หลังจากนั้น หลี่ซวนก็เริ่มเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ จาก ผู้อาวุโสกู้เจี้ยนหมิง ทั้งเรื่องการคัดแยกและดูแลรักษาตัวสมุนไพร และการรักษาเยียวยาเหล่าศิษย์ที่ได้รับบาดเจ็บ ตลอดจนสิ่งสำคัญที่สุดอย่างการหลอมปรุงโอสถ
เมื่อหลี่ซวนได้ลองลงมือหลอมโอสถด้วยตนเอง เขากลับพบว่าทำได้ดีเกินกว่าที่คาดคิดเอาไว้ แม้เขาจะมี รากวิญญาณธาตุไฟ ที่สามารถปลดปล่อยเปลวไฟออกมาได้ ทว่าผู้บำเพ็ญที่ยังไม่ก้าวเข้าสู่ระดับ ฐานวิญญาณ นั้น การปลดปล่อยพลังธาตุออกมาตรง ๆ ย่อมทำได้เพียงเล็กน้อยและประคองไว้ได้เพียงชั่วครู่ เขาจึงยังไม่สามารถใช้วิชาการต่อสู้สายธาตุไฟในระดับนี้ได้
ทว่าหากเปลี่ยนเป็นการปลดปล่อยเปลวไฟเพื่อคุมระดับความร้อนของเตาหลอมโอสถ เขากลับทำได้อย่างเชี่ยวชาญยิ่ง เพียงแค่กินยาฟื้นฟูพลังวิญญาณประคองไว้ เขาก็สามารถใช้พลังเพลิงคุมเตาหลอมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ผู้อาวุโสกู้เห็นเช่นนั้นก็ยกยิ้มพึงพอใจยิ่งนัก ต้องเข้าใจก่อนว่าผู้บำเพ็ญขอบเขต ลมปราณแรกเริ่ม หากไร้ซึ่งยันต์วิเศษหรือของวิเศษเข้าช่วย ย่อมยากจะดึงพลังจากรากวิญญาณของตนออกมาใช้งานได้ ยิ่งกับการหลอมโอสถที่ต้องมีรากวิญญาณธาตุไฟและอาศัยการคุมพลังอันประณีตด้วยแล้ว หลี่ซวนกลับไม่จำเป็นต้องใช้อาวุธวิเศษช่วยเรียกพลังธาตุ เพียงกินยาฟื้นฟูไม่กี่เม็ดก็ประคองไฟได้ราบรื่น นี่ทำให้กู้เจี้ยนหมิงลอบชื่นชมในใจว่าตนมองคนไม่ผิดจริง ๆ
นอกจากการเรียนรู้และช่วยงานที่ เรือนโอสถ แล้ว เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจในแต่ละวัน หลี่ซวนก็จะมุ่งหน้าไปยัง หอตำรา ทันที เขาใช้เวลาสองชั่วยามที่ได้รับสิทธิ์ เข้าไปเฟ้นหาวิชาที่เหมาะสมกับตนเอง รวมถึงค้นคว้าข้อมูลสำคัญอื่น ๆ เขาพยายามท่องจำเนื้อหาทั้งหมดเอาไว้ในหัว ก่อนจะกลับไปฝึกซ้อมที่ห้องพัก โคจรพลังเพื่อฟื้นฟูร่างกายและพยายามบำเพ็ญเพียรทะลวงคอขวดอยู่ทุกคืน
ไม่กี่วันต่อมา เขาก็ได้พบกับตำราวิชา ‘วายุไร้รอย’ และ ‘แยกวายุ’ ซึ่งเป็นวิชาประจำ สำนักเฟิงหยวน แต่เมื่ออ่านและพิจารณาอย่างถี่ถ้วน แม้วิชาเหล่านี้จะเหมาะกับเขามาก ทว่าการฝึกฝนกลับต้องใช้เวลานานและต้องทุ่มเทฝึกตลอดทั้งวัน ซึ่งตัวเขาไม่มีเวลามากถึงเพียงนั้น หลี่ซวนพลันคิดในใจ
“มิน่าเล่า... วิชาเหล่านี้ถึงได้ทรงอานุภาพยิ่งนัก”
ภาพเหตุการณ์ในอดีตยามที่ หลินเซวียน ใช้วิชานี้ประมือกับเขาพลันผุดขึ้นมาในหัว... ท่าร่างที่รวดเร็วจนคล้ายมีร่างแยกสองร่างจนทำให้เขาพลาดท่า ตลอดจนวิชาแยกวายุอันทรงพลังที่ฟันโล่เหล็กวิญญาณของเขาจนแตกกระจาย! หากหลินเซวียนสำแดงวิชาเหล่านี้ได้เกรียงไกรถึงเพียงนั้น แสดงว่าอีกฝ่ายต้องผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนักหน่วงเพียงใด... หลี่ซวนจึงจำต้องตัดใจละทิ้งวิชาทั้งสอง แล้วเริ่มมองหาตำราเล่มอื่นแทน
ผ่านไปเจ็ดวัน หลี่ซวนยังคงช่วยงานกู้เจี้ยนหมิงสลับกับการมาค้นหาตำราวิชาในหอตำรา เขาเปิดอ่านวิชายุทธ์ไปนับไม่ถ้วน แต่กลับไม่มีวิชาใดเข้าตาเลยแม้แต่น้อย
'จะทำอย่างไรดี...' หลี่ซวนครุ่นคิดในใจอย่างหนัก 'ข้ามาที่นี่เจ็ดวันแล้วเพื่อหาวิชาที่เหมาะสม แต่กลับมีแต่วิชาที่ต้องทุ่มเทฝึกฝนตลอดทั้งวันทั้งคืน ไม่มีวิชาใดที่สามารถแบ่งเวลาฝึกเพียงวันละสองถึงสามชั่วยามได้เลย'
เขาถอนหายใจออกมาอย่างท้อแท้ 'หากเป็นเช่นนี้ ข้าคงทำได้เพียงเดินหาไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเจอสินะ...'
แต่แล้ว ขณะกำลังเดินกวาดสายตามองไปตามชั้นหนังสือ เขาก็เหลือบไปเห็นชั้นวางเก่าแก่เบื้องหน้า บนนั้นมีตำราเล่มหนึ่งปกสีเทาหม่น คล้ายไร้ผู้สนใจแตะต้องมานานปีจนฝุ่นจับหนาเขรอะ ทันทีที่หลี่ซวนยื่นมือออกไปหมายจะหยิบมันขึ้นมา...
"ไม่ได้พบกันเสียหลายวันเลยนะ สหายหลี่"
ทันใดนั้นก็มีเสียงบุรุษดังมาจากด้านหลัง! หลี่ซวนสะดุ้งตกใจ รีบหันขวับไปทันที! การที่มีใครบางคนสามารถเข้ามายืนซ้อนหลังเขาในระยะประชิดโดยที่เขาไม่รู้ตัว ย่อมทำให้ตระหนกตกใจเป็นธรรมดา เมื่อหันไปมอง จึงพบว่าเป็นคนคุ้นเคย ชายผู้นั้นคือ จางเหว่ย นั่นเอง
"ข้านึกว่าใคร ที่แท้ก็พี่จางนี่เอง ทำเอาข้าตกใจหมด เหตุใดฝีเท้าของท่านถึงได้เงียบเชียบจนข้าไม่ได้ยินเลยล่ะ"
"หึ ๆ นี่เป็นวิชาที่ข้าฝึกฝนมา เรียกว่า 'ก้าวไร้เสียง' น่ะ" จางเหว่ยหัวเราะเบา ๆ ก่อนกล่าว "ข้าฝึกมันมาตั้งแต่เด็ก ๆ กว่าจะสำเร็จ ขาของข้าก็เจ็บระบมจนแทบแหลกเหมือนกัน"
'ก้าวไร้เสียง?' หลี่ซวนนึกขึ้นได้ว่าตนเคยเปิดผ่านวิชานี้มาแล้วเช่นกัน ทว่าไม่ได้สนใจเพราะมันจำเป็นต้องอาศัยเวลาฝึกฝนทั้งวัน
"เจ้ากำลังมองหาอันใดอยู่หรือ" จางเหว่ยเอ่ยถาม
"ข้ากำลังหาวิชาที่ใช้เวลาฝึกเพียงวันละสองถึงสามชั่วยามน่ะขอรับ ทั้งวิชาโจมตีและวิชาเคลื่อนที่ แล้วข้าเห็นตำราเล่มนี้ดูไม่มีคนสนใจ เลยรู้สึกอยากรู้อยากเห็นขึ้นมา" หลี่ซวนเบนสายตากลับไปมองตำราสีเทาฝุ่นจับเล่มนั้น
จางเหว่ยมองตามสายตาของหลี่ซวน เมื่อเห็นชื่อปกตำราสีเทาก็ร้อง 'อ้อ' ออกมาเบา ๆ ก่อนจะอธิบาย "ตำราเล่มนี้เป็นวิชาสายโจมตีน่ะ ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันมาวางทิ้งไว้ที่ชั้นนี้ได้อย่างไร... วิชาเล่มนี้เคยเป็นวิชาเลื่องชื่อประจำสำนักของพวกเรามาก่อน แต่หลังจากผ่านไปได้ไม่นาน พอทุกคนรู้ความจริง ก็ไม่มีใครคิดจะฝึกมันอีกเลย"
"เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?" หลี่ซวนเอ่ยถามด้วยความสงสัย
"นั่นก็เพราะมันเป็น 'วิชาที่ไม่สมบูรณ์' น่ะสิ... วิชานี้มีนามว่า 'กระบี่ก้องยุทธภพ'"
หลี่ซวนได้ยินก็เบิกตากว้างด้วยความตะลึง... 'กระบี่ก้องยุทธภพ!' เหตุใดวิชาที่มีนามเกรียงไกรถึงเพียงนี้ กลับถูกทิ้งขว้างไว้ในสถานที่เช่นนี้? แล้วที่ว่าไม่สมบูรณ์นั้นคือสิ่งใดกัน?
จางเหว่ยยิ้มบาง ๆ พลางเอ่ย "หึ ๆ หากอยากรู้ที่มาของวิชานี้ ข้าก็ขอเล่าประวัติความเป็นมาของสำนักให้เจ้าฟังคร่าว ๆ ก่อนก็แล้วกัน ย้อนกลับไปเมื่อสี่พันปีก่อน 'พันธมิตรเมฆา' ได้ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อรวบรวมขุมกำลังเป็นพันธมิตรใหญ่ไว้ช่วยเหลือกัน ไม่ว่าจะคอยรับมือกับพวกอสูร เผ่ามาร ชนต่างเผ่า หรือแม้กระทั่งผู้บำเพ็ญด้วยกันเอง..."
"ซึ่งในยามนั้น สำนักเฟิงหยวนของพวกเรามีผู้ก่อตั้งสำนักนามว่า 'เฟิงเสวียน' หากเจ้าไปที่หอบรรพชนของสำนัก ก็จะได้เห็นรูปปั้นของท่าน... อ้อ วันนั้นที่ข้าพาเจ้าเดินชมสำนัก ข้าลืมพาไปที่นั่นเสียสนิทเลยเพราะไม่ค่อยได้เดินผ่านน่ะ แฮะ ๆ" จางเหว่ยหัวเราะแก้เขินพลางส่งยิ้มแห้ง ๆ
หลี่ซวนได้แต่จ้องมองอีกฝ่ายด้วยสายตานิ่ง ๆ
"เอิ่ม... ข้าจะเล่าต่อละนะ" จางเหว่ยกระแอมไอเบา ๆ ก่อนเล่าต่อ "ในยามที่ บรรพจารย์เฟิงเสวียน ยังคงมีชีวิตอยู่ สำนักเฟิงหยวนของพวกเราถูกจัดให้อยู่ในอันดับต้น ๆ ของพันธมิตรเมฆาเลยทีเดียว ด้วยระดับพลัง ตัดวิญญาณขั้นปลาย ของท่าน ทำให้ท่านกลายเป็นหนึ่งในกำลังหลักที่นำพันธมิตรเมฆาร่วมมือกับสำนักใหญ่อื่น ๆ สังหารชนต่างเผ่าที่เข้ามารุกราน ดินแดนชางหลาน"
"เมื่อสี่พันปีก่อน ท่านได้ต่อสู้สุดกำลังในสนามรบร่วมกับผู้อื่นจนได้รับชัยชนะ ชื่อเสียงและวิชาสังหารของท่านยังคงจารึกเป็นตำนานมาจนถึงปัจจุบัน ทว่าเมื่อท่านสิ้นอายุขัย แม้จะทิ้งวิชานี้ไว้ให้แก่สำนัก แต่กลับเคยเกิดศึกแย่งชิงภายในขึ้น จนทำให้เคล็ดวิชาบางส่วนขาดหายไป ส่วนคนที่ยังรู้จักชื่อวิชานี้บนโลก ก็เกรงว่าจะเหลืออยู่น้อยเต็มที..."
จางเหว่ยถอนหายใจยาวด้วยความท้อแท้ "หลังจากนั้น ผ่านมาหลายพันปีแม้สำนักของเรายังคงอยู่ในพันธมิตรเมฆา แต่ยอดฝีมือระดับตัดวิญญาณกลับหาได้ยากยิ่งจนไร้ผู้สืบทอด แม้แต่ระดับ วิญญาณแรกก่อตั้ง ก็ยังยากจะก้าวไปถึง จากพันธมิตรยิ่งใหญ่ประจำดินแดน บัดนี้กลับกลายเป็นเพียงพันธมิตรเล็ก ๆ ที่เหลือยอดฝีมือระดับตัดวิญญาณเพียงสองคนคอยประคองไว้ และสำนักเฟิงหยวนของเราก็ร่วงหล่นลงมาอยู่อันดับรั้งท้ายเรื่อยมา..."
"อย่างนี้นี่เอง..." หลี่ซวนพยักหน้ารับฟังพลางประมวลผลในใจ แม้จะเป็นวิชาที่ไม่สมบูรณ์ แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นวิชาอันเกรียงไกรของผู้ก่อตั้งสำนัก เขาก็ยังคงอยากรู้รายละเอียดเพิ่มเติมอยู่ดี
จางเหว่ยเมื่อเห็นสีหน้าฉงนของหลี่ซวนก็เอ่ยเล่าต่อโดยไม่ต้องรอให้ถาม "เจ้าคงจะสงสัยอยู่สินะ ที่มันไม่สมบูรณ์นั้น ก็เพราะวิชานี้หลงเหลืออยู่เพียงแค่ครึ่งเดียว หากฝืนฝึกไป ก็สำแดงอานุภาพออกมาได้ไม่ถึงสามในสิบส่วนของวิชาของจริงด้วยซ้ำ แถมวิชานี้ยังจำเป็นต้องมี 'บทร่าย' ซึ่งต้องอาศัยเจตจำนงของผู้ก่อตั้งสำนักที่คิดค้นวิชานี้ขึ้นมามอบให้เท่านั้น แล้วเช่นนี้ใครจะไปฝึกได้เล่า? วิชาที่ทำได้เพียงออกกระบวนท่าดิบ ๆ แถมยังสำแดงอานุภาพได้ไม่ถึงสามส่วนของวิชาจริง มิหนำซ้ำการฝึกฝนยังเป็นการทารุณร่างกายตัวเองอีก ข้าคิดว่าที่บรรพจารย์เฟิงเสวียนทิ้งมันไว้ ก็คงเพียงเพื่อให้ศิษย์รุ่นหลังไว้ศึกษาดูเล่นเท่านั้นกระมัง"
หลี่ซวนคิดตามที่จางเหว่ยบอก 'วิชานี้แต่เดิมมีบทร่าย แต่สูญหายไปแล้ว... ส่วนการฝึกก็ต้องทนทุกข์ทารุณร่างกาย แถมอานุภาพยังเหลือเพียงสามในสิบส่วน มิน่าเล่าจึงถูกเรียกว่าวิชาที่ไม่สมบูรณ์'
หลี่ซวนจึงเอ่ยถามต่อ "แล้ววิชานี้มีขั้นตอนการฝึกอย่างไรหรือขอรับ?"
"ง่ายมาก..." จางเหว่ยตอบ "เพียงแค่เจ้าต้องทำให้แขนของเจ้ารับพลังของวิชานี้ให้ได้ โดยการทำให้แขนบาดเจ็บแล้วฟื้นฟูรักษาให้กลับคืนดังเดิม ทำซ้ำไปซ้ำมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งแขนแกร่งพอจะรับพลังไหว นอกจากนี้ การใช้วิชานี้แต่ละครั้งจะสูบพลังวิญญาณในร่างไปจนแทบเกลี้ยง... ทว่าถึงจะเป็นเพียงสามในสิบส่วน มันก็ยังคงรุนแรงมหาศาลอยู่ดี แถมข้อดีคือเจ้าจะแบ่งเวลาฝึกตอนไหนก็ได้"
จางเหว่ยเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนย้ำด้วยสีหน้าจริงจัง "แต่สิ่งที่ยากแท้จริง... คือการทำความเข้าใจ 'เจตจำนงของผู้ก่อตั้งสำนัก' เพื่อใช้แทนบทร่ายกำกับวิชานี้ให้ได้ต่างหาก หากเจ้าเข้าใจเจตจำนงตามที่ท่านบรรพจารย์เฟิงเสวียนได้ทิ้งไว้ เจ้าก็จักสามารถใช้วิชานี้ได้โดยไม่ต้องมีคำร่าย... ซึ่งสำนักเฟิงหยวนของเราในตอนนี้ ยังไม่มีผู้ใดสามารถใช้วิชานี้ได้เลยแม้แต่คนเดียว... แม้กระทั่งท่านเจ้าสำนักก็ตาม!"
"ทำความเข้าใจ... เจตจำนงของบรรพจารย์เฟิงเสวียน!" หลี่ซวนพึมพำกับตนเอง แววตาฉายวาบถึงความฉงนและมุ่งมั่นขึ้นมาฉับพลัน!