ระบบตระกูลสุดแกร่ง

    ตอนที่46 นิกายมารโลหิตที่เก็บตัว

         ฉินเทียนได้เห็นหงอคงจัดการกับเราผู้บุกรุกอย่างโหดเหี้ยมก็รู้สึกตกใจไม่น้อย เขาไม่คิดเลยว่าเจ้าหงอคงสัตว์อสูรในพันธสัญญาของท่านบรรพบุรุษและสัตว์อสูรพิทักษ์ตระกูลนั้นจะโหดร้ายถึงเพียงนี้ เพราะตอนที่มันอยู่ในตระกูลนั้นมันก็ไม่ได้แสดงความโหดร้ายและความดิบเถื่อนของมันออกมาเลยแม้แต่น้อย


         พอเจ้าหงอคงเห็นว่าเหล่านักล่าและศัตรูได้ตายหมดแล้ว มันก็ได้เดินกลับไปในคฤหาสน์ยังที่อยู่ของมันเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นทิ้งเอาไว้เพียงความเสียหายรอยเลือดและเศษสร้างชิ้นเนื้อที่กระจัดกระจายมากมายเต็มพื้นที่


         พองหงอคงจากไปแล้วเหล่าสมาชิกของตระกูลฉินถึงพึ่งได้สติและเริ่มเช็คว่ามีใครบาดเจ็บและเสียชีวิตไหม คำตอบคือมีคนบาดเจ็บแต่ไม่มีคนเสียชีวิตเลยแม้แต่คนเดียว ฉินเทียนได้ออกคำสั่งให้ผู้คนที่ยังขยับได้ได้รวบรวมเก็บของมีค่าและกำจัดเศษซากรอยเลือดออกให้ไปหมด เพราะเศษซากเนื้อตรงหน้าและรอยเลือดนั้นมันช่างมากมายและดูน่ากลัวเหลือเกินภาพอันโหดร้ายนี้ไม่ควรจะมีอยู่หน้าคฤหาสถานของพวกเขานั่นเอง


         พอทุกอย่างจบลงแล้วนั้นเราผู้คนมากมายต่างก็กำลังพูดถึงเสียงของสัตว์อสูรที่ได้ยินว่ามันคือสิ่งใดกันแน่ และดูเหมือนจะมีคนรู้แล้วว่าเสียงสัตว์อสูรตนนั้นมันคือเสียงสัตว์อสูรของตระกูลฉินหรือจะพูดให้ถูกมันคือสัตว์อสูรในพันธะสัญญาของราชาสยบฟ้านั่นเอง


         และดูเหมือนจะมีคนตาดีเห็นว่าหน้าคฤหาสน์ของตระกูลฉินนั้นเกิดการต่อสู้อันดุเดือด มีผู้คนมากมายล้อมรอบตระกูลฉินเอาไว้ทำให้ตระกูลฉินต้องออกมาสู้กับอีกฝ่ายอย่างสุดกำลัง


         และเสียงสัตว์อสูรที่พวกเขาได้ยินนั้นมันก็คือเสียงของสัตว์อสูรที่ฆ่าเหล่าผู้บุกรุกทั้งหมดของตระกูลฉินนั่นเอง


         พอผู้คนมากมายได้ยินเรื่องราวแบบนี้นั้นพวกเขาก็ได้รู้สึกตกใจเป็นอันมาก ไม่คิดเลยว่าจะมีผู้คนกล้าเข้ามาโจมตีตระกูลฉินถึงหน้าคฤหาสน์ของพวกเขาแบบนี้ 


         แต่ดูเหมือนว่าครั้งนี้ตระกูลฉินจะแสดงให้เห็นแล้วว่าใครที่เป็นศัตรูกับพวกเขาจะต้องไม่ตายดีอย่างแน่นอน เพราะข่าวที่ยืนยันแน่นอนแล้วว่าเหล่าคนที่บุกรุกไปนั้นไม่มีผู้มีชีวิตรอดเลยแม้แต่คนเดียว ทุกคนถูกฆ่าตายหมดและยังถูกฆ่าตายด้วยสภาพอันสยดสยองอีกด้วย


         "นี่ๆเจ้าน่ะเจ้าคิดว่าทำไมพวกนั้นถึงโจมตีตระกูลฉินนะทั้งๆที่ในตระกูลน่ะมีราชาสยบฟ้าอยู่นะ" ชายคนนึงพูดคุยกับเพื่อนของเขา


         "ข้าจะไปรู้เรอะ พวกนั้นคงเบื่อชีวิตแล้วมั้งถึงได้โจมตีตระกูลฉินน่ะ" ชายที่ถูกถามตอบเพื่อนของเขา


         "ข้าได้ข่าวมาว่าหนึ่งในนั้นน่ะมีพวกนักบุญด้วยนะ เจ้าคิดว่าพวกนักบุญเป็นพวกโง่ขนาดนั้นเลยเหรอถึงได้บุกโจมตีตระกูลฉินนะ" ชายที่ถามพูดอีกที


         "หรือว่าตระกูลฉินจะไปพบสมบัติอะไรเข้า พวกนั้นถึงได้จะตามมาแย่งชิง" ชายที่ตอบพูดอีกครั้ง


         "ไม่รู้สิ แต่ข่าวนี้ออกจะดังเดี๋ยวก็คงมีข้อมูลมาเพิ่มอีกในภายหลังนั่นแหละ" ชายที่เป็นคนเริ่มบทสนทนาเอ่ยขึ้น


         ไม่ใช่แค่พวกเขาสองคนเท่านั้นที่กำลังพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้ มันกำลังมีพวกคนมากมายไม่ใช่สิต้องบอกว่าทั้งเมืองเลยต่างหากที่กำลังพูดคุยเกี่ยวกับผู้คนที่เข้าไปล้อมรอบตระกูลฉิน แต่กลับถูกสังหารจนหมดสิ้นสภาพศพเละเทะหน้าสยดสยองสิ้นดี


         ...


         ตัดมาทางภาพของฉินจุนเขาเองก็กำลังเดินอยู่อย่างเอ้อระเหยและสบายใจ เขาค่อยๆเดินอย่างไม่รีบเร่งและคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยเขาไม่ได้กังวลเรื่องที่คนกำลังจะโจมตีตระกูลเขาเลยแม้แต่น้อยเพราะถ้ามีอันตรายเกิดขึ้นที่ตระกูลจริงๆระบบจะแจ้งเตือนแน่นอน เพราะเขาเคยถามกับระบบแล้วนั่นเองนั่นเลยทำให้เขาไม่ได้รีบเร่งเพราะอยากจะให้ประสบการณ์การต่อสู้ครั้งนี้ทำให้ตระกูลของเขาเติบโตขึ้นอีกก้าวหนึ่งนั่นเอง ถึงตระกูลของเขาจะมีเขาคอยสนับสนุนแต่เรื่องของประสบการณ์ของการต่อสู้นั้นเขาไม่สามารถช่วยได้จะต้องให้คนในตระกูลประสบพบเจอด้วยตนเองเท่านั้น เขาจึงค่อยๆเดินกลับไปถึงเมืองอย่างช้าๆอย่างไม่รีบเร่งนั่นเอง(มันจะถึงวันไหนวะโคตรไกลเลยนะเนี่ย)


         ...


         ณ นิกายมารโลหิตตอนนี้ภายในตำหนักของรองเจ้านิกาย ได้มีชาย 3 คนกำลังนั่งพูดคุยกันอยู่หนึ่งในนั้นคือชายชราที่ฉินจุนเคยเจอ เขาก็คือหนึ่งในผู้อาวุโสของนิกายมารโลหิตนั่นเองนามของเขานั่นก็คือถูเป่า ส่วนชายอีก 2 คนนั้นชายคนหนึ่งเป็นผู้ที่ดูมีอำนาจมากกว่าคนอื่นเขาคือรองเจ้านิกายของนิกายมันโลหิตนั่นเองนามของเขาคือซ่างตงนั้นเอง ส่วนชายคนสุดท้ายเขาก็คือหนึ่งในผู้อาวุโสของนิกายมารโลหิตเช่นกันและเป็นผู้อาวุโสที่แข็งแกร่งที่สุดอีกด้วยเขามีนามว่าอี้หยวนนั่นเอง


         "ถูเป่างานที่ข้าให้เจ้าไปจัดการนั้นเรียบร้อยดีหรือไม่" รองเจ้านิกายถามชายที่ชื่อถูเป่าขึ้น


         "เรียบร้อยแล้วขอรับ ข้าได้นำงานที่ท่านมอบหมายไปติดประกาศในตลาดมืดแล้วขอรับ ป่านนี้พวกนักล่าคงเดินทางไปที่ตระกูลฉินแล้วขอรับ" ถูเป่าตอบด้วยความเคารพไม่ได้แสดงอำนาจเหมือนตอนที่อยู่หน้าของฉินจุนเลยแม้แต่น้อย


         "ดีมาก" รองเจ้านิกายตอบกลับเสียงเรียบ


         "เออ ท่านรองขอรับข้าไม่เข้าใจทำไมพวกเราไม่จัดการเอง แต่ถึงได้นำงานนี้ไปปล่อยในตลาดมืดล่ะขอรับ" ถูเป่าถามด้วยความสงสัย


         "ตอนนี้ไม่เหมาะพวกเราสมควรจะเก็บตัวเพราะท่านเจ้าสำนักกำลังจะทะลวงผ่านขอบเขต พวกเราต้องป้องกันให้ดีเพื่อไม่ให้มีความผิดพลาด เรื่องเล็กน้อยเช่นตระกูลฉินนั้นปล่อยให้คนอื่นทำไปเพื่อให้คนที่เห็นได้รู้ว่าพวกเราไม่ได้ปล่อยผ่านเรื่องนี้ ถึงพวกมันจะทำไม่สำเร็จแต่เมื่อท่านเจ้าสำนักทะลวงผ่านขอบเขตสำเร็จพวกเราก็ค่อยไปจัดการมันทีหลังก็ยังไม่สาย" รองเจ้าสำนักตอบคำถามที่สงสัยของถูเป่า


         "อี้หยวนแล้วสมบัติที่เจ้าว่า ที่มันอยู่ใกล้กับเผ่าหลิงเซียว ตอนนี้มันเป็นเช่นไรบ้างเล่า" รองเจ้าสำนักหันไปถามชายอีกคนนึง


         "ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงขอรับ พวกเราได้วางค่ายกลปกปิดเอาไว้แล้วตอนนี้เผ่าลิงเซียวยังไม่รู้ แต่เราก็ทำอะไรมากไม่ได้ถ้าจะไปเอาตอนนี้มันก็ยังโตไม่เต็มที่มันจะเสียสรรพคุณไปโดยใช่เหตุเสียเปล่าๆ" ชายที่ถูกถามตอบรองเจ้าสำนักกลับไป


         "ดี เจ้าคอยตรวจสอบให้ดีอย่าให้มีอะไรผิดพลาดสมบัติชิ้นนั้นจะต้องเป็นของพวกเรา ถึงมันจะอยู่ในอาณาเขตของเผ่าหลิงเซียวก็ตามที" รองเจ้านิกายพูดขึ้น


         "แล้วคนของเผ่าปีศาจว่าไงพวกนั้นยังอยากจะร่วมมือกับเราอยู่หรือไม่กับข้อเสนอที่เราให้ไป" รองเจ้านิกายถามขึ้น


         "พวกนั้นยังเงียบอยู่ขอรับ แต่ก็คงจะให้คำตอบเร็วๆนี้" อี้หยวนตอบคำถาม


         "อืม" รองเจ้าในการรับคำ


         "พวกเราจะร่วมมือกับเผ่าปีศาจจริงๆหรือขอรับ" เป็นถูเป่าถามออกมา


         "ใช่แล้ว ตอนนี้น่ะมันไม่มีหรอกใครผิดใครถูกมันมีเพียงแค่ว่าใครแข็งแกร่งกว่าและไครอ่อนแอกว่าก็เท่านั้น ถ้าพวกเราอยากจะอยู่รอดในโลกแบบนั้นพวกเราก็ต้องแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้นโดยไม่สนใจวิธีการใดๆทั้งสิ้นแม้แต่การจับมือกับเผ่าปีศาจก็ตามที" รองเจ้านิกายตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง


         พวกเขาไม่ได้รู้เลยว่าการตัดสินใจในครั้งนี้มันจะเปลี่ยนแปลงชีวิตของพวกเขาไปมากมายขนาดไหน ทั้งเรื่องของการร่วมมือกับเผ่าปีศาจและเรื่องของการเป็นศัตรูฉินจุน 2 เรื่องนี้ต่างก็จะเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดที่สุดของพวกเขานั่นเอง