แสงทองเรื่อเรืองยามอาทิตย์อัสดง บรรยากาศยามเย็นภายในพระราชวังนี้ คละคลุ้งด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆของดอกบุหงาและพุดซ้อนที่ลอยอ้อยอิ่งเคล้าไปกับสายลมเย็น มันตราก้าวเท้าผ่านม่านหมอกบางหน้าตำหนักด้วยจิตใจที่ไม่สงบนัก
เสียงก้าวเท้าอย่างรีบเร่งใกล้เข้ามา ก่อนที่เสียงหวานแต่แฝงด้วยความห่วงใยจะดังขึ้น “เย็นมากแล้ว องค์ชายจะเสด็จไปไหนหรือเพคะ?”
ฟักแฟง ข้าหลวงคนสนิทในวัย 18 ปีไล่เลี่ยกัน ทรุดกายลงคุกเข่าท่ามกลางแสงเรื่อเรืองที่สะท้อนใบหน้าอ่อนวัยของนางให้ดูยิ่งงดงาม
มันตราหยุดก้าวเดินชั่วขณะ ดวงตาเต็มไปด้วยความลังเลและความกังวล “ฟักแฟง…เ้าทำเป็ไม่เห็นข้าจะได้ไหม ข้าจะไปเดินเล่นแถวนี้แหละ อย่าปากโป้งล่ะ…”
เขาหลุบตาต่ำ ราวกับไม่้าให้ใครมองเห็นความว้าวุ่นที่ซ่อนอยู่ภายในใจ ความรู้สึกประหลาดที่เหมือนเสียงกระซิบจากใครบางคนเมื่อเช้ายังดังก้องอยู่ในหู
เมื่อเห็นนางเหมือนจะลุกขึ้นตาม มันตรารีบยกมือขึ้นห้าม
“เอาล่ะๆ ข้าไปแล้ว ไม่ต้องตามมา”
“เพคะ… แต่ได้โปรดอย่ากลับดึกเลยนะเพคะ คืนนี้องค์ราชินีแจ้งมาว่าจะมาเข้าพบพระองค์ที่ห้องบรรทม” ฟักแฟงะโไล่หลัง มันตราหันกลับมามองนางกำนัลน้อย ที่กำลังยิ้มอย่างใสซื่อฉายแววห่วงใยอย่างจริงใจ “ข้าไปไม่นานหรอก”
ลมยามค่ำหอบเอากลิ่นลูกจันทน์อ่อนๆ จากสวนหลวงมาปะทะปลายจมูก กลิ่นนี้…ถึงจะคนละกลิ่นแต่ก็ดูลึกลับเหมือนกลิ่นไอริสเมื่อเช้านี้ ทันใดนั้นเสียงชายชราดังแว่วมากระซิบข้างหู “จงมาหาข้า…ในถ้ำต้องห้ามทางทิศตะวันออก…”
มันตราเดินฝ่าความมืดออกจากพระนคร ลัดเลาะผ่านประตูเมืองทางทิศเหนือแล้ววกไปทางตะวันออก ตามเส้นทางรกร้างที่ค่อยๆ เปลี่ยนเป็ป่าทึบอันเงียบสงบ มีเพียงเสียงใบไม้ไหวและสายลมเย็นเท่านั้น
เมื่อเดินขึ้นถึงเนินเขาก็เห็นโพลงถ้ำแคบๆ และมืดมิด มีเสียงเล่าลือตกทอดกันมาว่าถ้ำแห่งนี้เป็เขตต้องห้าม สายลมหอบเอากลิ่นมอสชื้นและเห็ดป่าอวลมาปะทะปลายจมูก
ทันใดนั้น เสียงแ่ๆดังขึ้น ราวกระซิบที่ข้างหู “มาแล้วสินะ... จากตรงนั้นเดินตรงเข้ามา 30 ก้าว เลี้ยวขวา แล้วเดินต่ออีก 17 ก้าว เ้าจะพบวงเวทย์ เข้าไปยืนข้างใน รวบรวมสมาธิ… หากเรามีวาสนาต่อกัน วงเวทย์จะนำเ้ามาหาข้าในเสี้ยววินาที…”
เสียงนั้นชัดเจนเกินกว่าจะเป็เพียงภาพหลอน มันตราเดินตามคำแนะนำอย่างลังเล ขณะเดียวกันในหัวก็เต็มไปด้วยเสียงตีกันเองของความหวาดกลัวและความมุ่งมั่น เมื่อเขามาถึงจุดหมาย ก็ต้องชะงัก
บนพื้นหินกลางถ้ำ ปรากฏวงเวทย์สองวงเรียงกัน วงหนึ่งเรืองแสงสีฟ้าอ่อน นุ่มนวลดั่งสายน้ำ อีกวงหนึ่งส่องแสงสีแดงเข้ม ดุจเืผสานเพลิง ทั้งสองวงสวยงามจนแทบลืมหายใจ และอันตรายจนต้องตั้งสติ
แต่ละวงส่งกลิ่นหอมแปลกประหลาด วงสีฟ้าหอมเย็นชื่นใจราวกับหมอกภายในป่าเขา ส่วนวงสีแดงฉุนร้อนคล้ายสมุนไพรในยามถูกเพลิงเผา
“สีไหนกันแน่...” มันตราพึมพำ ด้วยความรู้สึกกดดันจนเหมือนหัวใจแทบะเิ
คำเตือนของเสียงนั้นดังก้องขึ้นมาในจิต “หากเลือกผิด… เ้าจะถูกกลืนกินจนร่างแหลกสลาย…”
ความเงียบรอบตัวกลายเป็ความกดดันที่แทบขยับร่างไม่ได้
เสียงอีกเสียงหนึ่งแว่วมาในหัว ไม่ใช่เสียงภายนอก แต่เป็เสียงในใจของเขาเอง “กลับเถอะ ยังไม่สาย ถึงจะพยายามเพียงใดหากเ้าตายที่นี่ ทุกอย่างก็จบ”
แต่อีกเสียงหนึ่งก็ดังก้องไม่แพ้กัน “จะกลัวอะไร เ้าก็เคยตายมาแล้วครั้งนึงมิใช่หรือ หากนี่คือชะตา เ้ายังจะหนีมันได้อีกหรือ?”
เขาหลับตา สูดลมหายใจ รวบรวมสมาธิ “ข้ามาเกิดใหม่ ก็เท่ากับว่า…ข้าฟื้นขึ้นมาจากกองไฟ ดังนั้นข้าควรเลือกสีแดง” มันตราลืมตาขึ้นก้าวเดินออกไปอย่างมั่นคง
“อ๊ากกก!!!...ต่อจากนี้ไป!!...ข้าจะไม่ถอยอีกแล้วววว….” เขาะโออกมาจนสุดเสียงแล้วก้าวเข้าสู่วงเวทย์สีแดงด้วยความเด็ดเดี่ยว
เพียงชั่วพริบตา เปลวแสงก็ลุกท่วมร่าง ทุกสรรพสิ่งรอบตัวมลายไป เหลือเพียงเสียงหัวใจของเขาเอง และแรงกดดันมหาศาลประหนึ่งถูกบดขยี้
ความคำนึงส่วนหนึ่งภายในใจของเขากรีดร้องอย่างสิ้นหวัง “ผิดแล้ว… ผิดแล้ว!...ข้าเลือกผิดแล้ว”
แต่อีกความคำนึงก็ทำให้เขาคิดได้ “ในเมื่อข้าเลือกทางเดินแล้ว จะผิดหรือถูกข้าก็ไม่ควรเสียใจ” เมื่อคิดได้เขาก็ยืนหลับตาอย่างสงบ ความกล้าในจิตใจผลักไสความกลัวออกไปจนหมดสิ้น ในวินาทีนั้น วงเวทย์กลับเปลี่ยนสี จากสีแดงลุกไหม้กลายเป็สีทองสว่างจ้า นำพาร่างของเขาทะลุผ่านมิติที่แสนมืดมิดนั้น
เมื่อเขาลืมตาขึ้น เขาก็พบว่าตนเองยืนอยู่ในห้องโถงแก้วสลักสูงลิบลิ่ว เหมือนโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์ที่สร้างจากมิติแห่งกาลเวลา เสาแก้วใสสลักลวดลายซับซ้อนดั่งอักขระิญญาโบราณ สูงจรดเพดาน แสงจากคริสตัลที่สาดส่องกระทบพื้นหินเป็ลำแสงสีเงินบริสุทธิ์ราวแสงจันทร์กลางหิมะ
อากาศภายในห้องนี้นิ่งสนิท ตรงกลางห้องบนแท่นศิลาสลักวงยันต์แปลกตา มีชายชราผู้หนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่ในแสงเงา ชุดคลุมขาวสะอาดพลิ้วไหวแม้ไร้ซึ่งสายลม
เบื้องหน้าของเขาวางแซ่ยาวสีดำสนิทที่เป็ยิ่งกว่าอาวุธคู่กาย เขาลูบเครายาวสีเงิน ดวงตาเปิดขึ้นช้าๆ เผยแววตาดุจดั่งทะเลลึก ไม่มีแม้คลื่น แต่ซ่อนแรงดูดกลืนิญญา
ทันทีที่มันตราเผชิญสายตานั้น เขาก็รู้สึกเหมือนร่างทั้งร่างถูกมองทะลุไปจนถึงแก่น “เ้าผ่านมาถึงที่นี่ได้ แปลว่าเ้ากล้าเลือกอย่างเด็ดเดี่ยว ทนต่อแรงกดดันจากตนเอง และยอมรับผลที่จะตามมาอย่างมั่นคง” เสียงของชายชราแ่เบา แต่ดังชัดเจนทั่วทั้งห้องดุจดังเทพบรรยายธรรม
“การฝึกวิชานั้น บางครั้งก็มิใช่การเดินบนเส้นตรง แต่กลับเป็การตัดสินใจเลือกเดินบนทางที่มืดมิดอย่างมีสติรอบคอบ แม้จะไม่มีแสงสว่างใดมาชี้นำ” เขาชี้นิ้วเบาๆ ไปที่พื้นเบื้องหน้า วงกลมเวทย์อีกวงหนึ่งปรากฏขึ้น พร้อมเสียงคลื่นกระซิบจากความว่างเปล่า
“ตอบข้ายังมีคำถาม หากตอบผิด เ้าจะไม่ตาย... แต่จะถูกส่งกลับไปยังปากถ้ำที่เดิม และจะไม่มีทางเดินมาถึงข้าได้อีกตลอดชีวิต” เสียงของเขานิ่ง ราบเรียบ แต่พลังในคำพูดนั้นมหาศาลจนน่าเคารพยิ่งกว่าการคุกเข่า
มันตรากลืนน้ำลาย แขนขาเย็นเฉียบ แต่หัวใจกลับเต้นแรงอย่างไม่เคยเป็มาก่อน
“จงฟังคำถาม” เตียหลงซานเอ่ย พร้อมชี้นิ้วไปยังคริสตัลกลางห้อง แสงสีเงินรวมตัวกลายเป็ภาพเงาของชายผู้หนึ่งที่ยื่นมือให้เด็กน้อยตกน้ำ
“หากเ้าช่วยเด็กน้อย เ้าจะถูกดูดจมลงไปแทน หากเ้าปล่อยให้เด็กน้อยตาย เ้าจะรอด แต่ความรู้สึกผิดจะกัดกินเ้าไปทั้งชีวิต”
“คำถามคือ ในฐานะผู้ฝึกวิชา เ้าจะเลือกอย่างไร? และเพราะเหตุใด?”
มันตราเงียบงัน คำถามนี้ไม่มีคำตอบที่ตายตัว แต่กลับวัด ‘เจตนา’ และ ‘วิธีคิด’ อย่างลึกซึ้ง
เขาหลับตา หายใจลึก แล้วตอบด้วยเสียงอันหนักแน่น “ข้าจะยื่นมือไปช่วย แม้รู้ว่าจะต้องจมน้ำ ถึงข้าจะดูโง่เขลา… แต่หากฝึกวิชาแล้วต้องปิดตาเมินเฉยต่อความทุกข์ของผู้อื่น เช่นนั้นข้าก็มิอาจฝึกต่อไป โดยที่ทรยศต่อความรู้สึกและหัวใจของตัวเอง”
เงาสะท้อนสลายหายไป ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ ก่อนที่เสียงหัวเราะเบาๆ จะดังขึ้นจากชายชรา “หึ… ใช้ได้ ใช้ได้ทีเดียว”
นักพรตชราลุกขึ้นยืนแล้วก้าวไปยืนเบื้องหน้ามันตราพลางเอ่ยถาม “หากวันนึงเ้าได้เป็มหาเทพผู้ปกครองทั้งเขตแดนเทพ เขตแดนมนุษย์ เขตแดนมาร และเขตแดนปีศาจ เ้าจะทำเช่นไรจึงจะเกิดความสงบสุข”
“หากข้ามีพลังสูงสุดข้าจะตั้งกฏ์มาควบคุมทุกเขตแดน แต่ถ้าข้ามิได้มีอำนาจสูงสุด ข้าจะเชิญผู้นำแต่ละฝ่ายมาเจรจาตกลงเงื่อนไขเพื่อสร้างความสงบสุขในทุกเขตแดน” มันตราตอบอย่างเด็ดเดี่ยว
“ดี! เช่นนั้นข้าก็ยอมรับเ้าเป็ศิษย์สายตรงของข้าก็แล้วกัน รีบคำนับข้าเสียสิ” นักพรตเตียหลงซานกล่าวด้วยใบหน้าเปี่ยมด้วยความยินดี
การทดสอบที่ดูเหมือนจะยาก แต่กลับผ่านมาได้โดยที่เขาก็ไม่คาดคิดมาก่อน บรรยากาศที่ตึงเครียดกลับอ่อนโยนลงในทันใด