สู่เหนือสรรพสิ่ง

    ตอนที่ 42 ผู้ก่อตั้งสำนัก

    หลังจากนั้น หลี่ซวนก็เริ่มเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ จาก ผู้อาวุโสกู้เจี้ยนหมิง ทั้งเรื่องการคัดแยกและดูแลรักษาตัวสมุนไพร และการรักษาเยียวยาเหล่าศิษย์ที่ได้รับบาดเจ็บ ตลอดจนสิ่งสำคัญที่สุดอย่างการหลอมปรุงโอสถ


    เมื่อหลี่ซวนได้ลองลงมือหลอมโอสถด้วยตนเอง เขากลับพบว่าทำได้ดีเกินกว่าที่คาดคิดเอาไว้ แม้เขาจะมี รากวิญญาณธาตุไฟ ที่สามารถปลดปล่อยเปลวไฟออกมาได้ ทว่าผู้บำเพ็ญที่ยังไม่ก้าวเข้าสู่ระดับ ฐานวิญญาณ นั้น การปลดปล่อยพลังธาตุออกมาตรง ๆ ย่อมทำได้เพียงเล็กน้อยและประคองไว้ได้เพียงชั่วครู่ เขาจึงยังไม่สามารถใช้วิชาการต่อสู้สายธาตุไฟในระดับนี้ได้


    ทว่าหากเปลี่ยนเป็นการปลดปล่อยเปลวไฟเพื่อคุมระดับความร้อนของเตาหลอมโอสถ เขากลับทำได้อย่างเชี่ยวชาญยิ่ง เพียงแค่กินยาฟื้นฟูพลังวิญญาณประคองไว้ เขาก็สามารถใช้พลังเพลิงคุมเตาหลอมได้อย่างมีประสิทธิภาพ


    ผู้อาวุโสกู้เห็นเช่นนั้นก็ยกยิ้มพึงพอใจยิ่งนัก ต้องเข้าใจก่อนว่าผู้บำเพ็ญขอบเขต ลมปราณแรกเริ่ม หากไร้ซึ่งยันต์วิเศษหรือของวิเศษเข้าช่วย ย่อมยากจะดึงพลังจากรากวิญญาณของตนออกมาใช้งานได้ ยิ่งกับการหลอมโอสถที่ต้องมีรากวิญญาณธาตุไฟและอาศัยการคุมพลังอันประณีตด้วยแล้ว หลี่ซวนกลับไม่จำเป็นต้องใช้อาวุธวิเศษช่วยเรียกพลังธาตุ เพียงกินยาฟื้นฟูไม่กี่เม็ดก็ประคองไฟได้ราบรื่น นี่ทำให้กู้เจี้ยนหมิงลอบชื่นชมในใจว่าตนมองคนไม่ผิดจริง ๆ


    นอกจากการเรียนรู้และช่วยงานที่ เรือนโอสถ แล้ว เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจในแต่ละวัน หลี่ซวนก็จะมุ่งหน้าไปยัง หอตำรา ทันที เขาใช้เวลาสองชั่วยามที่ได้รับสิทธิ์ เข้าไปเฟ้นหาวิชาที่เหมาะสมกับตนเอง รวมถึงค้นคว้าข้อมูลสำคัญอื่น ๆ เขาพยายามท่องจำเนื้อหาทั้งหมดเอาไว้ในหัว ก่อนจะกลับไปฝึกซ้อมที่ห้องพัก โคจรพลังเพื่อฟื้นฟูร่างกายและพยายามบำเพ็ญเพียรทะลวงคอขวดอยู่ทุกคืน


    ไม่กี่วันต่อมา เขาก็ได้พบกับตำราวิชา ‘วายุไร้รอย’ และ ‘แยกวายุ’ ซึ่งเป็นวิชาประจำ สำนักเฟิงหยวน แต่เมื่ออ่านและพิจารณาอย่างถี่ถ้วน แม้วิชาเหล่านี้จะเหมาะกับเขามาก ทว่าการฝึกฝนกลับต้องใช้เวลานานและต้องทุ่มเทฝึกตลอดทั้งวัน ซึ่งตัวเขาไม่มีเวลามากถึงเพียงนั้น หลี่ซวนพลันคิดในใจ


    “มิน่าเล่า... วิชาเหล่านี้ถึงได้ทรงอานุภาพยิ่งนัก”


    ภาพเหตุการณ์ในอดีตยามที่ หลินเซวียน ใช้วิชานี้ประมือกับเขาพลันผุดขึ้นมาในหัว... ท่าร่างที่รวดเร็วจนคล้ายมีร่างแยกสองร่างจนทำให้เขาพลาดท่า ตลอดจนวิชาแยกวายุอันทรงพลังที่ฟันโล่เหล็กวิญญาณของเขาจนแตกกระจาย! หากหลินเซวียนสำแดงวิชาเหล่านี้ได้เกรียงไกรถึงเพียงนั้น แสดงว่าอีกฝ่ายต้องผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนักหน่วงเพียงใด... หลี่ซวนจึงจำต้องตัดใจละทิ้งวิชาทั้งสอง แล้วเริ่มมองหาตำราเล่มอื่นแทน


    ผ่านไปเจ็ดวัน หลี่ซวนยังคงช่วยงานกู้เจี้ยนหมิงสลับกับการมาค้นหาตำราวิชาในหอตำรา เขาเปิดอ่านวิชายุทธ์ไปนับไม่ถ้วน แต่กลับไม่มีวิชาใดเข้าตาเลยแม้แต่น้อย


    'จะทำอย่างไรดี...' หลี่ซวนครุ่นคิดในใจอย่างหนัก 'ข้ามาที่นี่เจ็ดวันแล้วเพื่อหาวิชาที่เหมาะสม แต่กลับมีแต่วิชาที่ต้องทุ่มเทฝึกฝนตลอดทั้งวันทั้งคืน ไม่มีวิชาใดที่สามารถแบ่งเวลาฝึกเพียงวันละสองถึงสามชั่วยามได้เลย'


    เขาถอนหายใจออกมาอย่างท้อแท้ 'หากเป็นเช่นนี้ ข้าคงทำได้เพียงเดินหาไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเจอสินะ...'


    แต่แล้ว ขณะกำลังเดินกวาดสายตามองไปตามชั้นหนังสือ เขาก็เหลือบไปเห็นชั้นวางเก่าแก่เบื้องหน้า บนนั้นมีตำราเล่มหนึ่งปกสีเทาหม่น คล้ายไร้ผู้สนใจแตะต้องมานานปีจนฝุ่นจับหนาเขรอะ ทันทีที่หลี่ซวนยื่นมือออกไปหมายจะหยิบมันขึ้นมา...


    "ไม่ได้พบกันเสียหลายวันเลยนะ สหายหลี่"


    ทันใดนั้นก็มีเสียงบุรุษดังมาจากด้านหลัง! หลี่ซวนสะดุ้งตกใจ รีบหันขวับไปทันที! การที่มีใครบางคนสามารถเข้ามายืนซ้อนหลังเขาในระยะประชิดโดยที่เขาไม่รู้ตัว ย่อมทำให้ตระหนกตกใจเป็นธรรมดา เมื่อหันไปมอง จึงพบว่าเป็นคนคุ้นเคย ชายผู้นั้นคือ จางเหว่ย นั่นเอง


    "ข้านึกว่าใคร ที่แท้ก็พี่จางนี่เอง ทำเอาข้าตกใจหมด เหตุใดฝีเท้าของท่านถึงได้เงียบเชียบจนข้าไม่ได้ยินเลยล่ะ"


    "หึ ๆ นี่เป็นวิชาที่ข้าฝึกฝนมา เรียกว่า 'ก้าวไร้เสียง' น่ะ" จางเหว่ยหัวเราะเบา ๆ ก่อนกล่าว "ข้าฝึกมันมาตั้งแต่เด็ก ๆ กว่าจะสำเร็จ ขาของข้าก็เจ็บระบมจนแทบแหลกเหมือนกัน"


    'ก้าวไร้เสียง?' หลี่ซวนนึกขึ้นได้ว่าตนเคยเปิดผ่านวิชานี้มาแล้วเช่นกัน ทว่าไม่ได้สนใจเพราะมันจำเป็นต้องอาศัยเวลาฝึกฝนทั้งวัน


    "เจ้ากำลังมองหาอันใดอยู่หรือ" จางเหว่ยเอ่ยถาม


    "ข้ากำลังหาวิชาที่ใช้เวลาฝึกเพียงวันละสองถึงสามชั่วยามน่ะขอรับ ทั้งวิชาโจมตีและวิชาเคลื่อนที่ แล้วข้าเห็นตำราเล่มนี้ดูไม่มีคนสนใจ เลยรู้สึกอยากรู้อยากเห็นขึ้นมา" หลี่ซวนเบนสายตากลับไปมองตำราสีเทาฝุ่นจับเล่มนั้น


    จางเหว่ยมองตามสายตาของหลี่ซวน เมื่อเห็นชื่อปกตำราสีเทาก็ร้อง 'อ้อ' ออกมาเบา ๆ ก่อนจะอธิบาย "ตำราเล่มนี้เป็นวิชาสายโจมตีน่ะ ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันมาวางทิ้งไว้ที่ชั้นนี้ได้อย่างไร... วิชาเล่มนี้เคยเป็นวิชาเลื่องชื่อประจำสำนักของพวกเรามาก่อน แต่หลังจากผ่านไปได้ไม่นาน พอทุกคนรู้ความจริง ก็ไม่มีใครคิดจะฝึกมันอีกเลย"


    "เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?" หลี่ซวนเอ่ยถามด้วยความสงสัย


    "นั่นก็เพราะมันเป็น 'วิชาที่ไม่สมบูรณ์' น่ะสิ... วิชานี้มีนามว่า 'กระบี่ก้องยุทธภพ'"


    หลี่ซวนได้ยินก็เบิกตากว้างด้วยความตะลึง... 'กระบี่ก้องยุทธภพ!' เหตุใดวิชาที่มีนามเกรียงไกรถึงเพียงนี้ กลับถูกทิ้งขว้างไว้ในสถานที่เช่นนี้? แล้วที่ว่าไม่สมบูรณ์นั้นคือสิ่งใดกัน?


    จางเหว่ยยิ้มบาง ๆ พลางเอ่ย "หึ ๆ หากอยากรู้ที่มาของวิชานี้ ข้าก็ขอเล่าประวัติความเป็นมาของสำนักให้เจ้าฟังคร่าว ๆ ก่อนก็แล้วกัน ย้อนกลับไปเมื่อสี่พันปีก่อน 'พันธมิตรเมฆา' ได้ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อรวบรวมขุมกำลังเป็นพันธมิตรใหญ่ไว้ช่วยเหลือกัน ไม่ว่าจะคอยรับมือกับพวกอสูร เผ่ามาร ชนต่างเผ่า หรือแม้กระทั่งผู้บำเพ็ญด้วยกันเอง..."


    "ซึ่งในยามนั้น สำนักเฟิงหยวนของพวกเรามีผู้ก่อตั้งสำนักนามว่า 'เฟิงเสวียน' หากเจ้าไปที่หอบรรพชนของสำนัก ก็จะได้เห็นรูปปั้นของท่าน... อ้อ วันนั้นที่ข้าพาเจ้าเดินชมสำนัก ข้าลืมพาไปที่นั่นเสียสนิทเลยเพราะไม่ค่อยได้เดินผ่านน่ะ แฮะ ๆ" จางเหว่ยหัวเราะแก้เขินพลางส่งยิ้มแห้ง ๆ


    หลี่ซวนได้แต่จ้องมองอีกฝ่ายด้วยสายตานิ่ง ๆ


    "เอิ่ม... ข้าจะเล่าต่อละนะ" จางเหว่ยกระแอมไอเบา ๆ ก่อนเล่าต่อ "ในยามที่ บรรพจารย์เฟิงเสวียน ยังคงมีชีวิตอยู่ สำนักเฟิงหยวนของพวกเราถูกจัดให้อยู่ในอันดับต้น ๆ ของพันธมิตรเมฆาเลยทีเดียว ด้วยระดับพลัง ตัดวิญญาณขั้นปลาย ของท่าน ทำให้ท่านกลายเป็นหนึ่งในกำลังหลักที่นำพันธมิตรเมฆาร่วมมือกับสำนักใหญ่อื่น ๆ สังหารชนต่างเผ่าที่เข้ามารุกราน ดินแดนชางหลาน"


    "เมื่อสี่พันปีก่อน ท่านได้ต่อสู้สุดกำลังในสนามรบร่วมกับผู้อื่นจนได้รับชัยชนะ ชื่อเสียงและวิชาสังหารของท่านยังคงจารึกเป็นตำนานมาจนถึงปัจจุบัน ทว่าเมื่อท่านสิ้นอายุขัย แม้จะทิ้งวิชานี้ไว้ให้แก่สำนัก แต่กลับเคยเกิดศึกแย่งชิงภายในขึ้น จนทำให้เคล็ดวิชาบางส่วนขาดหายไป ส่วนคนที่ยังรู้จักชื่อวิชานี้บนโลก ก็เกรงว่าจะเหลืออยู่น้อยเต็มที..."


    จางเหว่ยถอนหายใจยาวด้วยความท้อแท้ "หลังจากนั้น ผ่านมาหลายพันปีแม้สำนักของเรายังคงอยู่ในพันธมิตรเมฆา แต่ยอดฝีมือระดับตัดวิญญาณกลับหาได้ยากยิ่งจนไร้ผู้สืบทอด แม้แต่ระดับ วิญญาณแรกก่อตั้ง ก็ยังยากจะก้าวไปถึง จากพันธมิตรยิ่งใหญ่ประจำดินแดน บัดนี้กลับกลายเป็นเพียงพันธมิตรเล็ก ๆ ที่เหลือยอดฝีมือระดับตัดวิญญาณเพียงสองคนคอยประคองไว้ และสำนักเฟิงหยวนของเราก็ร่วงหล่นลงมาอยู่อันดับรั้งท้ายเรื่อยมา..."


    "อย่างนี้นี่เอง..." หลี่ซวนพยักหน้ารับฟังพลางประมวลผลในใจ แม้จะเป็นวิชาที่ไม่สมบูรณ์ แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นวิชาอันเกรียงไกรของผู้ก่อตั้งสำนัก เขาก็ยังคงอยากรู้รายละเอียดเพิ่มเติมอยู่ดี


    จางเหว่ยเมื่อเห็นสีหน้าฉงนของหลี่ซวนก็เอ่ยเล่าต่อโดยไม่ต้องรอให้ถาม "เจ้าคงจะสงสัยอยู่สินะ ที่มันไม่สมบูรณ์นั้น ก็เพราะวิชานี้หลงเหลืออยู่เพียงแค่ครึ่งเดียว หากฝืนฝึกไป ก็สำแดงอานุภาพออกมาได้ไม่ถึงสามในสิบส่วนของวิชาของจริงด้วยซ้ำ แถมวิชานี้ยังจำเป็นต้องมี 'บทร่าย' ซึ่งต้องอาศัยเจตจำนงของผู้ก่อตั้งสำนักที่คิดค้นวิชานี้ขึ้นมามอบให้เท่านั้น แล้วเช่นนี้ใครจะไปฝึกได้เล่า? วิชาที่ทำได้เพียงออกกระบวนท่าดิบ ๆ แถมยังสำแดงอานุภาพได้ไม่ถึงสามส่วนของวิชาจริง มิหนำซ้ำการฝึกฝนยังเป็นการทารุณร่างกายตัวเองอีก ข้าคิดว่าที่บรรพจารย์เฟิงเสวียนทิ้งมันไว้ ก็คงเพียงเพื่อให้ศิษย์รุ่นหลังไว้ศึกษาดูเล่นเท่านั้นกระมัง"


    หลี่ซวนคิดตามที่จางเหว่ยบอก 'วิชานี้แต่เดิมมีบทร่าย แต่สูญหายไปแล้ว... ส่วนการฝึกก็ต้องทนทุกข์ทารุณร่างกาย แถมอานุภาพยังเหลือเพียงสามในสิบส่วน มิน่าเล่าจึงถูกเรียกว่าวิชาที่ไม่สมบูรณ์'


    หลี่ซวนจึงเอ่ยถามต่อ "แล้ววิชานี้มีขั้นตอนการฝึกอย่างไรหรือขอรับ?"


    "ง่ายมาก..." จางเหว่ยตอบ "เพียงแค่เจ้าต้องทำให้แขนของเจ้ารับพลังของวิชานี้ให้ได้ โดยการทำให้แขนบาดเจ็บแล้วฟื้นฟูรักษาให้กลับคืนดังเดิม ทำซ้ำไปซ้ำมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งแขนแกร่งพอจะรับพลังไหว นอกจากนี้ การใช้วิชานี้แต่ละครั้งจะสูบพลังวิญญาณในร่างไปจนแทบเกลี้ยง... ทว่าถึงจะเป็นเพียงสามในสิบส่วน มันก็ยังคงรุนแรงมหาศาลอยู่ดี แถมข้อดีคือเจ้าจะแบ่งเวลาฝึกตอนไหนก็ได้"


    จางเหว่ยเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนย้ำด้วยสีหน้าจริงจัง "แต่สิ่งที่ยากแท้จริง... คือการทำความเข้าใจ 'เจตจำนงของผู้ก่อตั้งสำนัก' เพื่อใช้แทนบทร่ายกำกับวิชานี้ให้ได้ต่างหาก หากเจ้าเข้าใจเจตจำนงตามที่ท่านบรรพจารย์เฟิงเสวียนได้ทิ้งไว้ เจ้าก็จักสามารถใช้วิชานี้ได้โดยไม่ต้องมีคำร่าย... ซึ่งสำนักเฟิงหยวนของเราในตอนนี้ ยังไม่มีผู้ใดสามารถใช้วิชานี้ได้เลยแม้แต่คนเดียว... แม้กระทั่งท่านเจ้าสำนักก็ตาม!"


    "ทำความเข้าใจ... เจตจำนงของบรรพจารย์เฟิงเสวียน!" หลี่ซวนพึมพำกับตนเอง แววตาฉายวาบถึงความฉงนและมุ่งมั่นขึ้นมาฉับพลัน!

    คล้ายกับเรื่องสู่เหนือสรรพสิ่ง ที่คุณอ่าน

    God of Holy Aqua Martial (เทวยุทธ์วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์)

    God of Holy Aqua Martial (เทวยุทธ์วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    146K 311
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    [จบ] บันทึกตำนานราชันอหังการ

    [จบ] บันทึกตำนานราชันอหังการ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    2.22M 3696
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    กริมตำนานเทวทูตจอมราชันย์

    กริมตำนานเทวทูตจอมราชันย์

    นิยาย แฟนตาซี
    312K 292
    เทพกระบี่เงาสังหาร

    เทพกระบี่เงาสังหาร

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    717K 554
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    213K 1367
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852