บทที่ 7 หาเื่ตีน้องชาย
“ไม่เป็ไรหรอก ไม่เป็ไรหรอก…”
จักรพรรดิแห่งต้าเซี่ยหัวเราะจนใบหน้าบิดเบี้ยวยิ่งกว่าร่ำไห้ ใจเขาไม่อยากจะยกน้ำเต้าหยกศักดิ์สิทธิ์ให้เอาเสียเลย
แต่จะทำอย่างไรได้ สิ่งนี้เป็สมบัติที่มีค่าน้อยที่สุดบนตัวของเขาแล้ว คงไม่ถึงกับต้องมอบเครื่องแต่งกายศักดิ์สิทธิ์ที่สร้างขึ้นอย่างยากลำบากมาหลายปีให้เด็กคนนี้หรอกกระมัง!?
รอก่อน!
สายตาของเด็กคนนั้น เหตุใดจึงคุ้นเคยเช่นนี้กัน!
ใจของจักรพรรดิแห่งต้าเซี่ยรู้สึกสั่นสะท้านเมื่อพบว่าฉินเฟิงมองมาที่เขาอย่างไร้เดียงสาอีกครั้ง เหมือนกับครั้งที่ขอของขวัญแรกพบ
ให้ตายสิ!!
คนเราจะไร้ยางอายได้ถึงขนาดนี้เชียวหรือ!!
มอบของให้ไปถึงสองชิ้นแล้ว แต่เด็กคนนี้กลับยังไม่พอใจอีก
“เอ่อ…”
สีหน้าของเหล่าผู้าุโตระกูลฉินเริ่มดูอึดอัดเล็กน้อย
ต้มตุ๋นเอาสมบัติของผู้อื่นไปถึงสองชิ้น แต่ความอยากได้ยังคงมากถึงเพียงนี้
ทำให้พวกเขาอดคิดไม่ได้ว่า เมื่อใดจึงจะควรพาฉินเฟิงไปยังเมืองหลวงต้าเซี่ย เพื่อเยี่ยมเยือนตามบ้านทีละหลัง
เหล่าลูกศิษย์ตระกูลฉินที่อยู่โดยรอบมองด้วยความอิจฉายิ่งนัก พวกเขาเข้าใจความจริงอย่างหนึ่งแล้วว่า คนเรานั้นหน้าตาเป็เพียงสิ่งนอกกาย
[ติ๊ง ตรวจพบว่าเ้าของกำลังนำพาลูกศิษย์ตระกูลฉิน ได้รับ 200 แต้มวายร้าย!]
“แบบนี้ก็ได้ด้วยหรือ!?”
ดวงตาของฉินเฟิงสว่างวาบขึ้นมาทันที
ในตอนนี้…
จักรพรรดิแห่งต้าเซี่ยซึ่งหวาดหวั่นต่อฉินเฟิง ได้ฉวยโอกาสตอนที่เขากำลังเหม่อลอย แปลงเป็แสงสีทองและพุ่งขึ้นฟ้า “จู่ ๆ ข้าก็นึกขึ้นได้ว่ามีกิจอื่น!”
“ฝ่าา หากข้ามีเวลาจะพาน้องชายไปเยี่ยมท่าน ท่านไม่จำเป็ต้องเกรงใจมากนัก อย่าได้เตรียมของมีค่าอะไรไว้ให้เลย ให้วิชาระดับเทวะและระดับศักดิ์สิทธิ์มาสักสองสามเล่มก็พอ อ้อ น้ำเต้าหยกศักดิ์สิทธิ์นั่น ให้มาสักโหลก็พอ บอกท่านไว้ก่อน ถ้ามากกว่านี้ข้าไม่เอาหรอก ข้าเป็แค่เด็กน้อย จะเอาของดีไปทำอะไรมากมาย…”
ฉินเฟิงที่คืนสติะโไปยังทิศทางที่อีกฝ่ายจากไป ผู้คนเหมือนเห็นแสงสีทองเสียสมดุลไปจังหวะหนึ่งจนเกือบจะสูญเสียการควบคุมร่วงลงมาจากท้องฟ้า
“หน้าไม่อายจริง ๆ…”
ผู้คนทั้งหมดในที่นั้นรู้สึกละอายใจยิ่งนักและไม่อาจสู้ได้เลยแม้แต่น้อย
“มองข้าทำไมกัน ไม่เคยเห็นบุรุษรูปงามหรือไง!?”
ฉินเฟิงภูมิใจยิ่งนักก่อนจะส่ายหัวอย่างสบายอารมณ์
“เฟิงเอ๋อร์ เ้ายังเด็กอยู่ กระบี่กล่องนี้ให้ท่านพ่อเก็บรักษาไว้ให้เ้าก่อนก็แล้วกันนะ”
ฉินเทียนเผยรอยยิ้มเ้าเล่ห์ก่อนจะเข้ามาฉวยกล่องไม้เล็ก ๆ ในมือของฉินเฟิงไป
ในฐานะอาวุธเทพซึ่งติดอันดับหนึ่งในสิบของดินแดนา คงจะไม่มีใครไม่รู้สึกสะท้านใจต่อเก้ากระบี่เทียม์ แม้แต่ประมุขตระกูลที่ใหญ่ที่สุดในดินแดนาก็ไม่อาจต้านทานได้
“อ่า นี่!”
บรรดาศิษย์ตระกูลฉินรอบด้านรู้สึกอับอายขายหน้า ไม่คิดว่าฉินเทียนจะเป็ประมุขตระกูลเช่นนี้
นั่นเขาเรียกว่าเก็บรักษาหรือ?!
เขาเพียงแค่อยากได้ของวิเศษของลูกชายเท่านั้น!
“พูดอยู่เสมอว่ารักข้า แต่กลับแย่งชิงของวิเศษของข้า!”
ฉินเฟิงราวกับถูกิญญานักแสดงเข้าสิง เด็กน้อยโผเข้ากอดอ้อนขอให้ท่านปู่ทวดช่วยปลอบโยน
“เ้าคนไร้ความสามารถ ไยจึงแย่งของวิเศษจากลูกชายตัวเองได้ลงคอ!” ชายชรากอดฉินเฟิงไว้พลางปลอบโยน และไม่ลืมที่จะยกเท้าเตะฉินเทียนสักทีเพื่อช่วยหลานชายแย่งเก้ากระบี่เทียม์กลับคืนมา
เท่ากับประกาศให้ทุกคนรู้ว่าเก้ากระบี่เทียม์นี้เป็ของฉินเฟิง
ไม่ว่าฉินเทียนจะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจสักเพียงใด แต่บรรดาศิษย์ตระกูลฉินรอบด้านก็ยังคงมองด้วยสายตาอิจฉาริษยา
เด็กน้อยอายุสามขวบถือครองอาวุธเทพอันดับต้น ๆ ของดินแดนา ทั้งยังสวมน้ำเต้าหยกศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็ของในการช่วยเหลือระดับสูงสุดอีกด้วย
หากข่าวแพร่ออกไป อาจมีผู้ฝึกตนหลายคนที่อิจฉาจนแทบกระอักเื
ในเวลานั้น เสียงฟ้าร้องฟ้าผ่าก็ดังสนั่นขึ้น!!
เงาร่างของัและหงส์เพลิงโฉบลงมาจากฟากฟ้าอีกครั้ง ก่อนจะทะยานเข้าไปในห้องคลอดของอวิ๋นซีเยว่
ไม่ได้ยินแม้แต่เสียงของทารกร้องไห้ แต่สาวใช้กลับวิ่งออกมาแจ้งข่าวดี
“คลอดแล้ว คลอดแล้ว เป็คุณชายน้อยเ้าค่ะ สองแม่ลูกปลอดภัยดี!”
ฉินเฟิงถอนหายใจอย่างโล่งอก เมื่อครู่ความกดดันที่เกิดขึ้นกะทันหันทำให้เขาใแทบตายด้วยกลัวว่ารัศมีแห่งเครือญาติของน้องชายจะเปิดใช้งานขึ้นมา
ในเวลาอันรวดเร็ว…
น้องชายคนรองถูกอาบน้ำทำความสะอาดและอุ้มออกมา
ฉินเฟิงเดินเข้าไปดูใกล้ ๆ พลางเปรียบเทียบ น้องชายของเขาหน้าตาเหมือนท่านพ่อราวกับแกะ ต่างจากเขาที่ได้รับโฉมหน้าอันงดงามของท่านแม่มา
แต่เื่พวกนี้ไม่สำคัญอีกแล้ว สิ่งสำคัญคือน้องชายได้ตกอยู่ในมือของเขาอีกครั้งและครั้งนี้ไม่เหมือนตอนอยู่ในครรภ์ของท่านแม่ ตอนนี้เขาสามารถทุบตีอีกฝ่ายได้ทั้งวัน
“อือ อือ…”
น้องชายราวกับจะรับรู้ถึงกลิ่นของฉินเฟิง โดยสัญชาตญาณ เด็กน้อยจึงเริ่มกระวนกระวายใจขึ้นมา
หากพูดได้เขาคงจะร้องออกมาว่า ‘เ้าอย่าเข้ามานะ!!’
“เด็กคนนี้…”
ผู้าุโหลายท่านของตระกูลฉินอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว พวกเขารับรู้ได้ถึงกลิ่นอายอันลึกลับบางอย่างจากตัวของบุตรชายคนรอง
ถึงแม้พวกเขาจะมีชีวิตอยู่มาหลายพันปีแล้ว แต่ก็ยังไม่อาจบอกได้ในทันทีว่าเป็เพราะเหตุใด คงต้องกลับไปเปิดตำราโบราณอ่านเสียก่อน
ในขณะที่ทุกคนกำลังศึกษาบุตรชายคนรองอยู่นั้น ฉินเฟิงก็หาเหตุผลที่จะตีน้องชายได้ในที่สุด
“น้องชาย ทำไมไม่ร้องไห้เลยล่ะ หรือว่าพิการตรงไหนหรือเปล่า!?”
ทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น ทุกคนก็ราวกับนึกขึ้นได้ว่าพวกเขายังไม่ได้ยินเสียงร้องไห้ของบุตรชายคนรองเลย ซึ่งต่างจากเด็กคนอื่น ๆ ตอนเกิดอย่างสิ้นเชิง
พอดีกับตอนที่ทุกคนกำลังจะตรวจดู มือเล็ก ๆ ก็ยื่นออกมา
เพียะ!!
เสียงตบที่ดังกังวานดังขึ้นในห้อง
ฉินเฟิงยกมือน้อย ๆ ของตนขึ้น และตบเข้าไปที่ก้นของน้องชายด้วยฝ่ามืออย่างแรง จากรอยมือสีแดงเรื่อขนาดเล็กนั้นเป็ของพี่ชายแท้ ๆ อย่างแน่นอน
“แง้ ๆ…”
น้องชายที่รู้สึกว่าก้นถูกตบก็เปิดปากร้องไห้เสียงดังลั่น
“เ้าตบน้องชายได้อย่างไร!?”
ฉินเทียนตำหนิฉินเฟิงอย่างจริงจัง ก่อนจะรีบอุ้มน้องชายคนรองขึ้นมาปลอบ
“ข้าก็แค่กลัวว่าเขาจะเป็อะไรไปเท่านั้น!?”
ใบหน้าของฉินเฟิงเต็มไปด้วยความน้อยใจ แต่ภายในกลับตื่นเต้นยินดี
[ติ๊ง ตรวจพบว่าเ้าของตบก้นของบุตรแห่ง์ ได้รับ 100 แต้มวายร้าย!]
[ติ๊ง ตรวจพบว่าเ้าของทำให้บุตรแห่ง์ร้องไห้ ทำให้เขาเปิดปากปลดปล่อยลมปราณแห่งบรรพชนก่อนกำเนิดไป 1 ปาก เทียบเท่ากับการบำเพ็ญเพียร 3 ปี ได้รับ 30,000 แต้มวายร้าย!]
[ติ๊ง ตรวจพบว่าเ้าของทำลายโอกาสของบุตรแห่ง์ ได้รับโอกาสในการสุ่มรางวัล 1 ครั้ง!]
ฉินเฟิงใในทันที ไม่เข้าใจว่าลมปราณแห่งบรรพชนก่อนกำเนิดคืออะไร
ระบบเปิดปากอธิบายว่า [มนุษย์ต้องได้รับปราณิญญาแห่ง์และโลกจึงจะสามารถเกิดมาได้ ในระหว่างนั้น จะมี่หนึ่งที่ปราณิญญาเข้ามาหล่อเลี้ยงก่อนปฏิสนธิ นี่คือสิ่งที่เรียกว่าลมปราณแห่งบรรพชนก่อนกำเนิด การหลอมรวมมันเข้าด้วยกันเทียบเท่ากับการบำเพ็ญเพียร 3 ปี]
เมื่อเข้าใจแล้ว ในใจของฉินเฟิงก็ผุดคำว่า ‘โว้ย’ ขึ้นมาโดยพลัน
หากรู้ั้แ่แรกว่าลมปราณแห่งบรรพชนก่อนกำเนิดมีความสำคัญถึงเพียงนี้ เขาคงไม่วางท่าและส่งเสียงร้องตอนคลอด นี่คงจะเป็ความแตกต่างระหว่างพระเอกกับตัวร้ายก็เป็ได้!
“แต่น้องรองจะรู้ได้อย่างไร!?”
ฉินเฟิงมองน้องชายที่ร้องไห้ด้วยความสงสัยว่าเขาอาจจะเป็ผู้ยิ่งใหญ่ที่กลับชาติมาเกิด
แต่หลังจากสังเกตมาหลายวัน เด็กชายก็ไม่พบว่าน้องรองมีสติปัญญาที่เหนือกว่าแต่อย่างใด เขาเหมือนกับทารกทั่วไปในบ้านอื่น ๆ กินแล้วนอน นอนแล้วกิน ไม่ก็ร้องไห้ไม่หยุด
ทำเอาท่านพ่อที่ได้ลูกชายมาโดยง่ายแทบจะเป็เสียสติ รีบล้มเลิกความคิดที่จะมีลูกคนที่สามทันที
เขาเข้าใจแล้วว่าไม่ใช่ทารกทุกคนจะชื่อฉินเฟิง!
แต่ท่านแม่กลับมองท่านพ่อด้วยแววตาที่ไม่เห็นด้วย ดวงตาคู่งามส่งความหมายอันลึกซึ้งราวกับจะบอกว่าเหตุที่นางแต่งงานกับเขาก็เพื่อจะให้กำเนิดบุตรชายอีกสองสามคนเพื่อแก้แค้นเขา
คืนนั้น…
เปลวเทียนมีเสียงแตกเป็ระยะ ๆ
ฉินเฟิงผู้เป็บุตรคนโตที่นอนอยู่ในห้องข้าง ๆ ได้ยินเสียงคนร่ายบทกลอน ‘หยงเอ๋อ’ *[1] ด้วยเสียงอันแ่เบา
…
[1] บทกลอนหยงเอ๋อ หรือ Ode to the Goose บทกลอนอันเลื่องชื่อของลั่วปินหวัง หนึ่งในสี่นักกวีที่มีชื่อเสียงที่สุดใน่ต้นราชวงศ์ถัง