ทะลุมิติมาทั้งตระกูลด้วยสกิลเพิ่มพูนความเป็นเศรษฐี 【จบ】

    เล่มที่ 4 บทที่ 102 ผู้ที่มิอาจล่วงเกิน

            ในใจของชายผู้นั้นร้อนรนราวไฟสุมขนคิ้วขมวดมุ่น ดวงตากลมกลอกภายใต้เปลือกตาที่ปิดสนิทยิ่งรีบร้อนก็ยิ่งคิดหาทางออกมิได้ ฝ่ามือเปียกชื้นไปด้วยเหงื่อ

            เมื่อได้ยินเสียงพูดคุยรอบข้างชายผู้นั้นก็ยิ่งกระวนกระวาย รอแล้วรอเล่า ก็ยังไม่มีผู้ใดสนใจตนเองในที่สุดจึงกัดฟันลุกขึ้น

            เขาคิดในใจว่าหากตนเองลุกขึ้นแล้ววิ่งให้เร็ว บางทีก็อาจจะไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น!

            ทว่าความคิดของชายผู้นั้นช่างไร้เดียงสาไม่ต้องกล่าวถึงว่าซูอี้หว่านคอยจับตาดูเขาอยู่ตลอดเวลาแม้แต่ผู้คนที่อยู่รอบข้างมากมาย ต่อให้มิได้สนใจเขาเป็นพิเศษก็เป็นไปไม่ได้ที่จะมองข้ามคนเป็นๆ ที่วิ่งผ่านหน้าไป

            ดังนั้นทันทีที่ชายผู้นั้นลุกขึ้น ยังไม่ทันได้ยกเท้าก้าวเดินก็ถูกผู้ใดผู้หนึ่งยื่นมือมาขวางไว้

            ซูอี้หว่านยกมุมปากขึ้นรอยยิ้มเจือด้วยความเย้ยหยันเล็กน้อย "ทำไมจึงหายไวนักเล่า?"

            "…คะ... คือ…" สีหน้าของชายผู้นั้นซีดเผือดในทันทีสั่นเทาเงยหน้าขึ้นมองนางแวบหนึ่ง แล้วรีบก้มหน้าลง

            เมื่อรู้ว่าชายผู้นั้นกำลังเล่นละครตบตาซูอี้หว่านก็แค่นเสียงเย็นชา นางจะปล่อยให้เขาจากไปเช่นนี้ได้อย่างไร?

            หากมิได้ทำให้เรื่องนี้กระจ่างณ ที่ตรงนี้ เกรงว่าภายหลังจะมีผู้ใดใช้เรื่องนี้มาสร้างความวุ่นวายจงใจปล่อยข่าวลือออกไป ถึงตอนนั้นชื่อเสียงของแผงพวกนางอาจจะต้องมัวหมอง

            "เจ้าจะไปก็ย่อมได้ แต่บางเรื่องควรจะกล่าวให้กระจ่างต่อหน้ากันเสียก่อน"ซูอี้หว่านกอดอกมองเขาด้วยรอยยิ้มนางมิได้แสดงท่าทีโกรธเคืองแม้แต่น้อยทว่าท่าทางเช่นนี้กลับทำให้ชายผู้นั้นหวาดกลัวยิ่งกว่าเดิม

            ในทีแรกเขายังครุ่นคิดว่าหากตนเองชิงหนีไปก่อน อย่างน้อยก็ยังมีเหตุผลไปอ้างกับท่านหลงเย่ได้บ้างเพราะถึงอย่างไร เขาก็ไม่ได้ปฏิเสธเรื่องถูกพิษบางทีอาจจะมีคนเข้าใจผิดคิดว่าเขาถูกพิษจริงๆ ก็ได้

            ทว่าซูอี้หว่านกลับยืนกรานให้เขาอธิบายเรื่องราวทั้งหมดการที่เขาจะปัดเรื่องให้พ้นตัวด้วยวิธีนี้ ย่อมยากที่จะสำเร็จ

            เมื่อสบเข้ากับสายตาที่ดูอ่อนโยนแต่แฝงไว้ด้วยความเด็ดขาดของซูอี้หว่านชายผู้นั้นก็ขมวดคิ้ว ใบหน้าบิดเบี้ยว และพยายามฝืนยิ้ม"ท่านเถ้าแก่เนี้ยมีฝีมือทางการแพทย์ล้ำเลิศข้าเป็นโรคลมบ้าหมูจริง มิอาจคาดเดาได้ว่าจะกำเริบตอนไหน เมื่อครู่…"

            ชายผู้นั้นก้มหน้าลงพยายามซ่อนความหวาดหวั่นของตนเอง "เมื่อครู่มิรู้เหตุใดอาการจึงกำเริบฉับพลัน"

            "จริงหรือ?" ซูอี้หว่านจ้องมองศีรษะที่ก้มต่ำของชายผู้นั้นรอยยิ้มที่มุมปากเจือด้วยความเย้ยหยัน "เมื่อครู่เจ้าซื้ออาหารเช้าแต่กลับมิได้จากไปโดยทันทีกลับยืนอยู่ข้างแผง มิสนใจว่าขนมเปี๊ยะทอดที่เพิ่งออกจากกระทะจะร้อนเพียงใดกลับกินจนหมดต่อหน้าผู้คน จากนั้นโรคลมบ้าหมูของเจ้าก็กำเริบขึ้นมาช่างบังเอิญจริงๆ…"

            เมื่อได้ยินคำกล่าวนี้ชายผู้นั้นก็มิได้เอ่ยสิ่งใด ทว่าไหล่กลับสั่นสะท้านรุนแรงขึ้นทั้งแผ่นหลังเกร็งตึงจนสังเกตได้ ท่าทางนั้นบ่งบอกถึงความตื่นตระหนกถึงที่สุด

            เมื่อเห็นดังนั้นความเย้ยหยันในดวงตาของซูอี้หว่านก็ยิ่งเด่นชัด "เมื่อครู่ข้าเห็นว่าปากของเจ้าร้อนจนบวมแดง เจ้ามิรู้สึกเจ็บปวดบ้างหรือ?"

            "…"

            ศีรษะของชายผู้นั้นยิ่งก้มต่ำลงไปอีกบ่งบอกว่าเขาเสียขวัญไปหมดแล้ว

            เมื่อเห็นดังนั้นผู้คนที่อยู่รอบข้างก็มิใช่คนโง่ ย่อมเข้าใจถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นทันที

            แม้ว่าชายผู้นี้จะเป็นโรคลมบ้าหมูมิใช่ถูกพิษ แต่การที่เขาอาการกำเริบที่แผง ย่อมมิใช่เรื่องบังเอิญ

            มิเช่นนั้นเขาจะทนความร้อนกินขนมเปี๊ยะทอดจนหมดต่อหน้าทุกผู้คนไปเพื่ออะไรนั่นย่อมเป็นการต้องการให้ทุกคนคิดว่า การที่เขามีอาการชักกระตุก น้ำลายฟูมปากก็เป็นเพราะกินอาหารที่แผงนี้แล้วจึงถูกพิษ

            "เจ้าคนน่ารังเกียจ!" สตรีที่รู้สึกว่าตนเองมีชะตากรรมคล้ายคลึงกับจางอ้ายหลินก่อนหน้านี้จึงเริ่มเห็นอกเห็นใจนาง  เมื่อเห็นชายผู้นี้แสดงออกอย่างชัดเจนว่าจะมาสร้างเรื่องที่แผงลอยนางจึงลุกขึ้นมาในทันที

            นางมองชายผู้นั้นอย่างดูถูกเหยียดหยามแล้วตวาดเสียงดังว่า "สองแม่ลูกหาเช้ากินค่ำกว่าจะตั้งแผงได้เลือดตาแทบกระเด็นเจ้าก่อเรื่องเช่นนี้ หากความจริงไม่เปิดเผยในวันนี้ผู้คนคงถูกเจ้าหลอกลวงไปหมดแล้ว!"

            สิ้นคำของสตรีผู้นั้นก็มีผู้อื่นลุกขึ้นมาเช่นกัน "นั่นสิสองแม่ลูกคู่นี้ทำมาหากินมิใช่เรื่องง่าย เจ้าทำเช่นนี้ ช่างไร้ศีลธรรม!"

            ผู้คนที่อยู่รอบข้างต่างพากันเห็นด้วยหากแต่บางคนที่มิได้ส่งเสียง กลับเข้าใจในเรื่องราวบางอย่างจึงมิกล้ากล่าวสิ่งใดในเวลานี้

            ในเวลานั้นเองก็มีผู้ใดผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นว่า"ข้ารู้จักเขา เขาคือหลิวต้าโถวแห่งถนนสายตะวันตก มิใช่หรือ?ได้ยินว่าก่อนหน้านี้เขาไปเสียเงินเสียทองที่โรงพนันจวี้ไฉฟางไปก้อนใหญ่ท่านหลงเย่ถึงกับนำลูกน้องไปทวงหนี้ถึงหน้าประตูบ้าน!"

            เมื่อคนผู้นี้กล่าวจบบรรยากาศโดยรอบก็พลันเงียบลงไปชั่วขณะ จากนั้นก็มีเสียงสูดลมหายใจดังขึ้นผู้คนจำนวนมากเข้าใจถึงบางอย่าง มิกล้าเอ่ยปากอีก

            ผู้ที่ชี้ตัว‘หลิวต้าโถว’ ก่อนหน้านี้บัดนี้เห็นได้ชัดว่าเข้าใจถึงสิ่งใดบางอย่างขึ้นมา รีบหุบปากเงียบใบหน้าซีดเผือดลงเล็กน้อย สำนึกผิดที่ไม่ควรพลั้งปาก

            โรงพนันจวี้ไฉฟางนั้นคือธุรกิจของตระกูลหลงหลิวต้าโถวเป็นหนี้พนันที่จวี้ไฉฟาง หลงเย่เคยมาทวงหนี้ด้วยตนเองซ้ำร้ายเมื่อวันก่อนยังมาข่มขู่ถึงที่ หากนำเรื่องทั้งหมดมาพิจารณาใครที่ไม่ไร้สติปัญญา ย่อมเข้าใจถึงที่มาที่ไป

            เห็นได้ชัดว่าทุกคนต่างเกรงกลัวท่านหลงเป็นอย่างยิ่งจากที่ก่อนหน้านี้ต่างถกเถียงกันอย่างออกรส บัดนี้กลับไม่มีใครกล้าเอ่ยปากอีกเลย

            สตรีผู้นั้นถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่เอ่ยเสียงแผ่วว่า "น้องหญิง คุณหนูพวกเจ้าได้ล่วงเกินท่านหลงเย่เข้าให้แล้ว ภายภาคหน้าจงระมัดระวังตัวให้มากเล่าเฮ้อ…"

            ชื่อเสียงของหลงเย่เลื่องลือไปทั่วเมืองอวิ๋นเฉิงไม่มีใครไม่รู้จัก เขาเป็นเพียงนักเลงอันธพาลที่ไร้ยางอายมิหนำซ้ำยังเป็นหลานชายของหลงจิน ถึงจะเป็นอันธพาลก็เป็นอันธพาลที่มีคนใหญ่คนโตหนุนหลัง ไม่ต้องพูดถึงชาวบ้านตาดำๆแม้แต่คนที่มีอำนาจบารมีในเมืองอวิ๋นเฉิง ยังไม่กล้าหาเรื่องเขา

            ท้ายที่สุดแล้วจะตีสุนัขก็ต้องเกรงใจเจ้าของ การล่วงเกินท่านหลงเย่ก็ไม่ต่างอะไรจากการหาเรื่องหลงจินทางอ้อม ถึงเวลานั้น จุดจบคงไม่อาจหลีกเลี่ยง

            ชาวบ้านตาดำๆอย่างพวกเขา หากกล้าท้าทายอำนาจท่านหลงเย่ ต่อให้ไม่ถึงตายก็ยากจะอยู่อย่างเป็นสุข แล้วจะทำอย่างไรได้เล่า?

            พวกเขาไร้ซึ่งอำนาจและอิทธิพลก็ทำได้เพียงยอมรับชะตากรรม

            เมื่อทราบว่าหลงเย่ส่งชายผู้นี้มาซูอี้หว่านก็มิได้แปลกใจ กลับคิดว่าแขกเหรื่อที่มาในวันนี้คงขวัญหนีดีฝ่อแถมเมื่อครู่ยังเอ่ยปากปกป้องพวกนาง ซูอี้หว่านก็กล่าวขึ้นว่า

            "ที่แผงของข้ายังมีผักดองที่ข้าทำเองอยู่อีกมากวันนี้เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้น ทำให้ทุกท่านต้องลำบากขอบคุณทุกท่านที่เอ่ยปากช่วยเหลือพวกเรา ผักดองเหล่านั้นข้าจะให้ทุกท่านได้ลิ้มลอง"

            ซูอี้หว่านยิ้มและโค้งคำนับ"ขอบคุณทุกท่านที่เชื่อมั่นในตัวพวกข้าและหวังว่าทุกท่านจะไม่รังเกียจน้ำใจจากข้า"

            พอได้ยินดังนั้นทุกคนก็รีบกล่าวอย่างเกรงใจว่าไม่เป็นไร แต่ได้ยินว่านางจะแบ่งปันผักดองให้ตอนแรกก็ดูเหมือนจะสนใจ ทว่าเมื่อคำนึงถึงผู้คนจำนวนมากและความยากลำบากในการตั้งแผงของสองแม่ลูก จึงพร้อมใจกันปฏิเสธอย่างสุภาพ

            ทว่าสิ่งที่ซูอี้หว่านเอ่ยมิใช่เพียงคำกล่าวตามมารยาท ยิ่งไปกว่านั้นผักดองเหล่านั้นก็เป็นสิ่งที่นางทำเองเดิมทีก็มิได้มีต้นทุนมากมาย สุดท้ายก็ยังคงยืนกรานที่จะแจกให้ทุกคน

             

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติมาทั้งตระกูลด้วยสกิลเพิ่มพูนความเป็นเศรษฐี 【จบ】 ที่คุณอ่าน

    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    169K 382
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    712K 1023
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    นิยาย รัก
    3.84M 3388
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    213K 1367
    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    นิยาย รัก
    85K 245