึงข้อมูลที่กายให้มาเพิ่มเติม นั่นคือความสนิทสนมของคุณครูชั้นประถมในชุมชนกับเธอคนนั้น ผู้ชายที่เดินเคียงข้างเธออยู่ในงาน ซึ่งบรรดาเพื่อนบ้านต่างเหมารวมว่าทั้งคู่น่าจะเป็คู่รักกัน และก็คงไม่นานที่จะลงเอย เมื่อคนเป็แม่ไม่อยู่เสียแล้ว คนเป็ลูกก็ย่อมต้องหาหลักยึด ซึ่งจะเป็ใครไปได้ถ้าไม่ใช่ ภากร
สายตาที่ผู้ชายคนนั้นมองมาที่เขา แม้จะดูสุภาพเท่าที่จะเป็ได้ แต่ความคลางแคลงใจ ความไม่ไว้วางใจ และความหวงเจือปนอยู่ในนั้น และเขาจะไม่ทำให้ความหวงแหนนั้นเป็หมันแน่ เพราะถ้าหวงมากขนาดนี้ย่อมแสดงว่า...
“คงจะสำรวจกันมาทุกตารางนิ้วแล้วสินะ”
ชายหนุ่มเอ่ยน้ำเสียงเข่นเขี้ยวลอดไรฟัน ก่อนจะบดเบียดแแ่จนได้ยินเสียงดังกรอดอยู่ข้างใบหู ดวงตาจับจ้องมองดวงจันทร์ราวกับว่าหากเผาผลาญได้ในเวลานี้เขาก็จะทำ เพราะนั่นไม่ต่างจากมองดูสิ่งที่เขาเกลียดเลยสักนิด
ความเกลียดที่เดิมมากอยู่แล้วยิ่งเพิ่มขึ้นเพราะคำตอบที่ได้นั่นคือ จันทร์ดวงใหม่ที่เขาอยากจะขยี้ให้แหลกคามือนี้ไม่ได้งดงามดั่งตาเห็น ก็คงไม่ต่างจากที่เขาเคยมองรัชนีกรบริสุทธิ์ไร้เดียงสา ทั้งที่เธอไม่ใช่เลย!
แม้จะบอกกับตัวเองแบบนั้น แต่อารัญกลับยิ่งรู้สึกถึงความคั่งแค้นที่เพิ่มมากขึ้น เมื่อได้รู้ว่าพรบุหลันก็เหลวแหลกไม่ต่างจากแม่ของเธอ เขาเกือบไปแล้วที่จะปรานีเธอ เพียงเพราะเห็นหน้าตาใสซื่อไร้เดียงสาและดวงตาที่ฉ่ำชื้นไปด้วยรอยน้ำตานั้น แต่รู้แบบนี้ก็ดีแล้ว อะไรที่คิดจะทำจะได้ทำลงไปเต็มแรงอย่างไม่ต้องผ่อนปรน
“ฮึ! ก็แค่ของใช้แล้ว เธอต้องชดใช้ให้ฉันอย่างสาสมที่สุด พรบุหลัน ให้สมกับความเจ็บที่ฉันต้องทนอยู่คนเดียว เธอต้องร่วมรับรู้ เธอต้องเ็ปไปพร้อมกับฉัน เจ็บให้สาแก่ใจ เจ็บจนต้องกรีดร้องให้แม่เธอขึ้นมาจากยมโลก” อารัญพูดอย่างหมายมาด ขณะดวงตาคมยังจ้องมองดวงจันทร์ที่มาเยือนแผ่นฟ้าก่อนเวลาอันควร แต่แล้วดวงตาชายหนุ่มก็ตวัดลงเมื่อสัญญาณจากสิ่งที่รอคอยดังขึ้น
อารัญเดินตรงมายังโต๊ะทำงานผู้บริหารสูงสุดแห่งแฟรงเกนส์กรุ๊ป คาดหวังว่าสิ่งที่รอคอยจะเป็ไปตาม้า และคำตอบจากคนปลายสายก็ทำให้รอยยิ้มปรากฏที่มุมปากอย่างสาแก่ใจ
“ดี พรุ่งนี้นัดเธอเข้ามาสัมภาษณ์งานได้เลย”
ผู้บริหารสูงสุดแห่งแฟรงเกนส์กรุ๊ปกรอกเสียงเหี้ยมลงในโทรศัพท์สั่งการคนทางนั้นเพิ่ม และเสียงโอดครวญว่าทำไม่ได้ของกายที่ดังมาก็ทำให้อารัญต้องเค้นคำพูดลงไปสำทับ
“ไม่มีแต่ กาย ฉันไม่สนใจว่านายจะใช้วิธีไหน แต่พรุ่งนี้ฉันต้องได้พบเธอที่แฟรงเกนส์ เข้าใจมั้ย ดี จำไว้ว่าไม่มีอะไรที่คนอย่างฉันอยากได้แล้วไม่ได้ มาให้เร็วที่สุด”
อารัญกดปิดโทรศัพท์ หย่อนลงกระเป๋ากางเกงอย่างไม่ใส่ใจ ดวงตาคมตวัดวาบไปที่ขอบฟ้า แค่นยิ้มใส่พระจันทร์ดวงสวย เพราะเหยื่อที่เขาหย่อนไว้ ปลาฮุบแล้ว ขอแค่อย่าปล่อยเหยื่อก่อนเขาตวัดเบ็ดก็พอ และเมื่อไรที่ปลาสาวแสนสวยติดเบ็ด เขาก็จะจับให้แน่น ค่อยๆ ขอดเกล็ดสีชมพูระเรื่อนั้นทีละเกล็ด ทีละเกล็ด ให้ความทรมานแทรกซึมไปถึงหัวใจ ให้เธอซึมซับความเจ็บเท่าที่เขาเคยเจ็บ เจ็บเจียนตาย จนกว่าหนี้ที่ติดค้างจะหมดไป
“พรบุหลัน ฉันรอขอดเกล็ดเธอจนจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว”