ประตูราโชมอน
หลังจากเด็กทั้งสองพูดคุยเื่เสียงประหลาดเสร็จสิ้น อยู่ ๆ โนะฮิเมะก็บอกว่าตนมีธุระด่วน ทิ้งให้เขารออยู่นอกเมืองคนเดียว
ทว่ารอได้เพียงครู่ ผู้ใหญ่ในร่างเด็กก็ทนเบื่อไม่ไหว เมื่อนครแห่งประวัติศาสตร์อยู่ตรงหน้าจะไม่เข้าไปก็เหมือนมาเสียเที่ยว
ไหน ๆ มาถึงเมืองหลวงสำคัญในประวัติศาสตร์ทั้งที ขอเห็นกับตาหน่อยแล้วกัน
ต้าหมินอาศัยความมืดและทักษะบางอย่างข้ามกำแพงเมืองทางมุมทิศตะวันตก ด้านหลังตรงผ้ารัดเอวเพิ่มมีดสั้นสนิมเขลอะไร้ฝักเล่มหนึ่ง ไม่รู้ว่าเกี่ยวข้องกับทักษะดังกล่าวหรือไม่
หลังจากเข้ามาในนครเฮอัน สมองค่อยนึกทบทวนความรู้เกี่ยวกับเมืองนี้
นครเฮอันเป็เมืองรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ตัวเมืองวางผังในแนวเหนือใต้ ทางทิศเหนือ้าสุดของเมืองเป็พระราชวัง รอบข้างเป็บ้านเรือนของเชื้อพระวงศ์และขุนนางผู้ใหญ่ จากนั้นค่อยเป็ที่อยู่ของประชาชนลดหลั่นกันลงมาตามศักดิ์ฐานะ
อืม... เรียงกันเหมือนขนมชั้น บนสุดคือเขตพระราชฐาน ถัดมาคือเขตชนชั้นสูง เขตคหบดี เขตคนสามัญ เขตคนยากไร้
ยามคิดอะไรเพลิน ๆ เท้าเผลอสะดุดกับอะไรบางอย่างจนเกือบล้มหน้าทิ่ม
“อุ๊ย!”
พอตั้งหลักได้รีบหันกลับไปมอง ที่แท้ตนเดินสะดุดขาคนเมา
แหม! นอนหลบมุมแบบนี้เผลอสะดุดก็เป็เื่ธรรมดา
“พี่ชาย มานอนอะไรตรงนี้” ต้าหมินเตะเบา ๆ ไปที่ขา เมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่โต้ตอบอะไรเขาจึงผละออกมา เดินไปยังเพิงไม้ซึ่งอยู่ห่างไม่ไกล
อีกเพียงไม่กี่ก้าวจะถึงเพิงไม้พลันมีเสียงหนึ่งดังขึ้นทำใเกือบหัวใจวาย
“คนคนนั้นพูดไม่ได้แล้วค่ะ”
ท่ามกลางความเงียบยามค่ำคืนกลับมีเสียงเด็กผู้หญิงลอยมาตามลม เล่นเอาขนลุกเกรียว ที่น่าใคือเสียงดังออกมาจากเพิงไม้ตรงหน้าแต่กลับไม่เห็นใคร
ต้าหมินหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง หลังจากสายตาเริ่มชินกับความมืด ค่อยมองเห็นร่างเตี้ยเล็กลุกยืน ที่แท้เป็เด็กผู้หญิงคนหนึ่ง แทนที่เขาจะกลัวเธอกลับเป็เธอที่กลัวเขา สังเกตได้จากร่างกายสั่นเทา สองมือกุมอก ปากเม้มแน่น
“คุณเป็ยมทูตหรือคะ?”
“เออ” ต้าหมินไม่รู้จะตอบอย่างไรดี
“หนูเห็นคุณบินข้ามกำแพงมานะคะ”
อ้อ ตูก็ว่าระวังดีแล้วดันมีคนเห็นซะได้
“ถ้าข้าเป็แล้วอย่างไร ไม่เป็แล้วอย่างไร?” เขายิ้มมุมปาก ตั้งคำถามกลับไปยังเด็กน้อย
เด็กผู้หญิงร่างผอมบาง อายุประมาณห้าหกขวบ สวมเสื้อผ้าเก่ามีรอยเย็บปะดูคล้ายชาวบ้านทั่วไป แต่ต้าหมินรู้สึกแปลก ๆ กับเด็กคนนี้ คล้ายเห็นความไม่กลมกลืนบางอย่าง
“น น น... หนูอยากขอให้คุณเลื่อนรับิญญาหนู ถ้าเป็ไปได้ขอเป็ปลายเดือนนี้จะได้ไหมคะ” เด็กหญิงพูดติดขัดใน่แรก จากนั้นค่อยเอ่ยออกมารวดเดียว
“ทำไมข้าต้องทำอย่างนั้นด้วยล่ะ” ต้าหมินถามด้วยความอยากรู้ ใบหน้ายังเจือด้วยรอยยิ้ม
“หนูรู้ตัวว่าป่วยหนัก มีชีวิตได้อีกไม่นาน ถึงอย่างไรหนูไม่ขอให้หายดี เพียงขอให้ยืดเวลาออกไปสักหน่อย อย่างน้อยให้แม่คลอดน้องออกมา หนูกลัวว่าหากหนูเป็อะไรไปตอนนี้ แม่จะเสียใจจนส่งผลกับน้องในท้อง อย่างน้อยให้แม่มีลูกอีกคนก่อน พอหนูตายไปแม่จะได้ไม่เสียใจมาก คุณจะให้หนูเป็ทาสไปตลอดไม่ได้ผุดได้เกิดก็ยอม หนูหวังว่าคุณยมทูตจะช่วยหนูค่ะ”
หลังจากเด็กน้อยเอ่ยประโยคแรกได้แล้ว เหมือนกับความกล้าเพิ่มพูนขึ้น จึงเอ่ยความคิดของตนออกมาโดยไม่ติดขัด เมื่อกล่าวจบเธอรีบคุกเข่า ก้มกราบสองมือและหน้าผากแตะพื้น ด้วยท่าเคารพสูงสุดเท่าที่เธอรู้จัก
อืม เด็กกตัญญูเสียด้วย ต้าหมินนึกชมเชยในใจ
“เด็กเอ๋ย ลุกขึ้นมาสนทนากันก่อนเถอะ” ต้าหมินเลียนแบบท่วงท่าของอาจารย์ สองมือไพล่หลัง คางเชิดขึ้น น้ำเสียงเคร่งขรึมเจืออ่อนโยน
“เื่อาการป่วย…” ต้าหมินขบคิดครู่หนึ่งก่อนพูดต่อ “อาการของเ้าใช่ว่าไม่มีทางรักษา อย่างไรขอข้าไปบ้านเ้าก่อนแล้วกัน”
สาเหตุที่ตอบไปแบบนี้ ไม่ใช่เขารู้หลักการแพทย์สามารถรักษาเด็กคนนี้ได้ แต่เพราะยิ่งอยู่ใกล้กับเด็กคนนี้เท่าใด กลับพบว่าเธอให้ความรู้สึกเหมือนหมู่บ้านชาวประมงผีสิงนั่น หากเป็อย่างที่คิดไว้ เด็กคนนี้ไม่ได้ป่วยแค่เธอมีอาการเหมือนคนป่วยเท่านั้น อย่างไรเพื่อป้องกันความผิดพลาดยังต้องไปดูที่พักของเธอให้เห็นกับตาเสียก่อน
เด็กน้อยฉีกยิ้มกว้าง สีหน้าซาบซึ้งอย่างที่สุด
“ทำไมก่อนหน้าเ้าถึงบอกว่าคนตรงนั้นพูดไม่ได้ล่ะ” ต้าหมินวกไปยังข้อสงสัยที่เก็บไว้ในใจ
“เขาตายไปแล้วค่ะ” เด็กน้อยก้มหน้ากล่าวด้วยน้ำเสียงแ่เบาราวกับยุง ไม่รู้ว่าเศร้าใจเพราะกลัวว่าอนาคตของเธอจะเป็เช่นนั้นหรือเพราะเหตุอื่น
อา! อย่างนี้นี่เอง
ตำนานบทหนึ่งสว่างวาบในความทรงจำ เื่ของปีศาจสิงสู่ที่ประตูราโชมอน* ในใจสะท้านะเืแต่สีหน้ายังคงเดิม สุขุม นุ่มลึกอย่างผู้มีวิชา เมื่อเด็กน้อยทำหน้าสงสัยเขารีบผายมือเป็สัญญาณให้เธอนำทาง
เด็กหญิงเดินอย่างคล่องแคล่ว พาทะลุตรอกซอกซอยต่าง ๆ ผ่านร่องน้ำครำ ราวตากผ้า ใต้ถุนบ้าน จนมาถึงห้องหนึ่งในห้องแถว
ระหว่างทางต้าหมินอดนึกสงสารเด็กคนนี้ไม่ได้ วัยเด็กที่ควรมีความสุขไม่ต้องกังวลกับเื่ใดในชีวิต เช้าตื่นขึ้นมาวิ่งเล่น บ่ายจับกลุ่มกับเพื่อนเล่นสนุก ปลายเดือนจะมีน้องตัวน้อยเกิดตามมา อีกสองสามปีจะมีเด็กตัวเล็กคอยเดินตามไม่ห่าง บัดนี้กลับมานั่งมุมมืด เฝ้าคอยยมทูตเพื่อต่อรองขอยืดเวลาตาย ช่างน่าเศร้าอะไรเช่นนี้
พอเขาย่างเท้าเข้าในบ้าน สีหน้าเปลี่ยนเป็เคร่งขรึมขึ้นโดยไม่รู้ตัว
กลิ่นที่คุ้นเคย
กลิ่นความแค้น…
คำสาปแช่ง
ย่านเริงรมย์
นครเฮอันมีถนนสายหลัก เรียกว่า ‘ถนนสึซะคุโอจิ’
เป็ถนนสายยาวจากประตูพระราชวังชั้นนอก ‘ประตูสึซะคุ’ ไปจนถึงประตูเมือง ‘ประตูราโชมอน’ ขีดแบ่งเมืองออกเป็สองด้าน ด้านซ้าย ‘สะเกียว’ และด้านขวา ‘อุเกียว’
ผังเมืองจัดแบ่งอย่างเป็ระเบียบ แบ่งเขตที่อยู่อาศัยอย่างชัดเจน ร้านค้าประเภทเดียวกันมักอยู่ใกล้กัน อาทิ ถนนช่างปั้น ตรอกแพรพรรณ เรือนนักปราชญ์ (จำหน่ายเครื่องเขียน) ย่านช่างเหล็ก สายน้ำเริงรมย์ (แหล่งบันเทิง-ย่านเริงรมย์)
อุเอะโนะอาชีพรับจ้างขนน้ำ ทุกห้าวันเจ็ดวันเขาจะส่งน้ำให้แก่ร้านจำหน่ายเครื่องเคลือบเครื่องลายครามครั้งหนึ่ง หลายคนสงสัยทำไมร้านค้าซึ่งมีบ่อบาดาลอยู่แล้วจึงต้องซื้อน้ำจากเขาด้วย
นี่เป็ความลับในวงการค้า ฟังดูค่อนข้างเหลวไหล
เมื่อนำน้ำที่อุเอะโนะนำมาขายเช็ดถูเครื่องเคลือบ งานชั้นเลวจะดูคล้ายงานชั้นกลาง งานชั้นกลางดูคล้ายงานชั้นดี เสียดายประสิทธิภาพอยู่ไม่นาน ทว่าหลายร้านไม่สนใจ ลูกค้าซื้อของไปแล้วเกิดปัญหาเกี่ยวอะไรกับร้านข้า
ในยุคไสยเวทเฟื่องฟูปีศาจมากมี น้ำวิเศษแบบนี้ไม่ใช่ของแปลก
ทุกคนในตระกูลของเขาล้วนเป็พรานป่า อาศัยความรู้ที่มีหลบหลีกสัตว์ร้ายและปีศาจกินคน ล้วงลึกเข้าไปตักน้ำวิเศษจากต้นแม่น้ำคะทสีระ ณ จุดประสานของลำธารโฮสึซึ่งเล็กไหลเชี่ยวกับลำธารโออิซึ่งไหลเอื่อย น้ำวิเศษชนิดนี้มีข้อดีประการเดียวคือเพิ่มมูลค่าให้เครื่องเคลือบลายครามเท่านั้น
ชายรูปร่างสันทัด ร่างกายเต็มไปด้วยแผลเป็ หากไม่ใช่คนรู้จักกันมาก่อนย่อมไม่ทราบว่าเขาเคยเป็พรานป่าฝีมือฉมัง ด้วยเพราะไม่ทราบข้อนี้ หลายคนพยายามเลียนแบบด้วยการเข้าป่าไปตักน้ำวิเศษ ครึ่งหนึ่งไม่ได้กลับออกมา อีกครึ่งาเ็พิการ
ด้วยไม่มีคู่แข่ง อุเอะโนะจึงรักษาชามข้าว**นี้ไว้ได้ สร้างรายได้เป็กอบเป็กำ ไม่ได้ร่ำรวยแค่พอเลี้ยงครอบครัวสามคนพ่อแม่ลูก ทว่าดวงชะตาของคนย่อมมีขึ้นมีลง เฟื่องฟูเสื่อมทรุดหมุนเวียนเปลี่ยนผัน ต้นเดือนสี่เป็ต้นมาลูกสาวเกิดเจ็บป่วย เป็ ๆ หาย ๆ หนักบ้างเบาบ้าง หมดเงินค่ารักษาไปมาก กระทั่งปลายเดือนสี่อาการเริ่มหนัก เชิญหมอมีชื่อมาดูอาการ ท่านเอาแต่ส่ายหน้า ทว่าคนดีฟ้าคุ้มครอง ท่านหมอแนะนำให้ขอยันต์วิเศษจากสำนักองเมียว อาจมีโอกาส…
น่าเศร้า!
ค่าใช้จ่ายสูงลิบลิ่ว เงินทองที่สะสมไว้ไม่พอ
เมื่อเห็นว่าเงินไม่พอ อุเอะโนะไม่โทษฟ้าโทษดิน อาชีพพรานป่าสอนให้อดทนและช่างสังเกต เขาพบว่าย่านเริงรมย์มีสตรีเจ็บป่วยที่ตัวยาไม่อาจรักษา แต่สามารถหายได้ด้วยยันต์วิเศษ คืนนี้เขานัดหมายกับแม่เล้าเอาไว้ จะขอซื้อต่อยันต์ที่ใช้แล้ว เผื่อนำมารักษาลูกสาวได้
สายน้ำเริงรมย์คือพื้นที่หนึ่งอยู่ตอนปลายของแม่น้ำคาโมะ เต็มไปด้วยแหล่งบันเทิงเริงใจ เดิมเนืองแน่นด้วยที่พักแรมและร้านอาหาร ด้วยอยู่ติดแม่น้ำคาโมะ ต้นหลิวและต้นซากุระเรียงรายบรรยากาศร่มรื่น ทั้งไม่ไกลจากท่าเรือขนถ่ายสินค้า เวลาผันผ่านเพิ่มบ่อนพนัน เรือสำราญ หอนางบำเรอ กลายเป็สถานที่สับสนวุ่นวายแห่งหนึ่งในเมืองหลวง
ร้านรวงเหล่านี้ทอดยาวั้แ่เขตคหบดีถึงเขตคนสามัญ ยามค่ำคืนครึกครื้นอย่างยิ่ง แสงโคมสว่างไสวดุจสายธารแห่งดารา
อุเอะโนะรู้ดีว่ายามค่ำคนพลุกพล่าน จึงเลือกนัดหมายยามดึกดื่นค่อนคืนแทน
เฮอันเกียวยามค่ำคืนอบอวลด้วยบรรยากาศสุขสงบ เขาก้าวเดินด้วยหัวใจหนักอึ้ง เมื่อเข้าใกล้ย่านเริงรมย์พลันรู้สึกถึงสิ่งผิดปกติ
เงียบ
เงียบ
เงียบเกินไปแล้ว…
ไม่มีเสียงดนตรีขับกล่อม ไม่มีคนเดินสวนทาง ไม่มีเสียงหัวเราะเฮฮา กระทั่งคนเคาะเกราะบอกโมงยามยังไม่เห็น...
อุเอะโนะรู้สึกเสียววาบในใจ มองโคมไม้ไผ่แกว่งไกว สายลมเย็นเยียบก็ยิ่งหวาดหวั่น บางอย่างในความมืดบอกให้รีบกลับบ้าน
อย่าได้ก้าวต่อไป
*ตำนานปีศาจที่ประตูราโชมอน หลังจากประตูถูกทำลายด้วยพายุใหญ่และไม่ได้รับการบูรณะมาเป็เวลานาน (ประตูถูกทำลายก่อนปี ค.ศ.1000) มักจะมีคนนำศพมาทิ้งไว้บริเวณนี้ หลายครั้งเป็ศพเด็กทารก จนกระทั่งซากศพดึงดูดั์ตนหนึ่งเข้ามาอาศัย ทำร้ายและเข่นฆ่าผู้คน จนกระทั่งซามูไรนาม วาตานาเบะ โนะ ทสึนะ (Watanabe no Tsuna) ผ่านทางมา เกิดการต่อสู้และปราบมันลงได้
ตำนานนี้ถูกนำไปเขียนเป็นิยาย ต่อมาถูกสร้างเป็ภาพยนตร์โดย Akira Kurosawa ในปี ค.ศ.1950
**ชามข้าว หมายถึง แหล่งรายได้