…………
สุภัทราได้ลางานและยื่นใบรับรองแพทย์ฝากให้แม่สร้อยนำไปให้พัชรีเอาไปยื่นให้กับทางโรงงานอีกที พัชรีก็ช่วยพี่สะใภ้ของเธอแบบเต็มที่ ทางเ้าของโรงงานที่สุภัทราทำงานอยู่ก็มีความรู้สึกเห็นใจ พร้อมกับอนุญาตให้สุภัทราหยุดงานได้จนกว่าเธอจะหายดีโดยไม่มีกำหนด สุภัทราดีใจที่ทางเฮียเ้าของโรงงานเขามีความเห็นใจในตัวเธอเป็อย่างมาก
คราวนี้สุภัทราจึงมีเวลาพักได้อย่างจริงจังเสียที…สุนิษาก็ยังคงรู้สึกเป็ห่วงพี่สาวของเธอเช่นเดิม
“พี่ภัทรจ๊ะ คือว่า…ฉันว่าจะอยู่ดูแลพี่ที่นี่ไปก่อนนะ แล้วพี่เขยจะว่าอะไรหรือเปล่าจ๊ะพี่?” นิษารู้สึกเกรงใจพี่เขยนั่นเอง
“นนท์เขาไม่ว่าอะไรหรอกนิษา…เธอก็นอนอยู่กับพี่ที่นี่นั่นแหละนะ” สุภัทราพูดแบบไม่ได้สนใจในตัวของสามีเลยสักนิด
“มันจะดีหรือพี่? ฉันว่า…ฉันมาอยู่ที่บ้านพี่นานเกินไปแล้วล่ะมั้ง?”
“ไม่เป็ไรหรอก แล้วอีกอย่าง…นนท์เขาก็ไปนอนที่ทำงานแบบนี้เป็ประจำอยู่แล้ว ั้แ่แรกก่อนที่เธอจะมาอยู่กับพี่เสียอีก ไม่ใช่เพิ่งจะไปในตอนนี้หรอกนะสบายใจได้ นิษาไม่ต้องกังวลไปหรอก” สุภัทรารู้ว่าน้องสาวของเธอกำลังคิดอะไรอยู่เลยพูดดักคอน้องสาวของตนเพื่อไม่ให้นิษาต้องคิดมากและลำบากใจ
“อ๋อ…มันเป็แบบนั้นเองหรอกหรือจ๊ะ ถ้าอย่างนั้นฉันก็ค่อยเบาใจได้แล้วสินะ” นิษาดูสบายใจขึ้น
“อือ…” สุภัทราอมยิ้มน้อย ๆ ให้กับน้องสาวของเธอ
………..
ทับทิมเลิกเรียนกลับมาถึงที่บ้าน หนูน้อยเห็นแม่ของตนเองกำลังนอนอยู่ด้านในห้องและมีคุณน้านิษากำลังนั่งกินขนมอยู่บนเก้าอี้ หนูน้อยดีใจมาก…ดีใจที่สุด!!
“แม่จ๋า!! แม่ของหนูกลับมาแล้ว เย้ ๆ ๆ” ทับทิมะโตัวลอย ดูเธอตื่นเต้นและมีความสุขเป็ที่สุด หนูน้อยรู้เลยว่าความรักกับคิดถึงที่มีแก่มารดามันเป็อย่างไร เธอมีความสุขมากจนไม่รู้ว่าอะไรจะมาทดแทน่เวลานี้ได้อีกเลย
“จ้า…จ้า…มาหาแม่เร็ว!! มาให้แม่กอดหน่อยสิลูก” สุภัทราค่อย ๆ ลุกขึ้นมานั่งแล้วอ้าแขนรอรับลูกสาวแสนน่ารักของเธอ ทับทิมวิ่งเข้ามากอดคุณแม่อย่างว่าง่าย สุภัทราหอมแก้มซ้ายขวาของลูกสาวตัวน้อย ทับทิมกลัวจะน้อยหน้าแม่ของตนก็หอมแก้มตอบรับแม่ของเธอเองเช่นกัน สุนิษาเห็นภาพแบบนั้นก็ให้รู้สึกอิ่มเอมในหัวใจอย่างบอกไม่ถูก
“แหม ๆ ๆ หอมกันอยู่นั่นแหละ…แม่ลูก ไม่เห็นมีใครมาหอมแก้มของน้ามั่งเลยนะ ฮึ…” สุนิษาแกล้งแซวหนูน้อยทับทิมที่กำลังดีใจอย่างที่สุด
“ก็…น้านิษา ก็มาหอมหนูสิ!!” ทับทิมยื่นแก้มของเธอให้สุนิษาผู้เป็น้า แล้วทำแก้มป่องรอคุณน้ามาหอมนั่นเอง
นิษาหัวเราะร่าก่อนจะหอมแก้มป่อง ๆ ของหลานสาวไปเสียฟอดใหญ่ จึงทำให้ทั้งสามคนหัวเราะกันอย่างมีความสุขภายในห้องนอนห้องน้อยห้องนั้น
………..
ที่บ้านหลังใหญ่ของเ้านายที่อานนท์ทำงานอยู่
“นี่!! แฟนของคนงานที่ป่วยเป็มะเร็งนั้น เขาเฝ้าบ้านหลังในให้ฉันใช่ไหม?” เฮียเ้าของโรงงานพูดกับผู้จัดการที่เป็คนคอยดูแลเกี่ยวกับพนักงานของบริษัท
“ใช่ครับ…ว่าแต่มีอะไรรึเปล่าครับ?”
“เขาขับรถเป็รึเปล่าล่ะ?”
ผู้จัดการเดินไปเปิดแฟ้มเอกสารและค้นดูเล็กน้อย
“ในใบสมัครเห็นว่าขับรถยนต์ได้ครับ”
“ออ…ดีเลย งั้นเดี๋ยวพวกเราไปหาเขากัน”
………..…
ที่บ้านเช่าของเรไร
วันนี้เรไรมีอาการแปลก ๆ ั้แ่เช้ามาแล้ว เธอผุดลุกผุดนั่งและเข้าออกห้องน้ำไปบ่อยครั้งมาก เดี๋ยวก็ปวดฉี่เดี๋ยวก็ปวดท้องหนัก แต่พอเข้าห้องน้ำไปแล้วก็ไม่ถ่าย พอสาย ๆ อาการเริ่มจะถี่ขึ้นและเริ่มมีอาการปวดท้องบ้าง เธอเลยคิดว่าเธอคงจะปวดท้องคลอดลูกรึเปล่า แต่อาการปวดท้องของเธอมันไม่รุนแรงหรือหนักหนาจึงทำให้ตัวเธอกังวล
เป็เพราะหล่อนท้องนี้เป็ท้องแรกจึงไม่มีประสบการณ์ว่าการปวดท้องในแบบนี้ของเธอคือปวดแบบอะไร ส่วนแม่ของเธอก็ไม่เคยมาดูดำดูดีตัวของหล่อนเลยสักครั้ง เพราะแบบนี้อานนท์จึงเป็ทางเลือกของเรไรเพียงทางเดียวเท่านั้นที่จะช่วยให้หล่อนได้คลายความกังวลในเวลานี้
ด้วยเพราะเรไรอยู่ที่ห้องเช่าเพียงคนเดียวจึงตัดสินใจไปหาอานนท์ที่ทำงาน เมื่อหล่อนไปถึงอานนท์ไม่ได้อยู่ที่ซุ้มหน้าประตูในตอนนั้น เรไรจึงเดินไปกดออดประตูหน้าบ้านหลังใหญ่นั่นจึงทำให้อานนท์วิ่งมาดูว่ามีใครมากดออดประตูหน้าบ้านของเ้านายนั่นเอง เขาก็เห็นว่าเรไรเป็คนกดออดประตู
“อ่าว…มีอะไรหรือเรไร?”
“เอ่อ…พี่นนท์ เหมือนว่า…ฉันจะปวดท้องน่ะ” เรไรบอกเหตุผลที่เธอมาหาอานนท์ถึงที่ทำงาน
อานนท์เปิดประตูให้เรไรเข้าไปข้างในก่อน
“ปวดท้องอย่างนั้นหรือ? ตอนนี้ยังคงปวดอยู่ไหม?”
“ตอนนี้ไม่ปวดนะพี่ แต่ก่อนหน้านี้มันปวดอยู่ค่ะ เป็ ๆ หาย ๆ น่ะ” เรไรบอกไปตามความจริงตามอาการที่เธอเป็
“งั้นหรือ? เอ่อ…เอาอย่างนี้นะ ตอนนี้พี่ยังทำงานไม่เสร็จเลย แต่ว่าพี่จะพาเธอไปหาหมอก่อนก็แล้วกัน ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวเรไรไปนั่งรอในห้องพักของพี่ก่อนนะ เดี๋ยวพี่ไปล้างเนื้อล้างตัวก่อน” อานนท์อยู่ในเสื้อกล้ามและกางเกงขาสั้นเพราะเขากำลังทำงานอยู่ที่สวนนั่นเอง แถมมือไม้ก็กำลังเลอะดินอยู่ด้วย
“ค่ะพี่…ไม่ต้องรีบร้อนหรอกนะ ฉันยังไม่ได้ปวดเลยในตอนนี้” เรไรยิ้มให้กับอานนท์ที่เขาดูแลเอาใจใส่ในตัวของเธอดีเสียกว่าแม่แท้ ๆ ของหล่อนเสียอีกที่ไม่ยอมมาหาเรไรเลยั้แ่ย้ายมาห้องเช่าในคราวนั้น
“อือ…ไปนั่งพักข้างในห้องก่อนเถอะแถวนี้มันร้อน”
เรไรเดินไปที่ห้องพักของอานนท์ ส่วนอานนท์เดินไปเก็บข้าวของและอุปกรณ์ทำสวนให้เข้าที่ก่อนจะเดินไปล้างเนื้อล้างตัวที่ก๊อกน้ำ
ขณะที่อานนท์กำลังล้างมือล้างไม้อยู่นั้น รถยนต์คันใหญ่ของเ้าของบ้านหลังใหญ่นั่นก็ได้มาจอดและบีบแตรเพื่อให้เปิดประตู อานนท์รีบวิ่งไปที่ประตูใหญ่หน้าบ้านในทันที เขาเปิดประตูเหล็กเพื่อให้รถยนต์เข้ามาหลังจากนั้นเขาก็ปิดประตูหน้าให้เรียบร้อยก่อนจะเข้ามาสวัสดีเ้านายของเขา
“สวัสดีครับคุณหนู” อานนท์ยกมือไหว้อย่างนอบน้อม
เ้าของบ้านที่อานนท์เรียกว่าคุณหนูออกมาจากประตูรถของเขา แล้วคนขับรถก็ปิดประตูรถยนต์ให้กับเ้านายคนนั้น
“อือ…ทำอะไรอยู่ล่ะ? เสร็จแล้วหรือ?”
“เอ่อ…ตอนแรกก็ทำสวนอยู่ครับ แต่พอดีว่า…เอ่อ…”
“มีอะไรอย่างนั้นรึ?”
“เอ่อ…พอดีแฟนของผมเขามาหาน่ะครับ เธอบอกว่าปวดท้อง สงสัยจะคลอดลูกแล้วน่ะครับ ผมว่าจะพาไปหาหมอสักหน่อยครับ ขอโทษด้วยนะครับ คือว่า…ผมจะขอลางานในวันนี้สักหน่อยครับ เพื่อจะพาแฟนไปหาหมอก่อนนะครับ”
เ้าของบ้านที่อานนท์เรียกเขาว่าคุณหนูนั้น อึ้งกับคำพูดของอานนท์ไปชั่วครู่
“อ้อ…แล้วแฟนของนายอยู่ที่ไหนเสียล่ะ? เอารถของฉันไปส่งที่โรงพยาบาลไหม?” คุณหนูถามนายอานนท์เพื่อตรวจสอบอะไรบางอย่าง?
“เอ่อ…ไม่เป็ไรครับ เดี๋ยวพวกผมไปกันเองจะดีกว่า แล้วอีกอย่างเห็นเธอบอกว่าตอนนี้ยังไม่ค่อยจะปวดท้องสักเท่าไหร่ ต้องขอขอบคุณคุณหนูมาก ๆ เลยครับ เอ่อ…ผมขอตัวไปที่ห้องก่อนนะครับ” อานนท์ยกมือไหว้คุณหนูอีกครั้งหนึ่ง
“งั้นก็รีบไปเถอะ” คุณหนูพยักหน้าให้กับอานนท์ และเดินเข้าบ้านของตนไป
ในระหว่างที่คุณหนูเดินเข้าบ้านไปนั้น คุณหนูก็ได้พยักหน้าเรียกผู้จัดการส่วนตัวที่เป็คนขับรถมาส่งเขาในเวลานี้นั่นเอง
“ไปแอบดูหน่อยสิ…ว่าแฟนของนายอานนท์น่ะเป็ใครกันแน่?”
“ครับ” ผู้จัดการวิ่งไปทางข้างหลังบ้านเพื่อไปแอบดูตามที่คุณหนูสั่ง
เมื่อเขาไปถึงก็เห็นว่าคนที่นายอานนท์บอกว่าเป็แฟนของเขานั้น เป็ผู้หญิงที่ท้องจริง ๆ ด้วยแต่กลับไม่ใช่สุภัทราคนที่เป็พนักงานในโรงงานของคุณหนูที่ส่งจดหมายมาลางานว่าป่วยเป็มะเร็งเลยสักหน่อย แถมดูลักษณะท่าทางของผู้หญิงคนนี้จะแลดูเป็หญิงที่สาวกว่าสุภัทราคนงานคนนั้นมากกว่า จึงทำให้เขาวิ่งกลับไปรายงานเ้านายตามที่ได้เห็นมา
“คุณหนูครับคือเมื่อครู่ที่ผมได้ไปแอบดูคนที่เป็แฟนของนายอานนท์นั้น หล่อนท้องจริง ๆ ครับแต่กลับไม่ใช่สุภัทราคนที่ป่วยเป็มะเร็งนี่ครับ แต่เป็ผู้หญิงอีกคนน่ะครับแถมอายุก็ดูน้อยกว่ามากเลย ดูยังสาวกว่าสุภัทรามากครับ” ผู้จัดการส่วนตัวบอกกับเ้านาย
“อ้อ…ฉันพอที่จะเข้าใจอะไรขึ้นมาแล้วล่ะ” คุณหนูทำหน้าเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง…
…………
อานนท์เข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องพักเสร็จแล้วเขาก็พาเรไรไปโรงพยาบาล พอถึงมือหมออานนท์ก็ต้องรออยู่ด้านนอก แล้วรอว่าเรไรจะคลอดเมื่อไหร่
เวลาผ่านไป
เรไรก็ได้คลอดเด็กออกมาเป็ผู้หญิง อานนท์อยู่รอก็ทราบในทันทีที่เด็กเกิด เขาเดินไปมองดูหน้าลูกสาวคนเล็กของเขา เด็กคนนั้นหน้าตาดูน่ารักเหมือนเด็กทั่ว ๆ ไป แล้วอานนท์ก็กลับมาบอกกับเรไรว่าเขาจะกลับไปที่บ้านก่อนแล้วจะมาใหม่ เรไรเข้าใจดีจึงไม่ได้พูดว่าอะไร
……..…
อานนท์กำลังครุ่นคิดว่าจะไปบอกกับสุภัทราถึงเื่นี้ดีไหม? เขากังวลแต่ก็นึกแล้วว่าสุภัทรารู้เื่เหล่านี้อยู่แล้วคงจะไม่เป็ไรกระมัง? แล้วอีกอย่างเรไรก็คลอดเด็กออกมาแล้วจริง ๆ นี่นาโดยที่เขาก็ไม่ได้เจตนาหรือตั้งใจจะโกหกสักหน่อย ถึงเวลามันจะกระชั้นชิดกับการที่สุภัทราเพิ่งจะออกมาจากโรงพยาบาลก็ตามทีเถิด แล้วอานนท์ก็ตัดสินใจไปหาสุภัทราก่อนเพื่อจะบอกเื่นี้กับเธอ
อานนท์กลับมาที่บ้านของแม่สร้อยเพื่อมาหาภรรยา ในตอนนี้ภายในห้องมีสุภัทรากับสุนิษาพร้อมด้วยทับทิมกำลังนั่งพูดคุยกัน ดูท่าทางทั้งสามคนกำลังอารมณ์ดีมีความสุขกันอย่างมากเลย สุนิษาเหลือบสายตามาเจอกับอานนท์เข้าพอดี
“อ้าว…พี่อานนท์ วันนี้พี่กลับมาที่บ้านเหรอ? เลิกงานเร็วหรือพี่?” สุนิษาถามพี่เขยอย่างไม่รู้สาเหตุที่แท้จริง
“อ่า…เอ่อ…” อานนท์อ้ำ ๆ อึ้ง ๆ และยังคงไม่กล้าที่จะเอ่ยคำพูดออกมา
สุภัทราเห็นดังนั้นจึงบอกกับนิษาว่า
“เอ่อ…นิษาช่วยพาทับทิมไปซื้อน้ำผลไม้มาให้พี่หน่อยสิ ซื้อมาเผื่อพี่เขยของเธอด้วยนะ” สุภัทราทำทีให้น้องสาวของเธอช่วยพาลูกทับทิมออกไปข้างนอกเพื่อที่เธอจะได้คุยธุระส่วนตัวกับอานนท์นั่นเอง
“อ๋อ…ได้สิจ๊ะพี่…มา…ทับทิมไปกับน้า ไปช่วยกันถือของไปซื้อขนมด้วยกัน ไปเร็วลูก” นิษาเหมือนรู้ว่าพี่สาวของตนคงจะมีธุระและอยากพูดเป็การส่วนตัวกับพี่เขยนั่นเอง
“ค่ะน้านิษา…หนูก็จะเอาขนมเยอะ ๆ เลยนะคะ” ทับทิมอยากไปซื้อขนมกับน้านิษาของเธอ
นิษาพาทับทิมออกไปซื้อของแล้ว…
“มีอะไรหรือนนท์? พูดมาสิตอนนี้ไม่มีใครแล้ว” สุภัทราเริ่มเื่
“เอ่อ…วันนี้นนท์พาเรไรไปที่โรงพยาบาลมา เวลานี้เรไรคลอดลูกแล้วล่ะ นนท์เลยมาบอกภัทรน่ะ” อานนท์ตัดสินใจพูดกับสุภัทราตรง ๆ
สุภัทราทำหน้านิ่งเฉยและพยักหน้ารับรู้ หล่อนเอื้อมมือไปที่ใต้หมอนแล้วหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมา สุภัทราส่งธนบัตรใบละห้าร้อยบาทจำนวนหกใบให้แก่อานนท์
“เอานี่ไปก่อนนะ ถ้าไม่พอยังไงค่อยมาบอก แล้วภัทรจะไปเบิกที่ธนาคารมาให้” สุภัทรายื่นเงินให้อานนท์ไปเป็ค่าใช้จ่าย อานนท์รับเงินนั้นมาแล้วเก็บไว้ เขามองหน้าของภรรยาของเขาแต่ไม่ได้พูดอะไรอีก
สุภัทราล้มตัวขอนอนพัก อานนท์จึงปล่อยให้เธอนอนแล้วรอจนนิษากับทับทิมที่ไปซื้อของกลับมา เขาอยู่พูดคุยเพียงไม่นานก็ขอตัวกลับไปทำงานต่อ แต่ว่า…อานนท์ไม่ได้กลับไปที่ทำงานจริง ๆ อย่างที่พูดหรอก เขาไปหาเรไรที่โรงพยาบาลต่างหาก
พออานนท์ออกไปแล้ว สุนิษาก็อดสงสัยเสียไม่ได้เลยถามกับพี่สาวของเธอไป
“พี่อานนท์มาทำไมกันนะ? แป๊บเดียวเนี่ย? ตอนแรกฉันก็นึกว่าจะมานอนค้างที่บ้านเสียอีก ไม่ได้เลิกงานไปแล้วหรอกรึ?” สุนิษาจอมสงสัยพูดไปบ่นไป
“อือ…พอดีนนท์เขามีธุระน่ะ เลยรีบไป” สุภัทราพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย และหันไปยิ้มกับลูกสาวแทน
“ไหนจ๊ะ? ขนมของแม่ ทับทิมซื้ออะไรมาฝากแม่กันนะ?” สุภัทราเปลี่ยนเื่พูด
ทับทิมยิ้มหวานคุยกับแม่ของเธอ
“เยอะแยะเลยแม่จ๋า…”
‘นี่แหละนะ…ลูกสาวของฉัน!?’
สุภัทราคงจะมีเพียงทับทิม…ลูกสาวคนนี้เท่านั้นที่เป็ของหล่อนอย่างแท้จริง…
……..…
เช้าวันใหม่
อานนท์เตรียมตัวเพื่อจะไปเข้างานที่บ้านของคุณหนูเ้านายของเขา เมื่อเขาไปถึงที่บ้านหลังใหญ่ในเช้าวันนี้ กลับมีคุณผู้จัดการยืนรอเขาอยู่ที่หน้าบ้านอยู่ก่อนแล้ว อานนท์รีบเข้ามาทักทาย
“สวัสดีครับพี่…วันนี้ก็มีธุระที่บ้านนี้หรือครับ?” อานนท์ยกมือขึ้นไหว้ผู้จัดการคนนั้น
“อ้อ…ใช่แล้วล่ะ พอดีคุณหนูท่านให้ฉันเอานี่มาให้นายน่ะ” ผู้จัดการยื่นซองจดหมายสีขาวให้แก่อานนท์ อานนท์รับมาแล้วเปิดออกดู ก็รู้ว่ามันคือจดหมาย เขาอ่านใจความในจดหมายนั่นแล้วก็ต้องร้องออกมาด้วยความใ
“เอ่อ!! พี่ครับ!! นี่มันเื่อะไรกันน่ะครับ? ทำไม!? ทำไมถึงต้องไล่ผมออกกันด้วยล่ะครับพี่?” อานนท์ละล่ำละลักพูดด้วยความตื่นตระหนกและใ
“ก็ตามนั้นเลยนะ ตามที่ใจความในจดหมายนั่นแหละ ฉันก็ไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรดี เพราะคุณหนูของฉันเขาเป็คนที่ค่อนข้าง…แบบว่า…แหม!! มันพูดยากน่ะ เอาเป็ว่าคุณหนูเขาไม่ชอบคนแบบนายที่ทรยศเมียของตัวเองและมีเมียน้อย แถมเมียของนายในเวลานี้ก็ยังป่วยมาก ๆ แต่นายยังคงมาทำแบบนี้ คุณหนูเลยไม่อยากจะเก็บนายเอาไว้ทำงานให้เขาน่ะนะ ฉันก็พูดได้แค่นี้ นายไปเก็บของของนายแล้วออกไปเสียเถิด อย่างน้อยนายก็ได้ค่าจ้างล่วงหน้าตั้งสามเดือนนี่!! รับเงินแล้วก็ไปเสียเถอะนะ” ผู้จัดการพูดจบก็เดินจากไป ปล่อยให้อานนท์ยืนงงเป็เบื้อใบ้แบบนั้น
และทีนี้อานนท์จะทำยังไงกันต่อไปดีล่ะ? จู่ ๆ เขาก็มาตกงานกะทันหันกันแบบนี้ เฮ้อ…