ตรงที่หน้าประตูเมืองฟูเจี้ยน ผู้คนจำนวนมากได้ออกยืนจัดขบวนต้อนรับที่หน้าเมืองอย่างเอิกเกริก ประตูเมืองถูกประดับไว้ด้วยดอกไม้และผ้าแพรหลากสี ผู้คนจำนวนมากทั้งคหบดีและเจ้าเมือง รวมไปถึงคนระดับสูงของสกุลถังและหลิว พวกเขาต่างแต่งกายด้วยชุดหรูหราอันสูงค่าที่สุดเท่าที่พวกเขามี
ชายแก่สองคนผู้มีอำนาจมากที่สุดในเมืองก็ได้เดินทางมาเพื่อร่วมขบวนต้อนรับนี้ด้วยเช่นกัน หนึ่งคือหลิวจิวฝูผู้เป็นผู้นำตระกูลหลิว และอีกผู้หนึ่งก็คือถังจิวหูผู้เป็นผู้นำตระกูลถังเช่นกัน พลังอำนาจของทั้งสองนั้นราวกับเป็นราชผู้ครองเมืองฟูเจี้ยน ทั้งสองได้ยืนนำผู้คนมากมายที่อยู่ในพิธีการนี้
แม้แต่ฉวี่ฮุ่ยผู้เป็นเจ้าเมืองยังต้องถูกบดบังรัศมีไว้และยืนอยู่ด้านหลังของชายชราทั้งสองราวกับเป็นคนรับใช้ก็ไม่ปาน ใบหน้าของเขานั้นแม้จะดูเฉยเมยแต่ในใจนั้นกลับต่างออกไป เขาโกรธแค้นและรู้สึกเสียหน้าเป็นอย่างมาก เขาเป็นถึงเจ้าเมืองแห่งนี้แต่กลับได้รับการกระทำคนในเมืองเช่นนี้ก็ออกจะดูเสียหน้าอยู่บ้าง
ฉวี่ฮุ่ยเก็บรักษาอาการของเขาเอาไว้เป็นอย่างดีจนไม่มีใครสามารถมองเบื้องหลังใบหน้าที่ไร้ความรู้สึกนี้ได้ นี่อาจจะเป็นทักษะพื้นฐานที่ขุนนางแทบทุกคนต้องมีก็ได้ ในวงการขุนนางมักจะต้องโอนอ่อนตามกระแสและไม่สามารถพูดความในใจของตนเองออกมาได้อย่างแท้จริง คนที่สามารถทำทุกสิ่งได้ตามต้องการก็คือพวกที่มีอำนาจอยู่ในมือ เหมือนเช่นสกุลถังและหลิวที่มีอำนาจล้นมือภายในเมืองฟูเจี้ยน เมื่อพวกเขามีอำนาจที่มากพอ แม้แต่ทางการก็ไม่อาจแตะต้องเขาได้อย่างง่ายดาย แม้ฉวี่ฮุ่ยจะได้เอาหน้ากับทางการเรื่องการจัดการกับเหตุการณ์แพร่พิษในเมือง แต่กับฐานะในเมืองนั้นก็ไม่เปลี่ยนแปลงเสียเท่าไหร นั่นเพราะชื่อเสียงไม่ได้มีผลกับอำนาจในมือ
ครืนนนน
เสียงแผ่นดินสั่นสะเทือนเลือนลั่นดังขึ้น เสียงของฝีเท้ากระทบเข้ากับพื้นดินอย่างพร้อมเพรียงจนสั่นสะท้าน ที่ไกลออกไปทางหน้าเมืองได้มีกองทหารที่เดินอย่างพร้อมเพรียงจนฝุ่นตลบไปทั่ว ฝีเท้าอันหนักแน่นและเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังอำนาจ แม้แต่ชายชราทั้งสองซึ่งบรรลุถึงขอบเขตนภายังรู้สึกหวั่นเกรง
พวกเขาสามารถเห็นป้ายไม้ที่เขียนอักษรสีทองจากระยะไกลที่เขียนไว้ว่าสกุลเฟิงและองค์ชายรอง ส่วนกองกำลังที่กำลังเข้ามาใกล้เมืองนั้นก็คือทหารกล้าผู้สวมใส่ชุดเกราะพยัคฆ์สีขาว ทหารกล้าแต่ละคนนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังอันมหาศาล มีตั้งแต่ผู้ที่อยู่ในขอบเขตแก่นแท้จนถึงปฐพี
กองกำลังของผู้ฝึกตนนับร้อยเช่นนี้นับว่าพอเพียงต่อการเหยียบย่ำเมืองฟูเจี้ยนให้พังพินาศในพริบตา แม้แต่สองผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่งที่สุดในเมืองทั้งสองอย่างถังจิวหูและหลิวจิวฝูยังรู้สึกลำบากใจยิ่งนักหากต้องต่อกรกับกองกำลังทั้งหนึ่งร้อย
ที่ตรงกลางของกองกำลังทหารเกราะพยัคฆ์นั้นคือเกี้ยวพยัคฆ์หลังหนึ่งที่ทั้งสี่ด้านได้มียอดยุทธ์วิชาตัวเบากำลังแบกเกี้ยวหลังนี้อยู่ คนทั้งหมดที่ได้มาทำการต้อนรับต่างมองเกี้ยวพยัคฆ์หลังนั้นด้วยความยำเกรง พวกเขานับว่าไม่เคยพบเห็นกองกำลังที่มีอำนาจขนาดนี้มาก่อน แม้จะทราบดีว่านี่เป็นเพียงองครักษ์เพื่อรักษาความปลอดภัยให้แก่องค์ชายเท่านั้น แต่พลังเช่นนี้ก็นับว่ามากมายจนเกินไป
หากจะให้บอกแล้วละก็ นี่คงอาจจะเป็นสามัญสำนึกปกติของผู้มีอำนาจอันแข็งแกร่ง องค์ชายเพียงมาท่องเที่ยวกลับมีองครักษ์ที่แข็งแกร่งเช่นนี้ คนในเมืองฟูเจี้ยนต่างก็พูดไม่ออก สามัญสำนึกหรือความเข้าใจของพวกเขาไม่อาจนำมาใช้ตัดสินกับฝ่ายอำนาจอันยิ่งใหญ่ของอาณาจักรได้เลย แต่พวกเขาก็หวังไว้อย่างมากเช่นกันที่จะเอาใจองค์ชายผู้ได้มาเยือนเมืองอันห่างไกลนี้ หากได้รับการโปรดปรานจากองค์ชายรองแห่งแคว้นซีหนานก็อาจจะทำให้พวกเขาได้รับประโยชน์มากมายตามมา
ในคราแรกนั้นผู้ที่ได้รับรู้ว่าองค์ชายจะมาเยือนมีเพียงคนของจวนเจ้าเมืองเท่านั้น กรมพระราชพิธีได้ติดต่อเมืองต่างๆในอาณาจักรและส่งข่าวถึงเจ้าเมืองต่างๆเกี่ยวกับการเดินทางขององค์ชาย ในช่วงหลายเดือนมานี้องค์ชายผู้นี้ได้ไปเที่ยวหลายต่อหลายเมืองในแคว้นเจียงหนาน แต่ก็ไม่ได้อยู่ที่ใดนานมากนัก แต่กรมพระราชพิธีก็ยังจำเป็นที่จะต้องติดต่อไปยังเมืองต่างๆเพื่อให้พวกเขาเตรียมการต้อนรับที่สมเกียรติเอาไว้
กองกำลังขององค์ชายสองได้เดินทางจนมาถึงหน้าประตูเมืองฟูเจี้ยนอย่างรวดเร็ว ทหารเกราะพยัคฆ์จัดรูปขบวนอย่างรวดเร็วและแยกกันยืนทางซ้ายและขวาของเกี้ยวพยัคฆ์ คนแบกเกี้ยวทั้งสี่ได้นำพาเกี้ยวอันยิ่งใหญ่หลังนั้นไปหยุดอยู่ตรงหน้าพิธีต้อนรับที่คนในเมืองนี้ได้จัดเอาไว้
ผ้าแพรบนเกี้ยวมังกรถูกแหวกออก เฟิงหงหู่ได้ออกมายืนตรงหน้าเหล่าคนจำนวนมากที่เฝ้ารอถึงการมาของเขา ชายหนุ่มได้ยิ้มอย่างพอใจ ร่างของเขาเปล่งอำนาจพลังอันไร้รูปร่างออกมา มันไม่ใช่พลังที่สามารถรู้สึกได้ด้วยกาย แต่มันเป็นพลังที่สะกดข่มทางจิตใจ เมื่อพบเจอกับพลังเช่นนี้จะรู้สึกด้อยค่ากว่าตัวตนที่อยู่เบื้องหน้ายิ่งนัก นี่คงเป็นรัศมีราชันย์ซึ่งถูกส่งออกมาจากผู้มีสายเลือดสูงศักดิ์
“น้อมคาราวะองค์ชายสองแห่งแคว้นซีหนาน!” เสียงของผู้คนในพิธีต้อนรับเอ่ยขึ้นพร้อมกัน พวกเขาต่างก็รู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมากที่องค์ชายได้มาเยือนยังสถานที่ห่างไกลเช่นนี้ด้วยตัวเอง แม้ผู้คนบางส่วนในเมืองจะรู้ถึงข่าวที่ว่าได้มีองค์หญิงแห่งแคว้นตัวเองเป็นผู้กำกับดูแลหอหงส์แดงในเมืองฟูเจี้ยนก็ตาม แต่ก็ไม่เคยมีใครได้พบเห็นองค์หญิงที่ว่าด้วยตาตนเองแม้แต่คนเดียว
แต่องค์ชายสองนี่ไม่เหมือนกันแม้แต่น้อย คนผู้นี้เรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้า มีเลือดเนื้อและสามารถเห็นได้ด้วยตา มิใช่ข่าวหรือคำร่ำรือที่ว่ามีองค์หญิงประทับอยู่ในหอหงส์แดงเหมือนที่แล้วมา ในพิธีการต้อนรับนั้นมีแม้แต่ผู้ที่นำลูกหลานที่สวยงดงามที่สุดของตระกูลตนเองมาในพิธีนี้เพื่อให้องค์ชายผู้นี้ได้เห็น หากจับพลัดจับผลูได้เป็นพระชายาขององค์ชายสองก็เท่ากับตระกูลพวกเขาได้กลายเป็นปลาหลีฮื้อกระโดดผ่านประตูมังกร
พริบตาเดียวราวกับได้ปีนป่ายขึ้นสวรรค์ เสพสุขสำราญไปชั่วนิรันดร์ พวกนางต่างก็แต่งหน้าทาชาดแดงบนริมฝีปาก แม้พวกนางจะดูงดงามมากนักแต่เฟิงหงหู่ก็ไม่ใช่พวกประเภทลุ่มหลงในสุรานารี เขาเป็นคนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จในวิถียุทธ์อย่างมากและมีชื่อเสียงโด่งดังในยุทธภพแคว้นซีหนาน
แม้ผู้อื่นจะเรียกขานเขาด้วยตำแหน่งองค์ชายสอง แต่สำหรับผู้คนโดยทั่วไปแล้วก็มองเห็นเขาเป็นองค์ชายใหญ่ สิ่งนี้ก็เป็นเรื่องลึกลับภายในวังไป๋หู่อ๋องเช่นกัน ผู้คนเคยเห็นและได้ยินแต่นามเฟิงหงหู่องค์ชายสอง แต่ไม่เคยมีใครแม้แต่คนเดียวที่ได้พบเห็นหรือได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับองค์ชายใหญ่วังไป๋หู่อ๋อง
ในยุทธภพนั้นมีคำร่ำลือมากมายเกี่ยวกับองค์ชายใหญ่ บ้างก็ว่าองค์ชายใหญ่ผู้นี้มีหน้าตาอัปลักษณ์จึงไม่เคยก้าวออกจากวังไป๋หู่อ๋อง บ้างก็ว่าองค์ชายใหญ่นั้นได้ตายไปตั้งแต่ตอนที่คลอดออกมา แต่เพราะไป๋หู่อ๋องนั้นรักบุตรคนนี้มากจึงยังได้ดำรงตำแหน่งองค์ชายไว้ให้แก่เด็กคนนั้น แต่จำเป็นต้องรู้ว่ามีหนึ่งสิ่งที่บรรดาข่าวลือทั้งหลายต่างมีตรงกันก็คือ...ไม่มีใครก็ตามที่ทราบนามขององค์ชายใหญ่แคว้นซีหนาน มีผู้คนจำนวนมากในยุทธภพดินแดนซือหลิงที่เรียกคนผู้นี้ว่าองค์ชายไร้นาม
“พวกเจ้าไม่ต้องมากพิธีหรอกนะ ข้าก็แค่มาเที่ยวเมืองของพวกเจ้าเท่านั้นเอง อย่าได้ทำเรื่องราวให้วุ่นวายเลยนะ” เฟิงหงหู่กล่าวพร้อมกับยิ้มอย่างจริงใจให้แก่ผู้คนทั้งหมดที่ได้ร่วมพิธีต้อนรับ เฟิงหงหู่ผู้นี้ดูเป็นกันเองและไม่ค่อยมีท่าทีหยิ่งยโสที่คนชั้นสูงต่างก็มีกัน ผิดจากที่ผู้คนคาดคิดไว้มากนัก ภาพลักษณ์ขององค์ชายรองผู้นี้ดูราวกับเป็นคุณชายที่สุภาพเรียบร้อยผู้หนึ่ง
ลักษณะนิสัยที่ดูสมบูรณ์แบบอีกทั้งยังมีรัศมีแห่งราชันย์ที่ดูสูงส่งนั้นยิ่งขับเน้นให้เฟิงหงหู่ผู้นี้ดูตราตึงใจสำหรับสาวงามจำนวนมากที่ได้มาในพิธีต้อนรับยิ่งนัก ในโลกแห่งการต่อสู้ซึ่งผู้คนนับถือและชมชอบคนที่แข็งแกร่ง ด้วยฐานะและภาพลักษณ์อันสมบูรณ์แบบขององค์ชายต่างก็ทำให้สาวงามทั้งหลายรู้สึกชมชอบอยู่บ้าง พวกนางหวังว่าองค์ชายผู้นี้จะมองมาและสนใจพวกนาง
หลังจากต้อนรับพอเป็นพิธีแล้ว หลิวจิวฝูก็ได้ชิงตัดหน้าขอเชิญให้องค์ชายไปพักยังตระกูลของตนซึ่งเฟิงหงหู่ก็ตอบรับแต่โดยดี แม้ถังจิวหูซึ่งเป็นผู้นำสกุลถังจะรู้สึกเสียดายอยู่บ้างที่ไม่อาจทำความประทับใจให้แก่องค์ชายได้แต่ก็ต้องจำยอม นั่นเพราะตระกูลของเขายังไงก็ได้รับชื่อว่าเป็นตระกูลอันดับสอง ไม่ว่าพลังโดยรวมหรือขนาดของตระกูลก็ไม่อาจเทียบได้กับสกุลหลิวแม้แต่น้อย
ถังจิวหูได้แต่ถอนหายใจอย่างเสียดายจากนั้นจึงสะบัดแขนเสื้อแล้วพาผู้คนของสกุลถังกลับไปยังตระกูล ส่วนผู้อื่นนั้นต่างก็แยกย้ายกันกลับไป พวกเขาเพียงหวังว่าให้คนของตนเข้าตาองค์ชายบ้างเพียงเท่านั้น แม้ในใจลึกๆของเขาจะทราบอยู่แล้วก็ตามว่าสกุลหลิวจะเป็นผู้ที่ได้ความสนใจไป แต่เพียงโอกาสแม้เพียงเล็กน้อยแต่พวกเขาก็ขอพยายามเพื่อไขว่คว้าโอกาสนั้นไว้
องค์ชายสองได้ขึ้นไปยังเกี้ยวพยัคฆ์และจากไปพร้อมกับกองทัพเกราะพยัคฆ์นับร้อยนาย กองทัพอันกล้าแกร่งได้เข้าไปพักยังบ้านของสกุลหลิว เนื้อที่ของตระกูลหลิวนั้นช่างกว้างใหญ่และสามารถรองรับผู้คนได้เป็นจำนวนมาก ตระกูลหลิวได้เสียสละเรือนที่ดีที่สุดไว้ให้แก่องค์ชายได้ใช้เป็นที่พัก
ส่วนกองทหารทั้งหนึ่งร้อยนายนั้นได้ปฏิเสธที่จะพักในเรือนรับรองและได้ตั้งกองกำลังล้อมรอบเรือนพักขององค์ชายเพื่อถวายการอารักษ์ขา แม้หลิวจิวซือผู้เป็นบิดาของหลิวจิวเลี่ยนจะพยายามอย่างมากมายก็ตามที่ต้องการจะนำพาบุตรสาวผู้งดงามให้มารู้จักคนใหญ่คนโตผู้นี้ก็ตาม แต่ดูเหมือนว่าองค์ชายผู้นี้ไม่ได้สนใจที่จะออกมาจากเรือนเลยแม้แต่น้อย แม้พวกเขาจะไม่เข้าใจอยู่บ้างแต่ก็ไม่อาจใช้ความคิดของคนธรรมดามาตัดสินความคิดของผู้สูงศักดิ์ได้
ภายในเรือนที่ดีที่สุดในสกุลหลิวหลังนั้น องค์ชายสองนั้นกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวหนึ่งภายในห้องพักที่ดูหรูหราภายในเรือน ในเรือนพักหลังนั้นถูกแบ่งออกเป็นหลายห้อง มีทั้งห้องโถงใหญ่ของเรือน ห้องนอน หรือแม้แต่ห้องทำงานและห้องนั่งเล่น แค่เพียงห้องเดียวของเรือนพักรับรองที่หรูหรานี้ก็นับว่าใหญ่โตกว่าบ้านพักหลังน้อยของถังเฟยหู่นัก องค์ชายสองได้ลูบไปยังแหวนเหล็กโบราณบนนิ้วมือจากนั้นก็ปรากฎเข็มลงอาคมบนฝ่ามือของเขาจากอากาศธาตุ
เข็มอาคมนั้นวิ่งอย่างรวดเร็วจากนั้นจึงค่อยชี้ไปทางทิศทางหนึ่งอย่างมั่นคงและไม่ขยับอีก เฟิงหงหู่สามารถสัมผัสได้จากความรู้สึกบนฝ่ามือว่าเป้าหมายของการเดินทางกว่าสามเดือนของตนเองอยู่ไม่ไกลแล้ว ชายหนุ่มยิ้มออกมาอย่างพอใจ ทันใดนั้นเองที่ดวงตาสีฟ้าเยือกแข็งของเขาส่องแสงสีฟ้าเรืองรองออกมา นั่นราวกับดวงตาสองข้างกลายเป็นบ่อน้ำลึกไร้ก้นสุดเยือกแข็ง
วิชาสายเลือดดวงตา...เนตรหมื่นลี้ ระยะทางหลายลี้ในทิศทางตรงหน้าของเฟิงหงหู่กลับเหมือนราวกับอยู่ตรงหน้า ไม่ว่าจะเป็นกำแพงหินหรือสิ่งกีดขวางใดๆก็ไม่อาจหลบหนีรอดพ้นจากสายตาสองข้างนี้ไปได้ ภายใต้ดวงตาสีฟ้าเยือกแข็งนี้ไม่อาจมีสิ่งใดหลบรอดหนีพ้นไปได้ ทุกรายละเอียดทุกๆการกระทำของผู้คนในทิศทางนั้นได้อยู่ในคลองจักษุของเขาทั้งหมด และดูเหมือนว่าทิศทางนั้นจะมีสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจ ทิศทางนั้นกลับมีสถานที่ขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง นั่นก็คือที่ตั้งของตระกูลถังซึ่งเป็นพื้นที่ๆใหญ่เป็นอันดับสองภายในเมืองฟูเจี้ยนแห่งนี้
เฟิงหงหู่มองอย่างสนใจก่อนที่จะดึงสายตาของตนเองกลับมา ดวงตาสีฟ้าทั้งสองข้างกลับมาเป็นปกติอีกครั้งหนึ่ง “น่าสนใจ...สกุลถังอยู่ในทิศทางที่เข็มอาคมชี้ไป ถ้าหากจำไม่ผิดละก็...ชายาของท่านลุงก็คือคนของสกุลถังจากจงหยวน จะมีที่ไหนเป็นหลบซ่อนได้ดีกว่านี่เล่า...ซ่อนใบไม้ในป่า ใครเล่าจะหาเจอ หึๆๆ” เฟิงหงหู่พึมพำความคิดของตนออกมาก่อนที่จะเรียกหาให้ทหารผู้หนึ่งเข้ามา
ทหารในชุดเกราะพยัคฆ์เต็มยศได้เข้ามาในเรือนพักรับรองจากนั้นจึงก้าวเท้าออกไปข้างหนึ่งและคุกเข่าลงและประสานมือคาราวะเพื่อทำความเคารพองค์ชาย ทหารผู้นี้แม้จะมีพลังอยู่ในขอบเขตแก่นแท้ขั้นสิบสองระดับสุดยอด แต่นั่นก็เพียงพอแต่การใช้ชีวิตรอดและการต่อสู้กับผู้คนในเมืองนี้
แม้แต่ผู้นำตระกูลทั้งสองของสกุลถังและหลิวเมื่อต้องต่อสู้กับทหารเกราะพยัคฆ์ผู้นี้ยังต้องมีความหวาดกลัวอยู่หลายส่วน แม้ชายชราทั้งสองจะอยู่ในขอบเขตนภาก็ตาม แต่นั่นไม่อาจนำมาใช้ตัดสินฝ่ายอำนาจอันยิ่งใหญ่ในอาณาจักรได้ พวกเขาต่างก็ได้รับการฝึกฝนวรยุทธ์ระดับสูง พื้นฐานของพวกเขาย่อมมั่นคงกว่า
ผู้คนจากฝ่ายอำนาจอันยิ่งใหญ่เมื่อพบเจอคนในขอบเขตเดียวกันที่มีระดับธรรมดาๆดาษเดื่อนก็ราวกับเป็นผู้ใหญ่รังแกเด็ก ผู้คนจากฝ่ายอำนาจอันหยิ่งใหญ่อาจสามารต่อสู้ข้ามระดับชั้นได้ถึงหนึ่งหรือสองขอบเขตพลังใหญ่เลยทีเดียว นั่นก็เปรียบเหมือนกับขอบเขตพลังของคนธรรมดาถักทอขึ้นจากไม้ แม้จะแข็งแต่ใช่ว่าไม่อาจทำลาย แต่กับฝ่ายอำนาจใหญ่ที่ฝึกตนโดยวิชาขั้นสูงนั้นก็เหมือนเปรียบเหมือนกับแหล่งพลังของพวกเขาถูกสร้างขึ้นจากเหล็กเนื้อดี แต่ก็ไม่อาจเทียบกันได้
“เจ้าจงไปสืบข่าวคราวเกี่ยวกับสกุลถังมา โดยเฉพาะเรื่องราวตลอดสิบห้าปีมานี้ จงไปหาว่ามีคนจากต่างแดนได้มาอาศัยอยู่ในตระกูลนี้หรือไม่ แต่หากไม่พบเรื่องราวผิดปกติก็จงออกสืบข่าวคราวโดยรอบภายในเมืองเกี่ยวกับคนต่างแดนที่ได้ย้ายมาอยู่ในเมืองแห่งนี้ในระยะสิบห้าปีมานี้เช่นกัน จงไปได้แล้ว” เฟิงหงหู่สั่งการออกไป โดยทหารนายนั้นก็ตอบรับแต่โดยดีจากนั้นก็จากไปราวกับสายลม ทหารนายนั้นเป็นผู้ฝึกวิชาสายวายุของสกุลเฟิง มีจุดเด่นในด้านความเร็ว เหมาะแก่การใช้เพื่อสืบข่าวคราวยิ่งนัก
เฟิงหงหู่ลุกขึ้นยืนจากนั้นจึงได้เปิดหน้าต่างห้องออกไปเพื่อชมทิวทัศน์โดยรอบ แต่แล้วเขาก็นึกถึงเรื่องราวบางประการออก นั่นก็คือเขาไม่ใช่ผู้เดียวที่เป็นราชนิกุลในเมืองฟูเจี้ยนแห่งนี้ ต้องอย่าลืมว่าหอหงส์แดงภายในแคว้นเจียงหนานต่างก็ถูกปกครองโดยราชนิกุลซึ่งเป็นทายาทของสกุลจู เพียงแต่ไม่ทราบว่าหอหงส์แดงในที่แห่งนี้จะมีราชนิกุลคนไหนเป็นผู้ปกครองอยู่ ทันใดนั้นเองที่เฟิงหงหู่ได้ใช้เนตรหมื่นลี้เพื่อสอดส่องไปยังชั้นสูงสุดของหอหงส์แดงที่อยู่ภายในเมือง เขาอย่างจะรู้จริงๆว่าเป็นผู้ใดกันที่ได้เป็นราชาที่แท้จริงแห่งเมืองฟูเจี้ยน ในการเดินทางครั้งนี้ของเขาได้ทำการผูกสัมพันธ์กับองค์ชายและองค์หญิงมากมายจากสกุลจูในเมืองต่างๆ ทุกคนต่างก็ใช้วิธีการของตนในการกำกับดูแลหอหงส์แดงและเมืองของตน
เฟิงหงหู่ได้พบวิธีการต่างๆมากมายไม่ว่าจะเป็นการปกครองเมืองแบบที่ใช้การค้าเพื่อควบคุมเมือง หรือแม้แต่ใช้อำนาจในการปกครองเมือง รวมถึงแม้แต่ใช้ความหวาดกลัวในการปกครองผู้คน นี่ก็เป็นวิธีการหนึ่งที่จูหยางเกา อ๋องแห่งแคว้นใต้ผู้นี้ใช้เพื่อทดสอบบุตรหลานของตนเอง
ได้ข่าวมาว่าจูหยางเกาไม่ค่อยสนใจพิธีการโบราณ เขาสนแต่ผู้มีความสามารถ การสืบทอดบัลลังก์ของเขาไม่ได้มาจากลำดับการเกิดหรือเชื้อสายใดๆ แค่มีชื่อว่าเป็นสกุลจูก็สามารถครองบัลลังก์แคว้นใต้ได้ ขอเพียงมีความสามารถมากพอ จูหยางเกาก็พร้อมจะยกอำนาจทั้งหมดให้ วิธีการทดสอบของเขาก็คือมอบหมายให้ลูกหลานสกุลจูทั้งหมดได้ดูแลกิจการหอหงส์แดง
แม้จะได้ชื่อว่าเป็นเพียงหอการค้า แต่นั่นไม่อาจนำมาใช้ตัดสินหอหงส์แดงได้ หอการค้าแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นโดยกษัตริย์ผู้ครองแคว้น หอหงส์แดงก็เปรียบเสมือนสิ่งแทนพระองค์ซึ่งเป็นตำแทนของราชวงศ์ เมืองบางเมืองก็ถูกปกครองโดยหอหงส์แดงเสียเอง เป็นการแสดงอำนาจปกครองเบ็ดเสร็จโดยราชนิกุลผู้ปกครองหอหงส์แดงแห่งเมืองนั้น
กลับมาทางด้านองค์ชายสองหงหู่ สายเลือดดวงตาสุดเยือกแข็งของเขาได้ทำงานแล้ว ดวงตาของเขาได้เปลี่ยนไปจนลึกล้ำราวกับบ่อน้ำที่ไร้ก้นสุดเยือกเย็น ภาพทางด้านหน้าของเขาได้ถูกขยายขึ้นจนมองเห็นสถานที่ๆห่างออกไปไกลได้ราวกับเขาไปยืนอยู่ตรงนั้นก็ไม่ปาน ภาพของหอหงส์แดงที่เปี่ยมด้วยพลังธาตุไฟได้ปรากฏอยู่ในสายตาของเขา
อาคารที่เปล่งรัศมีเปลวเพลิงอันร้อนแรงนั้นมีขนาดใหญ่และพื้นที่มากมาย ในจุดที่สูงที่สุดของหอหงส์แดงนั้นก็คือเจดีย์แปดเหลี่ยมซึ่งสูงแปดชั้น บนชั้นสูงสุดเปล่งประกายรัศมีพลังสุดร้อนแรง เมื่อมองด้วยสายตาคนธรรมดานั้นอาจเห็นเพียงรัศมีสีแดงจางก็เท่านั้น แต่สำหรับเนตรเซียนพยัคฆ์ของเฟิงหงหู่นั้นไม่เหมือนกัน ในสายตาของเขากลับสามารถมองเห็นถึงรัศมีพลังรูปร่างของหงส์แดง
เมื่อเห็นดังนั้น เฟิงหงหู่จึงได้พยายามมองทะลุเข้าไปภายในยอดเจดีย์ในหอหงส์แดงชั้นที่แปด แต่ก็กลับพบว่าสถานที่แห่งนี้มีม่านปราการอาคมกางกั้นอยู่เพื่อป้องกันคนภายนอกแทรกแซง แต่นั่นก็ไร้ความหมายเมื่ออยู่ต่อหน้าสายเลือดดวงตาที่มีพลังกล้าแข็งที่สุดอันดับต้นๆในแผ่นดิน
แทบจะไม่ต้องใช้ความพยายามเท่าไหร เฟิงหงหู่ก็สามารถมองทะลุเข้าไปภายในยอดเจดีย์ชั้นที่แปดนั้นได้ แต่เมื่อเข้าไปแล้วก็พบเข้ากับสตรีผู้หนึ่งในชุดสีแดงเพลิงที่ดูทะมัดทะแมง บนเสื้อผ้านั้นถูกปักไว้ด้วยลวดลายหงส์แดงและเปลวเพลิง ผมสีดำขลับของนางถูกปล่อยยาวสยายไปทางด้านหลัง ในสายตาของเฟิงหงหู่เห็นเพียงรายละเอียดเล็กน้อยที่ด้านหลังเท่านั้น แต่เมื่อพยายามที่จะมองใบหน้าของนางนั้นเอง มันกลับบังเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นเสียก่อน!
“เป็นใครกันที่บังอาจแอบมองดูข้า!” เสียงที่เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวของนางดังขึ้น สัมผัสของนางนับว่าเฉียบคมจนเกิดไปจริงๆ ร่างของนางถูกปกคลุมด้วยเปลวเพลิงจนไม่อาจเห็นร่างของนางได้อีก ก้อนเปลวเพลิงนั้นได่ผุดลุกขั้นพร้อมกับหมุนตัววาดฝ่ามือออกไปกลายเป็นปีกหงส์ษาที่สร้างจากเพลิงถูกโบกสะบัดออกไป
ปีกเปลวเพลิงถูกวาดออกจากตัวขององค์หญิงนางนั้นและกวาดออกไปรอบด้านทางทิศทางซึ่งนางรู้สึกราวกับถูกสอดส่อง แม้จะเป็นความรู้สึกเพียงชั่วพริบตาแต่นั่นก็ทำให้นางถึงกับลงมือเช่นนี้ อารมณ์ของนางนับว่าร้อนแรงเสียยิ่งกว่าเปลวเพลิงอีก เฟิงหงหู่ที่ยังไม่ทันได้เห็นหน้าองค์หญิงผู้ครองเมืองฟูเจี้ยนก็ได้ถอนสายตาของตนเองกลับมาในทันที
เขาเพียงแค่คิดสอดส่องด้วยความสนใจ แต่คาดไม่ถึงเลยว่าจิตสัมผัสขององค์หญิงผู้นี้จะร้ายกาจถึงเพียงนี้ โดยทั่วไปแล้วเมื่อใช้เนตรหมื่นลี้ก็จะสามารถสอดส่องได้หลายลี้โดยที่เป้าหมายไม่รู้ตัว หากเป็นคนในระดับสูงของตระกูลอย่างบิดาของเขาหรือแม้แต่ลุงของเขาเฟิงหมิงก็จะสามารถลบร่องรอยของตนเองเมื่อใช้เนตรหมื่นลี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ แม้เฟิงหงหู่ยังไปไม่ถึงจุดนั้นก็ตามที แต่ก็นับได้ว่าลบร่องรอยของตนได้จนแทบจะไม่มีอยู่ มีน้อยครั้งนักที่จะมีคนในรุ่นราวคราวเดียวกันที่สามารถพบเห็นร่องรอยจากการใช้เนตรหมื่นลี้ของเขา
แม้จะเป็นหอหงส์แดงสาขาอื่นๆของเมืองก่อนหน้าที่เขาจะมาที่ฟูเจี้ยนก็ยังไม่มีองค์ชายหรือองค์หญิงแม้แต่คนเดียวที่สามารถพบเห็นร่องรอยของเขาได้ องค์หญิงที่เขาได้พบเห็นจากด้านหลังผู้นี้นับว่าน่าสนใจยิ่งนัก พรสวรรค์ทางด้านจิตสัมผัสและสัญชาตญาณของนางนับว่าเหนือกว่าญาติพี่น้องของนางนัก
เฟิงหงหู่อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา “เมืองฟูเจี้ยนแม้จะเป็นบ้านนอกที่ห่างไกลจากเมืองหลวง...แต่นับว่าเป็นสถานที่เสือซุ่มมังกรซ่อนโดยแท้ องค์หญิงผู้นี้อาจจะมีพรสวรรค์ระดับเดียวกับข้าเลยก็ได้ แต่เพียงไม่ทราบว่านางจะอยู่ในขอบเขตพลังระดับไหน” เขาลูบคางของตนไปพลางเมื่อคิดถึงเรื่องราวต่างๆ
“ต้องขอบคุณพี่ใหญ่ผู้ไม่เคยเห็นหน้าของข้า ข้าแทบจะรอไม่ไหวแล้วที่จะได้พบหน้าท่านพร้อมกับท่านป้าที่หายไปนาน งานพบญาติครั้งนี้นับว่าสนุกยิ่งนัก” เขายิ้มออกมาเมื่อคิดดังนั้น เป็นรอยยิ้มที่ลึกลับซึ่งไม่อาจบ่งบอกความในใจได้ว่าคิดสิ่งใดอยู่กันแน่
======================================พรุ่งนี้ไปสอบสัมภาษณ์งานแหละครับ มาเป็นกำลังใจให้ไรท์กันหน่อยนะ!