ตอนที่ 90 3 รัตนชาติ
“น้องอินทร์ครับ ของอย่างการแทนชีวิตเนี่ย มันเป็นไปได้จริง ๆ เหรอครับ?” นิทานถามขึ้น แม้คำแห่งพลังจะมีความสามารถที่หลากหลายมากเกินกว่าที่เขาจะสามารถจินตนาการได้ แต่การทดแทนชีวิตนี่มันเป็นสิ่งที่ทำได้ด้วยคำแห่งพลังจริง ๆ งั้นหรือ
“ถ้าให้ตอบตามตรง ผมคงต้องบอกว่าผมไม่ทราบครับ” อินจันทร์ส่ายหน้าไปมา
“แต่ของอย่างนี้กลุ่มการค้าอิสึกะย่อมไม่โกหกหรอกครับ และอีกอย่าง ระดับของพวกเราในตอนนี้ยังต่ำเกินไปมาก การที่จะมีพลังระดับสูงขนาดนั้นเกิดขึ้นมา ผมมองว่าไม่แปลกอะไรขนาดนั้นนะครับ”
นิทานพยักหน้าตอบเล็กน้อย หากจะให้พูดเช่นนั้น เขาก็เห็นด้วย เมื่อเทียบกันแล้ว ก่อนหน้านี้เมื่อครู่เขาได้เห็นการแสดงความสามารถของอริยะหลายต่อหลายคน ไม่ว่าจะเป็นดาบขนาดยักษ์ที่ราวกับสามารถตัดทุกสิ่งได้เมื่อครู่ ใบหน้านับพันที่ปรากฏจากความว่างเปล่า ร่วมกันสร้างอาคมเพื่อจู่โจมจุดอ่อน หรือแม้แต่การทำให้โถงขนาดใหญ่ทั้งโถงนี้จมอยู่ใต้บาดาลในชั่วพริบตา
แม้นิทานจะสามารถใช้พลังระดับอริยะได้เล็กน้อยแต่เขากล้าพูดอย่างสัตย์จริงว่าเขาไม่มีทางต่อต้านพลังเหล่านั้นได้แม้แต่น้อย แม้แต่จะให้หลบหนีไปเขายังไม่สามารถ
ตัวนิทานเองพลังโดยรวมไม่ด้อยไปกว่านักสลักชั้นแนวหน้าแล้ว แต่ความห่างไกลกับอริยะกับมากมายถึงเพียงไหน และรูปสลักปลายวิถีคือวัตถุที่สุดปลายของระดับอริยะ ถูกสร้างขึ้นโดยยอดคนที่ระดับสูงส่งยิ่งกว่าอริยะ
ผู้ร้อยเรียง.. นิทานพึมพำในหัว
“ในเมื่อกลุ่มการค้าอิสึกะให้เกียรติอาณาจักรไฟกัลป์ เลือกนครรัตนะเป็นสถานที่จัดงานประมูล ราชวงศ์ไฟกัลป์เราย่อมไม่อาจให้กลุ่มการค้าอิสึกะเสียโอกาสทำการค้ารายใหญ่” เสียงนุ่มนวลดังขึ้นอีกครั้ง
“5พันล้านไกอา” เสียงนุ่มนวลพูดขึ้นอย่างสบายอารมณ์ ราวกับปริมาณเงินอันมหาศาลนี้ไม่ได้กระทบสิ่งใดแม้แต่น้อย
ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาผู้มีผมสีแดงเพลิงและนัยน์ตาสีชมพูอ่อนยกชาขึ้นมาดื่มอย่างผ่อนคลาย มิได้หวั่นเกรงต่อสายตามุ่งร้ายมากมายที่จับจ้องมาทางเขาแม้แต่น้อย
เสียงสบถดังขึ้นเมื่อกัปตันไดฟ์เห็นท่าทางนุ่มนวลสบายใจขององค์ชายจันทรกานต์ดูขวางหูขวางตา เขาแยกเขี้ยวก่อนสู้ราคาขึ้นอีกครั้ง
“5พัน2ร้อยล้านไกอา” กัปตันไดฟ์ยิ้มยียวนไปทางองค์ชายจันทรกานต์ราวกับกำลังท้าให้เขาเพิ่มราคาต่อไป
“6พันล้านไกอา” องค์ชายจันทรกานต์กลับตอบรับคำขอนั้นอย่างไม่ยี่หระแม้แต่น้อย บนใบหน้าเขายังคงประดับไว้ด้วยรอยยิ้มนุ่มนวลชวนมอง
กัปตันไดฟ์ได้ยินเช่นนั้นจึงเดาะลิ้นอย่างขัดใจ เขากลอกตาไปมาราวกับกำลังวางแผนร้ายบางอย่าง หากเมื่อเขากำลังจะพูดออกมา คนข้างหลังคนหนึ่งก็รั้งตัวของเขาเอาไว้ราวกับกำลังหักห้าม
“6พันล้านไกอาครับ มีท่านใดให้ราคาสูงกว่านี้อีกหรือไม่!” พิธีกรหญิงกล่าวขึ้นด้วยสีหน้ายินดี ราคาระดับนี้พวกเขาย่อมได้รับผลตอบแทนจากตระกูลเป็นจำนวนมากอย่างไม่ต้องสงสัย
กลุ่มคนมากมายที่เข้าร่วมการประมูลเมื่อครู่เวลานี้กลับถอนตัวกันด้วยสีหน้าเจ็บแค้น หลายสายตามากมายจับจ้องไปมาระหว่างเหล่าผู้ทรงอำนาจชั้นบนสุด หากหลายคนในที่นี้กลับไม่มีความสามารถมากพอจะเอ่ยราคาที่สูงขึ้นไป
หากเมื่อมีคนทำท่าจะเสนอราคา หลายคนเหล่านั้นกลับถูกขัดขวางโดยสหายใกล้ชิดของตน แม้แต่กัปตันไดฟ์ก็ได้แต่นั่งทำสีหน้าบูดบึ้ง
ทำไมถึงหยุดกันล่ะ เพราะราคาสูงเกินไปเหรอ? นิทานเกิดสงสัยในท่าทีเหล่านี้
จะบอกว่าสูงก็สูงจริง ๆ ฉันก็ไม่ค่อยรู้ราคาตลาดด้วยสิ แต่จะจบกันแบบนี้เลยเหรอ ไม่มีฝั่งศัตรูกะดึงราคาตอแยบ้างรึไง?
นิทานมองไปทางห้องขององค์หญิงไพลินในความคิดของเขา ถึงไพลินจะไม่ต้องการสมบัติชิ้นนี้ขนาดนั้น แต่องค์ชายจันทรกานต์ก็ตั้งตนเป็นศัตรูกับเธออย่างเปิดเผย แถมก็มีความเป็นไปได้สูงด้วยว่าเหตุการณ์ที่หมู่บ้านเปลวเหมันต์จะมีองค์ชายจันทรกานต์อยู่เบื้องหลัง
แล้วเธอจะไม่ดึงราคาให้สูงขึ้นให้เขาจำต้องใช้เงินมากยิ่งขึ้นเพื่อแก้เผ็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ หน่อยหรือ?
แล้วถ้าองค์ชายจันทรกานต์รวยขนาดนั้น แล้วองค์หญิงไพลินล่ะ?
ระหว่างที่นิทานตั้งข้อสงสัย การประมูลอันน่าตื่นตระหนกกลับปิดฉากลงอย่างง่ายดายตัดกับความน่าตื่นตาตื่นใจเมื่อครู่ เมื่อในที่สุดก็ไม่มีใครยินยอมเสนอราคาที่สูงยิ่งกว่าออกมา
นิทานเห็นสีหน้าเจ็บใจขององค์หญิงไพลินและมือที่กำเป็นหมัดแน่นอย่างชัดเจน หากเธอกลับไม่ได้ลงมือกระทำสิ่งใด
ยัยไพลินลนไฟคนนั้นเนี่ยนะจะปล่อยไปเฉย ๆ? มีเหตุผลอะไรล่ะ ถ้าองค์ชายจันทรกานต์ถอนตัวกลางคันขึ้นมา เธอไม่มีทรัพย์สินมากพอจะจ่ายไหวเลยไม่กล้าเสี่ยง?
ไม่น่านะ ถึงจะไม่มีเงินสดมากพอ แต่ระดับเธอต้องหาทางทำอะไรได้อยู่แล้ว จะขายต่อให้มหาตระกูลทมิฬมัจฉาก็ยังได้
ถ้าจะมีอะไรที่บีบให้เธอยอมได้ก็ต้อง…ประชาชน? องค์ชายจันทรกานต์จะทำร้ายประชาชนเปิดเผยได้ยังไง องค์ราชินีไม่ยินยอมแน่
ทางอ้อม? ตรากฎหมายกดขี่? ยากเกินไป เคลื่อนวงจรเศรษฐกิจ? ใช้เวลานาน จัดสรรงบประมาณให้ประชาชนน้อยลง? ทิ้งหลักฐานไว้มากเกินไป
ไม่สิ กลุ่มการค้าเชียนเป่าถ้าจำไม่ผิดจะสนับสนุนองค์ชายจันทรกานต์ เลยมีเงินมากพองั้นเหรอ?
นิทานครุ่นคิดอย่างต่อเนื่อง เขาติดใจเรื่องการที่ไพลินยอมปล่อยโอกาสเช่นนี้ไปเฉย ๆ ก็จริง แต่สำหรับเขาแล้ว สัญชาตญาณของเขาบ่งบอกเขาอย่างชัดเจนว่าองค์ชายจันทรกานต์คือตัวอันตรายที่เขาไม่อาจมองข้าม การที่คนเช่นนั้นได้รับสมบัติเช่นนี้ไปจะสร้างความยากลำบากขนาดไหนในภายภาคหน้าคือสิ่งที่เขากังวล
องค์ชายจันทรกานต์ดูแลขุนนางหลายฝ่ายด้วย เป็นไปได้มั้ยว่าเขาสามารถเบิกงบจากคลังหลวงได้ด้วยเหตุผลบางอย่าง ซึ่งถ้าไพลินดันราคาเพิ่ม หมายความว่าเงินในคลังหลวงสำหรับประชาชนจะลดน้อยลงไปอีก?
นิทานไม่อาจหาคำตอบได้ เขาจึงได้แต่วิเคราะห์จากหลากหลายมุมมอง แต่เขายังคงสงสัยว่าเหตุใดนอกจากองค์หญิงไพลินแล้ว แม้แต่หลายฝ่ายก็ถอนตัวไปเช่นนั้น
นิทานคิดเล็กน้อยแล้วจึงตัดสินใจถามคนที่พอจะเกี่ยวข้องอยู่บ้าง
“น้องอินทร์ครับ กลายเป็นว่าจบง่าย ๆ เลยนะครับ ผมคิดว่าจะดุเดือดกว่านี้เสียอีก” นิทานชวนอินจันทร์คุยพลางหัวเราะขำบางเบา
อินจันทร์ละสายตาจากบนเวทีแล้วจึงเหลือบตามามองนิทานเล็กน้อย เขาหันหน้าไปมองตาไกรเล็กน้อยก่อนจะหัวเราะออกมา
“ผมว่าก็ดุเดือดสุด ๆ แล้วนะครับ แต่ครั้งนี้เป็นองค์ชายจันทรกานต์เตรียมตัวได้ดีที่สุด เลยเป็นผู้ชนะไปครับ อีกอย่างผมว่าก็ถือว่าเราได้เปิดโลกมากมายเลยนะครับ ขุมอำนาจจากทั่วทั้งมหาทวีปมารวมตัวกันขนาดนี้ สมแล้วที่เป็นอาณาจักรไฟกัลป์ที่เปิดกว้าง” อินจันทร์หัวเราะตาม
นิทานเพียงตอบตามเรื่องตามราวไปอีกเล็กน้อย หากในหัวของเขาค่อนข้างวนเวียนกับคำตอบของอินจันทร์
เตรียมตัวมาได้ดีที่สุด อาณาจักรไฟกัลป์ที่เปิดกว้าง…
เพราะเป็นอาณาจักรไฟกัลป์ สายข่าวขององค์ชายเลยยอดเยี่ยมที่สุด เตรียมจำนวนเงินได้มากมายที่สุด
หรือเพราะเป็นอาณาจักรไฟกัลป์ องค์ชายเลยสามารถจัดเตรียมหลาย ๆ อย่างเพื่อขัดขวางคนอื่นได้
หรือคำว่าเปิดกว้างที่อินจันทร์พูด จะหมายถึงว่าแม้เปิดกว้างแค่ไหน แต่ผู้ครองพลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดยังไงก็เป็นราชวงศ์
หรือไม่ก็ทุกอย่างนั่นเลย
นิทานครุ่นคิด หากสายตายังคงเบนไปจับจ้องชายหนุ่มรูปงามที่นั่งเผยรอยยิ้มนุ่มนวลอย่างสบายอารมณ์ผู้นั้น
อันตราย…
อินจันทร์เห็นท่าทางของนิทานแล้วจึงพูดเสริมขึ้นอีกเล็กน้อย
“พี่นิทานเคยได้ยินเรื่องตระกูลหยาดนทีมั้ยครับ? เป็นอดีตตระกูลเจ้าพระยาตระกูลหนึ่ง”
“ไม่เคยเลยนะครับ” นิทานขมวดคิ้ว จากที่เขาศึกษามา ตระกูลเจ้าพระยามีเพียงสองตระกูล ตระกูลอุทุมพรและตระกูลส่องเมฆา ตระกูลเจ้าพระยาจะถูกจัดตั้งได้ก็ต่อเมื่อผู้ดำรงตำแหน่งเจ้าพระยาในขณะนั้นได้จัดตั้งตระกูลของตนขึ้นมา และในหน้าประวัติศาสตร์ที่ถูกบันทึกไว้ ในช่วงหลายร้อยปีนี้ปรากฏเพียงเจ้าพระยาอุทุมพรและเจ้าพระยาส่องเมฆาเท่านั้น
“เป็นตระกูลเก่าแก่หรือเปล่าครับ ผมอาจจะไม่เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์ยุคเก่ามากถึงขนาดนั้น” นิทานส่ายหน้า
“เป็นตระกูลเก่าแก่ครับ แต่พึ่งล่มสลายไปในช่วง 20ปีนี้เท่านั้นเอง” อินจันทร์ตอบด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง
นิทานได้ยินเช่นนั้นจึงขมวดคิ้วยิ่งกว่าเดิม ตระกูลเจ้าพระยา ตระกูลระดับชั้นบนสุดเป็นรองเพียงมหาตระกูล ผู้ก่อตั้งย่อมเกิดจากผู้ครองยศเจ้าพระยา และผู้ที่สามารถได้รับยศเจ้าพระยาย่อมมีเพียงคนที่สร้างคุณูปการอันใหญ่หลวงให้แก่อาณาจักร
และตระกูลเช่นนั้นล่มสลายลงในช่วง 20ปีนี้โดยที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อนแม้จากตำราและสื่อการสอนใด ๆ?
“รัตนชาติอันงดงามไม่ได้ส่องประกายได้แค่ท่ามกลางแสงสว่างหรอกนะครับ ภายในความมืด รัตนชาติที่ซ่อนเร้นก็อาจสะท้อนแสงจันทร์อันแสนเย็นชาได้เช่นกันครับ” นิทานกล่าวขึ้นอย่างเลื่อนลอย พลางเลิกพูดคุยกับนิทาน เพียงหันไปมองบนเวทีที่กำลังกล่าวปิดงานเท่านั้น
นิทานขมวดคิ้วแน่นยิ่งกว่าที่เคย จังหวะการเล่าเรื่องราวอันแสนไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยนี้สำหรับเขาแล้วเขาเข้าใจได้เพียงอย่างเดียวว่าเหตุใดอินจันทร์จึงเล่าเรื่องราวเช่นนี้ออกมาในเวลานี้
นิทานหันไปมององค์หญิงไพลินที่เวลานี้จับจ้องไปที่ใบหน้างามของชายหนุ่มที่ยังคงยิ้มนุ่มนวลไม่เปลี่ยนแปลง
ไพลิน..
หลังจากได้รู้จักองค์หญิงไพลินมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง เขาปฏิเสธไม่ได้จริง ๆ ว่าในใจของเขานั้นค่อนข้างมั่นใจอยู่แล้วว่าอย่างไรเธอย่อมชนะการเลือกตั้งในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ได้อย่างแน่นอน จะอย่างไรเสียงข้างมากก็ตัดสินขึ้นจากประชาชนเป็นหลัก และเขามั่นใจว่าประชาชนแทบจะทั้งอาณาจักรอยู่เคียงข้างเธอ
ไม่เพียงแค่นั้น ขุมอำนาจใหญ่ที่ไม่อ่อนด้อยไปกว่าฝั่งอื่นก็พร้อมสนับสนุนเธอ นิทานจึงค่อนข้างย่ามใจในเรื่องนี้
หากในวันนี้ ทุกอย่างในสายตาเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
“อีกเรื่องนะครับพี่นิทาน” อินจันทร์พลันหันมาพูดกับเขา
“รัตนชาติที่แหลมคมที่สุด เวลานี้ยังไม่คืนสู่ฐานที่พรักพร้อมของมันครับ แม้แต่รัตนชาติที่สะท้อนแสงจันทร์ก็มิอาจเข้าปะทะกับรัตนชาติ ที่แหลมคมหรอกนะครับ” อินจันทร์พูดเสียงเบา
นิทานพลันหลงลืมไปเสียสนิท เขาลอบตบกะโหลกตัวเองเบา ๆ หนึ่งที แล้วจึงก้มลงไปลูบหัวคีตาอย่างแผ่วเบา
เขาเกือบลืมไปแล้วว่าศัตรูไม่ได้มีเพียงฝักฝ่ายเดียว ศึกครั้งนี้คือศึกสามทาง
ชั่วครู่หนึ่งที่เขาเกือบหลงลืมอีกหนึ่งผู้มีสิทธิ์เป็นผู้ประคองบัลลังก์ องค์ชายอีกท่านหนึ่งผู้ที่แม้แต่องค์ชายจันทรกานต์ยังมิอาจประมาท