ราชันหมื่นอักขระ

จารึกที่ 439 : นาวาหมื่นอักขระ

จารึกที่ 439 : นาวาหมื่นอักขระ : ปฐมก้าวสู่ทะเลความว่างเปล่า


เมื่อแสงตะวันสาดทอประกายเจิดจ้าเหนือยอดเขาสูง ขับไล่เศษเสี้ยวของความหนาวเหน็บให้มลายหายไป ทัศนียภาพของวิหารสุริยันจันทราและหน้าผาพยัคฆ์หมอบบัดนี้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ภายใต้ร่มเงาของ 'กำแพงหมื่นอักขระ' ที่เรืองรองด้วยแสงสีเทาจางๆ ปราณวิญญาณของทวีปตะวันออกกลับมาบริสุทธิ์และหนาแน่นจนเกิดเป็นหยาดน้ำค้างแห่งวิถีเต๋าเกาะอยู่ตามยอดหญ้า


ภายในโถงหลักของวิหาร บรรยากาศไม่ได้ผ่อนคลายลงตามชัยชนะ ทว่ากลับตึงเครียดด้วยการเตรียมการครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของสำนักหมื่นอักขระ


บนโต๊ะหยกขนาดใหญ่ อาเจียในชุดคลุมสีคราม ยืนเอามือไพล่หลังทอดสายตามองแผนที่จำลองของโลกเซียน นัยน์ตาสูญตาของเขาสงบนิ่งทว่าแฝงความลึกล้ำที่ยากจะหยั่งถึง ข้างกายมีมู่เฉิน หลี่ชางไห่ และมิตรสหายทั้งห้ายืนล้อมรอบ


"การบุกเบิกแดนศักดิ์สิทธิ์ มิใช่การนำศิษย์นับหมื่นไปเดินทัพเคาะประตูบ้านพวกมัน" อาเจียเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบทรงพลัง "ทวีปศักดิ์สิทธิ์มีกฎเกณฑ์ที่กดขี่รุนแรงกว่าทวีปตะวันออกหลายเท่า หากเราส่งผู้ที่มีรากฐานไม่ถึงระดับหลอมความว่างเปล่าเข้าไป พวกเขาจะถูกเจตจำนงของฟ้าดินที่นั่นบดขยี้จนวิญญาณแตกสลายก่อนจะได้ชักอาวุธเสียอีก"


หลี่ชางไห่พยักหน้าเห็นด้วย "ท่านผู้นำกล่าวถูกต้อง... เมื่อพันปีก่อน ตอนที่บรรพชนของเราถูกกวาดล้าง พวกแดนศักดิ์สิทธิ์ก็ใช้ 'กฎเกณฑ์ปิดกั้น' เพื่อจำกัดพลังปราณของผู้ฝืนกฎ หากเราบุกเข้าไปตรงๆ ย่อมเสียเปรียบในเรื่องพื้นที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้"


"ถ้าเช่นนั้น เราจะทำอย่างไร? จะให้พวกข้าบุกเข้าไปแค่หยิบมือเดียวงั้นหรือ?" เฟิงอวี้หรานขมวดคิ้ว เปลวเพลิงในดวงตาวูบไหว "ข้าไม่กลัวความตาย แต่การเดินเข้าดงศัตรูนับล้านด้วยคนไม่กี่คน มันดูจะบ้าบิ่นเกินไปหน่อย"


อาเจียระบายรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก "ใครบอกว่าเราจะเดินเข้าไปตัวเปล่าเล่า? ในเมื่อตี้เทียนอู๋เคยใช้นาวาเซียนบรรพกาลมาข่มขู่เรา เราก็ควรจะสร้าง 'นาวา' ของพวกเราเอง... นาวาที่ไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยความตาย แต่ขับเคลื่อนด้วยวิถีแห่งหมื่นอักขระ"


ชายหนุ่มตวัดพู่กันนิรันดร์ วาดเส้นสายสีเทาประกายทองลงบนความว่างเปล่าเหนือแผนที่หยก ลวดลายอักขระนับหมื่นตัวประสานกันก่อรูปเป็นโครงสร้างของเรือเหาะขนาดยักษ์ ทว่ามันมิใช่เรือไม้หรือเรือกระดูก แต่มันคือเรือที่สร้างจาก 'กฎเกณฑ์'


"ท่านอาจารย์ มู่หลาง... พวกท่านจำเศษซากของแกนกลางค่ายกลกลืนฟ้าที่ข้าเก็บมาได้หรือไม่?" อาเจียหันไปถาม


"แกนกลางที่สกัดมาจากเสาหลักศิลาเทวะทั้งเก้านั่นหรือ?" มู่เฉินลูบเครา "มันเป็นวัตถุที่ควบแน่นเจตจำนงของมิติและกฎเกณฑ์การเคลื่อนย้ายระดับสูงสุด... เจ้าคิดจะใช้พวกมันมาเป็นแกนพลังงานให้เรือลำนี้?"


"ถูกต้องขอรับ" อาเจียตอบ "และเพื่อให้เรือลำนี้สามารถปกป้องศิษย์ระดับล่างจากกฎเกณฑ์กดขี่ของแดนศักดิ์สิทธิ์ได้ ข้าจะใช้ความเข้าใจใน 'รังสรรค์สูญ' ที่เพิ่งบรรลุ สร้างค่ายกลจำลองปฐมอาณาเขตของข้าลงไปในตัวเรือ เมื่อศิษย์ของเราอยู่บนนาวาลำนี้ พวกเขาจะเปรียบเสมือนอยู่บนแผ่นดินตะวันออก ไม่ว่าน่านฟ้าของศัตรูจะบีบคั้นเพียงใด ก็ไม่อาจแตะต้องพวกเขาได้"


"วิเศษนัก!" เย่วปิงอวิ๋นตาลุกวาว "หากเป็นเช่นนั้น เราก็สามารถขนย้ายทัพหลักไปตั้งฐานที่มั่นบริเวณชายขอบทวีปศักดิ์สิทธิ์ หรือทวีปหน้าด่านอื่นๆ ได้อย่างปลอดภัย!"


"แต่การสร้างนาวาระดับนั้น ต้องใช้วัสดุที่สามารถทนทานต่อพายุมิติในทะเลความว่างเปล่าได้" หลินซิงเสวี่ยตั้งข้อสังเกต "เรามีเศษกระดูกสัตว์เทวะเหลืออยู่บ้าง แต่เกรงว่าจะไม่พอสำหรับเรือที่บรรจุคนนับหมื่น"


อาเจียหันสายตาออกไปนอกวิหาร ทอดมองลึกลงไปใต้ผืนดิน "เราไม่จำเป็นต้องหาเศษกระดูกเพิ่มเติม... เพราะเรามีศิลาที่มีเจตจำนงแข็งแกร่งที่สุดอยู่แล้ว"


...


เวลาล่วงเลยไปจนแสงตะวันเริ่มคล้อยต่ำลง


ณ หุบเขาศิลาจารึก สถานที่อันเป็นจุดเริ่มต้นของวิถีอักขระของอาเจีย บริเวณลานหินที่เคยเป็นที่ตั้งของป้อมปราการ บัดนี้ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นอู่ต่อเรือขนาดยักษ์


เจ้าสัว พยนต์เทวะศิลาทมิฬ ยืนตระหง่านอยู่กลางลานกว้าง อาเจียลอยตัวอยู่เบื้องหน้ามัน มือขวากำพู่กันนิรันดร์แน่น


"เจ้าสัว... เจ้าอยู่กับข้ามาตั้งแต่ข้ายังเป็นเพียงศิษย์สายนอกที่ดิ้นรนเอาชีวิตรอด เจ้าปกป้องข้า เป็นโล่ เป็นกำแพงให้ข้าเสมอมา" อาเจียเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ทว่าเจือไปด้วยความเคารพ "บัดนี้ ทวีปตะวันออกต้องการพาหนะที่จะทะลวงฝ่าความว่างเปล่า... ร่างกายของเจ้า ซึ่งหล่อหลอมจากหินผาพันปีและวิถีแห่งหัตถ์กล คือวัสดุเดียวที่เหมาะสมที่สุด"


เจ้าสัวก้มหน้าลง ดวงตาอำพันของมันกะพริบช้าๆ ก่อนจะคุกเข่าลงข้างหนึ่งเบื้องหน้าอาเจีย มือศิลาขนาดใหญ่ทุบลงบนหน้าอกของตนเองอย่างหนักแน่น เป็นสัญลักษณ์ของการยอมรับอย่างดุษฎี


อาเจียพยักหน้า เขาหลับตาลง ทารกวิญญาณสูญตาในตันเถียนประสานอิน


"จารึกรังสรรค์... ผสานศิลาจุตินาวา!"


พู่กันนิรันดร์ตวัดลงบนหน้าผากของเจ้าสัว อักขระสีเทาประกายทองหลั่งไหลเข้าไปในแกนกลางของพยนต์เทวะ ร่างศิลาทมิฬของเจ้าสัวเริ่มขยายขนาดขึ้นอย่างมหาศาล เสียงหินผาบดเบียดกันดังก้องไปทั่วหุบเขา โครงสร้างรูปร่างมนุษย์ของมันเริ่มแปรเปลี่ยน ขยายออกเป็นฐานของเรือรบขนาดยักษ์ที่มีความยาวนับร้อยจั้ง!


ศิษย์สายค่ายกลและช่างฝีมือของสำนักหมื่นอักขระนับพันคน ที่รอคอยจังหวะอยู่แล้ว ต่างพุ่งทะยานเข้ามา พวกเขานำแกนกลางเสาหลักศิลาเทวะทั้งเก้าทิศ มาฝังลงตามจุดชีพจรของตัวเรือ ก่อนจะสลักค่ายกลป้องกันเสริมเข้าไป


เจ้าถุงเงิน ราชันแมงมุมมิติสูญตา พ่นใยสีเงินออกมารัดพันรอบตัวเรือ ถักทอเป็นม่านใบเรือที่สามารถดักจับลมแห่งมิติได้


การก่อสร้างดำเนินไปอย่างรวดเร็วและแม่นยำ ด้วยพลังของ 'ผู้กำหนดอักขระ' ของอาเจีย กฎเกณฑ์ที่ขัดแย้งกันถูกหลอมรวมให้กลายเป็นหนึ่งเดียว


เพียงชั่วเวลาที่แสงอาทิตย์สลับเปลี่ยนกับแสงจันทร์ นาวาศิลาทมิฬขนาดยักษ์ก็ปรากฏโฉมขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบ มันไม่มีหัวกะโหลกที่น่ากลัว ไม่มีคาวเลือดที่น่าสะอิดสะเอียน มีเพียงกลิ่นอายความมั่นคงของขุนเขา และความลึกล้ำของความว่างเปล่า


"นี่คือ... นาวาหมื่นอักขระ" หลี่ชางไห่มองดูสุดยอดผลงานด้วยความตื่นตะลึง "มันแข็งแกร่งกว่าเรือเหาะปราณใดๆ ที่โลกเซียนเคยมีมา"


อาเจียร่อนลงยืนบนดาดฟ้าเรือที่กว้างใหญ่ เขาสัมผัสได้ถึง 'หัวใจ' ของเจ้าสัวที่เต้นเป็นจังหวะเดียวกับแกนกลางของเรือ พยนต์เทวะคู่ใจของเขาไม่ได้ตายจากไป ทว่าได้วิวัฒนาการกลายเป็นสิ่งมีชีวิตระดับศัสตราที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม


"ท่านเจ้าสำนัก... ให้ศิษย์ระดับหัวกะทิสามพันคนเตรียมตัวขึ้นเรือ" อาเจียสั่งการ "มู่หลาง อี้หราน ซิงเสวี่ย ปิงอวิ๋น หลิงเออร์ พวกเจ้าจะไปกับข้า... ส่วนท่านอาจารย์และท่านเจ้าสำนัก ข้าขอฝากทวีปตะวันออกและศิษย์ที่เหลือไว้ด้วย"


มู่เฉินพยักหน้าช้าๆ "จงระวังตัวให้ดี อาเจีย แดนศักดิ์สิทธิ์มิใช่สถานที่ที่ปรานีผู้ใด ทว่าข้าเชื่อมั่นในวิถีเต๋าของเจ้า... จงขีดเขียนอนาคตที่เจ้าปรารถนาเถิด"


เมื่อขบวนทัพทั้งสามพันนายพร้อมสรรพ อาเจียก้าวไปยืนที่หัวเรือ นัยน์ตาสูญตาทอดมองทะลุกำแพงหมื่นอักขระ ออกไปยังทะเลความว่างเปล่าที่ดำมืด


"เบิกมิติ... นาวาหมื่นอักขระ ทะยาน!"


เปรี้ยง!


ใบเรือใยแมงมุมสะบัดกางออกรับกระแสมิติ ค่ายกลสูญญตาที่แกนกลางทำงานเต็มกำลัง นาวาศิลาขนาดยักษ์พุ่งทะลวงฝ่าอากาศธาตุ พุ่งเข้าสู่ความบิดเบี้ยวของรอยแยกมิติอย่างนุ่มนวลทว่าทรงพลัง


ทิ้งไว้เพียงตำนานของชายหนุ่มผู้พลิกฟื้นสำนักยาจก จนกลายเป็นผู้นำแห่งทวีป... และบัดนี้ ปฐมบทแห่งการบุกเบิกแดนสวรรค์ได้เปิดฉากขึ้นแล้ว! อาเจียกำลังจะนำพาวิถีแห่งความว่างเปล่า ไปสั่นคลอนรากฐานของวิหารเทพอนันตกาล และตระกูลเซียนโบราณ ให้ประจักษ์ถึงความโกรธาของสายเลือดหมื่นอักขระ!