ยุทธวิจิตรพิชิตจักรภพ

    บทที่ ๗๗ ปฎิบัติการชิงกรุง (re-edition)

            อุทัย พันวายุ และพันสุธา .. ลอบเดินทางกลับไปยังกรุงนพรัตน์อันเป็นราชธานีเดิมของแคว้นมัธยะปุรา .. ระหว่างทางพันสุธาได้กล่าวเล่าถึงภารกิจของพวกมัน

            กรุงนพรัตน์และเมืองบริวารทั้งสี่ทิศถูกยึดครองโดยกองทหารทัพมหาการีย์ กองกำลังมัธยะปุราจะทำการรุกคืบทวงราชธานีคืนโดยฉับพลัน โดยเริ่มจากเมืองบริวารแล้วจึงโอบล้อมกรุงนพรัตน์เอาไว้

            ทุกอย่างถูกเตรียมการไว้พร้อมสรรพแล้ว .. กองทหารมัธยะปุราถูกวางกำลังไว้อย่างลับๆ ตามจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ

            ในแผนการจะมีกำลังพลแฝงกายอยู่ภายในเมืองบริวารทั้งสี่ เมื่อถึงเวลาจะเปิดฉากการสู้รบขึ้นพร้อมกันทั้งภายนอกและภายใน .. คาดว่าการยึดเมืองทั้งสี่คงเป็นไปตามแผนการที่วางไว้ แล้วจึงยกทัพเข้าปิดล้อมเมืองราชธานี

            แต่ .. เมืองราชธานีไม่สามารถวางบุคคลเพื่อก่อการจากภายในได้ เนื่องจากกองทัพมหาการีย์นับแสนดูแลอย่างเข้มงวด จึงต้องใช้เส้นทางลับเพื่อจู่โจมโดยมิทันตั้งตัว

            และนั่นก็คือภารกิจของพวกมันทั้งสาม ที่จะต้องทำการเปิดประตูลับใต้ดินให้กองกำลังมัธยะปุราบุกเข้าถึงใจกลางเมืองราชธานี

            .. โดยใช้ตราหยกนพเทพ .. ตราหยกประจำราชวงศ์อันนั้น

            แท้ที่จริงตราหยกที่พันวายุช่วงชิงมา เป็นสิ่งที่ใช้เปิดเส้นทางลับเข้าสู้พระราชวังหลวงนั่นเอง

            สิ่งที่พันสุธาบอกคือแผนการโดยคร่าวๆ .. ไม่ได้บอกถึงยุทธวิธีและวันเวลาที่แน่ชัด .. และที่สำคัญ .. จากข่าวกรอง ‘ราชครูมหาเวทดาวดึงส์’ ผู้สำเร็จราชการปกครองดินแดนไม่อยู่ในช่วงเวลานี้ .. มันกำลังเดินทางไปยังแคว้นโอริสาเพื่อร่วมงาน ‘ชมมังกรสวรรค์’ ที่กำลังจะจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

            .. นี้จึงเป็นโอกาสดีที่สุดสำหรับพวกมัน

            ทั้งสามเข้าสมทบกับขบวนสินค้าจากอโยธยาเข้าพักในโรงเตี๊ยมชานเมืองแห่งหนึ่ง การลำเลียงสินค้ามาจากอโยธยาต่างใช้โรงเตี๊ยมละแวกนี้หยุดพัก เพื่อรอกำหนดการจากทหารรักษาเมืองให้ลำเลียงสิ่งของเข้ากรุงนพรัตน์

            .. เพียงคืนแรกอุทัยก็ลอบออกมาจากโรงเตี๊ยม .. มันมาหยุดยืนอยู่บนดาดฟ้าหอสูง กำลังเหม่อมองไปยังเรือนไม้กลุ่มหนึ่ง

            อุทัยยืนนิ่งมองอยู่อย่างเงียบงัน แม้แต่เจ้าวานรเวรุงกะและแมวน้อยซิงซิงยังไม่กล้าส่งเสียง เรือนหลังนั้นคือบ้านของมันเมื่อครั้งเยาว์วัย แต่ตอนนี้มองเห็นแสงไฟลอดออกมา .. คงมีผู้อื่นเข้ามายึดครองเสียแล้ว ..

            “ท่านพ่อ .. ท่านแม่ ..” อุทัยพึมพำ ความทรงจำในครั้งเก่าก่อนพรั่งพรูจากห้วงจิต ทำน้ำใสๆ เอ่อล้นจากนัยน์ตาทั้งสอง

            "ม๊าววว .. เจ้าโล้น .. เจ้าร้องไห้หาอันใด .." แมวน้อยซิงซิงกล่าวถาม

            "นั่น .. บ้านของข้าเมื่อครั้งยังเด็ก .." อุทัยกล่าวนำมือขึ้นเช็ดน้ำตา

            จั๊กกก .. จั๊กกก .. เจ้าวานรเวรุงกะเห็นเจ้านายของมันโศกเศร้า มันก็พลอยหงอยเหงาตามไปด้วย

            แมวน้อยซิงซิงกล่าวว่า "ข้ารู้มาบ้างว่าเจ้ามาจากมัธยะปุรา .. ดูท่าเจ้าคงมีฐานะไม่เบา .."

            อุทัยซึมเซากล่าวว่า "บิดาข้ารับราชการทหาร .. ท่านพลีชีพเมื่อครั้งเสียกรุง .."

            แมวน้อยซิงซิงกล่าว "เฮ้ออออ .. ศึกสงครามมิเคยมีความปรานี .. ผู้ชนะได้ครอบครอง .. ผู้แพ้ต้องสูญสิ้นทุกสิ่ง .."

            อุทัยยังนิ่งเงียบ แมวน้อยซิงซิงกล่าวถาม "เจ้าคิดจะร่วมขบวนการกับพวกนั้นจริงๆ หรือ" มันกล่าวถึงพันสุธาพันวายุ

            อุทัยตอบ "ถูกต้อง .. เป็นหน้าที่ของชาวมัธยาที่ต้องช่วงชิงแผ่นดินคืนมา .. เอาไว้เสร็จงานนี้ข้าจะลองหาทางแก้คำสาปของท่าน"

            แมวน้อยซิงซิงกล่าว ".. แต่ดูเหมือนพวกมันมีบางสิ่งปิดบังเจ้าอยู่"

            อุทัยกล่าว "แผนการทางทหารจะเปิดเผยได้อย่างไร .."

            แมวน้อยซิงซิงตั้งข้อสังเกต "ข้ามิเห็นหนทางช่วงชิงเมืองนพรัตน์กลับคืนมา .."

            ".. ถึงแม้พวกมันจะมีเส้นทางลับเข้าสู้เมืองราชธานี .. แต่ทัพมหาการีย์ที่รักษาเมืองมีจำนวนอยู่เรือนแสน .. ในเวลาอันสั้นจะไปชนะได้อย่างไร .."

            "อย่างมากก็แค่ล้อมเมืองราชธานีเอาไว้ .. อีกหลายวันกองหนุนทัพมหาการีย์ต้องยกขบวนมาช่วย .."

            "เมื่อเวลานั้นมาถึงทัพมัธยาจะถูกกระหนาบจากรอบด้าน .. มีแต่หนทางถอยร่นสถานเดียว จึงจะรักษากำลังที่เหลือเอาไว้ได้"

            แมวน้อยซิงซิงฉลาดปราดเปรื่อง เพียงแค่มองดูก็รับรู้ถึงความล้มเหลวของแผนการ

            อุทัยนิ่งอึ้งคิดตาม ".. แล้วถ้าได้รับการช่วยเหลือจากอโยธยาเล่า .." อุทัยกล่าว

            "ก็แค่ .. เข่นฆ่าตายกันหลายแสน .. อย่างไรก็มิชนะ .. และเจ้าก็อาจจะตายเปล่า .." แมวน้อยซิงซิงกล่าว

            .. อุทัยคิดตาม .. กลยุทธ์การทหารเป็นเรื่องซับซ้อน .. ทางมัธยะปุราอาจมีแผนการดีเลิศ .. ไม่เช่นนั้นคงไม่กล้าเคลื่อนไหวเช่นนี้

            เจี๊ยกกก! เจ้าเวรุงกะสะดุ้งหันมองไปรอบตัว

            บุคคลผู้หนึ่งแอบสะกดรอยตามพวกมันมา เสียงกล่าวจากมุมมืด “เจ้าเป็นอันใดกับ .. หลวงอโณทัย ..” เงาร่างหนึ่งเดินออกมา .. มันคือพันสุธานั่นเอง ..

            อุทัยหันหน้ากลับมากล่าวว่า “ท่านรู้จักบิดาของข้าหรือ!” มันรู้อยู่แล้วว่าเป็นพันสุธาแอบซุ่มดูมันอยู่

            พันสุธาอุทานตากลมโต กล่าวว่า “ที่แท้ เจ้า! เจ้าเป็นบุตรของหลวงอโณทัยจริงๆ”

            “ถูกต้อง!” อุทัยตอบ ดวงตาอันหมองเศร้ายังจ้องมองไปยังเรือนหลังเดิม แล้วกล่าวว่า “บิดาข้าเสียชีวิตในการศึกกับทัพมหาการีย์”

            พันสุธามีคิดไม่ถึงว่าเด็กหนุ่มผู้นี้จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับนายทหารผู้โด่งดัง ‘หลวงอโณทัย’ ผู้บัญชาการหน่วยราชองครักษ์หงส์ทองเมื่อครั้งอดีต

            อุทัยกล่าวต่อ “.. ตอนนั้นข้ายังเล็กนัก .. ท่านพอทราบเหตุการณ์หรือไม่ .. แล้วมารดาข้าเล่า ..”

            .. พันสุธามีสีหน้าแปลกประหลาด กำลังจะอ้าปากพูดบางสิ่ง “หลวงอโณ ..”

            “ศิษย์พี่!!!” เสียงเรียกทักจากอีกบุคคลหนึ่ง พันสุธาหุบปากในทันใด

            พันวายุก็ติดตามมา มันกล่าวว่า “.. ที่แท้เจ้าเด็กน้อยเป็นถึงบุตรของนายทหารของแคว้นเรา”

            พันวายุกล่าวต่อ “บิดาของเจ้ากล้าหาญองอาจ .. เจ้าจงสานปณิธานของบิดาปกป้องแผ่นดินเถิด ..”

            อุทัยทำหน้าสงสัย .. ดูเหมือนทั้งคู่มีเรื่องปกปิดมันอยู่ .. มันถามอีกครั้งว่า “พวกท่านช่วยเล่าการตายของบิดามารดาของข้าได้หรือไม่ ..”

            พันวายุมองออกจึงกล่าวว่า “.. ข้าพอได้ข่าวมาบ้าง”

            พันวายุเล่าว่าหลวงอโณทัยบิดาของอุทัยสละชีพครั้งการศึกกับทัพมหาการีย์ที่เมืองมะริต .. ส่วนมารดาของมันเสียชีวิตอย่างไรมันก็ไม่รู้แน่ชัด อาจเป็นช่วงที่กรุงนพรัตน์แตกก็เป็นได้

            มันยังกล่าวต่อ “เวลาผ่านมานานแล้ว .. รังแต่บั่นทอนจิตใจของเจ้า ..”

            อุทัยยังนิ่งเงียบไม่กล่าววาจาใด พันสุธาเหมือนมีอันใดจะกล่าวแต่ตัดใจไม่เปิดเผยออก

            สนทนากันอีกครู่หนึ่งทั้งหมดจึงชักชวนกันกลับที่พัก .. เมื่อถึงกลางทางพันสุธาแยกตัวออกไปทำภารกิจประสานงานด้านการข่าว อุทัยยังจมอยู่ในความโศกเศร้ามิอยากกลับไปอุดอู้ในห้องพักจึงชักชวนพันวายุนั่งก่อกองไฟอยู่ชายป่าแห่งหนึ่ง

            พันวายุกล่าวว่า "เห็นเจ้าคุยกับเจ้าสองตัวนั่น ราวกับพวกมันเข้าใจภาษามนุษย์" มันมักพบเห็นอุทัยสนทนากับวานรเวรุงกะและแมวน้อยซิงซิง

            อุทัยทำตาโตกล่าว "ฮือ .. ท่านทราบได้อย่างไร .." หรือพันวายุล่วงรู้ความลับของพวกมันแล้ว

            เจี๊ยกกก! เจี๊ยกกก! เจ้าเวรุงกะเกาหัวแกรกๆ

            พันวายุหัวเราะกล่าวว่า "ฮา .. ข้าก็เคยเลี้ยงสุนัขหลายตัว .. พวกมันช่างแสนรู้ยิ่ง .." แล้วจึงถามต่อ "เจ้าฝึกพวกมันมานานแล้วหรือ"

            อุทัยตอบ "ก็ไม่นานนี่เอง" แล้วก็หันมามองเจ้าเวรุงกะและซิงซิง

            แง๊ววว! .. แมวน้อยซิงซิงร้องอย่างหัวเสีย "ข้ามิใช่สัตว์เลี้ยง .. นำไปเปรียบเทียบกับสุนัขได้อย่างไร .."

            เจี๊ยกกก! เจี๊ยกกก! เจ้าวานรเวรุงกะกล่าวบ้าง "มนุษย์ผู้นี้ช่างโง่เง่า .. หาเข้าใจภาษาคองไม่ เฮ้อออออ .."

            อุทัยกล่าว "พวกมันกำลังต่อว่าท่าน ฮา" .. อุทัยอารมณ์ดีขึ้นมาบ้างแล้ว

            พันวายุลุกขึ้นกล่าวว่า “ท่าร่างของเจ้าช่างรวดเร็วนัก ..” มันหาไม้เรียวยาวดังดาบมาสองท่อน แล้วกล่าวกับอุทัยว่า “แล้ว .. เจ้าใช้ดาบเป็นหรือไม่ ..”

            อุทัยตอบว่า “เคยจับมากวัดแกว่งบ้าง .. แต่มิค่อยได้เรื่องนัก ..”

            พันวายุหัวเราะกล่าว “ฮา ฮา เช่นนั้นก็ดี .. รับไว้ ..” แล้วจึงโยนท่อนไม้ท่อนหนึ่งมาให้

            อุทัยรับไว้แล้วจึงสะบัดไม้นั้นดังขวับๆ พันวายุมองเห็นก็ยิ้มกริ่ม .. ‘ดูท่าเด็กน้อยผู้นี้พอใช้ดาบเป็นอยู่บ้าง ..’

            อุทัยกล่าวถาม “เพลงดาบของบิดาข้าเป็นเช่นไร ..”

            พันวายุตอบอย่างไม่ลังเล “.. เป็นหนึ่งในวังหลวง ทั้งแผ่นดินมัธยายากหาบุคคลต้านทาน”

            แล้วกล่าวต่อว่า “ขอชมเพลงดาบเจ้าเสียหน่อย .. รับดาบ!” มันขยับแขนปล่อยท่าดาบ ท่อนไม้ในมือถูกฟันออกให้ความรู้สึกดังดาบคมกล้า

            .. ก๊อง! อุทัยนำท่อนไม้ในมือรับท่าดาบ พันวายุหมุนกายปล่อยกระบวนท่าต่อเนื่อง

            .. ก๊อง! ก๊อง! กั๊ง! เสียงท่อนไม้ปะทะกัน อุทัยร่ายรำท่อนไม้รับท่ารุกของพันวายุเอาไว้

            “ฮา ยอดเยี่ยม ..” เสียงพันวายุ .. มันเปลี่ยนท่วงท่าพลิกแพลงอย่างว่องไว วกท่อนไม้ฟันใส่มือของอุทัย

            .. ปั๊ก! มือขวาของอุทัยที่ถือท่อนไม้ถูกฟัน

            .. ปั๊ก! พันวายุฟันใส่แขนของอุทัยอีกดาบหนึ่ง ท่อนไม้หลุดมือร่วงหล่นในทันที

            “อ่า ..” อุทัยอุทาน นี่เป็นครั้งแรกที่มันได้ประดาบกับผู้คน เพียงไม่กี่กระบวนท่ามันก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ หากนี่เป็นดาบจริงมันต้องพิการเสียแขนไปแล้ว

            พันวายุหัวเราะ “ฮ่า ฮ่า .. หน่วยก้านใช้ได้ ..”

            พันวายุกล่าวต่อ “การป้องกันร่างกายจากคมดาบผู้อื่นนับว่าสำคัญยิ่ง .. โดยเฉพาะมือที่ถือดาบของเจ้า .. หากถือดาบมิได้จะใช้ดาบได้อย่างไร ..”

            ผู้ที่เชี่ยวชาญในเชิงดาบจะให้ความสำคัญกับการปกป้องมือและแขนที่ใช้ถือดาบ เพราะเป็นส่วนของร่างกายที่อยู่ใกล้คมอาวุธคู่ต่อสู้มากที่สุด

            พันวายุกล่าว “มิใช่ส่วนที่เป็นตัวดาบเท่านั้นที่ใช้งานได้ ..”

            “ด้ามดาบยังสามารถใช้ป้องกันกายและทำร้ายผู้อื่นได้ด้วย .. ลองนำด้ามดาบปกป้องร่างกายเจ้า ..”

            “รับดาบ!” พันวายุกล่าวพร้อมเคลื่อนไหวฟันท่อนไม้ในมือออก

            .. ก๊อง! ก๊อง! กั๊ง! อุทัยใช้ท่อนไม้ที่เป็นด้ามดาบรับท่ารุกของพันวายุ

            พันวายุกล่าว “.. บิดาพยัคฆ์มิออกบุตรเป็นสุนัข ฮา ฮา” มันกล่าวชม แล้วจึงปล่อยให้อุทัยทดลองเป็นฝ่ายรุกบ้าง

            .. ควับบบ! ควับบบ! อุทัยฟันท่อนไม้ในมือตามแนวขวาง ร่างของพันวายุถอยฉากซ้ายขวาออกจากรัศมีดาบ

            .. ควับบบ! ควับบบ! อุทัยตามติดหมุนตัวฟันออกอีกสองดาบ ร่างของพันวายุยังคงหลบหลีกอย่างว่องไว

            อุทัยกล่าว "เหตุใดท่านไม่รับดาบเล่า .."

            พันวายุยิ้มกล่าวว่า "เขาฟันเราไม่รับ .. เขารับเราไม่ฟัน .. ฮา .."

            คำตอบนี้ทำอุทัยถึงกับงุนงง .. พันวายุจึงกล่าวต่อ "ในการศึกอาวุธคู่กายเปรียบประหนึ่งชีวิต หากรับดาบของศัตรูทุกครั้ง ดาบของข้าคงต้องบิ่นหักแล้ว .."

            อุทัยเข้าใจในความหมายโดยทันใด .. การปะทะทุกครั้งนับว่าสิ้นเปลืองแรงอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาวุธที่ใช้อาจเสียหายจากแรงปะทะได้

            ท่าร่างของอุทัยไม่หยุดยั้งยังเพิ่มความว่องไวกว่าเดิมเป็นเท่าตัว มันฟันท่อนไม้ลงมาตามแนวเฉียงจากบนลงล่าง

            "จะรับเมื่อหลบไม่ทัน .." ฟันวายุกล่าว .. คราวนี้มันเบี่ยงกายหลบเล็กน้อยแล้วนำท่อนไม้ในมือเข้ารับท่าดาบของอุทัยนี้โดยนุ่มนวล

            .. หนึ่งตำลึงปาดพันชั่ง!

            พันวายุปาดท่าดาบบังคับท่อนไม้ของอุทัยไหลไปตามท่อนไม้ในมือของมัน แรงที่อุทัยส่งออกถูกบังคับให้ฟันลงพื้นดินจนอุทัยถลำแทบหัวทิ่ม ร่างของมันเปิดเผยช่องว่างให้จู่โจม

            "จะฟันเมื่อเขาไม่รับ .. ฮา .." เสียงของพันวายุ

            .. ป๊อกกก! พันวายุพลิกกายสะบัดท่อนไม้ลงที่หลังคอของอุทัย หากเป็นดาบจริงมันคงถูกกุดคอแล้ว

            พันวายุหัวเราะกล่าวว่า "ฮ่า ฮ่า .. เจ้าหนุ่ม .. พื้นฐานเจ้าพอใช้ได้ แต่ยังขาดประสบการณ์ในการต่อสู้จริง .."

            อุทัยลุกยืนตัวตรงแล้วกล่าวว่า "ต้องให้ท่านช่วยส่งเสริมแล้ว .."

            พันวายุได้สอนกลเม็ดต่างๆ ที่อุทัยมิเคยล่วงรู้มาก่อน .. ทั้งสองประดาบกันอย่างสนุกสนาน พันวายุก็มิได้ปกปิดเคล็ดลับใดๆ มันถ่ายทอดทุกสิ่งที่ได้จากการสงครามแก่อุทัยโดยไม่ปิดบัง

            .. การเรียนรู้จากผู้ชำนาญเพียงครู่ ยังได้ผลกว่าอ่านตำราลองผิดถูกนับแรมปี

            พวกมันฝึกดาบเช่นนี้ติดต่อกันสามคืน จวบจนวันที่สี่ก็เดินทางเข้าสู่เมืองราชธานีตั้งแต่เช้าตรู่ .. ทั้งสามปลอมตัวเป็นพนักงานแบกหามไปกับขบวนสินค้าขบวนหนึ่ง

            .. และแน่นอนขบวนสินค้านี้ก็เป็นแผนการของขุนอินทรพิทักษ์

            ขบวนสินค้ามาจากอโยธยามีทั้งเกลือ ข้าวเปลือก มะพร้าว และก้อนโลหะใช้หลอมทำอาวุธจำนวนมาก ล้วนเป็นสิ่งของขาดแคลนของเมืองนพรัตน์

            ขบวนสินค้าจะอยู่ภายในเมืองราชธานีเพียงหนึ่งวันเพื่อทำการขนย้ายสินค้าเข้าโรงคลัง ผู้ติดตามขบวนทั้งหมดต้องออกจากเมืองภายในตะวันตกดิน มีบุคคลรูปร่างลักษณะเช่นเดียวกันทั้งสามแอบสับเปลี่ยนตัวปะปนออกไป

            การรักษาความปลอดภัยของเมืองนพรัตน์เป็นไปอย่างเข้มงวด ผู้ที่อยู่ภายในคือทหารทัพมหาการีย์ ชาวการีย์ที่ย้ายเข้ามา และพลเมืองชาวมัธยาที่ถูกควบคุมดังพลเมืองระดับรอง

            พวกมันหลบเข้าห้องลับใต้ดิน .. สถานที่แห่งนี้อยู่ใต้คลังสินค้าของคหบดีชาวมัธยาผู้หนึ่ง ใช้เป็นรังลับของกองกำลังมัธยะปุรา .. เสื้อผ้าและอาวุธถูกจัดเตรียมไว้อย่างพร้อมสรรพ ทั้งยังมีอาหารแห้งให้รับประทานได้หลายวัน

            .. เจ้าวานรเวรุงกะและแมวน้อยซิงซิงลอบติดตามอุทัยมาห่างๆ .. ทั้งสองเตร็ดเตร่อยู่ภายนอก มิมีผู้ใดสนใจสัตว์ตัวน้อยๆ เช่นพวกมัน

            พันสุธา พันวายุ และอุทัย เก็บตัวอยู่ภายในห้องลับ พันสุธาออกไปติดต่อสายข่าวในเวลากลางคืนทิ้งพันวายุและอุทัยเอาไว้

            พันวายุเปลี่ยนเป็นเงียบขรึมนั่งโคจรพลังไม่พูดจา อุทัยออมแรงเตรียมร่างกายจิตใจให้พร้อมถึงขีดสุด

            ในความเงียบ อุทัยกล่าวขึ้นมา "ดูท่านสงบนิ่งยิ่งนัก .. ในชีวิตคงผ่านการศึกมานับครั้งไม่ถ้วน .." มันรับรู้ถึงจิตสมาธิอันราบเรียบของพันวายุ แตกต่างจากพันสุธาที่กระแสจิตกระเพื่อมไหวอยู่ตลอดเวลา

            พันวายุยังหลับตากล่าวอย่างไม่นำพาว่า ".. ข้าเบื่อหน่ายการศึกสงครามอย่างยิ่ง"

            อุทัย "..." มันจ้องมองพันวายุราวกำลังค้นหาบางสิ่ง

            พันวายุลืมตาขึ้น มันกล่าวต่อ ".. ทั้งชีวิตสละได้เพื่อทดแทนคุณแผ่นดิน"

            ".. แต่หากชาติภพหน้ามีอยู่จริง ข้าหวังเกิดเป็นชาวไร่ชาวนา มีชีวิตอยู่อย่างเรียบง่าย ไม่อยากถือดาบเข่นฆ่าผู้คนอีก .."

            พันวายุยิ้มมุมปากแล้วหลับตาลงไม่ได้กล่าววาจาใดอีก .. ในคืนที่พบเจออุทัยมันใช้วิชาพิสดารดึงพลังชีวิตที่เหลืออยู่ออกมาใช้จนหมด

            .. ชีวิตของมันเหลือเวลาอีกไม่กี่วันแล้ว

            เวลาล่วงเลยไปพวกมันเก็บตัวเงียบราวไร้ตัวตน .. จนวันที่ห้า .. มีความผิดปกติเกิดขึ้น

            เสียงอึกทึกครึกโครมดังมาจากภายนอก กลองแตรถูกใช้ออกราวยามศึกสงคราม อุทัยสัมผัสได้ถึงพลังชีวิตมากมายภายในเมือง กองทหารทำการสับเปลี่ยนโยกย้ายกำลังกันอย่างครึกโครม

            ในคืนนั้นพันสุธากลับมาแจ้งกับพวกมันว่า เมืองบริวารทั้งสี่ถูกทัพมัธยายึดครองได้แล้ว .. คืนนี้ถึงเวลาดำเนินตามแผนการของพวกมัน

    คล้ายกับเรื่องยุทธวิจิตรพิชิตจักรภพ ที่คุณอ่าน