ตอนที่ 135 อาจารย์กล่าวได้ถูกต้อง บุรุษรูปงามนั้นมิใช่อื่นใด นอกจากพยัคฆ์ร้ายในคราบผู้ดี
ปัง!
องค์หญิงเจ็ดผมเผ้ายุ่งเหยิง ร่างกายโชกโลหิต หน้าตาซีดเผือดราวกับอสูรกาย นางถูกกู้ฉางเกอปิดผนึกพลัง ก่อนจะโยนร่างลงตรงหน้ากู้เซียนเอ๋อร์อย่างมิไยดี
ภาพนั้นทำให้การต่อสู้รอบด้านพลันหยุดชะงัก ความเงียบงันอันเย็นเยียบปกคลุมทั่วทั้งสมรภูมิ
“องค์หญิงเจ็ดพ่ายแพ้แล้ว…”
เผ่าห้วงสมุทรทุกผู้คนต่างตัวสั่นสะท้าน ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ราวกับท้องฟ้าทั้งผืนถล่มทลายลงมาในชั่วพริบตา
พวกเขามิอาจเชื่อสายตาตนเอง ความหวาดผวาจมลึกถึงขีดสุด
องค์หญิงเจ็ดผู้มีพรสวรรค์เกรียงไกร ไร้ศัตรูในหมู่เผ่าห้วงสมุทร ไร้เทียมทานจนแทบจะหาผู้ใดเทียบเทียมมิได้ นางเพิ่งเผยโฉมสู่โลกหล้ามามินาน กลับมาต้องพ่ายแพ้อย่างย่อยยับเช่นนี้… ความปราชัยครั้งแรกในชีวิตของนางช่างน่าขมขื่นยิ่งนัก
ยิ่งไปกว่านั้น นางอาจจะต้องจบชีวิตลง ณ ที่แห่งนี้
เพราะผู้คนล้วนตระหนักดีว่า ยอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์ผู้ไร้เทียมทานจำนวนมิน้อยได้สิ้นชีพลงในเงื้อมมือของกู้ฉางเกอ แล้วเขาจะยอมปล่อยนางไปได้อย่างไร
ทุกคนรู้ดีว่ากู้ฉางเกอแข็งแกร่งเพียงใด เพราะเส้นทางที่เขาเดินผ่าน ล้วนปูไว้ด้วยซากศพของศัตรู
ทว่ามิมีผู้ใดคาดคิดว่า กู้ฉางเกอจะทรงพลังได้ถึงเพียงนี้ แข็งแกร่งจนสร้างความหวาดหวั่นพรั่นพรึง และบดขยี้ทุกความหวังจนหมดสิ้น
“นายท่านคือผู้มีวาสนาแห่งเทพเซียน ในภายภาคหน้าย่อมยืนหยัดเหนือยอดยุทธ์ทั้งปวง เหลือบมองสรรพภพนับอนันต์หมื่นล้าน เพียงแค่องค์หญิงเจ็ดแห่งวังสมุทรผู้หนึ่ง จะคู่ควรเป็นคู่ต่อกรได้อย่างไร”
ท่ามกลางการต่อสู้อันดุเดือด อสูรรูปงามดั่งยักษ์ราตรีตนหนึ่งแสยะยิ้มเย็นชา เอ่ยคำพลางฉีกสังหารสิ่งมีชีวิตเผ่าห้วงสมุทรเบื้องหน้าจนขาดสะบั้น โลหิตสาดกระเซ็นเป็นสายฝน ดุจภาพอเวจีอันโหดร้าย
คำกล่าวนั้นราวกับคมดาบ ยิ่งทำให้เหล่าผู้คนแห่งเผ่าห้วงสมุทรใบหน้าซีดเผือดสิ้นสีโลหิต พลางกัดฟันแน่น ทั่วร่างสั่นสะท้านอย่างมิอาจควบคุม
มหาค่ายกลแห่งเผ่าห้วงสมุทรที่ปกคลุมทั่วฟ้าดิน พริบตานั้นก็พลันสลายกลายเป็นอากาศธาตุ กลิ่นคาวโลหิตฉุนโชยไปทั่วทุกอณู
ทิวทัศน์แห่งสมรภูมิยิ่งตอกย้ำความเหี้ยมโหด ร่างไร้วิญญาณนอนทับถมเกลื่อนกลาด ส่วนใหญ่เป็นซากศพของเผ่าห้วงสมุทร สายตาผู้ชมการต่อสู้ต่างสั่นสะท้าน ขวัญหนีดีฝ่อไปตามกัน
มิต้องสงสัยเลยว่า เรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้จะสั่นสะเทือนทั้งแผ่นดิน และกลายเป็นมหาวิปโยคแห่งยุคเซียนโบราณ สร้างความหวาดหวั่นพรั่นพรึงแก่เหล่ายอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์ทั้งหลาย
องค์หญิงเจ็ดแห่งวังสมุทร ผู้ทรงอำนาจและเย็นชา บังอาจหมายไล่ล่าสังหารน้องสาวของกู้ฉางเกอ ในห้วงคับขัน กู้ฉางเกอพลันปรากฏกายขึ้น ยืนหยัดปกป้องคนของตนอย่างแข็งกร้าว กำราบเหล่าผู้คนของเผ่าห้วงสมุทรจนราบคาบ
กระทั่งองค์หญิงเจ็ดก็ยังมิอาจต้านทาน ต้องพ่ายแพ้ย่อยยับอย่างมิอาจขัดขืน
มิมีผู้ใดล่วงรู้เลยว่า แท้จริงแล้วกู้ฉางเกอนั้นทรงพลังถึงเพียงใด
เขาสามารถบดขยี้องค์หญิงเจ็ดได้อย่างง่ายดายราวกับเพียงพลิกฝ่ามือ ประหนึ่งเทพสงครามผู้มิอาจทัดเทียม และตั้งแต่ต้นจนจบ มิมีผู้ใดได้เห็นแม้แต่เศษเสี้ยวของพลังที่แท้จริงของเขา
สิ่งนี้เองที่ทำให้ยอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์ทั้งปวงต่างต้องตกตะลึงจนมิอาจกล่าวคำใด เพราะมิมีผู้ใดที่คาดเดาได้ว่า ขอบเขตพลังของกู้ฉางเกอนั้นแท้จริงแล้วล้ำลึกเพียงใด
“เกรงว่าบัดนี้ เขาคงได้ก้าวเข้าสู่ห้วงเขตต้องห้ามแล้ว ตั้งแต่อดีตกาล ยอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์ผู้ก้าวข้ามขีดจำกัดแห่งความเป็นเลิศ ก้าวสู่ฟากฝั่งแห่งความลึกล้ำจนยากจะหยั่งถึงเท่านั้น... จึงจะได้รับการขนานนามว่าผู้ต้องห้ามแห่งยุค”
“คำเรียกขานนี้ช่างหนักหน่วงยิ่งนัก!”
มีผู้บำเพ็ญเพียรผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ราวกับเต็มเปี่ยมไปด้วยความยำเกรงต่อกู้ฉางเกอจนสุดหัวใจ
การจะได้รับการขนานนามว่าผู้ต้องห้ามแห่งยุคนั้น หาใช่เพียงแค่พรสวรรค์โดดเด่นไม่ ทว่าต้องใช้พลังที่แท้จริงพิสูจน์ตนเองให้เป็นที่ประจักษ์ และในอนาคตยังต้องยืนหยัดอยู่ในห้วงแห่งเขตต้องห้ามนี้ให้ได้
ในบรรดาสำนักมรรคาสูงสุดมากมายแห่งแดนสวรรค์ กว่าหลายแสนปี หรือกระทั่งล้านปี อาจจะมีคนผู้เดียวเท่านั้นที่คู่ควรจะได้รับการขนานนามนี้!
และมิต้องสงสัยเลยว่า สิ่งที่กู้ฉางเกอแสดงออกมาในการศึกครั้งนี้ ทำให้ผู้คนต่างหวาดผวาจนขนลุกเกรียวเพียงใด ก่อนจะเอ่ยคำนั้นด้วยความตื่นตระหนกออกมา
ผู้ต้องห้ามแห่งยุค!
มิใช่เพียงพรสวรรค์ที่ทำให้เขาก้าวสู่จุดนี้ หากแต่เป็นพลังอันแข็งแกร่งพิสุทธิ์ที่สามารถยืนยันความเป็นหนึ่งเหนือผู้ใด
ยิ่งกว่านั้น ยังครอบครองพลังอันแข็งแกร่งที่สามารถท้าสู้ผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรที่อยู่เหนือสองขอบเขตใหญ่ได้อย่างมิยากเย็น
ต่อหน้าผู้ต้องห้ามแห่งยุค ยอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์ทั้งหลายก็หาได้ต่างอันใดกับมดปลวกที่เพียงแค่ยกมือขึ้นก็สามารถบดขยี้จนแหลกสลายไม่
และในการศึกครั้งนี้ พลังการต่อสู้อันน่าพรั่นพรึงที่กู้ฉางเกอได้แสดงออกมานั้น ก็เป็นการประกาศตัวตนแห่งผู้ต้องห้ามแห่งยุคอย่างแท้จริงแล้วมิใช่หรือ
เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรทั้งปวงต่างรู้สึกเสียวสันหลังวาบ ศีรษะชาหนึบ กระทั่งริมฝีปากแห้งผาก มิอาจกล่าวคำใดออกมาได้เลย
“ผู้ต้องห้ามแห่งยุค... นานเพียงใดแล้วที่มิได้ยินคำคำนี้ และบัดนี้ ดูเหมือนว่าคุณชายแห่งตระกูลกู้จะก้าวเข้าสู่ห้วงเขตนี้เสียแล้ว...”
เสียงสนทนาของเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรต่างสั่นสะท้านไปด้วยความหวาดเกรงและความพรั่นพรึงที่มิอาจปิดบัง
หากข่าวนี้แพร่ออกไป จะก่อให้เกิดความปั่นป่วนและคลื่นลมมหาศาลเพียงใด พวกเขาต่างคาดเดาได้โดยมิต้องสงสัย
เว้นเสียแต่ว่า จะมีอัจฉริยะรุ่นเยาว์ผู้อื่นก้าวเข้าสู่ห้วงเขตต้องห้ามนี้อีก มิเช่นนั้นแล้ว กู้ฉางเกอจะกลายเป็นขุนเขาอันน่าสะพรึงกลัวที่ขวางกั้นอยู่เหนือศีรษะของทุกคน
“กู้ฉางเกอ เจ้าจะยกนางให้ข้าจัดการอย่างนั้นหรือ”
ขณะนั้นเอง กู้เซียนเอ๋อร์ที่ยืนอยู่เบื้องหน้ากู้ฉางเกอก็เอ่ยถามออกไปอย่างมิอาจห้ามความรู้สึกสั่นสะท้านที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในใจ แววตาของนางยังฉายแววมิอยากจะเชื่อ
องค์หญิงเจ็ดผู้ถูกปิดผนึกพลัง ถูกกู้ฉางเกอโยนลงตรงหน้าของนางราวกับเป็นผ้าขี้ริ้วที่ไร้ค่า ยามไร้พลังฝีมือใดๆ ก็สูญสิ้นอำนาจดั่งอสรพิษถูกถอนเขี้ยวเล็บ ต่อให้ดุร้ายสักเพียงใด ก็ไร้ซึ่งพิษสงเสียสิ้น
ดวงตางามของกู้เซียนเอ๋อร์กะพริบถี่ขึ้นเรื่อยๆ ความสงสัยยิ่งทวีขึ้น
น่าประหลาดนัก…
แม้นางจะรู้สึกซาบซึ้งที่กู้ฉางเกอมาช่วย ทว่าด้วยนิสัยของกู้ฉางเกอแล้ว ย่อมต้องมีบางอย่างแอบแฝงอยู่เป็นแน่
“กู้เซียนเอ๋อร์ นี่เป็นท่าทีที่สมควรแสดงต่อผู้ที่ช่วยชีวิตเจ้าไว้อย่างนั้นหรือ” กู้ฉางเกอเอ่ยพลางยิ้มบางเบา
บนใบหน้าขาวเนียนราวเครื่องเคลือบของนางยังคงซีดเซียว รอยโลหิตเล็กน้อยแต้มอยู่ที่มุมปาก ทำให้ดูหม่นหมองไปบ้าง
“กู้ฉางเกอ เจ้าคิดว่าข้าจะขอบคุณเจ้าหรือไร ฝันไปเถิด! ต่อให้มิมีเจ้า ข้าก็ปลอดภัยดีอยู่แล้ว ฮึ!”
กู้เซียนเอ๋อร์กลับมามีท่าทีเย็นชาและเย่อหยิ่งอีกครั้ง ดวงหน้างามปรากฏแววท้าทาย ราวกับกำลังหาเรื่องให้คนโมโห
แม้ว่าก่อนหน้านี้ ในใจนางจะเต็มไปด้วยความยินดีปรีดา กระทั่งความรู้สึกหม่นหมองตลอดหลายวันมานี้ก็พลันมลายหายสิ้น
ทว่าเมื่ออยู่ต่อหน้ากู้ฉางเกอ นางกลับมิยอมอ่อนข้อ แม้แต่คำขอบคุณสักคำก็มิยอมเอ่ยออกมา
เพราะผู้ใดใช้ให้กู้ฉางเกอเป็นศัตรูคู่อาฆาตของนางกันเล่า!
และอีกอย่าง สิ่งที่นางกล่าวนั้นเป็นความจริง ต่อให้กู้ฉางเกอมิปรากฏตัว นางก็ยังมีวิธีหนีเอาตัวรอดได้อย่างปลอดภัยอยู่ดี
“ดูท่าจะต้องสั่งสอนนางอีกคราเสียแล้ว เจ้าเด็กนี่คงลืมบทเรียนของวันนั้นไปเสียสิ้นแล้วสินะ”
กู้ฉางเกอคลายรอยยิ้มลง สายตาเหลือบมองนางอย่างมิใส่ใจ ความคิดที่จะจับนางโยนลงไปกักขังอยู่ในก้นหลุมส้วมสักหลายปียิ่งเด่นชัดขึ้นมาทุกที
หากมิกล่าวถึงเรื่องนั้นก็ยังดี ทว่าพอกล่าวถึงเรื่องนั้นเข้า กู้เซียนเอ๋อร์ก็รู้สึกทั้งอับอายและขุ่นเคือง
แม้วันนั้นจะมีแค่ตัวนาง เยวี่ยหมิงคง และกู้ฉางเกอสามคนอยู่ในเหตุการณ์ ทว่าตั้งแต่เล็กจนโต มีเพียงกู้ฉางเกอผู้เดียวเท่านั้นที่กล้าทำกับนางเช่นนั้น
“อย่าได้ใจไป ข้าจะทำให้เจ้ารู้ซึ้งเสียบ้าง ว่าการโดนขยี้กับพื้นมันเป็นอย่างไร…”
นางพึมพำเบาๆ บนใบหน้างดงามปรากฏความขุ่นเคือง
ทว่าความรู้สึกในใจยามนี้กลับซับซ้อนนัก ความโกรธเคืองและความอ่อนหวานปะปนกันจนชวนให้กังวล
กู้เซียนเอ๋อร์ย่อมรู้ดีว่าสิ่งนี้คือความรู้สึกเช่นใด
ดูท่าอาจารย์สามของนางคงกล่าวได้ถูกต้องเสียแล้ว... บุรุษรูปงามนั้นมิใช่อื่นใด นอกจากพยัคฆ์ร้ายในคราบผู้ดี
“กู้เซียนเอ๋อร์ เจ้าดูท่าจะครั่นเนื้อครั่นตัว อยากโดนสั่งสอนนักใช่หรือไม่ ด้วยความสามารถกระจอกๆ ของเจ้า ยังคิดจะจับพี่ชายคนนี้ขยี้ลงกับพื้นได้อีกหรือ”
แม้ว่านางจะพึมพำเสียงเบา ทว่าจะรอดพ้นโสตประสาทของกู้ฉางเกอไปได้อย่างไร
เขาเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญการยั่วโมโหผู้อื่นจนถึงขีดสุด ต่อให้เป็นผู้อาวุโสใหญ่แห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ ก็ยังเคยถูกเขาทำให้แทบคลั่งมาแล้ว
กับเด็กสาวหัวดื้อเช่นนี้ ยิ่งมิต้องกล่าวถึง
กู้ฉางเกอเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเฉยเมย ทว่าทุกถ้อยคำกลับบาดลึกลงกลางใจ “หากคิดจะแก้แค้น ก็จงพิสูจน์ให้ข้าเห็น มิฉะนั้นแม้แต่โอกาสจะตามข้าเป็นเงาติดตามตัวเหมือนเมื่อก่อน ก็มิมีอีกแล้ว...”
เมื่อได้ฟังถ้อยคำเหล่านี้ ใบหน้าของกู้เซียนเอ๋อร์ก็ชะงักค้างไปทันที
ความทรงจำในอดีตย้อนคืนมา นางนึกถึงสมัยเด็กที่ตนเคยตามติดกู้ฉางเกอแจ ราวกับเงาที่มิยอมปล่อย
ในตอนนั้น กู้ฉางเกอแสดงออกอย่างเย็นชาเสียจนมิแม้แต่จะชายตามองนางด้วยซ้ำ
นั่นทำให้นางทั้งเจ็บปวดและเสียใจ ทว่าก็ยังคงวิ่งตามหลังเขาไปอย่างมิยอมแพ้
เมื่อนึกถึงเรื่องราวเหล่านั้น กู้เซียนเอ๋อร์พลันตกอยู่ในความเงียบงัน
หากเป็นก่อนที่นางจะออกจากหมู่บ้านท้อโบราณ เมื่อได้ยินถ้อยคำนี้ นางคงจะโกรธเกรี้ยว เต็มไปด้วยโทสะและจิตสังหาร ทว่าในเวลานี้กลับไร้ซึ่งความเกลียดชังแม้แต่น้อย
ตรงกันข้าม นางกลับสงบนิ่งอย่างน่าประหลาด จนตัวนางเองยังรู้สึกมิอยากจะเชื่อ
เมื่อพิจารณาจากการกระทำต่างๆ ของกู้ฉางเกอในช่วงเวลาที่ผ่านมา เหตุการณ์ในอดีตย่อมต้องมีบางสิ่งที่ถูกปกปิดเอาไว้ เบื้องหลังย่อมมีความลับที่มิอาจเปิดเผยซ่อนอยู่
ในปีนั้น บรรดาผู้คนแห่งตระกูลกู้ล้วนรักใคร่เอ็นดูนางเป็นอย่างยิ่ง
ทว่ากลับมีกู้ฉางเกอเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่แสดงท่าทีเย็นชาเฉยเมย ประหนึ่งเป็นคนแปลกหน้า
เมื่อมองย้อนกลับไป กู้เซียนเอ๋อร์ก็ยิ่งรู้สึกว่ามีสิ่งผิดปกติบางอย่างแอบแฝง
บางที... กู้ฉางเกออาจจงใจทำเช่นนั้น เพื่อที่ยามช่วงชิงกระดูกมรรคาของนาง เขาจะได้สามารถลงมือได้อย่างเด็ดขาดไร้ซึ่งความลังเล
หากเป็นเช่นนั้น เหตุใดวันนั้นเขาจึงมิสังหารนางไปเสียเล่า เหตุใดจึงยังคงหลงเหลือทางรอดให้แก่นาง
และบัดนี้ เขากลับทำท่าทียั่วยุให้นางโกรธเคือง ประหนึ่งต้องการให้นางเกลียดชังเขาให้มากขึ้น
ความคิดของกู้เซียนเอ๋อร์นับว่าสลับซับซ้อนเกินคาด นางวิเคราะห์อย่างละเอียดในทุกแง่มุม
ในวันนั้น ที่ยอดเขาไร้พ่ายแห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ กู้ฉางเกอเกือบจะต้องสิ้นชีพเพราะคมกระบี่ของนาง ทั้งที่เขาแข็งแกร่งถึงเพียงนั้น หากคิดจะหลบหลีกหรือปัดป้องก็ย่อมทำได้โดยง่ายดาย
หลังจากนั้น กู้ฉางเกอก็ยังคงแสดงท่าทีเย็นชาเฉยเมย พบหน้านางทีไร เขาก็ทำเหมือนนางเป็นเพียงคนแปลกหน้า
ทว่าถึงกระนั้น... เหตุใดในยามที่นางตกอยู่ในอันตราย เขาถึงได้ปรากฏตัวขึ้นมาช่วยชีวิตนางไว้
สิ่งนี้มิใช่การกระทำที่ขัดแย้งกันเองหรอกหรือ
“กู้ฉางเกอ เจ้าอย่าคิดว่าจะปิดบังข้าไปได้ตลอด ข้าจะสืบหาความจริงในวันนั้นให้กระจ่าง...”
“จากนั้นจะแก้แค้นอย่างสมศักดิ์ศรี และเอาชนะเจ้าให้จงได้!”
ในขณะนั้น กู้เซียนเอ๋อร์จ้องมองกู้ฉางเกออย่างมิวางตา สายตาของนางเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นแน่วแน่ ราวกับยิ่งมั่นใจว่ามีบางสิ่งถูกซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลัง
“กู้เซียนเอ๋อร์ เจ้าคิดมากไปแล้ว”
กู้ฉางเกอกวาดสายตามองนางอย่างเย็นชา ราวกับมิใส่ใจถ้อยคำนั้นแม้แต่น้อย
ทว่าท่าทางนี้ของเขากลับทำให้ความเชื่อมั่นของกู้เซียนเอ๋อร์ยิ่งเพิ่มพูนขึ้น
ภายนอกกู้ฉางเกอยังคงความสงบนิ่งมิแยแส ทว่าภายในใจกลับอดมิได้ที่จะหัวเราะออกมา
ความคิดของกู้เซียนเอ๋อร์นั้น เขาคาดเดาได้มิยาก เพราะทุกสิ่งล้วนเป็นไปตามแผนการของเขาอยู่แล้ว
ในตอนนั้นเอง เสียงแจ้งเตือนจากระบบก็ดังขึ้นในหัว
“ติ๊ง! ทัศนคติของกู้เซียนเอ๋อร์ ผู้ถือครองชะตาฟ้าลิขิตเปลี่ยนแปลงไป ท่านได้รับค่าวาสนาเพิ่มขึ้น 1,000 แต้ม และได้รับค่าชะตาสวรรค์เพิ่มขึ้น 5,000 แต้ม”
รอยยิ้มของกู้ฉางเกอดูลึกล้ำขึ้นอย่างน่าประหลาด
เจ้าคนหัวดื้อก็ยังเป็นเจ้าคนหัวดื้ออยู่วันยังค่ำ
แค่กลยุทธ์เล็กๆ น้อยๆ นางก็หลงกลจนหัวปั่นไปหมดแล้ว นี่ช่างน่าขันเสียจริง
มิรู้ว่าพวกอาจารย์ของนางคิดอันใดอยู่ ถึงได้ปล่อยให้เด็กซื่อบื้อเช่นนี้ออกมาล้างแค้นได้
“กู้ฉางเกอ แล้วจะจัดการนางเช่นไร” กู้เซียนเอ๋อร์เอ่ยถามพลางหันไปมององค์หญิงเจ็ดที่นอนอยู่ตรงหน้าในสภาพยับเยิน นางตั้งใจรอฟังคำสั่งของกู้ฉางเกอ
นางคิดว่าตนเองเข้าใจกู้ฉางเกอแล้ว และนั่นทำให้ความรู้สึกต่อตัวเขาเปลี่ยนไปมิน้อย
ขณะที่กล่าววาจา ท่าทีที่แฝงไว้ซึ่งความเป็นศัตรูคู่แค้นก่อนหน้านี้ก็เจือจางลงอย่างเห็นได้ชัด
“เจ้าควรจะเรียกขานพี่ว่าอันใดนะ” กู้ฉางเกอเหลือบมองนาง ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
แม้เขาจะปล่อยให้กู้เซียนเอ๋อร์ทำอันใดตามใจอยู่บ้าง ทว่าก็มีขีดจำกัดที่ชัดเจน
ถึงเวลาแล้วที่นางจะต้องรู้จักลำดับอาวุโส
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้กู้ฉางเกอรู้สึกขบขันยิ่งนักก็คือ แม้กู้เซียนเอ๋อร์จะถูกผู้คนไล่ล่าสังหาร ทว่าแต้มวาสนาของนางกลับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
หรือว่า... ความเย่อหยิ่งและมิยอมแพ้ของนาง จะทำให้นางมีพรสวรรค์ซ่อนเร้นที่ยิ่งยามคับขันจะยิ่งแผ่พลังออกมา
บางทีการที่เขาปรากฏกายขึ้นมาในตอนนั้น อาจขัดจังหวะช่วงเวลาสำคัญที่นางกำลังจะทะลวงขอบเขตไว้
สำหรับกู้ฉางเกอแล้ว เขาย่อมคิดที่จะหล่อเลี้ยงบ่มเพาะกู้เซียนเอ๋อร์อยู่บ้าง
จากสถานการณ์ในยามนี้ ปล่อยให้นางเติบโตด้วยตนเอง ผ่านความยากลำบากและการขัดเกลาไปเสียบ้าง ก็ดูจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสม
แน่นอนว่า การได้แกล้งยั่วโมโหนางเล็กๆ น้อยๆ ก็เป็นเรื่องที่สนุกสนานมิน้อย
ยิ่งเห็นนางขุ่นเคือง ทว่ากลับทำอันใดมิได้นั้น นั่นยิ่งเป็นความบันเทิงที่ยากจะหาได้
เขาถึงกับเริ่มคิดว่า บางทีในอนาคต เขาควรจะสร้างสถานการณ์ให้แก่นางสักหน่อยดีหรือไม่
เช่น โยนความผิดบางอย่างใส่หัวนาง หรือสร้างศัตรูคู่แค้นมาให้
และเมื่อถึงยามที่นางมิอาจรับมือได้ เขาก็ค่อยปรากฏกายขึ้นมาช่วยชีวิตอย่างองอาจ สมกับบทบาทวีรบุรุษผู้กอบกู้
“กู้ฉางเกอ ฝันไปเถิด! มิมีทางที่ข้าจะเรียกเจ้าว่าพี่ชายเป็นอันขาด”
กู้เซียนเอ๋อร์เอ่ยขึ้นด้วยท่าทางเยือกเย็น แววตาประหนึ่งค้นพบจุดอ่อนของกู้ฉางเกอได้อย่างจัง ทว่าในใจกลับรู้สึกเย็นวาบอย่างไร้เหตุผล
หรือว่า... มีผู้ใดบางคนกำลังคิดจะเล่นงานนางอยู่เบื้องหลังกัน
กู้ฉางเกอเพียงแค่ยักไหล่ ใบหน้าฉายแววหยอกเย้า มองนางอย่างมิใส่ใจนัก ก่อนจะกล่าวว่า
“จะสังหารหรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับเจ้า ข้ามอบนางให้เจ้าแล้ว ข้าก็จะมิยุ่งเกี่ยวอันใดอีก”
ถ้อยคำของเขาฟังดูเรียบง่าย ทว่าในความจริงกลับแฝงไว้ซึ่งเจตนาหลายประการ
องค์หญิงเจ็ดผู้นี้ มองเพียงผิวเผินก็รู้แล้วว่าเป็นประสบการณ์ที่เตรียมไว้ให้กู้เซียนเอ๋อร์ได้พัฒนาความแข็งแกร่งของตนเอง หากยังมิจัดการเสียในยามนี้ ก็เก็บไว้เป็นเป้าหมายในภายภาคหน้า
ดังนั้นมิว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไร กู้เซียนเอ๋อร์ก็ย่อมต้องเผชิญหน้ากับเรื่องเช่นนี้อยู่ดี
การโยนปัญหาให้กับนางในครั้งนี้ กู้ฉางเกอตั้งใจจะให้ความแค้นของวังสมุทรพุ่งตรงไปหานางโดยตรง
และเหล่าศิษย์อาจารย์ผู้อยู่เบื้องหลังนาง ก็คงมิอาจนิ่งเฉยปล่อยให้นางถูกสังหารได้
ผู้ใดใช้ให้เด็กสาวผู้นี้ช่างหาญกล้าดีนัก ถึงขั้นอ้างนามเขาเพื่อสร้างความวุ่นวายใหญ่โต แถมยังดึงความแค้นทั้งหมดมาหาเขาอีก
การที่เขามิลงโทษสั่งสอนนาง ก็ถือว่าเป็นความเมตตาอย่างยิ่งแล้ว
มีหรือที่เขาจะยอมให้กู้เซียนเอ๋อร์มาวางแผนกลั่นแกล้งตนได้
“ฮึ! ข้ารู้อยู่แล้วเชียวว่า ที่เจ้าช่วยข้านั้นมิใช่ด้วยเพราะความหวังดี”
กู้เซียนเอ๋อร์ส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอ ใบหน้าขึ้นสีเล็กน้อย ราวกับนางรู้เท่าทันเจตนาของกู้ฉางเกอ
วังสมุทรคือหนึ่งในขุมกำลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่และทรงอำนาจ ปกครองเหล่าผู้คนแห่งเผ่าห้วงสมุทรนับมิถ้วน
หากสังหารองค์หญิงเจ็ดลงไป กู้ฉางเกอย่อมมิมีทางแบกรับความแค้นในครั้งนี้ด้วยตนเอง
เขาทำเช่นนี้ ก็เท่ากับแสดงความเมตตาแก่กู้เซียนเอ๋อร์แล้ว
เพราะฉะนั้น เมื่อถึงเวลาที่วังสมุทรคิดจะเอาคืน ความยุ่งยากย่อมจะตกมาถึงนาง
กู้ฉางเกอผู้นี้ ใจคอช่างคดเคี้ยวและร้ายกาจยิ่งนัก
“ข้ามาไกลนับหมื่นลี้เพื่อช่วยเจ้า ทว่ากลับถูกเจ้ารังเกียจ กู้เซียนเอ๋อร์ เจ้าช่างทำให้พี่ชายคนนี้รู้สึกหนาวเหน็บใจยิ่งนัก”
กู้ฉางเกอกล่าวพลางแค่นยิ้ม เอ่ยกระเซ้าเย้าแหย่ด้วยท่าทีสบายอกสบายใจ ราวกับมิได้รู้สึกผิดแม้แต่น้อยที่ถูกนางมองออกถึงเล่ห์กลของตน
เด็กสาวผู้นี้ บางครั้งก็ดูซื่อจนมิน่าเชื่อ ทว่าบางครากลับเฉลียวฉลาดจนเกินคาด
และนั่นก็ทำให้กู้ฉางเกออดมิได้ที่จะอยากกลั่นแกล้งนาง
“องค์หญิงเจ็ด เจ้าเห็นหรือไม่ว่าข้ากล่าวถูก หากเจ้ากล้าแตะต้องข้าแม้เพียงปลายเล็บ คนของเจ้าทุกคนก็ต้องสิ้นชีพเสียสิ้น”
ในขณะนั้น กู้เซียนเอ๋อร์หันไปมององค์หญิงเจ็ดที่ใบหน้าซีดเผือดด้วยความหวาดกลัวและสิ้นหวัง ดวงตาของนางฉายแววเรียบนิ่ง ทว่ายังแฝงรอยยิ้มบางเบา
“อย่าสังหารข้าเลย ข้ายอมแล้ว ข้ายินยอมศิโรราบ...”
องค์หญิงเจ็ดเอ่ยด้วยเสียงสั่นเทา น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความมิยินยอม ทว่าก็จำต้องยอมศิโรราบต่อความสิ้นหวังอันขมขื่น
ภาพความยโสโอหังในคราแรกได้มลายหายไปจนหมดสิ้น นางถูกกู้ฉางเกอกระชากลงมาจากแท่นบูชาผู้สูงส่ง ความเชื่อมั่นในจิตมรรคาพังทลายอย่างสิ้นเชิง
ถึงแม้ยังมีของวิเศษที่ช่วยชีวิตได้เป็นครั้งสุดท้าย ทว่าในสภาพที่พลังถูกปิดผนึกเช่นนี้ นางก็มิมีโอกาสแม้แต่จะใช้มัน
บัดนี้ เส้นทางเบื้องหน้าของนางมีเพียงความตายเท่านั้น
การเปิดยุคแห่งแผ่นดินเซียนโบราณ ย่อมเป็นเวทีที่เหล่ายอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์ต่อสู้เพื่อแย่งชิงชัยชนะ ผู้ชนะคือผู้ที่มีชีวิตอยู่ ส่วนผู้พ่ายแพ้ย่อมต้องดับสิ้นเสีย
“สายไปแล้ว ยามที่เจ้าคิดจะสังหารข้า เจ้าควรจะคาดคิดถึงผลลัพธ์เช่นนี้เสียบ้าง”
กู้เซียนเอ๋อร์กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ปราศจากความลังเล ดาบใหญ่สีดำพลันปรากฏขึ้นในมือของนาง คมดาบสาดประกายแหวกผ่านอากาศ ก่อนจะฟาดลงมาอย่างไร้ปรานี
ฉึก!
เสียงคมดาบตวัดฟาด โลหิตสาดกระเซ็นเป็นสาย!
องค์หญิงเจ็ดแห่งวังสมุทร... สิ้นชีพลงในบัดดล!