บทที่ 24 เ้าไม่อยากรู้หรือว่าใครคือคู่หมั้นของเ้า
ชิวหลินเหม่าแม้ในใจจะไม่ยอมแพ้ ที่ปล่อยให้ชิวหลินรุ่ยรอดไปได้ แต่ก็ยังต้องทำใจให้สงบ ไม่ให้ฝ่าารู้ว่าเขาใส่ใจเื่นี้มากเกินไป ไม่เช่นนั้นจะได้ไม่คุ้มเสีย
เขาจึงคุกเข่าลงข้างชิวหลินรุ่ยด้วย “ฝ่าาโปรดทรงเมตตา”
ชิวไท่ซือหลับตาลงแล้วพิงพนักบัลลังก์ “ไปได้แล้ว”
ชิวหลินรุ่ยและชิวหลินเหม่าประสานมือพร้อมกัน “กระหม่อมทูลลา”
ออกจากตำหนักหยางซิน ชิวหลินรุ่ยก็รีบเดินทางกลับจวนอ๋องรุ่ยทันที ไม่รู้ว่าเวลานี้เซี่ยมู่จะเป็อย่างไรบ้าง ถ้าไปถึงเร็วก็ยังทันกินอาหารกลางวันด้วยกัน
ขณะที่ชิวหลินรุ่ยกำลังก้าวขึ้นบันไดอันโอ่อ่าของพระราชวังเขารู้สึกว่ามีคนเดินตามมาติด ๆ เมื่อมาถึงข้างหน้าเขา คนผู้นั้นก็ทำท่าทางสบาย ๆ แล้วพูดว่า “น้องสาม”
ชิวหลินรุ่ยไม่สนใจเขา เดินก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วขึ้น ชิวหลินรุ่ยมีวรยุทธ์ติดตัว ชิวหลินเหม่าจึงไม่อาจไล่ตามทันได้ ทำได้เพียงวิ่งตามหลังเขาไปตลอดทาง
สีหน้าของชิวหลินรุ่ยทำให้บรรยากาศในพระราชวังราวกับมีน้ำค้างแข็งปกคลุม ชิวหลินเหม่าในทุกครั้งที่เดินเคียงข้างน้องชายคนนี้ รู้สึกว่าอากาศรอบตัวลดลงไปมากราวกับเป็ูเาน้ำแข็งเคลื่อนที่ได้จริง ๆ ไม่แปลกใจเลยที่เสด็จพ่อไม่โปรดเขา
“น้องสาม เ้าไม่อยากรู้หรือว่าเ้าถูกจับคู่หมั้นหมายกับใคร?” ชิวหลินเหม่ายืนอยู่กับที่ไม่เดินตามไปอีก
ชิวหลินรุ่ยได้ยินดังนั้นก็ชะลอฝีเท้าลงจริง ๆ สุดท้ายก็หยุดเดินก่อนจะหันกลับมาเผชิญหน้ากับชิวหลินเหม่า แม้จะไม่พูดอะไรสักคำแต่บารมีฮ่องเต้ที่แผ่ออกมาก็ทำให้ชิวหลินเหม่าต้องก้มหัวลง
ในใจชิวหลินเหม่าก็หวาดกลัวอยู่บ้าง “เ้า เ้ามองข้าทำไม?”
ไม่ใช่เ้าเองหรือที่อยากคุยกับข้า ตอนนี้ยังไม่ให้มองอีก ชิวหลินรุ่ยก็ยังไม่พูดอะไรเพียงมองเขาอยู่อย่างนั้น
ชิวหลินเหม่ารีบพูด “ฝ่าาจะพระราชทานองค์หญิงหลิงเยียนให้เ้า พี่ขอแสดงความยินดีกับน้องสามล่วงหน้าด้วย”
พูดจบก็ประสานมือเหมือนจะอวยพรด้วยใจจริง แต่ก็ปิดบังสีหน้าสมน้ำหน้าไม่มิด ใครไม่รู้บ้างว่าองค์หญิงหลิงเยียนเป็คนเช่นไร
องค์หญิงหลิงเยียนเกิดและเติบโตในดินแดนที่ป่าเถื่อน สิ่งที่นางเรียนรู้มาั้แ่เด็กคือการขี่ม้ายิงธนู ถึงแม้จะเกิดเป็สตรี แต่ก็มีรูปร่างสูงใหญ่และแข็งแรง หากเทียบรูปร่างแล้วเทียบเท่าชายชาวจงหยวนได้เลยทีเดียว ได้ยินว่านางสามารถหักแขนคนได้ด้วยมือเปล่า อีกทั้งยังมีอารมณ์ฉุนเฉียวรุนแรง ไม่มีนักรบใต้บังคับบัญชาคนไหนไม่เกรงกลัวนาง
ตอนนี้ดินแดนทางใต้้าจะผูกไมตรีกับแคว้นเหลียง จึงได้ส่งองค์หญิงหลิงเยียนมาเป็ตัวแทนเชื่อมสัมพันธ์ ส่วนฝ่ายแคว้นเหลียงนั้น แน่นอนว่าต้องเลือกองค์ชายที่ไม่เป็ที่โปรดปรานอยู่แล้ว
ตามหลักแล้วชิวหลินรุ่ยไม่ใช่คนที่ไม่เป็ที่โปรดปรานที่สุด แต่องค์ชายคนอื่น ๆ บ้างก็อายุน้อยเกินไป บ้างก็มีพระชายาแล้ว องค์หญิงแห่งดินแดนทางใต้ไม่สามารถเป็อนุได้ พอเลือกไปเลือกมาสุดท้ายก็ต้องเป็ชิวหลินรุ่ยที่เหมาะสมที่สุด
หลังจากที่ชิวหลินเหม่าพูดจบ เขาคิดว่าชิวหลินรุ่ยจะโกรธจนหน้าแดง หรือแม้กระทั่งจะลงมือกับองค์ชายรัชทายาท แต่ไม่คิดว่าูเาน้ำแข็งของชิวหลินรุ่ยจะไม่ะเืเลยแม้แต่น้อย กลับหมุนตัวเดินต่อไปข้างหน้าอย่างไม่ใส่ใจ
ครั้งนี้ทำเอาชิวหลินเหม่ายืนอึ้งอยู่กับที่ ชิวหลินรุ่ยนี่จริง ๆ แล้วเป็คนเช่นใดกันแน่?
จวนอ๋องรุ่ย
เลยเวลาเที่ยงวันไปแล้ว นับั้แ่ชิวหลินรุ่ยจากไปลู่จือฉิงก็ดูเหม่อลอย กระสับกระส่าย เดี๋ยวก็หัวเราะออกมา เดี๋ยวก็ทำหน้าเศร้าสร้อย จนทำให้เซี่ยมู่รู้สึกขนลุกไปหมด
ข้ารับใช้ได้นำอาหารกลางวันมาให้แล้ว วันนี้ท่านอ๋องรุ่ยได้สั่งไว้ว่าลู่จือฉิงสามารถรับประทานอาหารในห้องของชิวหลินรุ่ยได้
โต๊ะกลมไม้จันทน์สีม่วง มีเพียงลู่จือฉิงกับเซี่ยมู่นั่งอยู่ด้วยกันสองคน แต่บนโต๊ะกลับเต็มไปด้วยอาหารมากมาย ทั้งอาหารจากูเาและทะเล และยังมีอีกมาก...
มีอาหารที่ไม่รู้จักชื่อวางอยู่เต็มโต๊ะ ล้วนแต่เป็อาหารชั้นเลิศ น่ารับประทานยิ่งนัก
แต่ลู่จือฉิงกลับไม่รู้สึกอยากอาหารเลย เซี่ยมู่นั่งอยู่ข้าง ๆ กำลังใช้ตะเกียบคีบอาหารทีละนิด ท่าทางการกินของเขาสุภาพเรียบร้อย สง่างามราวกับบทกวีที่ประณีตงดงาม
ลู่จือชิงยังคงไม่มีความอยากอาหาร นางใช้ตะเกียบคุ้ยอยู่ในชามกระเบื้อง ข้าวขาวจำนวนมากถูกคุ้ยจนหกเลอะบนโต๊ะ นางก็ไม่สนใจ สายตาเหม่อลอย ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ในหัว
ในที่สุดเซี่ยมู่ก็ทนไม่ไหวแล้ว คีบปลาชิ้นหนึ่งใส่ลงในชามของนาง พร้อมกับทำท่าทางเหมือนเป็ห่วงเป็ใย “เฮ้อ กินหน่อยเถอะนะ ปากมันกินแทนข้าวไม่ได้หรอก”
ในตอนแรกลู่จือฉิงก็ไม่เข้าใจ ผ่านไปไม่นานถึงได้เข้าใจความหมายของเซี่ยมู่ เขาหมายความว่านางอิ่มไปกับปากของชิวหลินรุ่ยแล้ว
เซี่ยมู่!
เด็กน้อยอย่างเ้าเหตุใดไม่เรียนรู้สิ่งดี ๆ บ้าง ทั้งวันคิดแต่เื่อะไรกัน?!
ลู่จือฉิงยังไม่ทันได้พูดอะไร เซี่ยมู่ก็ส่ายหัวพลางท่องบทกวีต่อ “ถามโลกนี้ว่ารักคืออะไร ถึงทำให้คน…”
ยังพูดไม่ทันจบ ก็ส่งสายตาเ้าชู้ให้ลู่จือฉิงเป็นัยว่า “ท่านเข้าใจใช่หรือไม่?”
ลู่จือฉิงโมโหจนหน้าแดง ข้าเข้าใจอะไรกัน นี่ใครเป็คนสอนบทกวีนี้ให้เ้า แล้วอะไรคือความรักกันเล่า นางกับหน้าน้ำแข็งนั่นมีความสัมพันธ์อะไรกันที่ไหนล่ะ!
หน้านางแดงก่ำด้วยความอาย ดูเหมือนกำลังโกรธจนหน้าแดง ลู่จือฉิงพูดไม่ออก นางไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าในใจนางกำลังคิดถึงเื่ของชิวหลินรุ่ยจริง ๆ
ยังไม่ทันคิดอะไรออกเ้าตัวก็กลับมาแล้ว จากตรงนี้ได้ยินเสียงประกาศหน้าประตูจวนว่า “ท่านอ๋องรุ่ยกลับจวนแล้ว”
ลู่จือฉิงคิดในใจ ไม่เข้าใจว่าเหตุใดเขาถึงต้องประกาศให้รู้ว่ากลับมา ในเมื่อในจวนก็ไม่มีชายาหรืออนุหรือญาติพี่น้อง แล้วจะะโบอกใครกัน
ไม่นานนัก ชิวหลินรุ่ยก็กลับมา เห็นลู่จือฉิงและเซี่ยมู่นั่งอยู่ที่โต๊ะ โดยยังเว้นที่หัวโต๊ะไว้ให้ เขาจึงเดินไปนั่งที่หัวโต๊ะตามปกติ
ลู่จือฉิงเหลือบมองเขาอย่างรู้สึกผิด เห็นเขายังคงมีสีหน้าเรียบเฉย เ็าเหมือนเดิม ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทำให้นางรู้สึกโล่งใจขึ้นเล็กน้อย แต่ก็รู้สึกผิดหวังเล็ก ๆ เขาจะทำเป็เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้อย่างไร
ก่อนหน้านี้ตอนที่ลู่จือฉิงเห็นเซี่ยมู่กินข้าวอย่างสง่างาม นางยังสงสัยอยู่เลยว่า นี่เหมือนใครกันนะ ตัวนางเองก็ไม่ได้เป็เช่นนั้น ถึงแม้นางจะไม่ยอมรับว่าตัวเองกินข้าวไม่เรียบร้อย แต่ก็ไม่น่าจะฝึกให้เซี่ยมู่ออกมาเป็เช่นนี้ได้หรอก
ตอนนี้พอลองมองดูดี ๆ ลู่จือฉิงก็ต้องใ ตอนที่เซี่ยมู่ไม่พูดอะไร บุคลิกของเขากลับเหมือนชิวหลินรุ่ยอย่างกับแกะ ์! นางไม่ได้คิดมาก ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวคือ เซี่ยมู่ของนางเมื่อโตขึ้นมาต้องไม่กลายเป็เช่นนี้เด็ดขาด
ลู่จือฉิงยังคงคิดถึงชิวหลินรุ่ยกับเซี่ยมู่อยู่ มือที่ถือตะเกียบก็ยังไม่ได้คีบอาหารสักคำ ชิวหลินรุ่ยรู้สึกได้ถึงความผิดปกติจึงถามออกมาว่า “เป็อะไรหรือ?”
ถึงแม้น้ำเสียงจะยังคงเ็า ฟังไม่ออกเลยว่ามีความห่วงใยอยู่สักนิด ประโยคคำถามกลายเป็ประโยคบอกเล่า แต่สำหรับชิวหลินรุ่ยแล้วนี่ถือเป็เื่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ก็เพราะเขามักจะอยู่แต่ในโลกของตัวเอง คนอื่นจะเป็อย่างไรก็ไม่เกี่ยวกับเขา และก็ไม่อาจทำให้อารมณ์ของเขาเปลี่ยนแปลงได้เลย แต่ตอนนี้ลู่จือฉิงไม่ยอมกินข้าว เขากลับถามออกมาว่าเป็อะไร
เซี่ยมู่ทำหน้าเศร้าหมอง “อ้อ ก็เพราะท่านไม่ได้ให้อาหารนางจนอิ่มไงล่ะ”
อะไรนะ? ชิวหลินรุ่ยมองไปที่เซี่ยมู่อย่างไม่เข้าใจ ลู่จือฉิงรีบพูดแทรก
“เอ่อ... เอ่อ ไม่มีอะไรหรอก!”
นางหันหน้าไปจ้องมองเซี่ยมู่หนึ่งครั้ง “ผู้ใหญ่กำลังพูด เด็กอย่ามาพูดแทรก!”
เซี่ยมู่แลบลิ้นใส่ อะไรกัน ตัวเองไม่กล้าพูดแล้วยังไม่ให้คนอื่นช่วยพูดอีก ช่างหน้าซื่อใจคดจริง ๆ
ลู่จือฉิงกลัวชิวหลินรุ่ยจะถามต่อ จึงรีบก้มหน้าลงคุ้ยข้าวในชาม ไม่สนใจว่าจะเป็อะไร พอเห็นก็ตักใส่ปากทันที จนแก้มป่องเหมือนซาลาเปา
เซี่ยมู่จึงร้องอุทานออกมา “ไอ้หยา! แม่นาง เ้ากินแคร์รอตเข้าไปแล้ว!”
คนอื่นอาจไม่รู้ แต่เซี่ยมู่รู้ดีว่าสิ่งที่ลู่จือฉิงไม่ชอบที่สุดก็คือแคร์รอตนี่แหละ ตอนอยู่ที่หมู่บ้านต้าซู่ เซี่ยมู่ไม่เคยได้กินแคร์รอตสักครั้งก็เพราะมีท่านแม่เช่นนี้อยู่ที่บ้าน
ลู่จือฉิงได้ยินดังนั้นตาก็เบิกกว้างทันที นางจะกินแคร์รอตเข้าไปได้อย่างไรกัน! แต่ตอนนี้ก็อยู่ในปากแล้ว นางกำลังเผชิญหน้ากับสายตาสอดรู้ของเซี่ยมู่และชิวหลินรุ่ย จะคายก็ไม่ได้จะกลืนก็ไม่ลง พูดอะไรก็ไม่ออก ได้แต่ใช้มือข้างหนึ่งควานหาอะไรบางอย่างบนโต๊ะไปมา
ชิวหลินรุ่ยส่งจอกน้ำให้อย่างไม่แสดงอาการ ลู่จือฉิงไม่สนใจอะไรมากแล้ว รีบดื่มน้ำแล้วกลืนของในปากลงไปอย่างรวดเร็ว พอกลืนลงไปได้แล้ว ลู่จือฉิงก็ยังสำลักอยู่ดี นางไอจนหน้าแดงก่ำ น้ำตาซึมออกมา
ลู่จือฉิงกับเซี่ยมู่นั่งหันหน้าเข้าหากัน ชิวหลินรุ่ยนั่งอยู่ตรงกลางระหว่างคนทั้งสอง ลู่จือฉิงไอขนาดนั้น เซี่ยมู่ก็ช่วยอะไรไม่ได้ อีกทั้งถึงจะเอื้อมมือไป แต่มือเล็ก ๆ ของเซี่ยมู่จะมีประโยชน์อะไร
ขณะที่ลู่จือฉิงกำลังไอก็รู้สึกถึงมือที่วางลงบนหลังของนาง มือข้างนั้นมีความหยาบกระด้างจากการฝึกวรยุทธ์มาอย่างยาวนาน แม้จะมีเสื้อผ้าขั้นกลาง แต่ก็ยังรู้สึกถึงความเ็าได้
มือข้างนั้นตบหลังนางเบา ๆ ลู่จือฉิงรู้ว่านั่นคือมือของชิวหลินรุ่ย หัวใจของนางก็เต็มไปด้วยความซาบซึ้ง ไม่คิดว่าคนหน้าเ็าผู้นี้จะมี่เวลาที่อบอุ่นเช่นนี้ด้วย