ยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว)

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 98 ชื่นชมหลานชาย

            อสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้ากัดฟันอดทนความเจ็บปวดรวดร้าวนี้รอบกายมีประกายไฟฟ้าแปล๊บๆ อยู่ตลอด มันกำลังพยายามขับพิษออกมาจากร่างให้หมด

            “ซูมๆ ๆ……”

            การได้รับโลหิตและพลังปราณจากภายในร่างของตู้เซ่าฝู่ทำให้เห็นว่ามีหมอกสีดำระเหยออกมาจากรอบกายมากมายหมอกดำที่ลอยออกมากลายเป็นอักษรยันต์ จากนั้นก็ถูกอักษรยันต์สีทองและอักษรยันต์ประกายไฟฟ้ากลืนกินและแตกสลายหายไป

            เวลาค่อยๆ ผ่านพ้นไป ห้องศิลาเปี่ยมล้นด้วยอักษรยันต์เคลื่อนไหวประกายแสงไฟวิบวับและแสงจ้าอร่าม……

            ขณะนี้พระอาทิตย์อัสดงแสงตะวันเป็นประกายสีทองระยิบระยับสาดส่องไปยังเทือกเขาแนว แสงอาทิตย์ที่ค่อยๆลับไปทำให้แนวเขามืดครึ้มลง

            ฟ้ายามเย็นเห็นสายสุดท้ายของวันสาดลงมาที่ยอดเขาทำให้ยอดเขาดูมีมิติให้ความรู้สึกน่าพิศวง

            มีบุรุษวัยกลางคนคนหนึ่งยืนอยู่ยอดเขาสวมชุดยาวสีดำหลวมๆ แววตาของเขามองไปยังที่ไกลๆ

            “ฟู่……”

            ทันใดนั้นเอง อากาศก็มีคลื่นลมพัดมาจากนั้นมีคลื่นพลังงานบางอย่างไหลเวียนตามมาราวกับเป็นอักษรยันต์ที่มีประกายแสงระยิบระยับสุดท้ายอักษรยันต์ก็กลายเป็นร่างของชายวัยกลางคนที่สวมชุดสีขาว

            หลังจากที่บุรุษวัยกลางคนคนนี้ปรากฏตัวบริเวณเทือกเขาตรงนั้นก็มีพลังปราณอันแข็งแกร่งคุกรุ่นโดยรอบ

            “ทางตระกูลส่งข่าวมาว่าอย่างไร?” ชายชุดดำไม่ได้หันหน้าไปมองผู้ที่ปรากฏตัวแววตานิ่งสงบไม่สะทกสะท้านต่อลมปราณอันน่ากลัวเลยแม้แต่น้อย

            “พวกเราเล่าสถานการณ์ทางนี้ให้กับทางตระกูลแล้ว ข่าวที่ทางตระกูลแจ้งมาคือ……”

            บุรุษวัยกลางคนชุดขาวเดินไปยืนข้างบุรุษวัยกลางคนชุดดำเขาหยุดพูดไปสักครู่ จากนั้นกล่าวว่า “ความหมายของทางตระกูลคือ ตอนแรกมีคนหนึ่งก่อความวุ่นวายไปทั้งตระกูลมาแล้วตอนนี้ตัวเล็กคนนั้นสามารถฝึกฌานได้แล้ว แถมยังมีพรสวรรค์มากให้ดีคือรีบตัดไฟตั้งแต่ต้นลม กว่าตระกูลจะเริ่มสงบได้ไม่ง่ายเลยเขาจะได้โตไปไม่มาสร้างปัญหาให้กันภายหลังจะต้องห้ามไม่ให้ต้นกล้าต้นไหนเจริญเติบโตออกหน้าออกตา”

            “ทางตระกูลส่งข่าวมาแล้ว ในที่สุดก็ส่งข่าวมาแล้ว”

            ชายชุดดำหันขวับไปหาสายตาเปี่ยมด้วยความอาฆาตและท่าทางดูตื่นเต้น เขากดน้ำเสียงต่ำกล่าวว่า“สิบหกปีแล้ว ผ่านมาสิบหกปีเต็มๆ แล้ว เพราะพ่อลูกคู่นั้นทำให้พวกเราถูกส่งไปอยู่ที่แร้นแค้นอัตคัดหากได้อยู่ในตระกูล สิบหกปีมานี้พวกเราจะตกมาอยู่สภาพเช่นนี้ได้อย่างไร!”

            ชายชุดขาวหันไปมองชายชุดดำ กล่าวว่า“แต่ที่ทางตระกูลแจ้งมา พวกเราเคยสาบานกันไว้แล้ว ดังนั้นต้องทำให้เหมาะสมหน่อยหากคนอื่นรู้และนำมันไปใช้เป็นจุดอ่อนคงจะไม่ดี หากเรื่องนี้พวกเราจัดการได้อย่างเหมาะสมพวกเราก็ไม่ต้องอยู่ที่เช่นนี่ต่อไปแล้ว จะได้กลับตระกูลในทันที”

            “หากพวกเราไม่ได้เป็นคนลงมือเองจะทิ้งร่องรอยให้คนนำไปใช้เป็นจุดอ่อนได้อย่างไรล่ะ”

            ชายชุดดำพูดด้วยน้ำเสียงเจ้าเล่ห์ ใบหน้ายิ้มแสยะดูร้ายกาจเมื่อร่างของเขาขยับก็หายแวบไปจากยอดเขาแล้ว

            “ต้องทำเช่นนี้จริงๆหรือ เช่นนี้ดีจริงๆ หรือ……”

            ชายชุดขาวพูดพึมพำกับตัวเองจากนั้นเมื่อขยับเท้า ร่างของเขาก็สั่นไหวพร้อมกับมีอักษรยันต์พรั่งพรูออกมาจากนั้นร่างนั้นก็หายไปจากยอดเขา

            ยามโพล้เพล้ผ่านไปอย่างรวดเร็วดวงตะวันลับเกือบจะเคลื่อนมิดเขาหายไปจากท้องฟ้า

            ดังนั้นลมพัดโชยภายในหุบเขาจึงเย็นยะเยือกยิ่งขึ้นเริ่มมีหมอกเกาะปกปิดใต้หุบเขาอันมืดมิด ในที่สุดแสงสุดท้ายของวันก็หายไปจากฟากฟ้า

            เงาของยอดเขา สะท้อนเงากลับหัวอยู่บนป่าลึกเงามืดปกคลุมหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ จากนั้นโลกก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีแห่งรัตติกาล…………

            ณ บ้านสกุลตู้ยามราตรี ในห้องหนังสือ ตู้จื้อสยงสีหน้าสงสัย กล่าวว่า “พี่ใหญ่ เซ่าฝู่อยู่ที่ บ้านสกุลเยี่ยเพื่อช่วยรักษาอสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้าจริงๆหรือ คงไม่ได้เกิดเรื่องอะไรที่บ้านสกุลเยี่ยหรอกนะ เพราะในตอนนี้ผู้ที่เป็นภัยต่อบ้านสกุลเยี่ยได้มีเพียงบ้านสกุลตู้ของพวกเราแล้ว”

            “เยี่ยเป่าหลินเดินทางมาด้วยตัวเองเรื่องอาการบาดเจ็บของอสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้าก็ไม่ได้ปกปิดกับพวกเราดังนั้นน่าจะเป็นความจริง” ตู้เจิ้นอู่กล่าว

            “เซ่าฝู่มีวิธีรักษาอสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้าให้หายดีได้จริงหรือ?” ตู้จื้อสยงเอ่ยถาม

            “ข้าเองก็ไม่รู้”

            ตู้เจิ้นอู่ส่ายหัว จากนั้นกล่าวต่อไปว่า “แต่ข้ายินดีที่จะเชื่อเซ่าฝู่ เจ้าเด็กคนนี้พวกเราไม่เคยมองเขาออกเลยมักจะสร้างเรื่องน่าประหลาดใจให้กับพวกเราเสมอ”

            “เจ้าเด็กคนนี้เหมือนว่าจะแข็งแกร่งกว่าน้องสามตอนอายุเท่าเขาอีกนะ”

            ตู้จื้อสยงเบ้ปาก พร้อมกล่าวว่า “แต่พอเปรียบกับน้องสาม ป่าเถื่อนมากกว่า และทำตัวลับๆ ล่อๆ ได้เก่งมากกว่า”

            “นี่เจ้ากำลังชมหลายชายของตัวเองอยู่หรือ?” ตู้เจิ้นอู่เหลือบไปมองตู้จื้อสยง ในใจคิดว่ามีใครที่ไหนบ้างที่ชมหลายชายของตัวเองเช่นนี้

            “แน่นอนว่าชม เช่นนี้เขาจะได้ไม่เสียเปรียบอะไรใครง่ายๆ”

            ตู้จื้อสยงยืนยันว่ากำลังชมหลานชายจากประสบการณ์ที่เขามีมา คนที่โหดเป็น เจ้าเล่ห์เป็นปกปิดความลับเป็นมักจะไม่ค่อยเสียเปรียบใคร คนซื่อสัตย์มักจะถูกเอาเปรียบได้ง่ายอย่างเช่นตัวเขาเอง เขาคิดว่าตัวเองเป็นคนซื่อมาโดยตลอดแต่เหมือนว่าคนภายนอกไม่ได้มองเขาเป็นคนอย่างที่เขาคิด

            ตู้เจิ้นอู่ไม่ได้พูดขัดอะไรเพียงแต่ยิ้มออกมา ผ่านไปสักครู่ ก็พูดกับตู้จื้อสยงว่า “น้องรอง เจ้าคิดว่านางหนูบ้านสกุลเยี่ยเหมาะกับเซ่าฝู่หรือว่านางหนูบ้านสกุลไป๋เหมาะกับเซ่าฝู่มากกว่า?”

            “ข้าเองก็ไม่รู้ต่างก็ดูไม่เลวเลย”

            ตู้จื้อสยงลูบหัว ก้มหน้าครุ่นคิดจากนั้นเงยหน้าขึ้นมามองตู้เจิ้นอู่ กล่าวว่า “พี่ใหญ่งั้นท่านให้เซ่าฝู่แต่งเข้ามาให้หมดเลยเป็นไง?”

            “ความคิดนี้ไม่เลวแต่ว่าอย่างไรก็แล้วแต่เซ่าฝู่แล้วกัน เด็กคนนี้จะสิบเจ็ดแล้ว อายุไม่น้อยแล้ว”

            ตู้เจิ้นอู่พูดต่อว่า “น้องสามเอาแต่สนเรื่องดื่มสุรา ดังนั้นเรื่องพวกนี้ให้พวกเราคิดแล้วกัน”

            “ใช่ พวกเราต้องคิดให้มีเวลา ให้อาหญิงของเขาไปลองถามให้เขาแล้วกัน” ตู้จื้อสยงพูดอย่างจริงจัง

             ……………………………………

            “ฮัดเช้ย!”

            ในห้องศิลาบ้านสกุลเยี่ย จู่ๆ ตู้เซ่าฝู่ก็จามขึ้นมาโดยไม่รู้สาเหตุยังดีที่ว่าสิ่งที่เขาช่วยเหลือได้ทำไปเสร็จเรียบร้อยแล้ว

            เขาใช้เวลาทั้งหมดหนึ่งวันหนึ่งคืนติดต่อกันในการใช้พลังปราณช่วยขับพิษร้ายของอสูรมกรพิษบึงออกจากตัวของอสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้าขั้นตอนนี้ต้องใช้ปริมาณพลังมากทำให้ตู้เซ่าฝู่ใช้พลังปราณของตัวเองจนหมดเกลี้ยง

            ยังดีที่สามารถขับพิษร้ายของอสูรมกรพิษบึงที่ฝังอยู่ในร่างของอสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้ามาหลายร้อยปีไปได้พอประมาณแล้ว

            “ซูมๆ ๆ!”

            ตู้เซ่าฝู่มองไปที่อสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้าที่ถูกกระแสไฟฟ้าห่อหุ้มเป็นก้อนไฟฟ้ากลมๆภายในห้องศิลา เขารับรู้ได้ว่าการรักษามีพัฒนาการที่ดี ในใจก็รู้สึกโล่งไปเปลาะหนึ่ง

            พิษร้ายจากอสูรมกรพิษบึงถูกขับออกไปในปริมาณมากแล้วต่อจากนี้ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเขาแล้ว ขอเพียงอสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้าอดทนสู้ต่อไปเรื่อยๆจะต้องกลับมามีชีวิตที่แข็งแรงใหม่ได้แน่

            พอถึงตอนนั้นมันจะเหมือนได้เกิดใหม่อีกครั้งและสดใสไฉไลกว่าเดิม!

            “เอาล่ะไม่มีธุระกงการของเจ้าแล้ว ต่อไปมันต้องพยายามด้วยตัวเองแล้ว” เสียงของเจินชิงฉุนดังก้องอยู่ในหูตู้เซ่าฝู่

            ตู้เซ่าฝู่ลุกขึ้นสีหน้าซีด เขาเช็ดเหงื่อที่ไหลท่วมหน้าผาก ออกแรงเต็มที่มาทั้งวันทั้งคืนเต็ม อีกนิดเดียวจะฝืนต่อไม่ไหวแล้ว

            บริเวณขอบลานนอกสิ่งปลูกสร้างที่คล้ายเจดีย์ก็ไม่ใช่เป็นเรือนก็ไม่เชิง เยี่ยจื่อจิน เยี่ยเป่าหลินและเยี่ยกวังสามคนรอคอยด้วยท่าทางตื่นเต้นต่างคอยมองประตูทางออกเป็นระยะๆ

            “ท่านพ่อ ท่านว่าจ้าวสายฟ้าจะหายดีได้หรือไม่?”

            เยี่ยจื่อจินหันไปมองเยี่ยเป่าหลินพร้อมเอ่ยถามดวงตาสุกใสของนางเปี่ยมด้วยความกังวล นางรอคอยอย่างใจจดใจจ่อในใจรู้สึกกระวนกระวายอยู่ตลอด

            “หวังว่าจะได้” เยี่ยเป่าหลินเดินวกไปวนมาอย่างร้อนใจสีหน้าตึงเครียด ท่าทางดูกังวลมากเช่นกัน

            “ออกมาแล้ว”

            เยี่ยกวังรับรู้ได้ถึงคลื่นของการเคลื่อนไหวได้ก่อนจึงหันขวับไปมองประตู รอคอยเด็กหนุ่มชุดม่วงที่กำลังจะเดินออกมา

            “เซ่าฝู่ เป็นอย่างไรบ้าง สำเร็จแล้วหรือยัง?”

            ขณะนั้นเองเยี่ยกวัง เยี่ยเป่าหลิน เยี่ยจื่อจินทั้งสามคนก็กรูเข้าไปหาตู้เซ่าฝู่จ้องมองด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง

            ตู้เซ่าฝู่เห็นสายตาที่รอคอยของสามคนนั้นสีหน้าซีดของเขาก็ยิ้มออกมา พยักหน้าพร้อมกล่าวว่า “ท่านอสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้าไม่เป็นอะไรมากแล้วแต่ว่าพวกท่านอย่าเพิ่งเข้าไปรบกวนจะดีกว่า คิดว่าต้องใช้เวลาอีกระยะจึงสามารถขจัดพิษร้ายของอสูรมกรพิษบึงได้หมด”

            เยี่ยกวังและคนอื่นๆ ได้ยินสีหน้าที่ตึงเครียดเริ่มผ่อนคลายลง รู้สึกตื้นตันใจและปีติมีความสุขอย่างล้นพ้น

            “เซ่าฝู่ขอบคุณมาก ขอบคุณมาก”

            เยี่ยเป่าหลินตื่นเต้นดีใจจนเผลอคว้ามือของตู้เซ่าฝู่มากุมไว้เขาซาบซึ้งในมาก เขาคิดไม่ถึงจริงๆว่าเด็กหนุ่มที่อยู่ด้านหน้าเขาคนนี้จะสามารถรักษาจ้าวสายฟ้าได้

            “เซ่าฝู่ บ้านสกุลเยี่ยของข้าติดค้างหนี้บุญคุณอันใหญ่หลวงกับเจ้าเจ้าอยากได้อะไร หากบ้านสกุลเยี่ยของข้าสามารถให้ได้ก็จะให้ทั้งหมด ต่อให้เป็นชีวิตของตาเฒ่าอย่างข้าข้าก็ยินดีข้าสัญญา” เยี่ยกวังจ้องหน้าตู้เซ่าฝู่ ซาบซึ้งใจจนตัวสั่น

            “ท่านผู้อาวุโสพูดเกินไปแล้ว ข้าเองก็ติดค้างหนี้บุญคุณกับอสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้านี่คือสิ่งที่ข้าควรทำอยู่แล้ว”

            ตู้เซ่าฝู่พยักหน้า ถึงแม้สิ่งที่เกิดขึ้นครั้งนี้เหมือนกับเป็นการวางแผนของบ้านสกุลเยี่ยที่ไว้จัดการบ้านสกุลอื่นๆทว่าเขาก็ยังรู้สึกดีกับบ้านสกุลเยี่ยอยู่ไม่น้อย บ้านสกุลที่รู้จักตอบแทนบุญคุณไม่คิดจะใช้ประโยชน์จากร่างของอสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้าผู้มีพระคุณคนแบบนี้ต้องไม่เลวร้ายแน่

            “ขอบคุณนะ”

            เยี่ยจื่อจินจ้องหน้าตู้เซ่าฝู่ริมฝีปากจิ้มลิ้มงดงามของนางขยับเพื่อกล่าวคำว่าขอบคุณสั้นๆ สองคำทว่าแววตาของนางสื่อความรู้สึกซาบซึ้งใจอย่างเปี่ยมล้น

            “ข้าใช้พลังไปมาก ข้าต้องกลับไปบำเพ็ญเพียรฟื้นฟูร่างก่อนไว้วันอื่นข้าจะมาเยี่ยมใหม่” ตู้เซ่าฝู่ขอตัว

            หลังจากกลับถึงบ้านสกุลตู้ ตู้เซ่าฝู่ก็ตรงไปที่เขาหลังของบ้านสกุลตู้เพื่อนั่งสมาธิบำเพ็ญเพียรฟื้นฟูพลังปราณเขาหลังที่ไร้ผู้คนเป็นสถานที่ที่เหมาะกับการบำเพ็ญเพียรมากกว่า

            หลังจากที่ตู้เซ่าฝู่เพิ่งจะกลับมาถึงบ้านสกุลตู้เยี่ยเป่าหลินเจ้าบ้านสกุลเยี่ยก็เดินทางมามอบยาวิเศษยาลูกกลอนมากมายด้วยตัวเองถึงที่ทั้งยังมีวิทยายุทธและคัมภีร์วิชาลมปราณต่างๆ อีกด้วย

            บ้านสกุลเยี่ยมอบของขวัญให้มหาศาลจนน่าตกใจทำเอาตู้เจิ้นอู่และตู้จื้อสยงตกใจจนสีหน้าเปลี่ยน

            เยี่ยเป่าหลินทิ้งคำพูดให้กับบ้านสกุลตู้ว่าบ้านสกุลเยี่ยติดค้างหนี้บุญคุณอันใหญ่หลวงกับบ้านสกุลตู้ ตั้งแต่นี้เป็นต้นไปบ้านสกุลเยี่ยคือพันธมิตรของบ้านสกุลตู้และจะเป็นสหายที่ดีต่อกันตลอดไป ใครคิดมาแตะต้องทำร้ายบ้านสกุลตู้ก็เท่ากับหาเรื่องบ้านสกุลเยี่ยเช่นกัน!

            บ้านสกุลเยี่ยคือพันธมิตรของบ้านสกุลตู้ไม่ได้บอกว่าบ้านสกุลตู้ถือพันธมิตรของบ้านสกุลเยี่ย คำพูดนี้ความหมายไม่เหมือนกัน

            ดังนั้นตู้เจิ้นอู่กับตู้จื้อสยงก็พอคาดเดาผลลัพธ์ที่เกิดได้แล้วตู้เซ่าฝู่ต้องรักษาอสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้าได้แล้วแน่นอน บ้านสกุลเยี่ยจึงปฏิบัติอย่างเป็นมิตรมากเช่นนี้

            เยี่ยเป่าหลินยังพูดถึงกระทั่งว่าจะยกตำแหน่งผู้ที่จะมาเป็นเจ้าเมืองสือเฉิงคนต่อไปให้กับตู้เซ่าฝู่พูดด้วยท่าทางจริงจังมาก ไม่เหมือนการล้อเล่นแต่อย่างใด

            เล่นเอาตู้เจิ้นอู่กับตู้จื้อสยงตกใจจนแทบสะดุ้งแต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ต้องถามความเห็นของตู้เซ่าฝู่ก่อนจึงจะตอบได้

    คล้ายกับเรื่องยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว) ที่คุณอ่าน