ช่วงเวลาที่หนิงเทียนพาหนิงเฟยหลงไปหาบรรพชนหนิงเฉิงรับหน้าที่บัญชาการหลักข่าวการรบจากตะวันออกเฉียงเหนือมาถึง กองทัพปราบอุดรเข้าเมืองกุ้ยหลินได้แล้วยึดพื้นที่ฝั่งตะวันออกรวมเมืองใหญ่น้อยได้มากกว่าสามสิบเมืองนับเป็นข่าวที่น่ายินดีอย่างยิ่งคำสั่งถูกส่งออกไปอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ไม่ได้มีคำสั่งมาหนึ่งเดือนเต็ม
คำสั่งหนึ่งส่งไปยังทะเลทรายเอเทลผู้รับตำแหน่งผู้ปกครองใหม่แห่งแคว้นรั้งบรรดาศักดิ์อ๋องรับคำสั่งนำทหารขึ้นเหนือบุกตะวันตกยึดเมืองหนานไฮ่ ทหารห้าหมื่นนายเคลื่อนพลทันที
คำสั่งสุดท้ายไปส่งค่ายซิ่นเผิงแต่งตั้งจูเฉินเป็นแม่ทัพใหญ่คุมทหารสองแสนนายโอบล้อมนครเหอผิงตระกูลหนิงเลือกใช้วิธีรุกในการจัดการกับเยว่ทหารส่วนใหญ่ของเยว่ยังติดอยู่ที่ชายแดนฉู่เยว่ไม่รุกไม่ถอย
จอมทัพฉู่จากเดิมที่รีบเร่งเผด็จศึกกลับเปลี่ยนแผนการประวิงเวลา จักรพรรดิเยว่คงต้องปวดเศียรเวียนเกล้าไม่น้อยแต่ใครเลยจะสนใจ ยิ่งเยว่วุ่นวายพวกเขายิ่งยินดีรัชทายาทที่ทำหน้าที่ผู้สำเร็จราชการคงจะอยู่ไม่สุขกับคณะมนตรีเสียแล้ว
อาณาจักรอีกสามรอคอยเยว่วุ่นวายมานาน โดยเฉพาะซ่งที่มีความแค้นกับเยว่ตั้งตารอชิงเขตเหนือฉู่จ้องมองตะวันตก อู๋รอชิ้นเนื้อตะวันออก ทว่าไม่ทันการหนิงแย่งชิงไปแล้วแต่ถึงอย่างนั้นอู๋ก็ไร้การเคลื่อนไหวอู๋เฉินเป็นสหายกับหนิงเฟยหลงย่อมยับยั้งสงครามที่จะเกิดขึ้น แต่ก็มีข้อเรียกร้องส่งมายังหนิงเช่นกัน
ไม่รู้ว่าใครจะเป็นผู้สมปรารถนา อย่างไรเสียเยว่ก็ไม่รออยู่เฉย ๆให้อีกสามอาณาจักร และหนึ่งตระกูลรุมทึ้งแน่
ถึงแม้ตระกูลหนิงยังไม่มีพิธีสถาปนา แต่ใคร ๆก็รู้ว่าอีกไม่นานเวลานั้นก็จะมาถึง คำสั่งของตระกูลหนิงก็คือราชโองการดี ๆ นี่เองตระกูลหนิงทำหน้าที่เป็นท้องพระโรงที่ประชุมขุนนางไปเสียนานแล้ว ขุนนางทั้งปวงมีใครไม่ทราบอาณาจักรทั้งสามยังต้องเกรงใจแว่นแคว้นน้อยนี้
ตะวันตกเปิดฉากสงครามอย่างดุเดือด ศึกแรกของจิ่นอ๋องเพียงสองชั่วยามก็ยึดเมืองได้หนึ่งเมืองสิบวันทัพจิ่นรุกคืบอีกหลายร้อยลี้ยึดเมืองมากกว่าสิบเมือง กองทัพจิ่นอ๋องไปถึงที่ใดหากไม่ยอมแพ้ก็ต้องวอดวายสร้างความพรั่นพรึงให้กับชาวเยว่เป็นอย่างมาก
กองทัพใหญ่ของแม่ทัพใหญ่ก็ใช่น้อยหน้าตีชิงแผ่นดินไล่ต้อนจนถึงนครหลวงเหอผิงภายในห้าวันสามทัพรุกคืบกลืนกินแผ่นดินเยว่ไปมากกว่าครึ่ง แผ่นดินหนานโจวต้องสั่นสะเทือนสามอาณาจักรยังตื่นตะลึง กองทัพใหญ่ของซ่งเดินทัพรีบเร่งเข้าตีเขตเหนือของเยว่ทันทีหลังจากได้ข่าว
ซ่งกลัวว่าหนิงจะกลายเป็นหมาป่าผู้ตะกละตะกรามตะครุบแกะตัวอ้วนไว้ไม่แบ่งให้ใครอื่นจึงต้องลงมือเร็วกว่ากำหนด
นอกจากซ่งแล้วฉู่เองก็เริ่มเคลื่อนไหว จักรพรรดิแห่งฉู่มีพระราชโองการให้เทพสงครามถอนทัพกลับเป้าหมายแน่นอนย่อมต้องเป็นให้เยว่หนิงรบกันให้แตกหักแล้วค่อยฉกฉวยประโยชน์ที่หลัง
อย่างไรเสียจักรพรรดิฉู่ก็คงไม่ยอมให้หนิงได้ครอบครองแกะตัวนี้ไปแต่เพียงผู้เดียวแกะตัวนี้รสชาติดีเกินไปใคร ๆ ก็อยากลิ้มลองหากหนิงกล้ากลืนแกะตัวนี้เข้าไปรับรองได้ว่าต้องท้องแตกตายควรจะต้องแบ่งชิ้นเนื้อให้เหมาะสม ไม่เช่นนั้นจ่าฝูงอย่างฉู่จะพาตัวอื่น ๆมาขย่ำหนิงให้ตกตายตามแกะเยว่ไป
ฉู่เคลื่อนไหวแล้วก็ดีอู๋เองก็ใช่นิ่งเฉย อู๋ส่งคนมาขอเมืองตะวันออกห้าเมืองถึงแม้ห้าเมืองจะดูไม่มาก แต่หากยกให้อู๋ปราการธรรมชาติเทือกเขาซุ้นซานที่ขวางกั้นที่คอยปกป้องเยว่อู๋มาโดยตลอดที่บัดนี้กลายเป็นของหนิงก็จะไม่สามารถใช้เทือกเขานี้เป็นแนวกั้นชายแดนได้อีก
แนวปักปันเขตต้องถอยร่นลงมาจนถึงแม่น้ำหลานซึ่งเป็นปราการสุดท้ายก่อนจะเข้าสู่พื้นที่ราบไหนเลยหนิงจะยอมตกลงโดยง่ายหากตกลงแล้วในอนาคตก็ต้องเกิดศึกแย่งชิงพื้นที่อย่างไม่ต้องสงสัย หนิงเฉิงใช้แผนประวิงเวลาเขาไม่อาจตอบตกลงได้ในทันที เรียกประชุมขุนนางหลายครั้งคราอันที่จริงคือรอหนิงเทียนกลับมา
“เวลาล่วงเลยนับเดือนแล้ว ไม่รู้ว่าบิดาท่านทำสิ่งใดอยู่กันแน่ท่านพาเฟยหลงไป หลงเหลือข้าให้เผชิญกับความวุ่นวาย หากท่านยังไม่กลับมาโดยไวไม่รู้ว่าสถานการณ์จะเปลี่ยนไปอีกหรือไม่ ?”
..........
“เจ้ายอดเยี่ยมมาก อายุยังไม่ถึงสิบแปดก็เข้าถึงระดับแก่นแท้พลังขั้นสี่แล้วไม่เสียทีที่เป็นอัจฉริยะร้อยปีของตระกูลเรา ทว่านั่นยังไม่เพียงพอสำหรับสำนักใหญ่ข้อกำหนดของพวกเขามากมายเกินไป อย่างน้อย ๆ เจ้าต้องอยู่ขั้นเจ็ดจึงสามารถรับการทดสอบเข้าสำนักทั้งเจ็ดได้อายุก็ต้องไม่เกินสิบแปดปี
ทั้งการทดสอบยังโหดร้ายป่าเถื่อน แก่งแยงชิงดีหากเจ้าไม่สามารถปรับตัวได้ก็ได้แต่ต้องตายเท่านั้นหากไม่ตายก็คงได้เป็นเพียงที่รองมือรองเท้าของผู้อื่นเป็นบันไดให้ก้าวย่ำขึ้นไป ซึ่งข้าไม่ต้องการให้เป็นแบบนั้นเจ้าเข้าใจหรือไม่?”
หนิงเฟยหลงได้รู้ต้นตอปัญหาของตระกูลแล้วสมองก็เต้นดังตุบ ๆปัญหาที่ตระกูลหนิงได้รับไม่ธรรมดาเลยขุมกำลังที่น่ากลัวขนาดนั้นเพ่งเล็งตระกูลหนิงอยู่ไม่รู้ว่าอดีตระกูลหนิงเคยไปล่วงเกินสิ่งใดไว้จึงยังความทุกข์ยากมาถึงปัจจุบัน แค่คิดก็น่าขนลุกแล้วและเขาก็พึ่งรู้ว่าในโลกนี้ยังมีสำนักที่ยิ่งใหญ่อีกตั้งเจ็ดสำนัก
รายละเอียดของสำนักทั้งเจ็ดไม่มีแม้แต่นิดในหอสมุดของตระกูลหากไม่ได้ฟังจากปากของบรรพชนเขาคงไม่รับรู้ถึงการมีอยู่ของสำนักใหญ่ทั้งเจ็ดนอกเสียจากว่าเขาจะทรงพลังเพียงพอที่จะรับรู้เรื่องเหล่านี้ด้วยตนเองซึ่งนั่นคงกินเวลาไปอีกสิบปี และขาดคุณสมบัติการเป็นศิษย์ของเจ็ดสำนักไปเสียแล้ว
“หากเจ้าต้องการจะทำให้สำเร็จสมปรารถนาก็ใช่เรื่องยากอย่างแรกเลยก่อนเจ้าอายุสิบแปดจะต้องย่างเข้าสู่ขั้นที่เจ็ดให้จงได้ ต้องเข้าเป็นศิษย์ของสำนักทั้งเจ็ดแห่งใดแห่งหนึ่งและต้องกลายเป็นศิษย์ภาคภูมิใจภายในสี่สิบปีนี้ให้ได้ เจ้าจะรับปากข้าได้หรือไม่?” ดวงตาของบรรพชนจ้องเขม็ง ท่านมองลึกเข้าไปในจิตใจของชายหนุ่มด้วยความหวัง
ข้อกำหนดนี้ยากลำบากไม่น้อย ก่อนอายุสิบแปดเขามั่นใจว่าสามารถทำได้แต่เรื่องกลายเป็นศิษย์ภาคภูมิใจนั้นเขายังไม่รู้ว่ามันจะยากเท่าใด แค่ชื่อตำแหน่งของมันในสำนักก็รู้ว่าต้องสำคัญไม่ธรรมดาใช่ว่าจะได้มาครองง่าย ๆ คงมีผู้คนนับหมื่นแสนที่อยากเป็น
บรรพชนกล่าวเสริมน้ำเสียงจริงจัง “แม้นว่าเจ้าทำไม่ได้ต่อให้ตระกูลหนิงกลายเป็นราชวงศ์แล้วอย่างไรสุดท้ายก็มิใช่ต้องสูญสิ้นอยู่ดีรึ ? รักษาไม่ได้ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะทำเจ้าต้องไตร่ตรองให้ดี หากก้าวพลาดหายนะย่อมมาเยือน”คำพูดเหล่านี้เพิ่มแรงกดดันให้หนิงเฟยหลงไม่น้อย ใจดวงน้อยของเขาสั่นสะเทือน ทว่าดวงตาที่ลังเลหวาดหวั่นพลันเปลี่ยนเป็นมุ่งมั่นอยากเอาชนะ
“บรรพชนผู้เยาว์รับปาก”
เขาไม่ได้คิดลึกซึ้งเทียมบรรพชน เพียงคิดน้อย ๆ ขอเพียงตระกูลหนิงสามารถตั้งอาณาจักรได้ต่อแต่นี้ไปก็ไม่ต้องทำตามคำสั่งใครอีกจะไม่เกิดเหตุการณ์ที่น่าหวาดเสียวอย่างที่เกิดในอาณาจักรเยว่อีกเขาคิดเพียงว่าตระกูลของเขาต้องปลอดภัยก็เท่านั้น !
“ดี ยอดเยี่ยม ! หนิงเทียนต่อแต่นี้ไปตระกูลหนิงจะไม่ใช่แค่ตระกูลอีก” บรรพชนหัวเราะร่าท่านทั้งสองกล่าวจบแล้วก็เหาะเหินเหยียบเมฆาหายลับไปยังที่ใดไม่ทราบได้
“ขอบพระคุณท่านบรรพชน !” หนิงเทียนสุดจะกลั้นความตื่นเต้น เขารีบคุกเข่าลงคำนับบรรพชนพร้อมหนิงเฟยหลงแล้วเดินทางกลับไปยังห้องลับใต้ดินหอบหิ้วความยินดีกลับไป
ที่จริงแล้วทั้งหมดทั้งสิ้นล้วนเป็นการทดสอบของบรรพชนท่านหวังจะเห็นลูกหลานที่มีความกล้าหาญ จิตใจแน่วแน่หากว่าหนิงเฟยหลงมีฝีมืออ่อนด้อย ลังเลจนเกินไป การทดสอบนี้ก็คงล้มเหลวท่านทั้งสองจะไม่เดิมพันกับชนรุ่นหลังในตระกูลเช่นนี้หากแต่การต่อสู้ของหนิงเฟยหลงสร้างความประทับใจให้ท่านนัก
โดยเฉพาะวิชากระบี่ที่ไม่เหมือนใครแต่ที่ท่านเห็นจะดีใจที่สุดคงจะเป็นเจตนารมณ์ฝ่ามือนั้นของหนิงเฟยหลงที่แสดงออกมาได้ก่อนก้าวเข้าสู่ขอบเขตแดนพิภพเสียอีกนี่เป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์อย่างไม่เคยเป็นมาก่อนบ่งบอกว่าอนาคตของคนผู้นี้ย่อมยาวไกล เป็นอัจฉริยะที่หาได้ยากยิ่งในโลกแห่งนี้ถึงแม้ว่าระดับพลังจะไม่ได้สูงส่งเทียบเท่ากับยอดอัจฉริยะของสำนักทั้งเจ็ดก็ตามแต่เมื่อเข้าสู่สำนักเหล่านั้นได้มันก็ไม่แน่ว่าใครจะดีกว่ากัน
“หลงเอ๋อร์เจ้าทำได้ดีมาก พวกเราทำสำเร็จแล้วต่อไปอนาคตของตระกูลหนิงยากจะคาดเดาได้แล้วการเปิดศักราชใหม่ไม่รู้ว่าจะดีหรือร้าย แต่ในเมื่อข้าและเจ้าตัดสินใจจะทำคงไม่ต้องหวนระลึกถึงมันอีก เราไปหาหนิงเฉิงกันเถอะ เขาคงรอข้าอยู่ที่นั่น”
หนิงเทียนคว้าตัวหลานชายมาที่โถงหลักที่ซึ่งหนิงเฉิงและหนิงหลินกำลังถกเถียงกันอยู่ ทว่าระหว่างทางได้พบเจอซ่งจิ่นติ้งหนิงเฟยหลงจึงขอเวลาชั่วครู่เพื่อทักทายกัน แล้วจึงตามหนิงเทียนไป
“หนิงเฉิงเจ้าต้องตัดสินใจแล้วไม่เช่นนั้นกองทัพอู๋จะเคลื่อนพลทหารของเราไม่พร้อมจะเผชิญศึกหลายด้านหากฝืนรั้งเนิ่นนานไมตรีที่เคยมีก็จะย่อหย่อนลง” หนิงหลินเป็นผู้กล่าว
“ข้าเองก็ตระหนักเรื่องนี้มาแล้วทว่าเรื่องใหญ่เช่นนี้คงมีแต่เพียงท่านพ่อเท่านั้นที่ตัดสินใจได้ไยท่านต้องรีบร้อนเกินควร” ไหนเลยหนิงเฉิงจะไม่รู้ว่าหากเขาเป็นผู้ทำสัญญาในภายหลังเรื่องนี้ย่อมเป็นที่ถกเถียงในหมู่ขุนนางและยิ่งเป็นจุดอ่อนอันร้ายแรงของเขาด้วย
การเถียงลักษณะนี้เกิดขึ้นมานานกว่าสองวันแล้วและวันนี้ควรเป็นการตัดสินใจที่เด็ดขาด
ประตูใหญ่เปิดออกบุรุษสองคนผู้ภูมิฐานเดินเข้ามา หนึ่งผู้เฒ่าหนึ่งผู้เยาว์เดินเข้ามาพร้อมกัน ภายในห้องโถงเงียบสนิทไม่มีใครถกเถียงกันอีกทุกคนหันมาคารวะไปทางประตูนั้นแล้วกล่าวพร้อมเพรียงกัน
“คารวะท่านประมุข !”
หนิงเทียนขมวดคิ้วกวาดสายตามองไปทั่วแล้วถอนออก ก้าวเดินอย่างสง่างามเข้าไปกลางที่ประชุมพร้อมผายมือ “ตามสบาย”
แม้ว่าหนิงเทียนจะบอกให้ทุกคนตามสบายแล้ว ทว่าภายในห้องยังรู้สึกอึดอัดอยู่ผู้อาวุโสที่เข้าข้างหนิงหลินเมื่อครู่รู้สึกตึงเครียดแน่นอนว่าย่อมต้องเป็นเช่นนั้น เหตุเพราะผู้ที่เดินเข้ามาพร้อมกับหนิงเทียนคือหนิงเฟยหลงบุตรชายของหนิงเฉิงนี่ย่อมบ่งบอกได้ว่าหนิงเทียนให้ความสำคัญกับหนิงเฟยหลงมากเพียงใด ไม่ต้องคิดคำนวณก็พอจะรู้เมื่อครู่พวกมันกระทำการที่ไม่สมควรล่วงเกินผู้สืบทอดตระกูลในอนาคตไปเสียแล้ว
ก่อนหน้านี้การแสดงออกของหนิงเทียนยังไม่เด่นชัดไม่ได้นำหนิงเฟยหลงเข้าที่ประชุมด้วย ถึงแม้จะส่งคนไปอารักขาระหว่างฝึกฝนมากมายแต่นั้นก็เป็นเหตุสมควรแล้ว แม้ว่าผู้อื่นจะตระหนักรู้ก็สมควรได้รับการปฏิบัติเยี่ยงชายหนุ่มเช่นกันแต่หลายคนก็เริ่มเห็นความแตกต่างเล็กน้อยกับการแสดงออกของหนิงเทียน
ยิ่งเห็นเช่นนั้นอีกฝ่ายก็ยิ่งหาจุดอ่อนเล่นงานอีกฝ่ายก่อนหน้าคิดจะใช้ทูตแห่งอู๋บีบบังคับหนิงเฉิงให้เข้าไปในหลุมพราง อย่างน้อยก็ลดโอกาสเป็นผู้สืบทอดของเขาได้ทว่ายามนี้เป็นไปไม่ได้แล้ว ประมุขตระกูลกลับมาแผนการนี้ล้มเหลวไม่เป็นท่าทั้งยังถูกเพ่งเล็งอีกได้ไม่คุ้มเสียเอาเสียเลย ขุนนางต่างฝ่ายกิริยาอาการประหนึ่งวัวสันหลังหวะก็ไม่ปานไม่เป็นที่น่าเกรงขามดังก่อนหน้า
“มีเรื่องอันใดกันถึงได้ถกเถียงกันวุ่นวายถึงเพียงนี้ ?”
หนิงหลินไม่คิดปล่อยโอกาสให้หนิงเฉิงเอ่ยก่อนจึงก้าวเดินออกมาประสานมือเคารพแล้วกล่าวตอบอย่างฉะฉานว่า
“บิดาท่านคงยังไม่ทราบ ทูตแห่งอู๋ได้มาเยือนตระกูลเราในเดือนก่อนเพื่อรอคำตอบบางอย่างจนบัดนี้เขาเองยังไม่ได้คำตอบจึงมีโทสะบ้างแล้วรีบเร่งข้าให้มาแจ้งแก่ที่ประชุมจึงเกิดการโต้เถียงที่รุนแรงขึ้นในหมู่พวกเรา เนื่องจากเรื่องนี้สำคัญนักบิดาท่านไม่อยู่พวกเราจึงต้องมาขอร้องให้น้องเล็กตัดสินใจ ในฐานะว่าที่ผู้สืบทอด”
หนิงหลินจงใจเน้นคำ ‘ว่าที่ผู้สืบทอด’ อันแสดงถึงความมีอำนาจการตัดสินใจที่รองลงมาจากประมุขตระกูลที่ต้องคอยแบ่งเบาหน้าที่รับผิดชอบ หากหารตัดสินใจเป็นไปได้ไม่ดีคนนั้นก็ไม่เหมาะสมด้วยประการทั้งปวง เหตุเกิดเรื่องวุ่นวายมานับเดือนและการโต้เถียงที่รุนแรงสองวันมานี้ใช้โจมตีหนิงเฉิงได้
ไหนเลยหนิงเทียนจะไม่เข้าใจเขาทำเป็นว่าไม่ได้สังเกตการณ์เน้นย้ำของหนิงหลินเลือกเข้าประเด็นที่สำคัญแทน “เรื่องที่ถกเถียงกล่าวมา”
“เรียนบิดาท่านทางราชสำนักอู๋ส่งสาส์นมาขอเมืองตะวันออกห้าเมืองแลกกับการไม่เคลื่อนพลทหารทว่าเมืองทั้งห้านี้คือหน้าด่านที่สำคัญยิ่งหากเสียไปชัยภูมิที่สำคัญอย่างเทือกเขาซุ้ยซานก็จะหายไป” หนิงเฉิงตอบ
“เรื่องนี้พวกเจ้า...คิดเห็นอย่างไร ?”
“ข้าเห็นว่าไม่สมควรจะยกเมืองให้ เสนอแลกเปลี่ยนอย่างอื่นจะดีกว่า”ผู้อาวุโสของตระกูลหนิงเป็นคนเสนอทว่าเพียงเอ่ยไม่นานไช่หู่อดีตเสนาบดีโยธาก็กล่าวค้านทันทีไช่หู่ผู้นี้หาใช่ไช่หู่ผู้ตกตายไปไม่เขาคือบุตรชายคนโตของเสนาบดีโยธาคนก่อนพึ่งได้รับตำแหน่งมาไม่นานนี้
“ข้าไม่เห็นด้วย นายท่านเราไม่อาจรับศึกหลายด้านได้ทั้งรากฐานเรายังไม่มั่นคงไม่สมควรทำศึกยาวนาน ขอให้นายท่านไตร่ตรองด้วย”
“ลูกเห็นพ้องด้วยกับท่านไช่หู่ขอท่านพ่อตัดสินใจ” หนิงหลินกล่าวเสริม
ทุกคนต่างพากันตามความคิดของตน ทว่าหนิงเฉิงยังไม่กล่าวสิ่งใดหนิงเทียนก็ยังเงียบอยู่ หากว่าที่นี่จงฉีอยู่เขาคงเสนอแผนการที่ดีได้แน่ทว่าเขาได้รับคำสั่งฝึกทหารอยู่ห่างออกไปร้อยลี้ การประชุมนี้คงไม่สามารถ
เมื่อทุกคนแสดงความคิดเห็นกันหมดแล้วก็หันมารอรับการตัดสินใจของหนิงเทียน
“ส่งมอบ !”