ณ ร้านขายผ้าบริเวณใจกลางเมืองหลวงแห่งหนึ่ง
“รับสิ่งใดแม่นาง” เถ้าแก่เจ้าของร้านเดินเข้ามาทักทายซูฮวาพร้อมรอยยิ้ม
ทว่าซูฮวาก็ทำเพียงเดินดูชุดแบบตัดสำเร็จของอิสตรี เมื่อเห็นว่ามีเพียงชุดที่มีสีสันสดใสก็ขมวดคิ้ว
“ต้องการสิ่งใดแจ้งข้าได้นะเจ้าคะ” พนักงานของร้านเสนอตน เมื่อซูฮวาเห็นดังนั้นจึงกล่าวออกไป
“มีชุดตัดสำเร็จแบบที่ไม่รุ่มร่ามหรือไม่ หากเป็นสีทึบด้วยจะดีมาก” นางกล่าว
เมื่อฝ่ายนั้นฟังความต้องการของซูฮวาก็งงงวยเล็กน้อย และถามออกมาอีกประโยค “หรือคุณหนูต้องการซื้อเป็นของฝากให้บุรุษหรือเจ้าคะ”
ซูฮวาได้ฟังคำถามจึงเงียบไปเล็กน้อย ที่นี่สำหรับสตรีแล้วมักสวมชุดมีสีสัน ดังนั้นสีทึบจึงไม่นิยมมากนัก แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีเลย ทว่าชุดที่ไม่รุ่มร่ามนั้นเห็นทีว่าจะเป็นชุดของสาวใช้แล้ว ซึ่งมันคงไม่มีขายในร้านเช่นนี้ แต่นางกลัวจะเสียเวลา เลยเลือกที่จะไม่ไปหาร้านใหม่
“ข้าต้องการซื้อให้น้องชาย” นางตอบกลับพนักงาน
“มิทราบว่าน้องชายของท่านมาด้วยไหมเจ้าคะ จะได้ทำการวัดตัวหาชุดที่พอดีให้”
เมื่อได้ยินคำถามนี้ซูฮวาจึงส่ายหน้าเล็กน้อย “น้องชายข้าตัวเท่าข้า เจ้าวัดตัวข้าได้เลย”
“ได้เจ้าค่ะ” พนักงานคนเดิมพยักหน้าเข้าใจ จากนั้นก็จัดแจงวัดตัวให้หญิงสาวพร้อมทั้งหาชุดที่เหมาะสมให้
ซูฮวาเลือกมาสองชุดพร้อมกับจ่ายเงิน ไม่นานก็เจอร้านที่ขายหน้ากากจึงได้เข้าไปเลือกมาอันหนึ่ง และนี่ก็เป็นปัญหาใหญ่อีกปัญหาหนึ่งของนางนั่นคือนางไม่มีเงินใช้จ่ายเหลือมากแล้ว ที่จ่ายไปก็ใช้เงินที่ค้นมาจากตัวโจรพวกนั้นในป่ารกร้าง
หญิงสาวหาที่เปลี่ยนชุดอย่างรวดเร็วและเปลี่ยนเป็นชุดที่ซื้อมา แล้วก็ไม่ลืมที่จะสวมหน้ากากเอาไว้อำพรางใบหน้าตั้งแต่หน้าผากยาวเฉียงข้างจมูกและเว้นเพียงช่วงปากเอาไว้ จากนั้นก็มุ่งหน้าเพื่อไปที่จวนสกุลหยูในทันที
ซูฮวามาถึงจวนสกุลหยูช่วงต้นยามซื่อ สถานที่คุ้นเคยปรากฏสู่สายตาในช่วงเวลากลางวัน ทำให้เห็นว่าบัดนี้บ่าวรับใช้มากมายในจวนต่างทำงานกันอย่างแข็งขัน เพราะนอกจากเรือนคุณชายใหญ่แห่งจวน เรือนของเย่ฮูหยิน ก็ยังมีเรือนเล็กเรือนน้อยที่เป็นอนุภรรยาของหยูเคออี้อีกด้วย อีกทั้งยังมีพี่น้องต่างมารดาของเขาอีกหลายคน เพียงแต่สิทธิ์ขาดในการดูแลจวนสูงสุดเป็นของหยูจินหมิงที่เป็นบุตรชายคนแรกของบ้านทั้งยังเกิดจากฮูหยินเอก และเย่ฮูหยินที่ดูแลเรื่องต่างๆ ภายใน ดังนั้นจึงไม่มีใครกล้าที่จะแข็งข้อเพื่อแย่งความโปรดปราน ยิ่งเห็นความก้าวหน้าในหน้าที่การงานของหยูจินหมิงแล้ว พวกเขาก็ไม่กล้าคิดไปลงแข่ง
ส่วนนางที่เป็นเพียงสาวใช้ที่อยู่ในเรือนของหยูจินหมิงก็ไม่ค่อยได้คุ้นเคยกับนายคนอื่นๆ มากนัก รู้เพียงว่าคนเหล่านั้นอยู่อย่างสงบเงียบมาโดยตลอด
หญิงสาวสวมชุดสีน้ำเงินเข้มพร้อมทั้งหน้ากากสีขาว กระโดดคล้ายว่าใช้วิชาตัวเบาไปตามแนวยอดต้นไม้ ไม่นานก็ถึงเรือนรับรองที่เมื่อคืนนางเพิ่งเดินทางมา นางปรับระยะการได้ยินเพื่อค้นหาว่าพี่สาวอยู่ที่ใด ไม่นานก็รู้จุดที่อีกฝ่ายกำลังอยู่นั่นก็คือภายในสวนข้างตัวเรือนรับรองแห่งนี้
ซูลี่กำลังนั่งครุ่นคิดบางอย่างอยู่คนเดียว บนโต๊ะก็มีจานขนมและถาดน้ำชาวางเอาไว้ นางมองไปเบื้องหน้าที่มีสระขนาดใหญ่ ฝั่งตรงข้ามนั้นก็คือตัวเรือนอันเป็นที่พำนักของหยูจินหมิง จวนแห่งนี้กว้างใหญ่เสียจนซูลี่ประมาณไม่ได้ ขนาดเขตเรือนของคุณชายใหญ่ยังมีแยกย่อยเป็นเรือนเล็กเรือนน้อยหลายจุด เรือนรับรองแห่งนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งก็เท่านั้น ถึงขั้นว่ามีสระขนาดใหญ่ภายในก็ถือว่าโอ่อ่าเลยทีเดียว และสระแห่งนี้เองกระมัง ที่ซูฮวาน้องสาวของนางได้ตกลงไป
ซูลี่กำลังคิดอะไรเพลินๆ อยู่ดีๆ ก็มีร่างหนึ่งปรากฏตัวต่อหน้าจนนางตกใจทำขนมในมือร่วงลงไปบนพื้นสนาม เมื่อเงยหน้าขึ้นมองก็ถอนหายใจออกมาอย่างรุนแรง
“เจ้าจะมาดีๆ หน่อยไม่ได้หรือ” ซูลี่เอ่ยบ่น ไม่รู้อีกฝ่ายจะทำตัวน่าตกใจไปถึงเมื่อไรกัน แม้แต่หลูเหยาและเจิ้งหลู่ที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลก็ยังตั้งท่าชักดาบออกมาในทันที แต่เมื่อรู้ว่าคนคนนี้คือสตรีเมื่อคืนก็เสียบดาบคืนกลับไป อย่างน้อยพวกเขาก็เห็นแล้วว่านางไม่ได้ทำอันตรายต่อท่านหญิง
“ที่นี่เป็นจวนศัตรู ข้าถนัดเช่นนี้ ไม่ต้องการเปิดเผยตัวตน” ซูฮวากล่าวพลางนั่งลงบนเก้าอี้ที่อยู่เยื้องๆ กับซูลี่
“แค่นี้เจ้ายังปกปิดไม่พออีกหรือ” ซูลี่ย้อน สายตาก็สำรวจมองชุดของอีกฝ่ายรวมถึงหน้ากากอันใหม่นั่นด้วย แม้จะเห็นเพียงริมฝีปากและบริเวณคาง นางก็คาดเดาได้ว่าอีกฝ่ายต้องเป็นสตรีที่มีใบหน้างดงามเป็นแน่ ว่าแล้วก็หยิบขนมอีกชิ้นเข้าปากพร้อมกับได้ยินฝ่ายนั้นตอบกลับมา
“ข้าเพียงงดงามมากเกินไป” ซูฮวาเอ่ยเสียงราบเรียบ นั่นถึงกับทำให้ซูลี่สะอึก
“เจ้าเอ่ยชมตนเองด้วยสีหน้าที่เรียบเฉยเช่นนี้หรือ” ซูลี่ถึงกับอ้าปากค้าง สายตามองคนตรงหน้าขึ้นลงเมื่ออีกฝ่ายเงียบไปไม่ตอบคำถาม นางเพียงคาดไม่ถึงว่าจะมีคนเช่นนี้อยู่
ส่วนหลูเหยาและเจิ้งหลู่ แม้สีหน้าจะยังคงเรียบเฉย ทว่าพวกเขาก็นึกสนใจท่าทางเช่นนั้นของอีกฝ่ายเหมือนกัน
“จริงสิ ข้ายังไม่รู้ชื่อเจ้าเลย” ซูลี่เอ่ยถามขึ้น
“ข้า...ข้าไม่มีชื่อหรอก” ซูฮวาราวกับลังเลไปเล็กน้อย ที่บอกว่านางไม่มีชื่อ ก็ไม่ใช่เรื่องโกหกเสียทีเดียว เพราะร่างกายนี้ตั้งแต่เกิดมาและเป็นเพียงมนุษย์ทดลอง นางก็ไม่เคยมีชื่อจริงๆ
ซูลี่ได้ฟังดังนั้นก็เงียบไป นางกำลังคิดว่าอีกฝ่ายคงไม่สะดวกตอบ เพราะคนอะไรจะเกิดมาแล้วไม่มีชื่อกัน “แล้วเจ้าจะให้ข้าเรียกเจ้าว่าอะไร”
“แล้วแต่เจ้าเถอะ” ซูฮวาตอบส่งๆ
ดังนั้นซูลี่เลยทำท่าทีครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะลอบอมยิ้มเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว
“ถ้าอย่างนั้นข้าจะเรียกเจ้าว่าอาเป่าแล้วกัน เป่า ที่แปลว่าเป็นผู้ปกป้องและผู้พิทักษ์ เพราะเจ้ามาช่วยข้าไว้” ซูลี่กล่าวไปพลางหยิบขนมกุ้ยฮวาขึ้นมากัดกิน พลางยิ้มกว้างออกมาราวกับกำลังอารมณ์ดี ซูฮวาที่นึกไม่ชอบใจกับชื่อนั้นก็นิ่งเงียบไป
“ทำไม เจ้าไม่ชอบอย่างนั้นหรือ” ซูลี่เอ่ยพร้อมกับสำรวจสีหน้าท่าทางของอีกฝ่าย ก็เห็นว่านางถอนหายใจออกมาราวกับปลงตก “เจ้าจะปฏิเสธไม่ได้แล้วนะอาเป่า เจ้าให้ข้าเป็นคนตั้งให้เอง”
ซูลี่เองก็รู้ดีว่าชื่อนี้ทั้งประหลาดและไม่เป็นที่นิยม แต่นางก็ชื่นชอบที่จะทำให้สีหน้าที่เรียบเฉยนั่นแสดงความไม่ชอบใจออกมา
“อาเป่าก็อาเป่า” ซูฮวาได้แต่กลืนคำโต้แย้งลงคอไป