ในใจของชายผู้นั้นร้อนรนราวไฟสุมขนคิ้วขมวดมุ่น ดวงตากลมกลอกภายใต้เปลือกตาที่ปิดสนิทยิ่งรีบร้อนก็ยิ่งคิดหาทางออกมิได้ ฝ่ามือเปียกชื้นไปด้วยเหงื่อ
เมื่อได้ยินเสียงพูดคุยรอบข้างชายผู้นั้นก็ยิ่งกระวนกระวาย รอแล้วรอเล่า ก็ยังไม่มีผู้ใดสนใจตนเองในที่สุดจึงกัดฟันลุกขึ้น
เขาคิดในใจว่าหากตนเองลุกขึ้นแล้ววิ่งให้เร็ว บางทีก็อาจจะไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น!
ทว่าความคิดของชายผู้นั้นช่างไร้เดียงสาไม่ต้องกล่าวถึงว่าซูอี้หว่านคอยจับตาดูเขาอยู่ตลอดเวลาแม้แต่ผู้คนที่อยู่รอบข้างมากมาย ต่อให้มิได้สนใจเขาเป็นพิเศษก็เป็นไปไม่ได้ที่จะมองข้ามคนเป็นๆ ที่วิ่งผ่านหน้าไป
ดังนั้นทันทีที่ชายผู้นั้นลุกขึ้น ยังไม่ทันได้ยกเท้าก้าวเดินก็ถูกผู้ใดผู้หนึ่งยื่นมือมาขวางไว้
ซูอี้หว่านยกมุมปากขึ้นรอยยิ้มเจือด้วยความเย้ยหยันเล็กน้อย "ทำไมจึงหายไวนักเล่า?"
"…คะ... คือ…" สีหน้าของชายผู้นั้นซีดเผือดในทันทีสั่นเทาเงยหน้าขึ้นมองนางแวบหนึ่ง แล้วรีบก้มหน้าลง
เมื่อรู้ว่าชายผู้นั้นกำลังเล่นละครตบตาซูอี้หว่านก็แค่นเสียงเย็นชา นางจะปล่อยให้เขาจากไปเช่นนี้ได้อย่างไร?
หากมิได้ทำให้เรื่องนี้กระจ่างณ ที่ตรงนี้ เกรงว่าภายหลังจะมีผู้ใดใช้เรื่องนี้มาสร้างความวุ่นวายจงใจปล่อยข่าวลือออกไป ถึงตอนนั้นชื่อเสียงของแผงพวกนางอาจจะต้องมัวหมอง
"เจ้าจะไปก็ย่อมได้ แต่บางเรื่องควรจะกล่าวให้กระจ่างต่อหน้ากันเสียก่อน"ซูอี้หว่านกอดอกมองเขาด้วยรอยยิ้มนางมิได้แสดงท่าทีโกรธเคืองแม้แต่น้อยทว่าท่าทางเช่นนี้กลับทำให้ชายผู้นั้นหวาดกลัวยิ่งกว่าเดิม
ในทีแรกเขายังครุ่นคิดว่าหากตนเองชิงหนีไปก่อน อย่างน้อยก็ยังมีเหตุผลไปอ้างกับท่านหลงเย่ได้บ้างเพราะถึงอย่างไร เขาก็ไม่ได้ปฏิเสธเรื่องถูกพิษบางทีอาจจะมีคนเข้าใจผิดคิดว่าเขาถูกพิษจริงๆ ก็ได้
ทว่าซูอี้หว่านกลับยืนกรานให้เขาอธิบายเรื่องราวทั้งหมดการที่เขาจะปัดเรื่องให้พ้นตัวด้วยวิธีนี้ ย่อมยากที่จะสำเร็จ
เมื่อสบเข้ากับสายตาที่ดูอ่อนโยนแต่แฝงไว้ด้วยความเด็ดขาดของซูอี้หว่านชายผู้นั้นก็ขมวดคิ้ว ใบหน้าบิดเบี้ยว และพยายามฝืนยิ้ม"ท่านเถ้าแก่เนี้ยมีฝีมือทางการแพทย์ล้ำเลิศข้าเป็นโรคลมบ้าหมูจริง มิอาจคาดเดาได้ว่าจะกำเริบตอนไหน เมื่อครู่…"
ชายผู้นั้นก้มหน้าลงพยายามซ่อนความหวาดหวั่นของตนเอง "เมื่อครู่มิรู้เหตุใดอาการจึงกำเริบฉับพลัน"
"จริงหรือ?" ซูอี้หว่านจ้องมองศีรษะที่ก้มต่ำของชายผู้นั้นรอยยิ้มที่มุมปากเจือด้วยความเย้ยหยัน "เมื่อครู่เจ้าซื้ออาหารเช้าแต่กลับมิได้จากไปโดยทันทีกลับยืนอยู่ข้างแผง มิสนใจว่าขนมเปี๊ยะทอดที่เพิ่งออกจากกระทะจะร้อนเพียงใดกลับกินจนหมดต่อหน้าผู้คน จากนั้นโรคลมบ้าหมูของเจ้าก็กำเริบขึ้นมาช่างบังเอิญจริงๆ…"
เมื่อได้ยินคำกล่าวนี้ชายผู้นั้นก็มิได้เอ่ยสิ่งใด ทว่าไหล่กลับสั่นสะท้านรุนแรงขึ้นทั้งแผ่นหลังเกร็งตึงจนสังเกตได้ ท่าทางนั้นบ่งบอกถึงความตื่นตระหนกถึงที่สุด
เมื่อเห็นดังนั้นความเย้ยหยันในดวงตาของซูอี้หว่านก็ยิ่งเด่นชัด "เมื่อครู่ข้าเห็นว่าปากของเจ้าร้อนจนบวมแดง เจ้ามิรู้สึกเจ็บปวดบ้างหรือ?"
"…"
ศีรษะของชายผู้นั้นยิ่งก้มต่ำลงไปอีกบ่งบอกว่าเขาเสียขวัญไปหมดแล้ว
เมื่อเห็นดังนั้นผู้คนที่อยู่รอบข้างก็มิใช่คนโง่ ย่อมเข้าใจถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นทันที
แม้ว่าชายผู้นี้จะเป็นโรคลมบ้าหมูมิใช่ถูกพิษ แต่การที่เขาอาการกำเริบที่แผง ย่อมมิใช่เรื่องบังเอิญ
มิเช่นนั้นเขาจะทนความร้อนกินขนมเปี๊ยะทอดจนหมดต่อหน้าทุกผู้คนไปเพื่ออะไรนั่นย่อมเป็นการต้องการให้ทุกคนคิดว่า การที่เขามีอาการชักกระตุก น้ำลายฟูมปากก็เป็นเพราะกินอาหารที่แผงนี้แล้วจึงถูกพิษ
"เจ้าคนน่ารังเกียจ!" สตรีที่รู้สึกว่าตนเองมีชะตากรรมคล้ายคลึงกับจางอ้ายหลินก่อนหน้านี้จึงเริ่มเห็นอกเห็นใจนาง เมื่อเห็นชายผู้นี้แสดงออกอย่างชัดเจนว่าจะมาสร้างเรื่องที่แผงลอยนางจึงลุกขึ้นมาในทันที
นางมองชายผู้นั้นอย่างดูถูกเหยียดหยามแล้วตวาดเสียงดังว่า "สองแม่ลูกหาเช้ากินค่ำกว่าจะตั้งแผงได้เลือดตาแทบกระเด็นเจ้าก่อเรื่องเช่นนี้ หากความจริงไม่เปิดเผยในวันนี้ผู้คนคงถูกเจ้าหลอกลวงไปหมดแล้ว!"
สิ้นคำของสตรีผู้นั้นก็มีผู้อื่นลุกขึ้นมาเช่นกัน "นั่นสิสองแม่ลูกคู่นี้ทำมาหากินมิใช่เรื่องง่าย เจ้าทำเช่นนี้ ช่างไร้ศีลธรรม!"
ผู้คนที่อยู่รอบข้างต่างพากันเห็นด้วยหากแต่บางคนที่มิได้ส่งเสียง กลับเข้าใจในเรื่องราวบางอย่างจึงมิกล้ากล่าวสิ่งใดในเวลานี้
ในเวลานั้นเองก็มีผู้ใดผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นว่า"ข้ารู้จักเขา เขาคือหลิวต้าโถวแห่งถนนสายตะวันตก มิใช่หรือ?ได้ยินว่าก่อนหน้านี้เขาไปเสียเงินเสียทองที่โรงพนันจวี้ไฉฟางไปก้อนใหญ่ท่านหลงเย่ถึงกับนำลูกน้องไปทวงหนี้ถึงหน้าประตูบ้าน!"
เมื่อคนผู้นี้กล่าวจบบรรยากาศโดยรอบก็พลันเงียบลงไปชั่วขณะ จากนั้นก็มีเสียงสูดลมหายใจดังขึ้นผู้คนจำนวนมากเข้าใจถึงบางอย่าง มิกล้าเอ่ยปากอีก
ผู้ที่ชี้ตัว‘หลิวต้าโถว’ ก่อนหน้านี้บัดนี้เห็นได้ชัดว่าเข้าใจถึงสิ่งใดบางอย่างขึ้นมา รีบหุบปากเงียบใบหน้าซีดเผือดลงเล็กน้อย สำนึกผิดที่ไม่ควรพลั้งปาก
โรงพนันจวี้ไฉฟางนั้นคือธุรกิจของตระกูลหลงหลิวต้าโถวเป็นหนี้พนันที่จวี้ไฉฟาง หลงเย่เคยมาทวงหนี้ด้วยตนเองซ้ำร้ายเมื่อวันก่อนยังมาข่มขู่ถึงที่ หากนำเรื่องทั้งหมดมาพิจารณาใครที่ไม่ไร้สติปัญญา ย่อมเข้าใจถึงที่มาที่ไป
เห็นได้ชัดว่าทุกคนต่างเกรงกลัวท่านหลงเป็นอย่างยิ่งจากที่ก่อนหน้านี้ต่างถกเถียงกันอย่างออกรส บัดนี้กลับไม่มีใครกล้าเอ่ยปากอีกเลย
สตรีผู้นั้นถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่เอ่ยเสียงแผ่วว่า "น้องหญิง คุณหนูพวกเจ้าได้ล่วงเกินท่านหลงเย่เข้าให้แล้ว ภายภาคหน้าจงระมัดระวังตัวให้มากเล่าเฮ้อ…"
ชื่อเสียงของหลงเย่เลื่องลือไปทั่วเมืองอวิ๋นเฉิงไม่มีใครไม่รู้จัก เขาเป็นเพียงนักเลงอันธพาลที่ไร้ยางอายมิหนำซ้ำยังเป็นหลานชายของหลงจิน ถึงจะเป็นอันธพาลก็เป็นอันธพาลที่มีคนใหญ่คนโตหนุนหลัง ไม่ต้องพูดถึงชาวบ้านตาดำๆแม้แต่คนที่มีอำนาจบารมีในเมืองอวิ๋นเฉิง ยังไม่กล้าหาเรื่องเขา
ท้ายที่สุดแล้วจะตีสุนัขก็ต้องเกรงใจเจ้าของ การล่วงเกินท่านหลงเย่ก็ไม่ต่างอะไรจากการหาเรื่องหลงจินทางอ้อม ถึงเวลานั้น จุดจบคงไม่อาจหลีกเลี่ยง
ชาวบ้านตาดำๆอย่างพวกเขา หากกล้าท้าทายอำนาจท่านหลงเย่ ต่อให้ไม่ถึงตายก็ยากจะอยู่อย่างเป็นสุข แล้วจะทำอย่างไรได้เล่า?
พวกเขาไร้ซึ่งอำนาจและอิทธิพลก็ทำได้เพียงยอมรับชะตากรรม
เมื่อทราบว่าหลงเย่ส่งชายผู้นี้มาซูอี้หว่านก็มิได้แปลกใจ กลับคิดว่าแขกเหรื่อที่มาในวันนี้คงขวัญหนีดีฝ่อแถมเมื่อครู่ยังเอ่ยปากปกป้องพวกนาง ซูอี้หว่านก็กล่าวขึ้นว่า
"ที่แผงของข้ายังมีผักดองที่ข้าทำเองอยู่อีกมากวันนี้เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้น ทำให้ทุกท่านต้องลำบากขอบคุณทุกท่านที่เอ่ยปากช่วยเหลือพวกเรา ผักดองเหล่านั้นข้าจะให้ทุกท่านได้ลิ้มลอง"
ซูอี้หว่านยิ้มและโค้งคำนับ"ขอบคุณทุกท่านที่เชื่อมั่นในตัวพวกข้าและหวังว่าทุกท่านจะไม่รังเกียจน้ำใจจากข้า"
พอได้ยินดังนั้นทุกคนก็รีบกล่าวอย่างเกรงใจว่าไม่เป็นไร แต่ได้ยินว่านางจะแบ่งปันผักดองให้ตอนแรกก็ดูเหมือนจะสนใจ ทว่าเมื่อคำนึงถึงผู้คนจำนวนมากและความยากลำบากในการตั้งแผงของสองแม่ลูก จึงพร้อมใจกันปฏิเสธอย่างสุภาพ
ทว่าสิ่งที่ซูอี้หว่านเอ่ยมิใช่เพียงคำกล่าวตามมารยาท ยิ่งไปกว่านั้นผักดองเหล่านั้นก็เป็นสิ่งที่นางทำเองเดิมทีก็มิได้มีต้นทุนมากมาย สุดท้ายก็ยังคงยืนกรานที่จะแจกให้ทุกคน