[จบ]เซียนทะลุมิติมาบริหารฟิตเนส

    158 0 คะแนน

    รอยยิ้มพอใจเผยบนใบหน้าอาจารย์จื่อหาน คะแนนจากกำไลข้อมือของนักศึกษาในคลาสเพิ่มสูงจนติดท็อป 50 กันหลายคน การต่อสู้พึ่งเริ่มขึ้นเมื่อตอนเที่ยงหลายคนกลับทำคะแนนไปถึง 100 คะแนนแล้ว


    “ ดูเหมือนว่าเด็กๆของอาจารย์จื่อหานจะสุดยอดเหมือนทุกครั้งเลยนะครับเนี่ย เด็กของผมพึ่งติดท็อป 50 ได้แค่ 6 คนเอง ”


    อาจารย์ชายสวมเสื้อกั๊กสีน้ำตาลชมเชยอาจารย์จื่อหานเช่นเคย แม้จะรู้สึกเจ็บปวดที่เห็นว่านักศึกษาของตนเองคะแนนต่ำกว่าก็ตาม เขากลับไม่สามารถแสดงความรู้สึกด้านลบออกมาได้เพราะไม่เช่นนั้นจะถูกมองเป็นศัตรู


    “ มันพึ่งเริ่มต้นเท่านั้นเองครับ เด็กๆแต่ละคนมีความสามารถเหมือนๆกันหมด ตอนนี้คนที่ยังไม่ลงมือคงรอเวลาเท่านั้น พรุ่งนี้เช้าอาจจะเป็นวันเริ่มต้นของใครหลายๆคนก็ได้ วันนี้พวกเขาน่าจะสำรวจพื้นที่รอบๆก่อน ”


    “ นั่นสินะครับ อย่างไรเราก็บอกนักศึกษาตลอดว่าให้เน้นความปลอดภัยเป็นหลัก ”


    เหล่าอาจารย์ยิ้มแก้เขินเมื่อรู้ว่านักศึกษาของพวกเขาไต่ขึ้นไปติดท็อป 50 ได้ไม่มาก


    “ อาจารย์เจียลี่มองอะไรอย่างนั้นเหรอครับ ”


    อาจารย์หานหันมองอาจารย์สาวสวย อีกฝ่ายเป็นคนที่ดูดีพอตัวจนเขารู้สึกปลื้ม


    “ ฉันมองอาจารย์เหวินค่ะ ตั้งแต่เที่ยงเขายังไม่เข้ามาที่นี่เลย ”


    “ คงอาจจะรอให้ลูกสาวหลับก่อนค่อยเข้ามาครับ มันคงเป็นเรื่องน่ากลัวถ้าให้เด็กเห็นภาพการฆ่าฟันมอนสเตอร์ ว่าแต่ตอนนี้เด็กของอาจารย์เหวินเป็นยังไงบ้างครับ มีใครได้ดูหรือเปล่า ”


    เหล่าอาจารย์หันมองหน้าจอที่มีรายชื่อนักศึกษานับพันเขียนเอาไว้ พวกเขาอยากรู้ว่านักศึกษาของอาจารย์เหวินทำคะแนนไปมากแค่ไหนแล้ว แต่เมื่อพวกเขาเห็นรายชื่อคนที่มีคะแนนเป็น 0 ต่างก็ขมวดคิ้วเนื่องจากว่าเด็กเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในคลาสพวกเขาเลย หมายความว่าจะต้องเป็นเด็กของอาจารย์เหวินอย่างแน่นอน


    “ เป็นไปได้ยังไง แม้แต่คนที่เคยได้อันดับ 1 และอันดับ 2 ก็ยังไม่มีคะแนน ”


    ทุกคนให้ความสนใจกับกลุ่มของเหมยลี่และหลี่อิง การสอบจัดขึ้นบ่อยครั้งเพียงแต่ละครั้งพวกเขาทั้งสองจะกวาดคะแนนไปเกือบหมด  การทดสอบในครั้งนี้กลุ่มของพวกเธอมีคะแนนเป็น 0 หมายความว่ายังไม่ได้ฆ่าสิ่งใดเลย แม้แต่สมุนไพรต้นเล็กๆก็ยังไม่ได้เก็บ 


    การทดสอบไม่ได้มอบคะแนนให้ผู้ที่สังหารมอนสเตอร์เท่านั้น การเก็บทรัพยากรในพื้นที่ล่ามอบคะแนนให้เช่นเดียวกัน หมายความว่าเด็กของอาจารย์เหวินที่เข้าไปในพื้นที่ล่ายังไม่สามารถสังหารและเก็บสมุนไพรเลยสักอย่างเดียว


    “ เขาสอนอะไรเด็กกัน หรือว่าเขาไม่ได้บอกอะไรเลยจนความสามารถของเด็กด้อยลง ”


    อาจารย์ทุกคนเกิดความสงสัย ท่าทางสบายๆของอาจารย์เหวินที่กำลังเล่นกับลูกสาวอยู่ด้านนอกทำให้พวกเขาคิดว่าอาจารย์เหวินอาจจะไม่ได้สอนอะไรให้กับนักศึกษาตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา


    การมีอยู่ของเขาได้ชุดกระชากลากดึงแม้กระทั่งอันดับ 1 และ 2 ของการสอบเมื่อครั้งก่อนให้อยู่รั้งท้ายกลุ่มด้วยการเก็บคะแนนไปเพียงแค่ 0


    อาจารย์จื่อหานเห็นคิ้วของอาจารย์แต่ละคนที่ขมวดเข้าชนกันเพราะคิดเรื่องของอาจารย์เหวิน เขากลับรู้สึกพอใจที่เห็นว่านักศึกษาของอาจารย์เหวินยังไม่มีคะแนน เพียงเท่านี้เขาก็มั่นใจแล้วว่านักศึกษาในคลาสตนเองจะต้องเอาชนะเด็กของอาจารย์เหวินได้แน่นอน ต่อให้อีกฝ่ายจะได้ตัวอันดับท็อปๆของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ไปหลายคน


    หากว่าการสอบครั้งนี้จบลงโดยที่อันดับท็อปทำผลงานได้น้อย เขาจะใช้เรื่องนี้แย่งนักศึกษากลับเข้าคลาสของตนเอง


    “ เป่าเป้ยดูนี่นะป๊ะป๋าจะเสกไฟให้ดู ”


    เด็กสาวหลบหลังเก้าอี้พลางชะโงกหน้าออกไปดูป๊ะป๋าว่าจะเสกไฟอย่างไร


    เฉินห่าวไม่ได้ใช้ไม้ขีดไฟ ไม่ได้ใช้สกิลใดๆเลยต่อให้เขาจะทำเพียงดีดนิ้วเบาๆก็สามารถสร้างไฟได้ก็ตาม สิ่งที่เขาทำคือการนำไม้แห้งมาถูกกันให้เกิดการเสียดสีจนเปลวไฟลุกไหม้


    เป่าเป้ยเห็นคุณพ่อใช้ไม้ถูกันลุ้นจนตัวโก่งไม่รู้ว่าไฟจะเกิดขึ้นมายังไง ทันใดนั้นเธอก็ได้กลิ่นเหม็นไหม้ออกมาจากท่อนไม้ก่อนที่ป๊ะป๋าของเธอจะนำสำลีวางลงไปยังจุดที่มีควันลอยออกมา


    “ ติดแล้ว ”


    เฉินห่าวพูดด้วยท่าทางดีใจพลางนำไฟบนสำลีไปให้ลูกสาวดูก่อนที่เขาจะนำมาวางบนกองไม้แล้วใช้ปากเป่าลมผ่านกระบอกไม้ไผ่จนกว่าไฟจะลุกขึ้นมา


    เป่าเป้ยเห็นคุณพ่อหน้าแดงเพราะกำลังเป่ากระบอกไม้ไผ่จึงหัวเราะพลางเลียนแบบท่าทางคุณพ่อ


    “ ยางไม่ติดเยยป๊ะป๋าเป่าแรงๆหน่อย ”


    ฟู่ว


    “ แรงอีก ”


    ฟู่ว


    เฉินห่าวเป่าลมครั้งแล้วครั้งเล่าจนกระทั่งไฟลุกพรึ่บขึ้นมาเขาจึงเอนตัวไปด้านหลังด้วยท่าทางอ่อนแรง เป่าเป้ยเห็นดังนั้นรีบเข้าไปฉีดยาให้คุณพ่อจนลุกขึ้นนั่งได้อีกครั้ง


    “ หายอะยัง ”


    “ ป๊ะป๋าหายแล้ว! ”


    เฉินห่าวลุกขึ้นนั่งแล้วจัดเตรียมเก้าอี้ให้ลูกสาว เขาไม่สามารถให้เธอไปนั่งใกล้ๆกองไฟได้เผื่อจะเผลอตกลงไป


    “ เอาล่ะเรามาทำอาหารกันเถอะ เป่าเป้ยช่วยพ่อหั่นผักด้วยนะครับ ”


    “ ค่า ” 


    เฉินห่าวนำแตงกวาออกมาให้ลูกสาวหั่นด้วยมีดพลาสติก แม้จะไม่มีคมแรงของเป่าเป้ยกลับมากพอจะใช้มีดพลาสติกหั่นแตงไปทีละชิ้น


    “ ป๊ะป๋าได้ไหมเหยอ ”


    “ หูก้อนเบ้อเร่อ หั่นให้เล็กกว่านี้อีกนิดนะครับ ”


    “ อีกนิดนึงเหยอ ”


    เด็กน้อยค่อยๆหั่นแตงกวาให้เล็กลงอีกนิด แม้ท่าทางจะดูเก้กังก็ตามทีขนาดแตงกวากลับพอดีกับที่เฉินห่าวต้องการ ถึงแม้ร่างกายจะเป็นเด็กเฉินห่าวกลับปรับแก้ไขให้เธอสามารถใช้งานมันได้ดีที่สุดจนผลที่ได้ไม่ต่างจากเด็ก 5 - 6 ขวบ


    “ โอ้ลูกใครเนี่ย ทำไมตัดสวยแบบนี้ ”


    “ ลูกป๊ะป๋างายคะ ”


    เฉินห่าวหอมแก้มลูกสาวฟอดใหญ่ เขาหั่นผักในส่วนของตนเองเสร็จแล้วจึงเริ่มลงมือต้มบนเตาไฟ การมาแคมป์ปิ้งจำเป็นต้องทำอาหารกินเองถึงจะเหมาะสม


    เป่าเป้ยน้อยที่ไม่เคยเห็นการทำอาหารบนเตาไฟมาก่อนรู้สึกตื่นเต้นไม่คิดว่าผักของเธอจะลอยอยู่ในน้ำร้อนๆ


    “ อย่าจุ่มมือลงไปนะไม่งั้นเราได้ไปหาคุณหมอแน่ๆ ”


    “ ต้มนานไหมคะ ”


    “ ประมาณ 30 นาทีแล้วจากนั้นเราจะบดมัน ”


    “ แล้วป๊ะป๋าทำอายัยเหยอ ”


    เป่าเป้ยเห็นคุณพ่อตัดแบ่งชิ้นเนื้อเธอจึงอยากรู้ว่าคุณพ่อกำลังจะทำอะไร


    “ พ่อกำลังจะปิ้งเนื้อไว้กินกับเป่าเป้ยไง แต่เป่าเป้ยกินยังไม่ได้นะเพราะย่อยยังไม่เก่ง ”


    “ ย่อยยังไง ” เด็กสาวไม่รู้เกี่ยวกับการย่อย เฉินห่าวจึงอธิบายจนเข้าใจก่อนจะนำเนื้อขึ้นย่างบนเตาไฟจนทำให้เกิดกลิ่นหอมจนเป่าเป้ยน้อยท้องร้องอยากจะกินย่างเนื้อของคุณพ่อ


    “ นิดนึงได้ไหมคะ ”


    “ โอเค พ่อจะให้คำเดียวนะอย่าไปบอกมาม้าล่ะ ”


    เด็กสาวพยักหน้ารัวๆเมื่อรู้ว่าจะได้กินเนื้อของคุณพ่อ หลังจากที่เฉินห่าวปิ้งเนื้อเสร็จเขาจึงตัดเป็นชิ้นเล็กๆแล้วใช้มือฉีกเนื้อให้เป็นเส้นที่เล็กที่สุดจากนั้นก็ป้อนให้เป่าเป้ย


    “ เป็นไงอร่อยไหม ”


    อู้!


    ไม่มีคำพูดเอ่ยออกมามีเพียงคิ้วที่เลิกขึ้นสูงกับเปลือกตาที่เปิดกว้างหลังจากได้ลองชิมเนื้อของคุณพ่อเข้าไป


    “ ขออีกได้ไหมคะ ” เฉินห่าวเห็นใบหน้าลูกสาวเขาจึงยอมแบ่งให้อีกคำเล็กๆจากนั้นก็เริ่มบดอาหารให้กับเป่าเป้ยน้อย จนกระทั่งพวกเขากินเสร็จเฉินห่าวก็พาลูกสาวออกมานั่งดูดาวพลางเล่านิทานให้ฟัง โอกาสออกมานอกตัวเมืองแล้วนอนดูดาวท่ามกลางท้องฟ้ามืดมิดมีไม่บ่อยมากนัก เด็กน้อยที่มองฟ้ารู้สึกตื่นเต้นจนชี้ไม้ชี้มือสอบถามดาวต่างๆ


    เฉินห่าวที่นำหนังสือดวงดาวมาด้วยพยายามเปิดอ่านจนลูกสาวหลับไปโดยที่เขาไม่ได้เล่านิทานเพราะตอบเรื่องดาว


    “ หลับแล้วสินะ ”


    เฉินห่าวอุ้มลูกสาวอย่างระมัดระวังแล้วพาเข้าไปในบ้านพักจากนั้นก็กำชับให้เฟยหลงดูแลอย่าให้ห่าง ส่วนตัวของเขาขอเข้าไปดูการล่าของนักศึกษาร่วมกับอาจารย์ท่านอื่นๆก่อนเพราะคืนนี้เป็นคืนแรกในการเอาชีวิตรอด 


    “ อาจารย์เหวินลูกสาวของคุณหลับแล้วเหรอครับ ”


    “ ใช่ครับหลับไปแล้ว ตอนนี้ผมให้มอนสเตอร์พี่เลี้ยงช่วยดูชั่วคราวช่วงนี้ก็เลยถือโอกาสแวะมาดูนักศึกษาสักหน่อย ”


    อาจารย์เหวินกล่าวทักทายอย่างเป็นกันเอง เฉินห่าวกลับพบว่าอีกฝ่ายแสดงท่าทางยิ้มแย้มจนปิดไม่มิดราวกับว่ามีเรื่องที่น่ายินดี


    ทันทีที่เขามองไปยังรายชื่อของนักศึกษาตนเองพบว่าอยู่รั้งท้าย ต่อให้จะมีคะแนนบ้างแล้วก็ตามทุกคนกลับทำคะแนนได้ยังไม่ถึง 20  ด้วยสาเหตุนี้เขาจึงรู้แล้วว่าอาจารย์จื่อหานยิ้มเพราะอะไร


    “ โอ้ ดูเหมือนว่าจะทำตามที่แนะนำทุกกลุ่มเลยสินะเนี่ย ”


    อาจารย์ที่นั่งอยู่ด้านข้างหันมองเฉินห่าวพลางเลิกคิ้วขึ้นสูง ตลอดทั้งช่วงบ่ายที่ผ่านมานักศึกษาของเฉินห่าวได้คะแนน 0 พวกเขาพึ่งเก็บคะแนนได้ก่อนฟ้าจะมืด เมื่อเห็นว่าอาจารย์เหวินแก้ต่างอย่างไรต่อหน้าอาจารย์หลายท่านเขาจึงมองอาจารย์เหวินพลางยิ้มเยาะเบาๆ


    “ ที่แท้อาจารย์เหวินก็บอกนักศึกษาเอาไว้นี่เอง ผมก็นึกว่าเด็กๆของคุณล่าไม่ได้เลย ”


    เฉินห่าวหันมองอาจารย์สวมกั๊กสีน้ำตาล คำพูดที่เอ่ยออกมามีการถากถางเล็กน้อย เขากลับไม่ถือสาทำเพียงยิ้มให้เบาๆแล้วมองดูการล่าที่กำลังจะเริ่มในอีกไม่ช้า


    ตลอดทั้งวันเขาไม่ได้เพียงแค่เลี้ยงลูกน้อยแต่ใช้อาณาเขตปลอดภัยตรวจสอบการเคลื่อนไหวของนักศึกษาและเจ้าหน้าที่ทั้งหมด นักศึกษาในคลาสของเขาทำเพียงออกสำรวจพื้นที่ต่างๆแทนการสังหาร ดังนั้นจึงไม่มีคะแนน เขาพยายามสั่งให้นักศึกษาสำรวจก่อนก็เนื่องมาจากว่ามันอาจจะมีมอนสเตอร์น่ากลัวหลบซ่อน การเสียเวลาสำรวจก่อนจะทำให้ปลอดภัยมากที่สุด


    ซึ่งคืนนี้จะเป็นช่วงเวลาที่นักศึกษาของเขาเคลื่อนไหว นั่นก็เพราะว่าทุกคนสำรวจพอใจแล้ว ในช่วงเวลาที่นักศึกษาคนอื่นๆหาที่หลับพักผ่อนรอคอยให้ถึงช่วงเวลาเช้าพวกเขาจะออกล่ากัน


    โบร๋ว!


    เสียงเห่าหอนของมอนสเตอร์ส่งเข้ามาในกล้องถ่ายทอดมายังห้องควบคุม


    คืนนี้เป็นคืนแรกของการล่า เจ้าหน้าที่จึงจะทดสอบนักศึกษาด้วยการกระตุ้นมอนสเตอร์จำนวน 100 ตัวให้ออกอาละวาด การทำเช่นนี้เพื่อทดสอบปฎิกิริยาเอาตัวรอดของนักศึกษา


    เฉินห่าวทำเพียงนั่งนิ่งๆมองดูภาพที่เปลี่ยนไปเป็นสีเขียวหลังจากกล้องใช้โหมดกลางคืน


    “ เริ่มแล้วสินะ ”


    อาจารย์เจี่ยลี่หันมองอาจารย์เหวิน เธออยากรู้ว่าสิ่งที่เริ่มคืออะไร คำพูดของอาจารย์เหวินไม่น่าจะเอ่ยถึงการเอาชีวิตรอดในคืนนี้ที่พึ่งเริ่มขึ้น เธอจึงพยายามดูว่าอะไรที่เกี่ยวข้องกับคำว่าเริ่มของอาจารย์เหวิน


    “ มีเด็กไม่ได้ปักหลักด้วยงั้นเหรอ ”


    คำพูดหลุดออกมาจากปากของอาจารย์เจี่ยลี่กระตุ้นให้อาจารย์คนอื่นๆหันมอง ทันใดนั้นพวกเขาก็พบว่ามีนักศึกษาราว 13 กลุ่มกำลังเก็บที่พักทำราวกับว่ากำลังออกล่า


    แต่ละคนที่เก็บข้าวของล้วนแล้วเป็นนักศึกษาของอาจารย์เหวินทั้งสิ้นพวกเขาจึงหันมองอาจารย์เพื่อดูปฎิกริยาเพราะไม่รู้ว่าอาจารย์เหวินให้คำแนะนำอะไรกับเด็กๆ



      


    คล้ายกับเรื่อง[จบ]เซียนทะลุมิติมาบริหารฟิตเนส ที่คุณอ่าน