(ดรอปไม่เขียนต่อ)BEHEMOTH ราชันแห่งมอนเตอร์

    ตอนที่ 51 เบฮีมอท

            ก่อนหน้านี้ดาวาลได้เข้าไปตรวจสอบข้อมูลของฐานปฏิบัติการจากปัญญาประดิษฐ์ของสมาพันธ์โลก ชั่วพริบตาเดียวเธอก็ได้รับข้อมูลทั้งหมด


            การกระทำของทันย่าในร่างมอนเตอร์นั้นได้ถูกเผยแพร่ออกไปยังอาณาเขตของโลกมนุษย์ ทำให้ทุกสิ่งต้องต่างสั่นสะเทือนขึ้นเลือนลั่น


            มอนเตอร์ชนชั้นจักรพรรดิถือเป็นหายนะสำหรับเมืองป้อมปราการและมนุษย์ทุกคน


            ไม่ว่าพวกมันจะปรากฏตัวออกมาตอนไหนหรือเมื่อไหร่ ทุกสิ่งก็ต้องพังทลายและทำให้เกิดเป็นโศกนาฏกรรมที่น่าหวาดสะพรึงกลัว ประชากรมนุษย์นับไม่ถ้วนต้องตกตายลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


            การปรากฏขึ้นของมอนเตอร์ระดับนี้ ทุกคนต่างพร้อมใจสามัคคีกันเป็นปึกแผ่น ละทิ้งความขัดแย้ง ความไม่ลงรอยทั้งหมด เพื่อทำให้พวกเขาเผ่าพันธุ์มนุษย์อยู่รอด ซวนหยวนกับหยางจิงเหินจึงต้องลงมือด้วยตนเอง


            “หือ? ซวนหยวนกับหยางจินเหินกำลังมาหรือท่านอาจารย์?”


            “แล้วท่านคิดว่ายังไงละ ตอนนี้ฉันต่อสู้กับพวกมันไหวไหม!”


            ทันย่าเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่ดูตื่นเต้น


            ทว่าดาวาลที่นั่งอยู่บนศีรษะกลับเอาแต่ลูบคางไปมา จากนั้นเธอก็ได้อธิบายออกมาในทันที


            [ไม่มีทาง คนนึงคือนักสู้แห่งดาวเคราะห์ระดับ 9 ดาว ส่วนอีกคนนึงคือนักสู้แห่งดาวเคราะห์ 8 ดาว]


            [จากในข้อมูลที่ได้รับมาเห็นว่าพวกมันเชียวชาญในกฎต้นกำเนิดทั่วไปเป็นอย่างมาก ถึงขั้นสามารถควบแน่นเขตแดนแห่งกฎออกมาได้]


            [โดยปกติเขตแดนจะมีเพียงนักสู้แห่งดาวฤกษ์ขึ้นไปเท่านั้นที่สามารถใช้ได้ ถึงพวกมันจะฝึกฝนได้เพียงแค่เขตแดนระดับ 1 ก็ตาม พวกมันถือเป็นอัจฉริยะที่แท้จริงเลยเชียวละ แม้แต่ในจักรวาลที่กว้างใหญ่ก็มีน้อยมากที่สามารถควบแน่นเขตแดนได้ก่อนที่จะถึงระดับขั้นดาวฤกษ์]


            [หมายความว่าความแข็งแกร่งของการต่อสู้ย่อมมีหลายสิ่งเข้ามาเกี่ยวข้อง ต่อให้จะมีระดับขั้นพลังที่สูงมากยิ่งกว่า กระนั้นกฎต้นกำเนิดทั่วไปก็คือตัวแปรสำคัญเช่นเดียวกัน แต่เจ้าตอนนี้ยังไม่เชียวชาญในกฎรูปแบบต่างๆเลยซักนิด เราว่าพวกเราถอยกันก่อนเถอะ]


            [เจ้ายังไม่พร้อมสำหรับการต่อสู้ครั้งใหญ่ ถ้าไม่หลบหนีตอนนี้ ต่อให้จะเป็นเบฮีมอทก็คงกลายเป็นเศษซากอาหารอย่างแน่นอน]


            คำพูดของดาวาลเต็มไปด้วยความจริงจัง จนทำให้ทันย่าต้องอดกลืนน้ำลายอึกใหญ่ไม่ได้ ยังไงเขาก็ต้องเชื่อฟังคำสั่งของผู้เป็นอาจารย์


            “เข้าใจแล้วท่านอาจารย์”


            “ถึงจะน่าเสียดายที่ไม่ได้ทำลายป้อมปราการแห่งนี้ทั้งหมด แต่ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ทันย่าขอทิ้งสัญลักษณ์ของตนเอาไว้หน่อยละกันนะ จุดประสงค์ของเราก็คือสร้างชื่อเสียงให้กับตนเองนี่เนอะ”


            หลังจากนั้นตัวของทันย่าก็ได้พุ่งตรงไปยังกำแพงสีดำขนาดใหญ่ การกระทำที่เปลี่ยนไปของมันได้ทำให้อาซาเลียรวมถึงคนอื่นๆต้องเกิดความตกใจ อยู่ดีๆมอนเตอร์ตนนี้ก็หยุดการทำลายล้างทั้งหมด หรือมันรู้ว่าผู้แข็งแกร่งของโลกกำลังยกโขยงเข้ามา ถึงได้มีความคิดที่จะหลบหนีไปในทันที


            “นั่นมันกำลังทำบ้าอะไร━?!!”


            ทว่าสิ่งที่ทุกคนคิดผิดคาดไปทั้งหมด


            มอนเตอร์ตัวนี้กำลังใช้กรงเล็บอันแหลมคม ขูดคล้าไปบนผนังกำแพงเหล็ก เหมือนกำลังเขียนสัญลักษณ์ของบางสิ่ง ไม่ใช่ซิ เมื่อมองสิ่งที่มอนเตอร์ตนนี้กำลังเขียนไปเรี่อยๆ ตัวอักษรมากมายก็ได้ถูกสลักเอาไว้บนผนังของกำแพงโลหะสีดำ


            ตัวอักษรเหล่านี้เป็นภาษาที่เผ่าพันธุ์มนุษย์ก็ไม่เคยพบเห็นมาก่อน ทว่าไม่ใช่กับปัญญาประดิษฐ์ที่มีชีวิตอย่างอาซาเลีย พอเธอได้เห็นถึงตัวอักษรพวกนี้หัวใจก็แทบหยุดเต้น ถึงเธอจะไม่มีหัวใจก็ตาม


            ทว่าถ้าเทียบเป็นอารมณ์ในตอนนี้ อาซาเลียก็คงไม่ต่างไปจากมนุษย์คนนึง


            [นี่มันอะไร? ทำไมมันถึงรู้ภาษาที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในจักรวาลได้! หรือว่าจะเป็นมอนเตอร์ที่มาจากอวกาศ แต่มันจะเป็นไปได้ยังไงกัน!]


            ในตอนนั้นข้อมูลของอาซาเลียได้ถูกตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง เธอรีบค้นหาข้อมูลสายพันธุ์ประหลาดนี้ด้วยความรวดเร็ว


            ถ้าเป็นเผ่าพันธุ์สัตว์อวกาศที่อยู่ภายในจักรวาลที่กว้างใหญ่จริงๆ อารยธรรมเซเลสเทียของเธอก็ย่อมทราบมัน ถึงอารยธรรมจะเป็นระดับต่ำ ยังไงก็ต้องมีข้อมูลในจักรวาลอยู่บ้าง


            “ฮ่าฮ่าฮ่า ลาก่อนไอ้พวกมนุษย์!”


            “ไว้เดี๋ยวฉันจะกลับมาเยี่ยมใหม่!”


            เมื่อทันย่าได้แนะนำตนเองอย่างเสร็จสรรพ ในที่สุดเขาก็ได้้คำรามออกมาเป็นการส่งท้าย


            เสียงของเขาดังสนั่นจนเกิดเป็นระลอกคลื่นที่แผ่กระจายไปทั่วอาณาเขตตัวเมือง เหมือนเป็นการสำแดงพลังอำนาจ จากนั้นเขาก็ได้กระโจนขึ้นสู่ท้องฟ้า ทะยานหายไปด้วยความรวดเร็ว


            เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ทำให้หัวใจของผู้คนมากมายต่างตกตะลึง บรรยากาศแห่งความหวาดกลัวได้เปลี่ยนแปลงไปในชั่วอึดใจ


            “เฮ้อ ข้าคิดว่าตนเองจะต้องตายแล้วซะอีก ไอ้มอนเตอร์ตนนั้นร้ายกาจมากจริงๆ มันเป็นสัตว์ประหลาดหรือไง?”


            “นั่นซินะ มันดูแข็งแกร่งจริงๆ แบบนี้มันไม่ใช่ระดับชนชั้นราชาแล้ว ข้าคิดว่ามันคือระดับชนชั้นจักรพรรดิตนใหม่”


            “ถูกต้อง ในอดีตข้าเคยเห็นปืนใหญ่พลังแม่เหล็กยิงมอนเตอร์ชนชั้นราชาตนนึง พลังของมันทำให้มอนเตอร์ตนนั้นไม่เหลือแม้แต่เศษซากเลยเชียวนะ แต่เมื่อคลื่นแสงสีฟ้าสว่างได้โจมตีเข้าไปยังมอนเตอร์ตนนี้ มันกลับไม่มีแม้แต่บาดแผล แสดงให้เห็นถึงความต่างชั้นของพลังอำนาจ!”


            เมื่อมอนเตอร์แห่งหายนะไปแล้ว เสียงคึกโครมก็ได้ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง มนุษย์ที่ยังคงเหลือรอดต่างได้รับอิสระของชีวิตอีกครั้ง


            บางคนก็เหมือนได้รับชีวิตใหม่ บางคนก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก แข้งขาที่ประคองตัวอยู่ไร้ซึ่งเรี่ยวแรง ล้มก้นจ้ำเบ้าลงไปยังพื้นเบื้องล่าง มีคนที่แสดงความดีใจ ทว่าก็มีคนอีกมากที่ต้องร้องไห้ต่อการทำลายล้าง โศกนาฏกรรมครานี้ได้ทำให้บางคนต้องสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างไป


            ในตอนนั้นเอง ร่างของมนุษย์ทั้งสองคนก็ได้พุ่งเข้ามาผ่านอากาศ ประหนึ่งเป็นแสงสว่างวาบของสายฟ้า ปรากฏให้เห็นถึงบุคคลที่แข็งแกร่ง


            “พวกเรามาไม่ทัน?!! หรือมันรู้ว่าพวกเรากำลังจะมาก็เลยชิ่งหลบหนีไปก่อน!”


            ชายในชุดเกราะสีดำเอามือไขว้หลังและกวาดมองไปยังเบื้องล่างด้วยความเฉยชา นัยน์ตาสว่างวาบไปด้วยความโกรธที่มากล้น


            “ไอหย๋า! ฉันคิดว่าสถานการณ์จะเลวร้ายจนถึงขั้นล้างทั้งเมืองเลยนะเนี่ย?”


            “แต่นี่มันอะไรกัน อาณาเขตประมาณสามส่วนพังทลายลงไปเพียงเท่านั้น!”


            ชายอีกคนผิวปากและจ้องมองไปยังเศษซากอาคารด้วยรอยยิ้ม ทว่าประโยคของเขากลับทำให้ชายที่อยู่ด้านข้างต้องหันขวับมามอง


            สีหน้าของเขาเริ่มบิดเบี้ยวไปด้วยความโกรธ จากนั้นก็ตะคอกเสียงดังเข้าใส่หยางจินเหิน


            “แกอยากจะให้สถานการณ์มันเลวร้ายไปมากกว่านี้หรือไง!!”


            คำพูดของซวนหยวนได้ทำให้ชายหนุ่มต้องยักไหล่ขึ้น และเขาก็รีบตอบกลับออกไปในทันที


            “ไม่ใช่แบบนั้นพี่ใหญ่ พี่ก็รู้ดีว่าการลงมือของมอนเตอร์ระดับชนชั้นจักรพรรดิเป็นยังไง”


            “พวกเรากำลังพูดถึงสถานการณ์ที่เลวร้ายจากการกระทำของพวกมันอยู่นะ”


            “อย่าลืมซิว่ามอนเตอร์พวกนี้โหดเหี้ยมและไร้ความปราณีมากเพียงใด พลังของมันสามารถล้างบางมนุษย์เช่นพวกเราได้ทั้งเมือง ไม่ว่าจะมีจำนวนเยอะมากหรือน้อยเพียงใด มีหรือที่มอนเตอร์ระดับนั้นจะปล่อยเราให้เหลือรอด ซึ่งมันแตกต่างไปจากสถานการณ์ที่ได้เห็นอยู่ในตอนนี้”


            สิ่งที่หยางจินเหินพูดมานั้นถูกต้องทั้งหมด ซวนหยวนเองก็รับฟังอยู่เงียบๆ พร้อมกับดวงตาที่กำลังได้จ้องมองไปยังตัวอักษรขนาดใหญ่


            “เบฮีมอท!! นั่นคือชื่อที่มันกำลังใช้สื่อสารให้กับพวกเราเหล่ามนุษย์ทุกคน”


            หัวใจของซวนหยวนเต้นระรัวเมื่อได้อ่านตัวอักษรที่เป็นภาษาแห่งจักรวาล เขามีความรู้สึกว่ามอนเตอร์ตนนี้ไม่ธรรมดาอย่างถึงที่สุด


            อันที่จริงพวกเขาได้คิดถึงสถานการณ์ที่เลวร้ายมากที่สุดเอาไว้แล้ว ทั้งสองได้เตรียมใจมาเห็นถึงโศกนาฏกรรมที่จะเกิดขึ้นภายในเมืองป้อมปราการแห่งนี้ ทว่าเมื่อมาถึงพวกเขาทั้งสองกลับไม่ได้พบเจอมอนเตอร์ดังกล่าวเลยซักตัวเดียว ไม่มีแม้แต่ร่างสีดำขนาดใหญ่


            หรือว่ามันมีสติปัญญาชั้นสูง สามารถรู้ได้ว่าเวลาไหนควรถอย ทำให้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้เลวร้ายลงไปมากยิ่งกว่านี้


            แต่ถึงยังไง การลงมือของมอนเตอร์ก็ยังคงทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก อาจบอกได้ว่านี่คือโศกนาฏกรรมครั้งนึงของโลก


            “เอาละ แจ้งไปยังส่วนกลาง เรียกประชุมนักสู้พันธุกรรมระดับสูงทุกคน บอกไปว่าทั้งหมดจะต้องได้รับรู้ถึงการดำรงอยู่ของมอนเตอร์ตัวใหม่นี้”



    คล้ายกับเรื่อง(ดรอปไม่เขียนต่อ)BEHEMOTH ราชันแห่งมอนเตอร์ ที่คุณอ่าน