พริบตาเดียวก็ผ่านไปนานถึงสามเดือนกว่าแล้ว
หมู่บ้านหยุนฉางกลายเป็หมู่บ้านที่ใหญ่โตที่สุดเพราะมีคนจากหมู่บ้านอื่นๆขอเข้าร่วมด้วย เนื่องจากหมู่บ้านหยุนฉางได้รับการสนับสนุนจากจวนเ้าเมืองเต็มที่
ทำให้ตอนนี้หมู่บ้านหยุนฉางมีจำนวนประชากรไม่ต่ำกว่าห้าพันคนแล้ว เรียกได้ว่ากลายเป็เมืองขนาดเล็กก็ย่อมได้
นักยุทธ์ในหมู่บ้านก็มีเพิ่มขึ้นเป็จำนวนมาก เพราะพวกเขาเองก็้าที่จะมายังหมู่บ้านหยุนฉางเพราะที่นี้มีหอการค้ามากมาย นอกจากนี้ยังมีสาขาของหอการค้าหมื่นสมุทรอีกด้วย
แม้ว่าหอการค้าหม่ื่นสมุทรจะเป็เพียงแค่สาขาขนาดเล็กที่ของไม่ได้มากเท่าไหร่ แต่มันก็ประหยัดเวลาเดินทางไปที่เมืองฮุ่ยมาก
เหรินจ้าวที่เป็กึ่งอาจารย์ของหนานิ เขาก็ได้กลายเป็คนที่มีชื่อเสียงอย่างมากเพราะด้วยความแข็งแกร่งของเขา แม้กระทั้งภายในเมืองฮุ่ยตระกูลใหญ่ต่างก็รู้จัก ทำให้แม้แต่เ้าเมืองหรือผู้นำตระกูลต่างๆยังต้องมากล่าวทักทายด้วยความเคารพ
ที่สำคัญคือเหรินจ้าวก็ได้เข้าสู่ระดับปรมาจารย์ยุทธ์แล้ว เพราะเขาได้รับทรัพยากรจากเฮยจวิน ทำให้เขาก้าวข้ามตัวเองในอดีตได้ นอกจากนี้ความเร็วในการฝึกฝนก็นับว่ารวดเร็วมากเช่นกัน แต่ถึงอย่างนั้นทุกๆคนก็รู้แค่ว่าเหรินจ้าวมีความแข็งแกร่งระดับอาจารย์ยุทธ์ขั้นสมบูรณ์อยู่เท่านั้น
ที่สำคัญคือจวนเ้าเมืองมักจะส่งอาจารย์ของสถาบันฮวงเทียนมาที่หมู่บ้านหยุนฉางเพื่อคัดเลือกรุ่นเยาว์ที่มีพร์เข้าร่วมกับสถาบันฮวงเทียนในทุกๆเดือนอีกด้วย เพราะแบบนี้ทำให้ชาวบ้านจากหมู่บ้านอื่นๆตัดสินใจที่จะเข้าร่วมกับหมู่บ้านหยุนฉาง
ณ ลานฝึกของตระกูลหนาน
หนานิกำลังฝึกฝนวิชากระบี่อยู่กับเหรินจ้าว
ทักษะกระบี่ของหนานิเรียกได้ว่าพัฒนาอย่างรวดเร็ว แม้กระทั้งเหรินจ้าวที่เป็อาจารย์ก็ยังรู้สึกประหลาดใจ ถึงอย่างไรวิชากระบี่ของหนานิก็ได้มาจากไป๋จวิน ซึ่งเป็วิชากระบี่ที่ทรงพลังกว่าวิชาดาบของเหรินจ้าวมาก
ส่วนวิชาดาบของเหรินจ้าว เขาก็ถ่ายทอดให้กับคนของตระกูลหนานแทน ทำให้วิชาต่อสู้หรือวิทยายุทธ์สูงกว่าตระกูลใหญ่ในเมืองบางแห่งด้วยซ้ำ
หลังจากที่ฝึกฝนวิชากันเสร็จเรียบร้อยแล้ว หนานิก็ไปพักที่ใต้ต้นไม้เพื่อพักผ่อน
“ ดูเหมือนว่าตอนนี้ชีวิตของข้าช่างสบายจริงๆ ” หนานิอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา เนื่องจากไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องโดนหัวหน้าบ่น สามารถทำอะไรก็ได้ที่อยากทำ เพียงแค่นี้ก็สามารถทำให้เขาอยู่สุขสบายไปตลอดชาติแล้ว
นอกจากนี้หนานิยังได้อัญเชิญตัวละครออกมาได้ถึงสามตัวละครเช่นกัน
โดยตัวละครระดับทองแดงทั้งสองเป็เพียงแค่ผู้าุโของสำนักเล็กๆ ที่มีนามว่า กั่วจิงและซูเล่ย ตามลำดับความแข็งแกร่งระดับอาจารย์ยุทธ์ขั้นสมบูรณ์ และตอนนี้ทั้งสองก็ได้เข้าสู่ระดับปรมาจารย์ยุทธ์แล้วเช่นกัน
ส่วนคนสุดท้ายตัวละครระดับเงิน เขาเป็ผู้าุโสูงสุดของหุบเขาโอสถ นามว่า จวินชิงเหยียน ความแข็งแกร่งระดับปราชญ์ยุทธ์ขั้นสมบูรณ์ นอกจากนี้ยังเป็ถึงนักปรุงโอสถระดับตำนานสามดาวด้วยเช่นกัน
เรียกได้ว่าการอัญเชิญตัวละครทั้งสามของหนานิมีประโยชน์อย่างมาก มันทำให้หนานิสามารถจัดการกับปัญหาต่างๆได้อย่างง่ายมากขึ้น
โดยหนานิส่งกั่วจิงและจวินชิงเหยียนไปยังหอการค้าหมื่นสมุทร เพื่อคอยช่วยเหลือหยางผิง
ส่วนทางด้านของซูเล่ย หนานิส่งเขาไปเป็ผู้ช่วยของไป๋จวิน เพื่อฝึกฝนกองกำลังของเขาอย่างลับๆ
‘ ดูเหมือนว่าตอนนี้ข้าจะสามารถอัญเชิญได้อีกครั้งแล้วสินะ ’ หนานิถามขึ้นในใจ
[ โฮสต์สามารถอัญเชิญได้อีกครึ่งชั่วยาม ]
‘ งั้นก็รออีกครึ่งชั่วยามเ้าก็แจ้งข้าด้วยแล้วกัน ’ หนานิกล่าวพร้อมกับนั่งเล่นอยู่ใต้ต้นไม้
จากนั้นหนานิก็ครุ่นคิดเกี่ยวกับแผนการณ์ในอนาคต เนื่องจากตอนนี้หมู่บ้านหยุนฉางพัฒนาไปได้ด้วยดี แต่ทว่าความแข็งแกร่งของตระกูลหนานนั้นยังอ่อนแออยู่มากเมื่อเทียบกับกองกำลังทั่วทั้งอาณาจักรต้าเหยียน
“ เอาเป็ว่าหลังจากที่ข้าอัญเชิญตัวละครอีกหนึ่งครั้ง ข้าจะเปิดเผยความลับบางอย่างกับท่านพ่อและช่วยพัฒนาตระกูลหนานให้แข็งแกร่งขึ้น ” หนานิพึมพำ
สำหรับเขาแล้ว ต่อให้ยกมาทั้งอาณาจักรต้าเหยียนเขาก็ไม่ได้เกรงกลัวแม้แต่น้อย เพราะเขามีไป๋จวินและเฮยจวินที่เป็ถึงยอดฝีมือระดับเซียนนภาขั้นสมบูรณ์ แม้ว่าตอนนี้พลังของพวกเขาจะถูกผนึกเอาไว้เหลือเพียงแค่กึ่งเซียนเท่านั้น
ถ้าหากใครก็ตามที่กล้าสร้างปัญหาก็เข้ามาได้เลย มาหนึ่งฆ่าหนึ่ง มาร้อยฆ่าร้อย มาทั้งกองทัพก็สังหารทั้งกองทัพ
พริบตาเดียวก็ผ่านไปครึ่งชั่วยาม
[ โฮสต์สามารถอัญเชิญตัวละครได้แล้ว ]
‘ งั้นก็มาเริ่มกันเลย ’ หนานิลุกขึ้นนั่งหลังตรงพร้อมกับถูมือไปมาก่อนที่จะสวดมนต์ในใจ
‘ สุ่มตัวละคร ’
ไม่นานการ์ดตัวละครจำนวนมากก็หมุนวนอย่างรวดเร็ว และนี้ก็เป็ครั้งแรกที่หนานิเห็นการ์ดตัวละครสีแดงหมุนผ่าน
จนท้ายที่สุดการ์ดตัวละครก็มาหยุดอยู่ที่สีม่วงซึ่งเป็การ์ดระดับสี่ดาว
เมื่อเห็นการ์ดสีม่วง หนานิก็รู้สึกตื่นเต้นอย่างมาก เพราะเขาสามารถคาดเดาได้แล้วว่าการ์ดแต่ละสีนั้นมีความแข็งแกร่งที่กำหนดเอาไว้แล้ว
[ ยินดีด้วยโฮสต์ได้ทำการอัญเชิญ หม่าซีเยว่แห่งศาลาเร้นลับ ตัวละครระดับสีม่วง ความแข็งแกร่งระดับเซียนทองคำขั้นสมบูรณ์ แต่เนื่องจากโลกที่โฮสต์อยู่เป็โลกระดับต่ำทำให้ไม่สามารถรองรับพลังเซียนได้ระบบจึงปิดผนึกความแข็งแกร่งของหม่าซีเยว่ไว้เหลือเพียงแค่กึ่งเซียนเท่านั้น ]
[ ตัวละครที่ถูกโฮสต์อัญเชิญมาจะมีความซื่อสัตย์กับโฮสต์อย่างยิ่งและไม่มีวันทรยศโฮสต์อย่างแน่นอน ]
‘ ยอดเยี่ยม ในที่สุดข้าก็สามารถอัญเชิญระดับสีม่วงได้อีกครั้งแถมยังเป็ถึงระดับเซียนทองคำที่อยู่เหนือเซียนนภาอย่างไป๋จวินและเฮยจวินเสียอีก ’ หนานิหัวเราะอย่างมีความสุข การได้ผู้ช่วยที่แข็งแกร่งก็ทำให้หนานิขยายอิทธิพลได้ง่ายมากขึ้น
และดูเหมือนว่าแผนการณ์ที่จะช่วยให้ตระกูลหนานแข็งแกร่งขึ้นก็ยิ่งปลอดภัยมากขึ้นด้วยเพราะเขามียอดฝีมือระดับกึ่งเซียนถึงสามคน ซึ่งแค่นี้ก็เพียงพอที่จะสยบทุกกองกำลังในทวีปฮุยต้วนแล้ว
‘ ศาลาเร้นลับถ้าหากข้าจำไม่ผิด มันเป็สถานที่ที่ใช้ในการจดบันทึกเหตุการณ์ต่างๆใน่เวลาที่ผ่านมา เรียกได้ว่าเป็สถานที่เก็บข้อมูลสำคัญที่สุดเลยก็ว่าได้ นอกจากนี้พวกเขายังมีทักษะลับที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานในการพยากรณ์เหตุการณ์ต่างๆได้
และดูเหมือนว่าหม่าซีเยว่แห่งศาลาเร้นลับก็น่าจะเป็คนที่มีตำแหน่งสูงเช่นกัน ไม่อย่างนั้นความแข็งแกร่งของนางคงไม่ถึงระดับเซียนทองคำอย่างแน่นอน ดูเหมือนว่าการอัญเชิญครั้งนี้ข้าจะได้รับประโยชน์อย่างมหาศาลเลย ’
ยามค่ำคืน
หนานิก็ได้เรียกหม่าซีเยว่ให้ปรากฏตัวขึ้นที่ห้องพักของเขา
เมื่อหม่าซีเยว่ปรากฏตัว หนานิก็พบว่านางเป็สตรีที่งดงามอย่างยิ่ง นางสวมอาภรณ์สีขาวอมฟ้า นอกจากนี้กริยาและท่วงท่าของนางดูงดงามและอ่อนช้อยอย่างยิ่ง
“ ข้าน้อยหม่าซีเยว่ยินดีที่ได้พบนายท่าน ” หม่าซีเยว่กล่าวด้วยรอยยิ้มที่งดงามพร้อมกับโค้งคำนับให้กับหนานิด้วยความเคารพ
“ เ้าอยู่ที่ศาลาเร้นลับอยู่ตำแหน่งอันใด? ” หนานิถามขึ้น
“ ข้าน้อยเป็ผู้าุโใหญ่ของศาลาเร้นลับ นอกจากนี้ข้ายังฝึกฝนศาสตร์เนตร์ถึงขั้นที่ห้าแล้ว ” หม่าซีเยว่ตอบ
“ เ้าฝึกเนตร์ถึงขั้นที่ห้าแล้วงั้นหรือ? ” หนานิประหลาดใจ เพราะเขาจำได้ว่าศาสตร์เนตร์คือวิธีการฝึกฝนของศาลาเร้นลับ ซึ่งมีทั้งหมดเจ็ดขั้นด้วยกัน ยิ่งศาสตร์เนตร์อยู่ขั้นสูงเท่าไหร่พวกเขาก็ยิ่งพยากรณ์เหตุการณ์ได้แม่นยำมากขึ้น
หนานิจำได้ว่าแม้แต่เ้าศาลาเร้นลับก็ยังฝึกฝนศาสตร์เนตร์ได้เพียงแค่หกขั้นเท่านั้น การที่สามารถฝึกฝนได้ถึงขั้นที่ห้าแล้วนับว่าเป็รองเพียงแค่เ้าศาลาเท่านั้น ไม่แปลกที่นางจะบอกว่านางเป็ผู้าุโใหญ่ของศาลาเร้นลับ
หนานิครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนที่จะกล่าวขึ้นว่า “ ตอนนี้เ้ารับหน้าที่เป็ผู้พิทักษ์ของข้าเหมือนกับเหรินจ้าวแล้วกัน เฮยจวินหลังจากนี้ไปเ้าไปสร้างหน่วยลอบสังหารขึ้นมา โดยใช้คนที่ไป๋จวินฝึกฝนเอาไว้แล้วก็ได้ ” หนานิกล่าวขึ้น
เนื่องจากการนักฆ่านั้นยากกว่าการฝึกยุทธ์ทั่วไปมาก เพราะฉะนั้นการที่จะฝึกนักฆ่าให้แข็งแกร่งก็ต้องเลือกมาจากคนที่มีพร์ ซึ่งคนที่ไป๋จวินคัดเลือกมาฝึกฝนนั้นก็คือคนที่มีพร์ในระดับสูง
ฟุบ
เงาจางๆก็พุ่งออกมาจากเงาของหนานิและกลายเป็เฮยจวิน
“ รับคำสั่งนายท่าน ” เฮยจวินตอบรับก่อนที่เขาจะหายตัวไปทันที
หลังจากที่พูดคุยกับหม่าซีเยว่สักพัก หนานิก็มุ่งหน้าไปยังห้องของบิดาของเขาทันที
เนื่องจาก่เวลานี้ยังไม่ดึกมาก บิดาของหนานิยังคงทำงานอยู่ที่ห้องทำงานของตัวเอง
เมื่อหนานหยุนเฟยเห็นว่าคนที่เข้ามาในห้องคือหนานิ เขาก็ยิ้มและถามขึ้นว่า “ ิเอ๋อร์มีอะไรงั้นหรือ? ”
“ ท่านพ่อข้ามีเื่จะปรึกษากับท่านอย่างจริงจัง ” หนานิกล่าวจบเขาก็เดินไปนั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามของหนานเฟยหยุน
หนานเฟยหยุนเลิกคิ้วด้วยความสนใจ เพราะในอดีตเ้าลูกชายคนนี้มักจะเสนอความคิดที่น่าสนใจหลายๆครั้งและมันก็ทำให้ตระกูลหนานพัฒนาขึ้นได้อย่างรวดเร็วเพราะคำแนะนำของหนานิ
ด้วยความฉลาดนี้แม้กระทั้งผู้าุโทั้งหมดของตระกูลหนานพากันยกตำแหน่งผู้นำตระกูลคนถัดไปให้กับหนานิแล้ว แต่ทว่าหนานิปฏิเสธและมอบมันให้กับพี่ใหญ่แทน
คนที่เป็หัวหน้าตระกูลไม่จำเป็ต้องเป็คนที่แข็งแกร่งที่สุด แต่ต้องเป็คนที่ทุกคนยอมรับและให้ความเคารพ
“ แล้วครั้งนี้เ้ามีเื่ปรึกษาอะไรงั้นหรือ? ” หนานเฟยหยุนถามขึ้นด้วยรอยยิ้ม
“ ท่านพ่อข้าบังเอิญได้พบกับท่านอาจารย์ ท่านอาจารย์เป็ถึงเซียนที่ซ่อนตัวจากทางโลก ท่านอาจารย์รับข้าเป็ศิษย์มาครึ่งเดือนแล้วและท่านก็ได้มอบทรัพยากรจำนวนมากให้กับข้า ” หนานิกล่าวด้วยแววตาจริงจัง
หนานเฟยหยุนที่ได้ยินก็ถึงกับมองไปที่หนานิด้วยแววตางุนงง เขารู้สึกว่าลูกชายของเขากำลังหลอกเขาอยู่
หนานิเห็นสีหน้าของหนานเฟยหยุนเขาก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะเขารู้ดีว่าจู่ๆถ้าหากมีคนมาบอกกับตัวเองแบบนี้เขาก็คงคิดว่าเ้าหมอนั้นมันคงเป็บ้าหรือเปล่า
“ ท่านพ่อข้ารู้ว่ามันเชื่อได้ยากแต่ข้าสามารถพิสูจน์ได้…พี่สาวซีเยว่ ” หนานิเรียกหม่าซีเยว่
ทันใดนั้นหม่าซีเยว่ก็ปรากฏตัวขึ้นและยืนอยู่ด้านหลังของหนาิอย่างเงียบๆ
หนานเฟยหยุนที่เห็นว่าจู่ๆหม่าซีเยว่ก็ปรากฏตัว เขารีบหยิบดาบที่อยู่ข้างกายขึ้นมาพร้อมต่อสู้ทันที
“ เ้าเป็ใคร เข้ามาที่นี้ได้อย่างไร? ” หนานเฟยหยุนถามขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง จากนั้นกลิ่นอายของระดับนักยุทธ์ขั้นปลายก็ะเิออกมาจากร่างกายของเขา
“ ท่านพ่อนี้คือพี่สาวหม่าซีเยว่ นางเป็ผู้ติดตามของท่านอาจารย์ อีกอย่างความแข็งแกร่งของพี่สาวซีเยว่อยู่ในระดับเซียนยุทธ์ ท่านพ่อคิดว่าจะเอาชนะพี่สาวซีเยว่ได้งั้นหรือ? ” หนานิกล่าวพร้อมกับหัวเราะเบาๆ
แน่นอนว่าหม่าซีเยว่เองก็ปลดปล่อยออร่าของตัวเองออกมาเบาๆ ซึ่งออร่าของนางทำให้หนานเฟยหยุนถึงกับทรุดตัวลงไปนั่งกับพื้น
“ แข็งแกร่งมาก!! ” หนานเฟยหยุนอุทานออกมา แม้ว่าเขาจะเป็เพียงผู้นำหมู่บ้านเล็กๆแต่เขาก็เคยพบเจอกับยอดฝีมือระดับปรมาจารย์ยุทธ์มาบ้าง ทำให้เขารู้ว่าพลังของสตรีที่ชื่อว่าหม่าซีเยว่นั้นแข็งแกร่งระดับปรมาจารย์ยุทธ์อย่างมาก
“ นางคือเซียนยุทธ์จริงๆงั้นหรือ?! ” หนานเฟยหยุนกัดฟันถามด้วยความไม่อยากเชื่อ
ต้องรู้ก่อนว่าอาณาจักรต้าเหยียนแห่งนี้แม้กระทั้งคนที่แข็งแกร่งที่สุดก็คือระดับจักรพรรดิยุทธ์ซึ่งมีไม่ถึงสิบคนในอาณาจักรด้วยซ้ำ แต่เซียนยุทธ์นั้นเหนือกว่าจักรพรรดิยุทธ์ถึงสองขั้นใหญ่ เรียกได้ว่าเพียงแค่สตรีนางนี้้ายึดครองอาณาจักรต้าเหยียนก็ไม่มีใครสามารถต้านทานได้แม้แต่น้อย
เนื่องจากหนานิคาดการณ์เอาไว้แล้วว่าจะต้องมีการปลดปล่อยพลังบางส่วน ทำให้เขาบอกกับหม่าซีเยว่เอาไว้ว่าให้ใช้พลังปิดกั้นห้องนี้ทั้งหมดเอาไว้ ไม่อย่างนั้นคลื่นพลังของหม่าซีเยว่อาจจะทำให้ตระกูลหนานทั้งหมดวิ่งมาที่นี้
“ ท่านพ่อถ้าหากท่านไม่เชื่อก็ลองดูนี้สิ ” หนานิกล่าวจบเขาก็ปลดปล่อยคลื่นพลังระดับยอดยุทธ์ขั้นต้นออกมา
ดวงตาของหนานเฟยหยุนเบิกกว้างและมองไปที่หนานิด้วยความไม่อยากเชื่อ เพราะเขารู้ดีว่าคลื่นพลังของหนานิคือคลื่นพลังของยอดยุทธ์
“ นี้เ้าเข้าสู่ระดับยอดยุทธ์แล้วงั้นหรอ?! ” หนานเฟยหยุนอุทานออกมาด้วยความใ
เนื่องจากเวลาเพิ่งจะผ่านมาเพียงแค่สามเดือนนับั้แ่ที่หนานิเริ่มฝึกยุทธ์ ด้วยความเร็วระดับนี้เกรงว่าพร์ของเขาจะต้องสูงมากและที่สำคัญคือจะต้องได้รับทรัพยากรจำนวนมหาศาลในการฝึกยุทธ์อีกด้วย
“ ใช่แล้วท่านพ่อ ข้าได้เข้าสู่ระดับยอดยุทธ์แล้ว เนื่องจากท่านอาจารย์ได้ทิ้งสมบัติให้กับข้าเอาไว้มากมายนับไม่ถ้วน เพราะแบบนี้ข้าจึงมาหาท่านพ่อเพื่อที่จะมอบทรัพยากรบางส่วนให้กับท่านและตระกูลเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่ง นอกจากนี้พี่สาวซีเยว่เองก็จะสอนพวกท่านเป็การส่วนตัวอีกด้วย ข้าเชื่อว่าอีกไม่นานตระกูลหนานจะต้องยิ่งใหญ่ ” หนานิกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
หนานเฟยหยุนมองไปที่หนานิด้วยแววตาจริงจังอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นเขาก็ถอนหายใจออกมาและกล่าวว่า “ ลูกพ่อสมบัติเ่าั้เป็ของที่ท่านเซียนมอบให้กับลูก เ้าใช้สมบัติเ่าั้เองเถอะไม่จำเป็ต้องมาแบ่งให้กับตระกูลหรอก ถ้าหากลูกแข็งแกร่งขึ้นก็ยิ่งปกป้องตระกูลหนานได้ด้วยเช่นกัน ”
หนานิส่ายหน้าและกล่าวว่า “ ท่านพ่อ วันหนึ่งข้าอาจจะต้องออกตามหาท่านอาจารย์ ถึงตอนนั้นตระกูลหนานจะอยู่ได้อย่างไรถ้าหากไม่มีข้าคอยดูแล? ข้ารู้ว่าท่านพ่อ้าให้ข้าแข็งแกร่งขึ้น ข้าเองก็้าให้ตระกูลหนานแข็งแกร่งขึ้นเหมือนกัน สักวันหนึ่งตระกูลหนานของพวกเราจะต้องยืนอยู่บนจุดสูงสุดของทวีปฮุยต้วน ตอนนั้นไม่ว่าจะเป็จักรพรรดิยุทธ์ก็ต้องคุกเข่ารับฟังคำสั่งจากตระกูลหนาน ท่านไม่้าอย่างนั้นหรือ? ”
หนานเฟยหยุนมองไปที่หนานิด้วยแววตาจริงจัง จากนั้นเขาก็ถอนหายใจและกล่าวว่า “ เช่นนั้นิเอ๋อร์เ้ามีแผนอะไร? ”
“ ข้าไม่มีแผนอะไรหรอก ข้า้าให้ท่านและตระกูลหนานแข็งแกร่งขึ้น แต่ขั้นแรกข้า้าให้ท่านพ่อและครอบครัวของเรา รวมไปถึงคนที่ซื่อสัตย์ต่อตระกูลได้รับการฝึกฝนจากพี่สาวซีเยว่ ถึงตอนนั้นตระกูลหนานของพวกเราก็จะสามารถย้ายไปอาศัยอยู่ในเมืองฮุ่ยได้ ”
หลังจากที่หนานเฟยหยุนถูกหนานิเกลี่ยกล่อมอยู่นานเขาจึงตอบตกลงที่จะใช้ทรัพยากรที่หนานิให้มา
เมื่อหนานเฟยหยุนตกลงแล้ว หนานิก็พูดคุยกับหนานเฟยหยุนอีกครู่หนึ่งก่อนที่จะขอตัวกลับ