บทที่ 50
สืบหา
บนถนนที่เต็มไปด้วยผู้คนมากมายในช่วงยามเช้า บริเวณจุดนี้ถือว่าเป็นเขตปกครองของตระกูลอู๋
ทั้งสองตระกูลระดับสร้างรากฐานแบ่งพื้นที่การปกครองภายในเมืองแห่งนี้ที่เท่าๆกัน แน่นอนว่าต่างฝ่ายต่างทำสัญญาว่าห้ามให้ผู้ใดเข้ามาจัดการหรือว่ายุ่งเกี่ยวกับสถานการณ์ภายในเขตของตนเอง
รวมไปถึงการสร้างความเดือดร้อนภายในเขตปกครองของตระกูลอื่นด้วย อย่างเช่นลูกหลานหรือว่าทายาทของตระกูลหวังก็ไม่สามารถเข้ามาสร้างความเดือดร้อนภายในเขตปกครองของตระกูลอู๋ได้
ในขณะเดียวกันลูกหลานหรือว่าคนของตระกูลอู๋ ก็ไม่สามารถเข้าไปสร้างความเดือดร้อนภายในเขตทางเหนือที่เป็นเขตปกครองของตระกูลหวังได้
สัญญาเช่นนี้ถูกทำขึ้นมานานแล้ว และทั้งสองตระกูลเองก็ปฏิบัติตามกฏนี้มาตลอด เพียงแต่ว่าในวันนี้มันแตกต่างออกไป
บนถนนที่มีผู้คนเดินไปมามีร่างของชายชราผู้นึง ที่ก้าวเดินอย่างเชื่องช้าอยู่บนถนน ท่าทางของชายชราผู้นี้มองภายนอกแล้วก็เหมือนกับชายชราธรรมดา เพียงแต่ว่าถ้าเกิดจ้องมองดูดีๆแล้วชายชราผู้นี้แม้ว่าจะมองภายนอกเหมือนกับอายุมากแล้ว แต่ทั่วทั้งร่างกายกลับเปี่ยมลงไปด้วยพลัง แม้กระทั่งแผ่นหลังเองก็ยังไม่มีการโค้งงอตามอายุเลยแม้แต่น้อย
ในขณะที่ก้าวเดินอยู่บนถนนชายชราไม่ได้เป็นที่สนใจมากนัก และสมาธิของชายชราเองก็ไม่ได้อยู่ที่ทัศนียภาพสองข้างถนนที่เต็มไปด้วยผู้คน ในตอนนี้สมาธิทั้งหมดของชายชรากำลังจนจ่ออยู่กับแผ่นยันต์ที่อยู่ภายในแขนเสื้อของตนเอง
ชายชราผู้นี้เป็นคนของตระกูลหวัง แถมยังไม่ใช่สมาชิกธรรมดาของตระกูลเพราะว่าชายชราเป็นผู้บำเพ็ญขอบเขตหลอมกระดูกขั้นกลางอย่างแท้จริง
ภายในเมืองวายุแดงแห่งนี้แม้ว่า ขอบเขตหลอมกระดูกจะพบเห็นได้บนถนนหลายครั้ง แต่ว่าฐานะของพวกเขาจริงๆแล้วภายในเมืองแห่งนี้ถือว่าไม่ธรรมดา
สำหรับภายในเมืองวายุแดงที่ตัวตนสูงสุดก็เป็นเพียงแค่ ผู้บำเพ็ญที่อยู่ในระดับสร้างรากฐานเท่านั้น ผู้บำเพ็ญที่อยู่ในระดับหลอมกระดูกส่วนใหญ่ก็จะถูกเรียกขานอย่างเคารพว่าผู้อาวุโส
และการที่ผู้บำเพ็ญขอบเขตหลอมกระดูกของตระกูลหวังอย่างมัน เดินทางมาถึงเขตปกครองของตระกูลอู๋แบบนี้ ก็เป็นเพราะว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อหลายวันก่อน
หนึ่งในคุณชายของตระกูลหวัง หวังอู๋ฉีถือว่าเป็นหนึ่งในเมล็ดพันธุ์ชั้นดีของตระกูลหวัง จับกลุ่มกับคนภายในตระกูลออกไปล่าสัตว์อสูรระดับหนึ่งขั้นสูงภายในป่า เพียงแต่ว่ามีรายงานว่ามีการปะทะกันกับคนของตระกูลลู่
หลังจากนั้นคุณชายผู้นั้นเองก็หายตัวไป พบเจอเพียงแค่ร่องรอยเลือดในจุดสุดท้ายที่ตามรอยได้ แต่ว่าไม่พบร่างของคุณชายหวังอย่างหวังอู๋ฉี
ทายาทของตระกูลหวังมีมากมาย แน่นอนว่าสำหรับคนหนุ่มที่มีพรสวรรค์ ภายในตระกูลหวังไม่ขาดแคลนคนที่มีพรสวรรค์เหนือกว่าหวังอู๋ฉีเองก็มีไม่น้อย
แต่กรณีที่ตัวของมันในฐานะผู้บำเพ็ญขอบเขตหลอมกระดูก ต้องออกมาตามหาด้วยตนเองแบบนี้ก็เพราะว่า หวังอู๋ฉีผู้นั้นเป็นลูกชายของนายท่านสามแห่งตระกูลหวังที่เป็นหนึ่งในผู้บำเพ็ญขอบเขตสร้างรากฐาน
เพราะฐานะแบบนี้เลยทำให้เขาต้องออกมาตามหาร่องรอยด้วยตนเอง แต่ว่าชายชราใช้ยันต์ติดตามตามหาอยู่หลายวันแล้วแต่ว่าก็ไม่ได้เบาะแสอะไรเลย
ในขณะที่ชายชรากำลังเดินอยู่ อยู่ๆชายชราก็หยุดเท้าของตนเองลง
ในยามนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้มีคนผู้หนึ่งมาปรากฏตัวอยู่ด้านหลังของชายชรา ผู้ที่ปรากฏตัวออกมามีรูปลักษณ์เป็นชายวัยกลางคน
ชายวัยกลางคนหรี่ตาจ้องมองชายชรา
“คนของตระกูลหวังอย่างพวกเจ้ามาทำอะไรที่เมืองทางทิศใต้?” ชายวัยกลางคนถามออกมา
ท่าทางของชายวัยกลางคนไม่ได้เกรงกลัวชายชราจากตระกูลหวังเลยแม้แต่น้อย นั้นเป็นเพราะเขาเองก็เป็นตัวตนขอบเขตหลอมกระดูกเช่นกัน
เขาคือคนของตระกูลอู๋ เป็นผู้ที่ดูแลความเรียบร้อยของเขตตระกูลอู๋
แม้ว่าจะมีทหารคอยดูและความเรียบร้อยอยู่แล้ว แต่ตระกูลอู๋ก็ยังคงส่งผู้บำเพ็ญขอบเขตหลอมกระดูกออกมาลาดตระเวรอยู่บ่อยๆ
เพราะถึงอย่างไรทหารพวกนั้นก็ล้วนเป็นผู้บำเพ็ญขอบเขตผนึกตันเถียนเท่านั้น อาจจะมีบางจุดที่ไม่สามารถมองปัญหาออก ตระกูลอู๋เลยส่งผู้บำเพ็ญขอบเขตหลอมกระดูกลาดตระเวรอย่างลับๆอยู่ตลอด
ในช่วงหลายวันนี้เป็นเวรการตรวจตาของกลุ่มชายวัยกลางคน เพียงแต่ว่าเมื่อหลายวันก่อนในขณะที่กำลังตรวจตา ก็พบเข้ากับชายชราที่เป็นผู้บำเพ็ญของตระกูลหวังผู้นี้
อีกฝ่ายเหมือนกับพยายามตามหาอะไรอยู่ แน่นอนว่าชายวัยกลางคนย่อมไม่ขับไล่ในทันที เพราะเขาเองก็อยากจะรู้ว่าชายชรากำลังตามหาอันใดในเขตของตระกูลอู๋
แต่หลังจากผ่านไปหลายวัน ในที่สุดชายวัยกลางคนก็จำเป็นจะต้องปรากฏตัวออกมาเพื่อขับไล่
ชายชราหันมองไปชายวัยกลางคน คิ้วสีขาวของชายชราขมวดเข้าหากัน ก่อนจะตอบกลับอย่างไม่ไว้หน้า “ไม่ใช่เรื่องเข้าเจ้า!”
ชายวัยกลางคนหรี่ตาเล็กลงใบหน้าเย็นชา “นี่คือเขตของตระกูลอู๋ เจ้าลืมกฏที่ตั้งกันไว้แล้วงั้นหรือ?”
ชายชรายังแสดงท่าทางไม่แยแส “ข้าไม่ได้ทำอันใดเสียหายสักหน่อย ข้าเพียงแค่มาเดินเล่นเท่านั้น”
ชายวัยกลางคนหัวเราะเสียงเย็น “ฮ่าๆ เดินเล่น เจ้าลองไปบอกใครก็ได้ ดูว่าคนผู้นั้นจะเชื่อหรือไม่?”
“เจ้าค้นหามาหลายวันแล้วก็ยังไม่พบเจอ เจ้าก็น่าจะรู้ว่าไม่น่าจะพบเจออันใดในเขตของตระกูลอู่แล้ว เพราะแบบนั้นก็ควรจะกลับไปได้แล้ว”
ชายชราขมวดคิ้วหนักขึ้น เพราะว่าชายชราสัมผัสได้ว่า ตระกูลอู๋น่าจะตั้งใจขับไล่เขาแล้วจริงๆ
การที่ตระกูลอู๋ให้เขาเดินสำรวจในเขตนี้มาหลายวัน ก็ถือว่าเป็นการไว้หน้าตระกูลหวังมากพอแล้ว เพราะแบบนั้นถ้าเกิดว่าเขายังคงอยู่ในเขตของตระกูลอู๋ต่อไป อาจจะสร้างความบาดหมางเข้าได้
สถานการณ์ในตอนนี้ตระกูลหวังกำลังทำสงครามกับตระกูลลู่แห่งเมืองชาดแดงอยู่ ถ้าเกิดว่าบาดหมางกับตระกูลอู๋อีกก็ต้องรับศึกทั้งสองด้าน
ผนวกกับคำพูดของชายวัยกลางคนนั้นสมเหตุสมผล เขาเดินตามหามาหลายวันแล้ว ถ้าเกิดว่าจะพบเจอเบาะแสก็ต้องพบเจอตั้งนานแล้ว
ชายชราคิดไม่นานก็พยักหน้าตกลง จากนั้นก็รีบหันหลังแล้วเดินมุ่งตรงกลับไปยังเขตปกครองของตระกูลหวัง
เพียงแต่ว่าในขณะที่เดินกลับ ชายชราเองก็รู้สึกปวดหัว เพราะว่าการสืบหาในครั้งนี้ไม่ได้เบาะแสอันใดเลย เช่นนั้นเขาจะไปรายงานกับนายท่านสามอย่างไร
เขาทำงานในการสืบหาเช่นนี้มานาน ไม่เคยพบเจอกับสถานการณ์ที่ตามหาเท่าไหร่ก็ตามหาไม่เจอเช่นนี้เลยสักครั้ง ไม่เจอแม้กระทั่งเบาะแสร่องรอยอันใดเลย