Ep 031 :: ก่อนพายุกระหน่ำ
หยางเฟิ่งปิงวัยสิบสี่ย่างสิบห้าปี รูปร่างสูงโปร่งกว่าสตรีวัยเดียวกัน แต่ก็ยังคงอรชรอ้อนแอ้นน่ามอง ดวงหน้างามยิ่งงามหยดขึ้นตามวัยแรกแย้ม นางนั่งปักผ้าอยู่บนโต๊ะหินอ่อนกลางศาลา ปล่อยให้สายลมพัดมากระทบร่าง ริมฝีปากบางหลังผืนผ้าแพรยิ้มบางให้กับความสงบที่นาน ๆ จะเกิดขึ้นกับชีวิตนางสักที
แต่แล้วความสงบก็ถูกทำลายด้วยคำพูดประโยคเดียวของสาวใช้ข้างกาย...
“คุณหนู องค์ชายเก้าเสด็จมาหาเจ้าค่ะ”
“...ให้พระองค์มาหาข้าที่ศาลาเถิด”
อาจจะดูไม่ค่อยสุภาพอยู่บ้างกับการให้คนที่มีศักดิ์เป็นถึงองค์ชายเสด็จมาหาตนเอง แทนที่จะไปรับเสด็จ แต่สำหรับองค์ชายผู้นี้ไม่ว่าอะไรก็ยอมลงให้นางเสียหมด จนแม้แต่สุ่ยหลิวที่ตอนแรกเกรงกลัวก็รับใช้องค์ชายได้ประดุจรับใช้นางเช่นกัน
“เอ่อ...พระองค์มาแล้วเจ้าค่ะ”
“ปิงปิง!”
สุ่ยหลิวยังไม่ทันได้เดินออกไป เงาร่างสูงท่วงท่าดั่งคุณชายเจ้าสำราญที่เติบโตเป็นหนุ่มเต็มตัว แต่ก็คงความเป็นเด็กไว้น้อย ๆ อย่างการวิ่งปราดเข้ามาหาถึงที่โต๊ะ ความสง่างามเช่นองค์ชายของเฟยสวี่ฉีนั้น...
...มลายหายไปกับสายลมทุกครั้งยามที่ได้พบกับนางผู้เป็นเจ้าของดวงใจ
“ถวายพระพรองค์ชายเก้าเพคะ”
นางลุกขึ้นถวายความเคารพตามพิธีการ แต่ก็โดนกดให้นั่งลงอีกครั้งทันที มือหนาถึงขนาดหยิบจับผ้าเช็ดหน้าที่นางยังปักไม่เสร็จยัดใส่มือนางให้นางปักต่อ เขาอยากมาพบหน้าหญิงสาวที่พึงใจ แต่หาได้อยากรบกวนใด ๆ กับสิ่งที่นางกำลังทำอยู่
“บอกให้เรียกว่าพี่สวี่ฉีไง ที่นี่จวนเจ้าคงไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้วใช่มั้ย?”
“...เจ้าค่ะ”
คำขอแกมบังคับบวกด้วยเสียงหัวเราะสมใจนั้นทำให้นางได้แต่ยิ้มรับ
“ปักต่อเถิด ข้าอยากนั่งดูเจ้าปักผ้า”
“...พี่สวี่ฉี เสด็จมาหาถึงนี่ ไม่ทราบว่ามีธุระอะไรหรือเจ้าคะ”
“มาสู่ขอเจ้ายังไงล่ะ”
“...!”
เฟิ่งปิงที่นั่งเย็บผ้าเช็ดหน้าต่อนั้นถึงขนาดเผลอทำเข็มทิ่มนิ้ว ผ้าเช็ดหน้าสีขาวเปื้อนเลือดเป็นวง ๆ ทันที องค์ชายเก้าที่มองนางอย่างเพลิดเพลินถึงกับต้องรีบเดินเข้ามากดแผลเข็มตำที่นิ้วให้นางที่กำลังนิ่งอึ้งแทน
“ระวังหน่อยสิ”
“...องค์ชาย..พูดเล่นใช่หรือไม่เพคะ”
“ก็พูดเล่นน่ะสิ”
คำถามเหมือนตกอยู่ในภวังค์ทำให้องค์ชายเก้าถอนหายใจ ตอบกลับอย่างจริงจังให้รู้ว่าเขาหาได้แกล้งนางแล้ว จนนางถอนหายใจตามเสมือนภูเขาได้ถูกยกออกไป แน่นอนว่ากิริยานั้นที่เขาได้เห็นทำให้เฟยสวี่ฉีรู้สึกเสียใจอยู่ลึก ๆ
เขามักแวะเวียนมาหานางทุกครั้งที่มีเวลาว่างตั้งแต่สี่ปีก่อน แม้จะพยายามเว้นระยะไม่ให้บ่อยนักเพื่อที่จะไม่ทำให้นางถูกคนรอบข้างนินทา แต่ผู้ใดในเมืองหลวงต่างก็รู้กันว่าองค์ชายเก้ามีใจให้คุณหนูหยาง และกำลังพยายามเกี้ยวพาให้นางใจอ่อนอยู่เป็นนิจ
“เช่นนั้น ท่านเสด็จมาทำไมหรือเจ้าคะ?”
“พี่ห้ามีธุระกับพี่รองของเจ้า ข้าเลยถือโอกาสแวะเข้ามาหาเจ้าอย่างไรล่ะ”
“อ๋อ...อ้ะ ตายจริง เปื้อนเสียแล้ว ยังปักไม่เสร็จเลย”
เฟิ่งปิงคลี่ผ้าเช็ดหน้าออกมาดู นกกระเรียนคู่ตรงมุมมีเพียงตัวเดียวแหวกว่ายอยู่ในบ่อน้ำอย่างเริงร่า ในขณะที่อีกตัวยังไม่ทันได้ปักให้เสร็จ ผ้าตรงส่วนนั้นก็ชุ่มไปด้วยเลือดเสียแล้ว
นางลดผ้าผืนบางในมือลง ตั้งใจจะให้สุ่ยหลิวนำผ้าเช็ดหน้าที่ใช้ไม่ได้แล้วไปทิ้ง พร้อม ๆ กับให้หยิบผ้าผืนใหม่มาให้ ไม่คิดว่าองค์ชายเก้ากลับฉวยผ้าเปื้อนเลือดผืนนั้นไป
“หากเจ้าไม่ต้องการ ข้าขอก็แล้วกัน”
“...เอ๊ะ?”
“ข้ายังมีงาน ขอตัวล่ะนะ”
คนงามกะพริบตาปริบ ๆ มองตามโกลเด้นยักษ์ที่ทำท่าราวกับได้รับของเล่นที่ถูกใจแล้ววิ่งออกไปเล่น ทิ้งนางให้นั่งนิ่งอยู่ที่เดิมเพราะปรับอารมณ์ตามไม่ทัน
...องค์ชายผู้อยู่ในห้วงรัก ถึงกลับต้องช่วงชิงผ้าเช็ดหน้าเปื้อนเลือดจากนางเชียวหรือ ดูแล้วพระองค์จะชมชอบนางมากกว่าที่นางคิดเสียแล้วกระมัง
“...คุณหนู จะปักผ้าต่อมั้ยเจ้าคะ?”
นางส่ายศีรษะ ลุกยืนขึ้นเดินกลับเข้าไปทางตัวเรือน เรื่องปักผ้าเช็ดหน้าไว้วันหลังที่นางอารมณ์ดีกว่านี้ก็แล้วกัน
“ไปพบท่านแม่กันเถอะ”
...
“อารมณ์ดีเชียวนะเจ้าเก้า”
“นิดหน่อยน่ะพี่ห้า”
องค์ชายเก้ายิ้มแย้มให้พี่ชายที่นั่งอยู่ในรถม้าคันเดียวกัน มือหนาจับผ้าเช็ดหน้าเปื้อนเลือดที่จิ๊กมาจากเด็กสาวคนงามอย่างหวงแหน ดวงตาทอประกายอ่อนโยน
“ชอบขนาดนั้นเชียวรึ คุณหนูหยางน่ะ”
คำถามที่ออกแนวเลื่อนลอยไม่จริงจังนัก ได้รับคำตอบอย่างหนักแน่นจากผู้เป็นน้อง
“นางเป็นดวงใจของข้า พี่ห้า”
“...เจ้าเป็นเอามากจริง ๆ”
ในฐานะองค์ชาย ตัวเขาที่เป็นองค์ชายห้าและน้องที่มีศักดิ์เป็นองค์ชายเก้า มารดาและตระกูลฝั่งมารดาไม่ได้มีอำนาจมาก และพวกเขาเองก็มีสิทธิ์ได้สืบราชบัลลังก์ไม่มากนัก ดังนั้นทั้งเขาและน้องเก้าจึงไม่คิดเข้าไปแย่งชิงกับพี่ใหญ่และพี่รองให้ขัดแย้งโดยใช่เหตุ
เพียงแต่ในฐานะองค์ชายที่ภายภาคหน้าย่อมได้เป็นอ๋อง ก็ไม่แปลกที่จะสตรีงดงามมาติดพันเพื่อหวังเกี่ยวดองอยู่เรื่อย ๆ
ตัวเขาเองก็มีชายารองอยู่สองคน มีอนุประปราย พี่ใหญ่และพี่รองก็มีนางสนมเต็มตำหนัก เว้นว่างตำแหน่งชายารองชายาเอกไว้เพื่อผู้หนุนหลังในอนาคตที่เหมาะสมกับตำแหน่งว่าที่ฮองเฮาของตัวเองในอนาคต ซึ่งก็แทบไม่ต้องคิดเลยว่าตำแหน่งที่ว่าเว้นไว้เพื่อคุณหนูสกุลใหญ่
...เช่นคุณหนูหยางที่เหมาะสมกับตำแหน่งฮองเฮายิ่งกว่าผู้ใด
ถึงกระนั้นก็มีแต่น้องเก้าที่จนป่านนี้ก็ไม่ตบแต่งชายาสักคน เพียงเพราะต้องการตบแต่งนางในดวงใจเพียงผู้เดียวอย่างสมเกียรติ
...ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าผู้ที่อยู่บนบัลลังก์หงส์ และนางสนมเคียงข้างเสด็จพ่ออย่างเมิ่งกุ้ยเฟยให้ตายก็ไม่มีวันยอมยกฐานอำนาจของพี่ ๆ ทั้งสองในอนาคตให้ง่าย ๆ
แถมเท่าที่ดู...คุณหนูผู้นี้ก็วางตนชัดเจนว่าหาได้มีจิตรักใคร่แก่น้องเก้าแม้เพียงนิด
มีแต่น้องชายกระมังที่ความรักบังตาจนไม่ยอมรับความเป็นจริงเสียที แม้โอกาสจะเกือบเท่าศูนย์ แต่เจ้านี่ก็หาได้คิดปล่อยมือ
ทั้ง ๆ ที่ในฐานะองค์ชาย เฟยสวี่ฉีย่อมเข้าใจเรื่องอำนาจและความจำเป็นมากกว่าผู้ใดแท้ ๆ
“คราวหน้าข้าควรหาของมามอบให้นางกลับดีหรือไม่พี่ห้า?”
“ตามใจเจ้าเถิด...”
...เจ้าช่างน่าสงสารนักน้องพี่
“ไปต่างเมือง?”
เด็กสาวคนงามมองหน้าบิดามารดาด้วยสายตามิใคร่อยากจะเชื่อถือเท่าใดนัก เพราะตั้งแต่เกิดมาจนปัจจุบัน นางยังมิได้ก้าวเท้าออกจากเมืองหลวงเลยด้วยซ้ำ (หมายถึงในฐานะคุณหนูของจวนแม่ทัพนะ แต่ถ้าในฐานะเจ้าของกิจการ นางแอบร่อนไปมาบ่อย ๆ เชียวล่ะ)
“พักผ่อนน่ะ นาน ๆ พี่ ๆ เจ้าว่างตรงกันพอดี”
“ไปไหนหรือเจ้าคะ?”
“เมืองเฉวียนฮวา เมืองแห่งบุปผชาติ อยู่ทางทิศเหนือไม่ไกลนักเป็นเมืองท่องเที่ยว ใกล้จะเข้าฤดูใบไม้ร่วงแล้ว หากจะไปก็ต้องรีบไป”
หงเหลียนฮวากล่าวไปก็ยิ้มไป เมืองแห่งบุปผานั้นงดงามด้วยดอกไม้นานาพันธุ์ ทั้งยังเป็นเมืองแห่งความหลังของนางและสามี ที่การเดินทางนี้จะมีขึ้นก็เพราะสามีของนางตั้งใจจะไถ่โทษ
คราแรกก็ว่าจะไปเพียงสองคน แต่พอบุตรชายทั้งสองทราบก็รีบแล่นเข้ามาขอไปด้วย แถมยังลางานเรียบร้อยเสร็จสรรพ เลยมาชวนให้บุตรสาวไปด้วยอีกคน
ตอนแรกผู้เป็นบิดาและสามีก็ไม่ค่อยเห็นด้วยนัก แต่สุดท้ายก็ยินยอมถือว่าได้พักผ่อนทั้งครอบครัวก่อนที่งานใหญ่จะมาเยือนถึงประตู ถือโอกาสง้อพวกลูก ๆ ไปด้วยเสียเลย
ซึ่งก็ดูจะคิดถูกเมื่อบุตรสาวที่รักยิ่งฉีกยิ้มกว้าง กระโดดกอดผู้เป็นแม่แนบแน่น ส่งเสียงเจื้อยแจ้วด้วยเพราะมีความสุขยิ่ง
“ไปเจ้าค่ะ! ข้าอยากออกนอกเมืองหลวงมานานแล้ว!!”
“ปิงเอ๋อร์ สำรวม”
“ข้าดีใจนี่นา! แล้วจะไปเมื่อไหร่หรือเจ้าคะ?”
“พรุ่งนี้ตอนรุ่งสาง จะได้รีบไปรีบกลับ”
ผู้เป็นบิดากล่าวตอบด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน เขารู้สึกเอ็นดูและรู้สึกผิดต่อบุตรสาวนัก เพราะตั้งแต่เกิดจนโตมาได้สิบสี่ปี เขาก็มิเคยมีเวลาพานางไปท่องเที่ยวไกลจากเขตเมืองหลวงเลยสักครั้ง ต่างจากบุตรชายที่เขาค่อนข้างปล่อย เพราะน่าห่วงน้อยกว่า แต่จะให้นางตามไปยามเขาทำงานก็มิได้อีกเพราะตัวเขาเป็นชายชาติทหาร
...สงสัยต้องรีบ ๆ เกษียณแล้วพาบุตรสาวท่องเที่ยวเสียหน่อยแล้วสิ
“เช่นนั้นข้าจะไปเก็บของนะเจ้าคะ รักท่านพ่อที่สุดเลย!”
บุตรสาวโผเข้ากอดบิดาอย่างว่องไว ก่อนจะสาวเท้าวิ่งออกจากเรือน
หยางเอ่อคังตัวแข็งค้าง หันกลับไปหาภรรยารักทั้ง ๆ ที่น้ำตาคลอดวงตาคม จนฮูหยินที่รักหลุดขำพรืด ยกมือเนียนขึ้นเกลี่ยหยาดน้ำใสที่ทำท่าจะร่วงเผาะ
“น้องหญิง...ปิงเอ๋อร์ให้อภัยข้าแล้วล่ะ!”
“เจ้าค่ะ ๆ เหลือบุตรชายอีกสองคนนะเจ้าคะ”
“ข้าจะทำให้ครอบครัวกลับมาเป็นหนึ่งเดียวให้ได้!!”
ถ้าไอ้ลูกบ้าพวกนั้นมันดื้อนักก็จับฝึกจนกว่าจะให้อภัยกันไปข้างเลย!!
...
“พี่สุ่ยหลิว เก็บของเร็ว ข้าจะได้ออกไปเที่ยวแล้ว!”
“คุณหนูก็แอบออกไปเที่ยวออกจะบ่อยนี่เจ้าคะ”
สุ่ยหลิวหัวเราะคิกคัก นางเป็นคนหนึ่งที่รู้ว่าคุณหนูนั้นชอบหลบออกไปดูลู่ทางขยายกิจการต่าง ๆ ซึ่งด้วยการวิ่งอย่างบ้าระห่ำ และด้วยความร่วมมือจากนาง คุณหนูจึงมีโอกาสได้หลบออกจากจวนราชครูได้ ดังนั้นสุ่ยหลิวที่รู้ดีจึงอดไม่ได้ที่จะร้องแซวสักนิด แล้วจึงลงมือเก็บสัมภาระที่จำเป็นให้คุณหนู
“มันไม่เหมือนกันน่า นี่ไปกับครอบครัวเชียวนะ”
เฟิ่งปิงว่าอย่างตื่นเต้น ตลอดสองชาติภพนางแทบไม่เคยไปไหนมาไหนกับครอบครัวสักครั้ง ยิ่งในชาติภพนี้ที่ครอบครัวรักกันดี หากแต่ทั้งบิดาและพี่ชายใหญ่ต่างก็ต้องทำหน้าที่ที่มีความเสี่ยงสูง นอกจากความโกรธเคืองที่มี นางจึงอยากจะเก็บความทรงจำดี ๆ เอาไว้ให้มาก ๆ
“เจ้าค่ะ ๆ”
“ฝ่าบาท สาส์นจากแคว้นเซี่ยจ่ะม่ะค่ะ”
“อืม”
บุรุษสูงศักดิ์ภายใต้ชุดมังกรห้าเล็บรับกระดาษมาเปิดอ่าน ถ้านได้ไม่ถึงสามบรรทัดพระขนงก็ขมวดแน่น ก่อนจะผ่อนลมหายใจยาวคล้ายปลงตก
“กงกง ชงชามาให้เจิ้นหน่อย”
“รับทราบจ่ะม่ะค่ะ”
พระหัตถ์หนายกจอกชาขึ้นจิบ โดยปล่อยจดหมายไว้เบื้องหลัง
‘ชินอ๋อง แห่งแคว้นเซี่ยเดินทางข้ามเขตชายแดนแล้ว คงไปถึงเมืองหลวงแคว้นฉินในอีกหนึ่งเดือนให้หลัง พระอนุชาของฮ่องเต้แห่งเมืองหิมะคนนี้อาจจะเฉยชาจนรับมือยากไปเสียหน่อย แต่ก็ขอให้งานอภิเษกเชื่อมความสัมพันธ์นี้เป็นไปด้วยดี
ลงนาม ฮุ่ยหวงตี้ (ฮ่องเต้แห่งแคว้นเซี่ย) ’
แคว้นเซี่ยจริงจังเรื่องการอภิเษกเชื่อมสัมพันธ์ยิ่งจนน่าหวั่นใจ
นอกเหนือจากนั้นยังมีสาส์นจากแคว้นอู๋อีกหนึ่ง ฮ่องเต้แห่งแคว้นอู๋ชรามากแล้วแต่ก็ยังไม่ได้แต่งตั้งรัชทายาท ทั้งยังเป็นแคว้นที่น่าครอบครองเนื่องเพราะเป็นแคว้นที่ส่งออกสินค้าสำคัญเช่นเกลือ
ทั้งยังมีไมตรีกับแคว้นฉินตั้งแต่ขึ้นครองราชย์ใหม่ ๆ ช่วยเหลือในหลาย ๆ ด้านจนสามารถพูดได้ว่ามีพระคุณยิ่งนัก แล้วมาวันนี้จะมาขอทวงบุญคุณ...
ยัง...ยังไม่หมด...
ยังมีจดหมายจากหน่วยลับในมือของฮ่องเต้อีกหลายแผ่น บ่งบอกถึงสถานการณ์นอกเมืองหลวง และความเป็นไปได้ของแคว้นข้างเคียงที่เหลือ
...ยิ่งอ่านยิ่งปวดเศียร
ป่านนี้สหายของเขาคงลั้นลาออกไปเที่ยวกับครอบครัวสบายใจ แต่ตัวเขากลับต้องมาประทับจมจ่อมอยู่กับกองราชกิจสำคัญระดับปัญหาระหว่างแคว้น กับฎีกาแจงเรื่องไร้สาระของขุนนางที่หวังอำนาจสกุลเถาที่พึ่งถูกล้มไป บรรดาเมีย ๆ ในวังหลังก็เอาแต่จะเรียกร้องความโปรดปราน ขอนู่นนี่นั่นจนน่ารำคาญ
...สละราชบัลลังก์มันตอนนี้เลยจะเป็นอะไรมั้ยหนอ?
“กงกง”
“จ่ะม่ะค่ะ”
“ไปบอกหมอหลวงให้เตรียมโอสถแก้เครียดให้เราหน่อย”
“ฝ่าบาททรงประชวรหรือจะม่ะค่ะ กระหม่อมจะไปเดี๋ยวนี้!!”
ขันทีอาวุโสแตกตื่นรีบวิ่งออกจากตำหนัก ท่าทางร้อนรนจนหมอหลวงชราที่โดนเรียกตัวใจหายวาบ สับเท้าวิ่งมาห้องทรงอักษรแทบไม่ทัน
เฟยเกาจงฮ่องเต้ที่คิดจะเปลี่ยนคำสั่งในวินาทีได้แต่ลุกยืนด้วยความเหนื่อยใจ พระองค์ไปโผล่ที่โรงครัวส่วนพระองค์ หยิบสุรากลับมาที่ห้องทรงอักษรเสียหลายไห จนหมอหลวงที่รีบร้อนมาถวายการรักษาอ้าปากค้าง เดินฉับ ๆ ไปแย่งไหสุราที่ฮ่องเต้ตั้งท่าจะยกกระดกอย่างไม่เกรงกลัวอาญา
นี่คือจรรยาบรรณในฐานะหมอของเขา!
“หากทรงประชวรจะดื่มสุราไม่ได้นะพ่ะย่ะค่ะ!”
“เจิ้นแค่เครียดเอง...”