แปดสิบปีแห่งการจากลาได้ผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็วราวกับสายน้ำที่ไหลเชี่ยว ฉิวหลิวซี หรือที่ผู้คนในยุทธภพต่างขนานนามด้วยความเคารพว่า **"เซียนหญิงหลิวซี"** ยังคงมีรูปลักษณ์ที่อ่อนเยาว์งดงามราวกับหญิงสาววัยแรกแย้ม ผิวพรรณเปล่งปลั่งดุจหยกขาวที่ผ่านการเจียระไน ผมดำขลับยาวสลวยดุจแพรไหมที่ทอด้วยแสงจันทร์ ดวงตาเป็นประกายลึกล้ำดุจห้วงดารา ที่บรรจุความรู้และประสบการณ์นับร้อยปีแห่งการบำเพ็ญเพียร
พลังปราณหยินมังกรสวรรค์ของนางได้บรรลุถึงขั้นสูงสุดจนแทบจะหลุดพ้นจากขีดจำกัดของโลกมนุษย์ การจากไปของฮ่องเต้ผู้เป็นที่รักมิได้ทำให้นางจมอยู่กับความเศร้าโศก แต่กลับกลายเป็นแรงผลักดันอันยิ่งใหญ่ให้นางออกเดินทางเพื่อบำเพ็ญเพียรและช่วยเหลือผู้คนตามปณิธานที่เคยตั้งไว้ร่วมกัน นางเชื่อว่าการทำความดีคือการส่งผ่านพลังปราณและบุญกุศลไปถึงคนรักในแดนสวรรค์ เป็นการบ่มเพาะความรักข้ามมิติ
เซียนหญิงหลิวซีท่องไปในยุทธภพอย่างอิสระ นางไม่ยึดติดกับสำนักหรือพรรคใด นางปรากฏตัวดุจสายลมและหายไปดุจเมฆหมอก ตำนานของนางถูกเล่าขานไปทั่ว ในช่วงเวลาหนึ่ง นางได้เดินทางไปยังดินแดนทางใต้ที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกพิษตลอดทั้งปี ผู้คนล้มตายและเจ็บป่วย ไม่มีหมอเทวดาคนใดกล้าเข้าไป
เซียนหญิงหลิวซีเพียงแค่ก้าวเข้าไปในม่านหมอก นางใช้พลังหยินมังกรสวรรค์บริสุทธิ์ก่อตัวเป็นดอกบัวสีขาวขนาดใหญ่โอบล้อมตัวนางไว้ ดอกบัวนั้นหมุนวนและดูดซับหมอกพิษทั้งหมด เปลี่ยนให้เป็นน้ำค้างบริสุทธิ์ที่ตกลงสู่พื้นดิน ภายในสามวัน หมอกพิษก็สลายไปอย่างสิ้นเชิง ดินแดนทางใต้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ผู้คนต่างกราบไหว้บูชานางราวกับเทพธิดา
ในเหตุการณ์นั้น นางได้พบกับเด็กหญิงตัวเล็กที่ป่วยหนักจากพิษหมอก เด็กน้อยนอนหมดสติอยู่ในอ้อมแขนของมารดาที่ร้องไห้สะอึกสะอื้น เซียนหญิงหลิวซีเดินเข้าไปใกล้ นางวางฝ่ามือบนหน้าผากของเด็กน้อย พลังหยินมังกรสวรรค์ไหลเวียนเข้าสู่ร่างกายของเด็ก ขับไล่พิษร้ายออกไป เด็กหญิงลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ ดวงตาใสซื่อมองนางด้วยความประหลาดใจ
"นางฟ้า..." เด็กน้อยกระซิบเบาๆ
เซียนหญิงหลิวซียิ้มอย่างอ่อนโยน "ไม่ใช่นางฟ้า เป็นเพียงคนธรรมดาที่อยากช่วยเหลือเท่านั้น"
แต่สำหรับผู้คนในดินแดนนั้น นางคือนางฟ้าที่แท้จริง พวกเขาสร้างศาลเล็กๆ เพื่อบูชานาง และเล่าขานเรื่องราวของนางให้ลูกหลานฟัง
อีกครั้งหนึ่ง นางได้เผชิญหน้ากับจอมมารแห่งภูเขาโลหิตที่บำเพ็ญเพียรมานับพันปีและมีพลังทำลายล้างสูงส่ง จอมมารผู้นี้ได้รวบรวมวิญญาณบริสุทธิ์นับหมื่นเพื่อใช้เป็นเครื่องสังเวยในการทะลวงสู่ขั้นเซียนมาร การต่อสู้กินเวลาเพียงชั่วพริบตา เซียนหญิงหลิวซีเพียงแค่ชี้ปลายนิ้ว พลังปราณมังกรสวรรค์ก็พุ่งเข้าใส่จอมมาร จอมมารสลายไปในอากาศ ทิ้งไว้เพียงแก่นพลังปราณที่นางเก็บไว้เพื่อใช้บำเพ็ญเพียรต่อไป
พลังอำนาจของนางเป็นที่ประจักษ์แก่ทุกคน แต่ไม่มีใครเคยเห็นนางใช้กำลังอย่างเต็มที่ นางคือสัญลักษณ์แห่งความเมตตาและพลังอำนาจที่ไม่อาจหยั่งถึง ในหมู่นักรบและนักพรตต่างๆ มีคำกล่าวที่ว่า *"หากได้เห็นเซียนหญิงหลิวซีใช้พลังเต็มที่ แสดงว่าโลกกำลังจะสิ้นสุดลง"*
## การค้นพบความลับที่หุบเขาอัสนีบาต
วันหนึ่ง เซียนหญิงหลิวซีเดินทางไปยังหุบเขาอัสนีบาต ซึ่งเป็นสถานที่ที่ร่ำลือกันว่าเป็นจุดบรรจบของพลังฟ้าดิน และเป็นที่ตั้งของสำนักโบราณที่สาบสูญ หุบเขาแห่งนี้มีลักษณะพิเศษ ท้องฟ้าเหนือหุบเขามักจะมีเมฆดำหนาทึบปกคลุมอยู่เสมอ ฟ้าร้องและฟ้าแลบเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ฝนไม่เคยตก สายฟ้าที่ฟาดลงมาจะกระทบกับโขดหินและหายไปราวกับถูกดูดซับ
นางสัมผัสได้ถึงพลังปราณที่คุ้นเคย พลังที่คล้ายคลึงกับพลังมังกรทองของอดีตฮ่องเต้และบุตรชายทั้งสองของนาง ความรู้สึกนี้ทำให้หัวใจของนางเต้นแรงขึ้น เป็นครั้งแรกในรอบแปดสิบปีที่นางรู้สึกถึงความหวังและความคิดถึงอย่างแรงกล้า
นางตัดสินใจเข้าไปสำรวจ ภายในซากปรักหักพังของสำนัก นางค้นพบห้องลับใต้ดินที่ถูกผนึกไว้ด้วยอาคมโบราณแห่งสวรรค์ที่แข็งแกร่งกว่าอาคมใดๆ ที่นางเคยพบ อาคมนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ที่ไม่มีพลังปราณสวรรค์เข้าถึง
การทำลายอาคมนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แม้แต่เซียนหญิงหลิวซีก็ต้องใช้เวลาสามวันสามคืนในการศึกษาโครงสร้างของอาคม นางพบว่าอาคมนี้ถูกสร้างขึ้นด้วยการผสานพลังของเซียนหลายองค์ มีการใช้เลขยันต์สวรรค์และคาถาโบราณที่ซับซ้อนยิ่ง
ในคืนแรก นางนั่งสมาธิเพื่อศึกษารูปแบบการไหลของพลังปราณในอาคม ในคืนที่สอง นางเริ่มใช้พลังหยินมังกรสวรรค์สำรวจจุดอ่อนของอาคม และในคืนที่สาม นางผสานพลังหยินมังกรสวรรค์กับวิชาเต๋าขั้นสูงสุดที่นางเรียนรู้มา ค่อยๆ ทำลายอาคมทีละชั้น
เมื่ออาคมสลายไป แสงสีทองอ่อนๆ เปล่งออกมาจากห้องลับ นางก้าวเข้าไปด้วยความระมัดระวัง ภายในห้องลับมีเพียงแท่นบูชาหินอ่อนสีดำที่แกะสลักเป็นรูปมังกรและหงส์กำลังโอบกอดกัน และม้วนคัมภีร์โบราณที่ทำจากหนังมังกรวางอยู่
ม้วนคัมภีร์นั้นมีชื่อว่า **"บันทึกแห่งการจุติของมังกรสวรรค์"** เมื่อนางเปิดอ่าน ความลับที่ถูกซ่อนเร้นมานานนับร้อยปีก็ถูกเปิดเผย บันทึกถูกเขียนด้วยภาษาโบราณที่เข้าใจได้เฉพาะผู้มีพลังปราณสวรรค์เท่านั้น
## ความลับแห่งครรภ์มังกรทองที่ถูกกำหนด
บันทึกนั้นกล่าวถึง **"พิธีผสานมังกรและหงส์"** ซึ่งเป็นพิธีศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกจัดขึ้นโดยเหล่าเซียนในแดนสวรรค์เมื่อหลายพันปีก่อน พิธีนี้มีจุดประสงค์เพื่อสร้างทายาทที่มีพลังอำนาจสูงสุดที่จะสามารถค้ำจุนโลกมนุษย์และเป็นสะพานเชื่อมระหว่างโลกมนุษย์และแดนสวรรค์
ทายาทที่เกิดจากพิธีนี้จะต้องมี **"ครรภ์มังกรทอง"** ซึ่งเป็นครรภ์ที่ถูกบ่มเพาะด้วยพลังปราณมังกรบริสุทธิ์และพลังปราณหงส์สวรรค์ ระยะเวลาในการตั้งครรภ์จะยาวนานกว่าปกติเพื่อให้ทารกสามารถดูดซับพลังปราณได้อย่างสมบูรณ์
บันทึกยังระบุอย่างชัดเจนว่า **ฉิวหลิวซี** คือ **"หงส์สวรรค์ผู้ถูกเลือก"** ที่มีกายหยินมังกรสวรรค์ และ **อดีตฮ่องเต้** คือ **"มังกรทองผู้ถูกกำหนด"** ที่มีพลังมังกรทองบริสุทธิ์ การพบกันของทั้งสองมิใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการจัดเตรียมของโชคชะตาและการแทรกแซงของเหล่าเซียนเพื่อให้พิธีนี้สำเร็จลุล่วง
ครรภ์มังกรทองของนางมิใช่เพียงผลจากการบ่มเพาะพลังร่วมกัน แต่เป็นผลลัพธ์ของการถ่ายทอดพลังปราณสวรรค์ที่ถูกกำหนดไว้ตั้งแต่แรก การตั้งครรภ์ที่ยาวนานถึงหนึ่งปีครึ่งและการให้กำเนิดทายาทมังกรทองถึงสององค์ ล้วนเป็นไปตามแผนการของสวรรค์
เมื่ออ่านต่อไป นางพบว่าบันทึกยังกล่าวถึงรายละเอียดของพิธีผสานมังกรและหงส์อย่างละเอียด พิธีนี้เริ่มต้นด้วยการที่หงส์สวรรค์และมังกรทองต้องพบกันในสถานการณ์ที่เฉพาะเจาะจง โดยมักจะเป็นช่วงที่โลกมนุษย์กำลังเผชิญกับภัยคุกคาม การรักกันของทั้งสองจะเป็นตัวกระตุ้นให้พลังปราณของแต่ละฝ่ายเริ่มผสานเข้าด้วยกัน
ขั้นตอนแรกของพิธีคือ **"การผสานใจ"** ซึ่งทั้งสองฝ่ายจะรู้สึกถึงความเชื่อมโยงทางจิตวิญญาณที่ลึกซึ้ง ขั้นตอนที่สองคือ **"การผสานปราณ"** ที่พลังของทั้งสองจะเริ่มไหลเวียนระหว่างกัน และขั้นตอนสุดท้ายคือ **"การผสานกาย"** ที่จะนำไปสู่การตั้งครรภ์มังกรทอง
บันทึกยังเผยให้เห็นว่าพิธีนี้มีความเสี่ยงสูงมาก หากหงส์สวรรค์หรือมังกรทองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่สามารถควบคุมพลังปราณได้อย่างสมบูรณ์ อาจทำให้เกิดการระเบิดของพลังปราณที่สามารถทำลายล้างทั้งสองฝ่ายและพื้นที่โดยรอบได้ นี่คือเหตุผลที่เหล่าเซียนในสวรรค์ต้องเลือกผู้ที่มีพลังปราณบริสุทธิ์และจิตใจมั่นคงที่สุดเท่านั้น
นอกจากนี้ บันทึกยังกล่าวถึงคำทำนายโบราณที่ว่า **"เมื่อหงส์สวรรค์และมังกรทองผสานกันสำเร็จ ทายาทที่เกิดขึ้นจะมีพลังอำนาจที่สามารถเปลี่ยนแปลงโชคชะตาของโลกทั้งสามได้"** โลกทั้งสามหมายถึง โลกมนุษย์ โลกปีศาจ และแดนสวรรค์
## ผลกระทบทางอารมณ์และการตัดสินใจครั้งใหม่
การค้นพบนี้ทำให้เซียนหญิงหลิวซีเข้าใจถึงเหตุผลที่อดีตฮ่องเต้สามารถบรรลุเป็นเซียนและขึ้นสวรรค์ไปได้อย่างรวดเร็ว พลังปราณมังกรทองของพระองค์ถูกเร่งให้บริสุทธิ์ด้วยการผสานกับพลังหงส์สวรรค์ของนางอย่างต่อเนื่อง
และบุตรชายทั้งสองของนาง องค์ชายองค์โตผู้เป็นมังกรหยินและองค์ชายหลงหมิงผู้เป็นมังกรหยาง มิใช่เพียงทายาทธรรมดา แต่คือ **"ทายาทแห่งสวรรค์"** ที่มีภารกิจอันยิ่งใหญ่ในการปกป้องโลกมนุษย์
นางนึกถึงช่วงเวลาที่ตั้งครรภ์บุตรทั้งสอง ความผิดปกติต่างๆ ที่เกิดขึ้นในขณะนั้น การที่นางสามารถรับรู้ถึงความคิดและความรู้สึกของทารกในครรภ์ การที่พลังปราณของนางเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงตั้งครรภ์ และการที่ทั้งสององค์ชายเกิดมาพร้อมกับเครื่องหมายมังกรบนหน้าผาก ทุกอย่างเหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณของครรภ์มังกรทอง
นางยังนึกถึงคืนที่อดีตฮ่องเต้เสด็จสวรรคต ความรู้สึกที่นางสัมผัสได้ถึงการที่พลังปราณของพระองค์ค่อยๆ แยกออกจากนาง ราวกับว่าส่วนหนึ่งของจิตวิญญาณนางถูกดึงไปด้วย ตอนนั้นนางคิดว่าเป็นเพียงความเศร้าโศกจากการสูญเสีย แต่ตอนนี้นางเข้าใจแล้วว่าเป็นเพราะพลังปราณของทั้งสองได้ผสานกันจนแยกไม่ออก
ความรู้สึกที่ซับซ้อนเข้าจู่โจมนาง ความรักที่เคยคิดว่าเป็นความรักบริสุทธิ์กลับมีเงาของการถูกกำหนดเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ในขณะเดียวกัน นางก็รู้สึกถึงความผูกพันที่ลึกซึ้งยิ่งกว่า เพราะแม้จะเป็นการถูกกำหนด แต่ความรักและความสุขที่ได้รับนั้นเป็นของจริง
นางนึกถึงช่วงเวลาที่อยู่ร่วมกับอดีตฮ่องเต้ รอยยิ้มอ่อนโยนของพระองค์ เสียงหัวเราะที่อบอุ่น การที่พระองค์มักจะลูบผมนางเบาๆ ก่อนนอน การที่พระองค์จะตื่นขึ้นมาก่อนเพื่อชงชาให้นางดื่มทุกเช้า ความรักเหล่านี้ไม่อาจเป็นเพียงการแสดงได้
การเสียสละของอดีตฮ่องเต้ที่ยอมควบคุมพลังของตนเพื่ออยู่เคียงข้างนางให้นานที่สุดก็เป็นสิ่งที่มาจากใจจริง พระองค์สามารถขึ้นสวรรค์ได้ตั้งแต่หลังจากที่บุตรชายองค์โตเกิด แต่พระองค์เลือกที่จะอยู่ต่อเพื่อดูแลนางและบุตรทั้งสอง แม้จะทราบดีว่าการอยู่ในโลกมนุษย์นานเกินไปอาจทำให้พลังปราณของพระองค์เสื่อมลง
นางจำได้ว่าในคืนสุดท้าย อดีตฮ่องเต้ได้กระซิบกับนางว่า **"ไม่ว่าโชคชะตาจะกำหนดอย่างไร ความรักของข้าที่มีต่อเจ้าและลูกๆ นั้นเป็นของจริง ข้าเลือกที่จะรักเจ้าด้วยใจของข้าเอง ไม่ใช่เพราะถูกบังคับ"**
ความทรงจำนี้ทำให้นางรู้สึกอบอุ่นและมั่นใจขึ้น ความรักของพวกเขาแข็งแกร่งกว่าโชคชะตาใดๆ แม้จะเริ่มต้นจากการถูกกำหนด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างทางนั้นเป็นของจริงทั้งหมด
นางยังคิดถึงบุตรชายทั้งสององค์ องค์ชายองค์โตที่มีนิสัยเงียบขรึมแต่ใจดี มักจะคอยดูแลน้องชายและเป็นห่วงนางเสมอ และองค์ชายหলงหมิงที่ร่าเริงแจ่มใส มีรอยยิ้มที่เหมือนพ่อ ทั้งสองล้วนเป็นบุตรที่นางรักและภาคภูมิใจ
การรู้ว่าพวกเขาคือทายาทแห่งสวรรค์ทำให้นางเข้าใจถึงเหตุผลที่ทั้งสองมีพลังปราณที่แข็งแกร่งตั้งแต่เด็ก และเหตุผลที่พวกเขาสามารถเรียนรู้วิชาต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว นางหวังว่าทั้งสองจะสามารถใช้พลังของตนเพื่อสิ่งที่ดีงาม และจะไม่ต้องแบกรับภาระที่หนักเกินไป
เซียนหญิงหลิวซีปิดม้วนคัมภีร์ลงอย่างแผ่วเบา นางยิ้มอย่างอ่อนโยน ความลับนี้มิได้ทำให้นางรู้สึกถูกหลอกลวง แต่กลับทำให้นางเข้าใจถึงความยิ่งใหญ่ของโชคชะตาและความรักที่อยู่เหนือโชคชะตา
นางตัดสินใจที่จะเก็บความลับนี้ไว้กับตัว ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะเล่าให้ใครฟัง และอาจทำให้เกิดความวุ่นวายในยุทธภพ นางจะดำเนินชีวิตต่อไปในฐานะเซียนหญิงหลิวซี ผู้ที่พร้อมจะเผชิญหน้ากับทุกสิ่งที่โชคชะตากำหนด
การเดินทางของนางยังไม่สิ้นสุด เพราะเป้าหมายต่อไปของนางคือการบำเพ็ญเพียรให้ถึงขั้นสูงสุด เพื่อที่จะทะลวงมิติและไปพบกับมังกรทองผู้เป็นที่รักณ แดนสวรรค์ให้ได้ในที่สุด
นางเชื่อมั่นว่าความรักของนางจะแข็งแกร่งพอที่จะทำลายกำแพงแห่งมิติและเวลา นางจะใช้พลังหยินมังกรสวรรค์ของตนบ่มเพาะโลกใบนี้ และรอคอยวันที่นางจะกลายเป็นเซียนหญิงที่สมบูรณ์แบบ เพื่อไปเคียงคู่กับมังกรทองของนางตลอดไป
ก่อนออกจากห้องลับ นางได้วางม้วนคัมภีร์กลับไปที่เดิม และใช้พลังปราณของตนสร้างอาคมป้องกันใหม่ที่แข็งแกร่งกว่าเดิม เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ที่ไม่ควรรู้ได้เข้าถึงความลับนี้ นางรู้ว่าสักวันหนึ่ง อาจจะมีผู้ที่ควรรู้เข้ามาค้นพบ แต่นั่นจะเป็นเรื่องของโชคชะตาที่จะจัดการ
เมื่อออกจากหุบเขาอัสนีบาต เซียนหญิงหลิวซีมองขึ้นไปบนท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว นางรู้สึกถึงการมีอยู่ของอดีตฮ่องเต้ที่ไหนสักแห่งในแดนสวรรค์ นางกระซิบเบาๆ **"รอข้าด้วย ข้าจะไปหาเจ้าให้ได้"**
สายลมเย็นพัดผ่าน ดูเหมือนจะนำเอาเสียงตอบกลับมาจากที่ไกล เป็นเสียงที่อบอุ่นและเต็มไปด้วยความรัก นางยิ้มและเดินต่อไป หัวใจเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและความหวัง
## หนึ่งพันปีต่อมา... โชคชะตาที่หวนคืน
หนึ่งพันปีผ่านไป โลกมนุษย์ได้เปลี่ยนแปลงไปหลายยุคสมัย เซียนหญิงหลิวซีได้บรรลุถึงขั้นสูงสุดและทะลวงมิติขึ้นสู่แดนสวรรค์ไปเคียงคู่กับมังกรทองผู้เป็นที่รักได้สำเร็จ ตำนานของนางถูกเล่าขานสืบต่อกันมา กลายเป็นเพียงเรื่องเล่าปรัมปราที่เลือนราง
ณ อารามเต๋าเมฆาสวรรค์ที่ตั้งอยู่บนยอดเขาสูงเสียดฟ้า ห่างไกลจากความวุ่นวายของโลกภายนอก ที่แห่งนี้เต็มไปด้วยนักพรตเต๋าผู้บำเพ็ญวิชาอย่างเคร่งครัด อาจารย์เฒ่าผู้หนึ่ง ซึ่งมีดวงตาที่ลึกล้ำราวกับมองเห็นอดีตและอนาคต ได้เรียกศิษย์หญิงตัวน้อยเข้ามาหา
ศิษย์หญิงผู้นั้นมีนามว่า **"หลิงหลง"** อายุเพียงสิบห้าปี ผิวขาวผ่องดุจหิมะแรก ใบหน้าเรียบเฉยสงบราวกับน้ำในบึงที่ไร้คลื่น แต่ภายในดวงตาที่ใสซื่อนั้นกลับซ่อนเร้นพลังปราณที่ยิ่งใหญ่ นางมีกายหยินสวรรค์ที่บริสุทธิ์ยิ่งกว่าผู้ใด พลังนี้ถูกผนึกไว้เพื่อรอวันตื่นขึ้น
**"หลิงหลง"** อาจารย์เฒ่าเอ่ยเสียงแผ่วเบา **"ด้วยคำทำนายที่สืบทอดกันมานับพันปี ปีนี้เจ้ามีกรรมที่ต้องชดใช้และภารกิจที่ต้องทำ จงใช้วิชาเต๋าที่เจ้าฝึกฝนมาอย่างหนัก และพลังหยินสวรรค์ประจำกายของเจ้า ลงเขาไปทำความดีช่วยเหลือราษฎรและคนยากไร้"**
หลิงหลงค้อมกายรับคำสั่งอย่างนอบน้อม ใบหน้าของนางยังคงเรียบเฉย แต่ในใจกลับมีความรู้สึกบางอย่างที่คุ้นเคยและโหยหาอย่างประหลาด นางไม่รู้ว่าความรู้สึกนี้มาจากไหน แต่ราวกับว่าโชคชะตาได้ส่งเสียงกระซิบเรียกนาง
อาจารย์เฒ่ามองตามร่างของศิษย์รักที่เดินลงจากเขาไป รอยยิ้มบางๆ ปรากฏบนใบหน้าเหี่ยวย่น เขารู้ดีว่าการเดินทางครั้งนี้มิใช่เพียงการทำความดี แต่เป็นการเริ่มต้นของวัฏจักรแห่งโชคชะตาที่ถูกกำหนดไว้ตั้งแต่โบราณกาล
พลังหยินสวรรค์ที่อยู่ในร่างของหลิงหลงนั้น คือการจุติของพลังหงส์สวรรค์ที่รอคอยการกลับมาของมังกรทองอีกครั้งหนึ่ง ในใจของอาจารย์เฒ่า เขารู้ว่าไม่ช้าไม่นาน โลกจะได้เห็นการกลับมาของตำนานรักที่ยิ่งใหญ่อีกครั้ง
และแล้ว... โชคชะตาก็เวียนมาบรรจบอีกครั้งหนึ่ง