ผู้พิทักษ์จากแสงสว่าง : ราชินีแห่งดวงจันทร์

    บทที่ 67 ลมหายใจของสายลม

    บทที่ 67ลมหายใจของสายลม

    “สายลมที่พัดอยู่รอบตัวฉันนั้น..จางหายไปแล้ว”

             

            

            “กลับไปชดใช้ความผิดของนายในนรกซะเถอะ!”

            

            ปลายกระบอกปืนถูกยื้อขึ้นลำกล้องเล็งอยู่ตรงขั้วหัวใจ ปลายนิ้วเรียวของนักรบอเวจีหนุ่มเหนี่ยวไกแค่นัดนี้นัดสุดท้ายแล้วทุกอย่างก็จะจบลง

            

            “มันไม่จบ..แค่.. นี้... หรอก”

            

            ชินพึมพำฝ่ามือขวาเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดที่ไหลซึมออกมาจากบาดแผลภาพของกรีนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาดูพร่ามัว เหลือเวลาอีกไม่มากแล้วไม่รู้ว่าจะทันรึเปล่า แต่ขอให้มันส่งไปถึงด้วยเถอะ

            

            คำอธิษฐานของฉัน...

            

            กระแสลมในอากาศรอบตัวหยุดนิ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่กรีนตัดสินใจลั่นไกกระสุนเงินอีกนัดพุ่งตรงเข้าสู่ร่างของเป้าหมายที่ไม่อาจขยับตัวได้เพราะบาดแผลใหญ่ที่เขาสร้าง

            

            อีกนิดเดียว...ริช่า พี่จะฆ่ามันให้เธอเอง!

            

            ฟุบ!

            

            กระสุนเงินของกรีนหายวับไปกับอากาศที่นิ่งสนิทมันไปไม่ถึงตัวเป้าหมายที่มือขวากำบาดแผลแน่นจนเลือดไหลซึมออกมาตามซอกนิ้ว ใบหน้าของผู้พิทักษ์หนุ่มซีดเผือดลมหายใจขาดห้วงขณะที่เจ้าตัวค่อยๆยกมือซ้ายที่ใช้ค้ำยันตัวเองชี้ไปที่คนตรงหน้า

            

            “บอกแล้ว..ไงว่า..ม.. มัน ยังไม่.. จบ.. แค่นี้..”

            

            ชินพึมพำเสียงแผ่วแล้วร่างสูงของเด็กหนุ่มก็พลัดตกจากกิ่งไม้พร้อมๆกับที่ร่างของกรีนสะดุ้งเฮือก นัยน์ตาสีเขียวแก่เบิกกว้างลูกบอลลมที่อัดแน่นไปด้วยกระแสอากาศไหลออกจากปลายนิ้วของชินพุ่งเข้าใส่ร่างเขาจนลอยไปกระแทกต้นโอ้กใหญ่ด้านหลังกรีนสะบัดนิ้ว ต้นโอ้กสูบร่างเขาเข้าไปข้างในลำต้นก่อนที่เด็กหนุ่มจะกระอักเลือดออกมาเป็นสาย  ร่างกายส่วนที่ได้รับแรงปะทะจากลูกบอลลมเจ็บปวดสาหัสกระดูกซี่โครงหลายแห่งร้าวและจากความรู้สึกที่เสียดแทงทรวงอกนี้เขาเดาได้ว่าคงมีอวัยวะภายในหลายแห่งบวมช้ำเพราะแรงอัดอันมหาศาล

            

            ดูเหมือนมันจะไม่จบแค่นั้นเมื่อต้นโอ้กใหญ่ที่เขาอยู่รวมไปถึงต้นไม้บริเวณโดยรอบถูกกระแสลมควั่นจนเหลือแต่ตอกิ่งก้านสาขาของพวกมันลอยระเนระนาดไปกับพายุหมุนขนาดยักษ์ที่พัดหอบเอาทุกสิ่งทุกอย่างออกไปหล่นไกลถึงนอกเมืองร่างของนักรบอเวจีหนุ่มพุ่งตัวออกมาจากต้นไม้ เขากระอักเลือดอีกครั้ง เข่าสองข้างทรุดลงกับพื้นชายเสื้อคลุมและขากางเกงขาดวิ่น สายลมแรงรอบตัวกรีดผิวหนังเขาเป็นแผลยาวเรียกเลือดไหลชโลมไปทั่วต้นแขนและขาร่างของผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธวินดี้นอนหายใจรวยรินจมกองเลือดอยู่บนลานดินโล่งตรงหน้าเขามือข้างหนึ่งของหมอนั่นกำลังเหนี่ยวไกปืนอยู่ เบเร็ตต้ากระบอกเล็กสีเงินปืนที่เคยใช้สังหารริช่า ตอนนี้มันกำลังหันลำกล้องมาที่เขา... แล้ว--

            

            ปัง!

            

            กระสุนลมยิงเฉียดใบหน้าเรียกเลือดหยดเล็กไหลซึมออกมาจากแผลถลอกข้างแก้ม นัยน์ตาสีเขียวของกรีนเบิกกว้างจ้องมองคนตรงหน้าที่ทิ้งปืนลงข้างตัวอย่างหมดแรง

            

            “ย..แย่.. ชะมัด” ชินพึมพำ หลับตาแน่นอย่างข่มความเจ็บปวด “ดัน..ไม่มี.. ร.. แรงเหลือ.. ซะได้..”

            

            ฝ่ามือข้างหนึ่งลู่ลงข้างตัวอีกข้างยังคงกุมบาดแผลไว้ ผู้พิทักษ์แห่งสายลมกำลังนอนหายใจรวยรินอยู่ตรงหน้า  หยาดเลือดไหลชโลมไปทั่วผืนดินแห้งผาก ข่ายเวทที่กางเขตแดนอยู่รอบตัวสลายไปแล้วเหลือทิ้งไว้เพียงผู้สร้างที่นั่งคุกเข่าอยู่บนพื้น นัยน์ตาสีเขียวแก่เบิกกว้าง

            

            ทั้งๆที่สามารถทำได้...ทำไมถึงไม่ยิงเขาซะล่ะ

            

            “ไม่ยิงหรอก...น่า” ชินว่า จู่ๆรอยยิ้มก็ผุดขึ้นมาตรงมุมปาก เขานี่เพี้ยนชะมัดทั้งๆที่ไม่มีแรงเหลือจะพูดต่อแล้วแท้ๆก็ยังฝืนอยากจะให้คนตรงหน้าได้ยินเสียงของเขา

             

            

            ฉันไม่ฆ่านายหรอก...นายคือคนที่เธอรัก ฉันไม่อยากจะทำร้ายเธออีกต่อไปแล้ว

             

            

            ฝ่ามือสองข้างลู่ลงพื้นใบหน้าเอียงซบผืนดิน ลมหายใจของเด็กหนุ่มขาดห้วงร่างกายแข็งนิ่งไร้การเคลื่อนไหว แม้ในยามที่วิญญาณกลายเป็นส่วนหนึ่งของสายลม หมอนั่นก็ยังคงยิ้มให้เขากรีนตัวแข็งทื่อ นัยน์ตาเบิกกว้าง เขายังไม่ตาย... เขายังมีชีวิตอยู่แล้วผลของการต่อสู้นี่มันคืออะไร เขาจะสู้ไปทำไมถ้าทุกอย่างกลายเป็นแบบนี้!

            

            ไม่พอใจงั้นเหรอ?

            

            ไม่ใช่! มันเหมือนกับว่ามีอะไรบางอย่างค้างคาใจเขาคำพูดของหมอนั่น ท่าทีของมัน มาตายเอาแบบนี้แล้วจะปกป้องใครได้เล่า!

            

            สงสาร?

            

            ไม่มีทางหรอก! ไม่มีทาง!

            

            “ลุกขึ้นมานะ! ผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธวินดี้!”

            

            ปากกระบอกปืนชี้ไปที่ร่างไร้วิญญาณของเด็กหนุ่มตรงหน้าใบหน้าของกรีนบิดเบี้ยวด้วยความรู้สึกทั้งมวลที่อัดแน่น

            

            “ลุกขึ้นมานะ!การต่อสู้ของนายมันคืออะไร นายกลับมาสู้กับฉันทำไม ทำไมไม่เอาจริงบ้างเล่า!”

             

            

            ฉันเอาจริงแล้วนะแต่ฉันสู้นายไม่ได้เลย ให้ตายสิ!

            

            เท็ตสึยะ...ที่เหลือฝากด้วยแล้วกันนะ

            

            ฉันคงต้องล่วงหน้าไปก่อนแล้ว... 

            

            ขอโทษจริงๆที่อยู่ด้วยกันไม่ได้ขอโทษด้วย...

             

             

            


            ชิน...

            

            น้ำตาหยดหนึ่งไหลซึมออกมาจากนัยน์ตา

            

            “ชิน! ชิน...!!”

            

            เท็ตสึยะแผดเสียงลั่นร่างเล็กวิ่งพรวดไปที่หน้าต่าง นัยน์ตาสีเหลืองทองเบิกกว้าง ด้านนอกปราสาทเหลือเพียงม่านพลังน้ำของพิงค์แต่ไกลออกไปนั้นป่าของกรีนหายไปแล้ว การต่อสู้ที่ตรงนั้นจบลงไปแล้วเขาได้ยินเสียงกระซิบของชินบอกกับเขาว่าขอโทษ...ขอโทษที่ไปด้วยกันไม่ได้

            

            “หายไปคนนึงแล้วสินะ”

            

            เอเรียลกระซิบ“จะทำไงต่อล่ะ ผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธธันเดอร์ เอาชนะฉันแล้วกลับไปแก้แค้นกรีนไหม?หมอนั่นยังอยู่นะ หรือว่าจะไปช่วยเจ้าหญิงล่ะ?”

            

            เท็ตสึยะหันมามองเด็กหนุ่มตรงหน้านัยน์ตาสีเหลืองทองวาวโรจน์

            

            “ถ้าพวกนายไปไม่ทันจะเกิดอะไรขึ้นกับเธออีกครั้งคงรู้นะ”

            

            “ฉันจะไปตามหามินาโยะ”

            

            เท็ตสึยะบอกถลาจะออกไปจากห้อง แต่ไม่ทัน-- 

            

            ตู้ม!

            

            เอเรียลระเบิดทางเข้าจนเพดานปราสาทสั่นสะเทือนเศษอิฐและโครงสร้างปราสาทถล่มมาปิดทางเข้าออกของเขา  ทางรอดทางเดียวคือกระโดดหน้าต่างลงไป...เพื่อจะได้พบกับม่านพลังน้ำของพิงค์ที่ไม่มีใครสู้ในน้ำได้ของจากผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธวอเทอร์และตัวเจ้าหล่อนเองเสียเวลาเปล่า ถึงเขาจะพยายามหาทางออกจากที่นี่เพื่อไปตามหามินาโยะ แต่เอเรียลก็คงจะเข้ามาขวางเป็นแน่

            

            “ขอโทษทีแต่ว่านี่เป็นงานฉัน”เอเรียลพูด “ถึงฉันจะเกลียดเมตาเรียแต่ถ้าเธอฟื้นขึ้นมาได้ก็จะมีประโยชน์ยิ่งกว่า จัดการพวกนาย ทำลายที่นี่ แล้วพวกเราทั้งหมดก็จะได้รับการปลดปล่อยเสียที”

            

            “นายน่ะ...”เท็ตสึยะเอ่ยถามเสียงลอดไรฟัน ฝ่ามือสองข้างกำแน่นเล็บจิกลงไปในอุ้มมือจนเลือดไหลซึมออกมาตามรอยแยกระหว่างนิ้ว“แล้วเหตุผลที่ทำให้นายมาอยู่ที่นี่คืออะไร!”

            

            “ไม่มีหรอก”เอเรียลว่า “ก็แค่หน้าที่”

            

            “โกหก!”

            

            เท็ตสึยะตะโกนเสียงเดือดจัด

            

            “แค่คำว่าหน้าที่มันทำให้นายถึงกับยอมทำร้ายเพื่อนของตัวเองงั้นเหรอฉันน่ะไม่ได้อยากทำร้ายใครมาตั้งแต่ต้นแล้ว ไอ้เรื่องซับซ้อนอย่างความแค้นในอดีตหรือเหตุผลที่ทำให้เรามาอยู่ที่นี่น่ะฉันไม่เข้าใจหรอก!ทำไมถึงไม่เปลี่ยนมุมมองความคิดดูบ้าง จะให้ความรู้สึกในอดีตมาบงการชีวิตเราในตอนนี้อย่างนั้นเหรอ!”

            

            เอเรียลเลิกคิ้วสบนัยน์ตาสีเหลืองทองที่ส่องประกายกล้าตรงหน้า

            

            “ถ้ามีคนคิดได้แบบนายก็ดีสิ”เด็กหนุ่มบอกเสียงราบเรียบ “แต่เพราะว่านายคือผู้พิทักษ์และฉันคือนักรบอเวจี มันคือสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้นั่นแหละที่ทำให้เราต้องกลับมาเผชิญหน้ากัน”

            

            ดาบเล่มใหญ่ในมือเอเรียลถูกตวัดวาบหายไปในอากาศนัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มของนักรบอเวจีหนุ่มทอแสงกล้า

            

            “ถ้าจะถามเหตุผลว่าทำไมฉันถึงอยากสู้กับนายล่ะก็ทำไมไม่ถามตัวเองก่อนล่ะว่านายเลือกที่จะกลับมาเป็นผู้พิทักษ์ทำไม”

            

            ร่างในชุดขาวเดินตรงเข้ามาหาประกายตามุ่งมั่น

            

            “นักรบอเวจีน่ะเลือกอนาคตตัวเองไม่ได้หรอก”

            

            บรึ้ม!

            

            เสียงระเบิดดังมาจากมุมห้องก่อนที่เพดานสูงจะสั่นไหวฝุ่นผงจากผนังที่เริ่มร้าวร่วงกราวลงมาสู่พื้น บางส่วนฟุ้งอยู่ในอากาศกลายเป็นม่านควันจางๆบดบังการมองเห็นเอเรียลยังคงยืนอยู่ตรงหน้าเขาไม่ได้ขยับไปไหนและไม่มีท่าทีหวั่นเกรงว่าปราสาทหลังนี้มันจะถล่มลงมาเมื่อใดราวกับเด็กหนุ่มไม่สนใจว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นต่อจากนี้ แม้เจ้าตัวจะบอกว่าต้องการต่อสู้แต่ก็ไม่ได้มีทีท่าจะเข้ามาทำร้ายเขาไหนจะเรื่องสถานที่ที่พวกเขาอยู่อีกในห้องนอนใหญ่ของใครสักคนระหว่างราชากับราชินีแห่งเอิร์ธมูนห้องที่ทางเข้าถูกปิดตายและไม่มีทางออกจากห้องนี้นอกเสียจากหน้าต่างบานใหญ่ด้านข้างที่หากกระโดดลงไปก็เจอกับข่ายเวทของพิงค์ใช่... ไม่เหมาะกับการต่อสู้ของพวกเขาเลยสักนิด เอเรียลเหมาะกับพื้นที่เปิดโล่งดูมั่นคงและมีอาณาเขตกว้างขวางพอที่จะใช้พลังของนักรบอเวจีจากเอิร์ธสโตนได้มากกว่าห้องแคบๆบนปราสาทที่ไม่รู้ว่าจะถล่มลงมาเมื่อไหร่ถ้าเทียบกันในสถานที่แบบนี้เขาดูจะได้เปรียบมากกว่าด้วยซ้ำโดยเฉพาะเมื่อนักรบอเวจีตรงหน้าเขานี่ไม่คิดจะสร้างข่ายเวทขึ้นในห้องนี้เพื่อสร้างความได้เปรียบให้แก่ตัวเอง

            

            หมอนี่แค่อยากจะขวางเขาไม่ให้ไปตามหามินาโยะ...หรือว่ากำลังรออะไรอยู่กันแน่

            

            “ทำอะไรของนาย”เท็ตสึยะบ่น ไม่เข้าใจความคิดของคนตรงหน้าเลยจริงๆ “ทำไมไม่เข้ามาล่ะ”

            

            “นายก็เข้ามาสิ”เอเรียลท้า “ถ้าอยากไปช่วยเธอ ก็ผ่านฉันไปให้ได้สิ”

            

            เท็ตสึยะชูนิ้วทำสัญลักษณ์หยาบคายส่งให้ทำไมพวกหัวสมองตื้อๆอย่างเขาถึงต้องมารับมือกับคนที่ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ในใจอย่างหมอนี่ด้วยนะ

            

            ผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธธันเดอร์ชักสีหน้าเครียดก่อนจะเรียกประจุไฟฟ้าออกมารวมกันที่มือขวา

            

            จะด้วยเหตุผลอะไรก็ช่างเถอะตอนนี้เขาต้องรีบไปตามหามินาโยะไม่มีเวลาว่างมานั่งฟังเรื่องอะไรเครียดๆอยู่ในห้องมืดมิดกับหมอนี่สองต่อสองหรอก

            

            ประจุไฟฟ้าอัดตัวกันเป็นก้อนกลมประกายไฟส่องกระพริบอยู่ท่ามกลางความมืดในห้องก่อนที่มันจะขยายตัวเป็นโครงร่างคล้ายตาข่ายแล้วลอยตัวขึ้นสูงเหนือหัวเปล่งแสงสว่างส่องจ้าไปทั่วห้อง เผยให้เห็นสภาพในห้องที่เขาไม่ทันได้สังเกตมาก่อน

            

            เตียงไม้สี่เสาใจกลางห้องที่ฝุ่นเกาะเขรอะถูกหักครึ่งเป็นสองท่อนกองอยู่ข้างโต๊ะเครื่องแป้งตัวใหญ่ที่บานกระจกถูกทุบแตกละเอียดข้าวของในห้องเกือบทุกชิ้น ตู้เสื้อผ้าไม้สีน้ำตาลอ่อน เก้าอี้บุนวมหนาสีชาโต๊ะเขียนหนังสือ ชั้นวางของ ทุกอย่างแหลกละเอียดกลายเป็นเศษซากกองอยู่บนพื้นห้องทั้งภาพวาดประดับข้างฝาผนังล้วนแต่มีชะตากรรมไม่ต่างไปจากภาพวาดใหญ่ที่เขาเห็นเอเรียลใช้ดาบตวัดมันขาดเป็นเสี่ยงๆกลายเป็นเศษผ้าใบไร้ค่าบนพื้นแม้ข้าวของทุกชิ้นจะถูกทิ้งไว้นานจนฝุ่นเกาะ แต่ร่องรอยการทำลายกลับเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นได้ไม่นานบางทีอาจจะไม่กี่นาทีก่อนที่เขาจะเข้ามาในห้อง และคนที่ทำให้พวกมันตกอยู่ในสภาพนี้ก็คงจะหนีไม่พ้น--

            

            “ไม่เข้ามาเสียทีล่ะ?”

            

            เอเรียลถามริมฝีปากบิดโค้งขึ้นอย่างยิ้มเยาะ

            

            เท็ตสึยะกำหมัดแน่น

            

            “นายต้องการอะไรกันแน่!”

            

            ประจุไฟฟ้าเสียดสีกันส่องแสงแปลบปลาบก่อนที่โครงร่างตาข่ายพวกนั้นจะพุ่งเข้าใสร่างของเด็กหนุ่มในชุดขาวที่ยืนนิ่งกระแสไฟฟ้าไหลไปทั่วร่างเล็กๆ เอเรียลขบกรามแน่นมือสองข้างเหยียดเกร็งก่อนจะกำฝ่ามือขบความเจ็บปวด หยดเลือดไหลซึมออกมาจากริมฝีปากที่ถูกขบแน่นขณะที่ปล่อยให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปทั่วร่างจนแทบจะขยับไม่ได้ร่างกายชาวาบ แต่ในที่สุดความเจ็บปวดนั่นมันก็สิ้นสุดลง

            

            เท็ตสึยะยืนนิ่งตาเบิกกว้าง ไม่ใช่แค่ประหลาดใจที่การโจมตีของเขาใช้กับคนตรงหน้าไม่ได้ผลเท่านั้นแต่การที่อีกฝ่ายไม่ยอมลงมือตอบโต้นี่ก็เป็นอีกสาเหตุเช่นกัน

            

            “อะไรกัน!?นายมีพลังแค่นี้เองเหรอ ตอนสงครามวันสิ้นโลกนั่นยังทำได้ดีกว่านี้เลยนี่” เอเรียลถามเสียงเหยียดก่อนจะยิ้มเยาะใส่เขานัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มพราวระริก “หรือว่าต้องใช้ฉันฆ่าใครก่อนล่ะนายถึงจะเอาจริงได้”

            

            “เอเรียล!”

            

            เท็ตสึยะตะโกนก้องเรียกสายฟ้าออกมาไม่ยั้ง ประจุไฟฟ้าไหลวนอยู่ในอากาศเสียดสีผิวหนังจนแสบไปทั่วร่าง  สายฟ้าบางส่วนฟาดกระทบพื้นห้องจนแตกเป็นรูกว้างปราสาททั้งหลังสั่นสะเทือนอีกครั้ง เสียงระเบิดดังก้องไปทั่ว ทั้งจากการต่อสู้ของใครสักคนที่อยู่ไกลออกไปทั้งแรงระเบิดที่ดังมาจากม่านพลังน้ำของพิงค์ที่ด้านล่าง การปะทะจากทุกส่วนรอบปราสาทผสานเป็นเสียงที่อื้ออึงจนขจัดความกลัวให้หายไปจากจิตใจเหลือเพียงความโกรธที่พุ่งเข้าครอบงำอย่างไร้ที่มา

            

            เปรี๊ยะ!

            

            ร่างของเอเรียลกระตุกเมื่อสายฟ้าเส้นหนึ่งฟาดเข้าใส่ร่างของนักรบอเวจีหนุ่มอย่างจังกระแสไฟฟ้าจำนวนมหาศาลไหลผ่านร่างที่ยังคงยืนนิ่งไม่ขยับออกจากที่ไปไหนเท็ตสึยะพุ่งเข้าใส่เอเรียลด้วยความเร็วสูงก่อนจะฟาดลำแข้งเข้าต้นคอของเด็กหนุ่ม

            

            กร๊อบ!

            

            เสียงกระดูกหักดังลั่นเท็ตสึยะสปริงตัวออกจากร่างของเอเรียลลงไปนั่งนิ่งอยู่กับพื้นทันที

            

            “นายเนี่ย...โง่แต่เรื่องเดิมๆอยู่เรื่อย”

            

            เอเรียลบ่นบิดคอไปมาอย่างเมื่อยขบ เศษหินร่วงกราวลงมาจากต้นคอของเด็กหนุ่มจนมองเห็นผิวเนื้อที่แท้จริงซ่อนอยู่ข้างในไม่นานต้นคอก็เริ่มแข็ง ร่างกายของนักรบอเวจีหนุ่มกลายเป็นหินอีกครั้งขณะที่เจ้าตัวมองดูลำแข้งขวาของเท็ตสึยะที่บวมช้ำและเริ่มเปลี่ยนเป็นสีม่วงรอบแผลมีรอยถลอก

             

            “มิน่าล่ะ แกถึงยังนิ่งอยู่ได้” เท็ตสึยะพูดกัดฟันแน่นอย่างข่มความเจ็บปวดไว้ “มั่นใจมากสินะว่าสายฟ้ากับการโจมตีทางกายภาพของฉันน่ะจะใช้กับนายไม่ได้ผล”

            

            “ก็คงงั้น”เอเรียลว่า เสมองออกไปนอกหน้าต่าง ม่านพลังของพิงค์ยังอยู่ แต่ดูเหมือนการต่อสู้ใต้ผิวน้ำจะหยุดนิ่งเพราะพวกเขาไม่ได้ยินเสียงระเบิดมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว

            

            “เอาไงต่อจะเข้ามาไหม? ฉันน่ะสามารถชนะนายได้ง่ายๆโดยที่ไม่ต้องลงมือทำอะไรเลยนะ”

            

            เด็กหนุ่มหันมาถามเท็ตสึยะที่นั่งหน้าเหยเกอยู่กับพื้นขาขวาที่รับแรงปะทะเข้าไปเต็มๆกำลังส่งผลร้ายกับตัวเขาเอง ขืนสู้ต่อไปมีแต่พิการแค่ขาข้างเดียวจะไปโจมตีอะไรเอเรียลได้ อย่างนี้คงได้แต่หวังพึ่งแต่พลังของผู้พิทักษ์

            

            เอาล่ะ!

            

            เท็ตสึยะพึมพำให้กำลังใจตัวเองจัดท่านั่งให้อยู่ในสภาพที่ทรมานน้อยที่สุด เมื่อเอเรียลไม่ขยับเขาก็จะไม่ขยับ แล้วมาลองดูว่าใครจะล้มอีกฝ่ายได้ก่อนกัน

            

            “ธันเดอร์”

            

            เด็กหนุ่มกระซิบประจุไฟฟ้าไหลวนทั่วร่างเขา เอเรียลกระตุกรอยยิ้มก่อนที่นัยน์ตาสีน้ำเงินจะวาวโรจน์

            

            เท็ตสึยะชี้นิ้วใส่ร่างของเด็กหนุ่มตรงหน้าประจุไฟฟ้าแล่นพล่านเข้าหานักรบอเวจีหนุ่มด้วยความเร็วแสงมันกระทบเข้ากับร่างที่แข็งเป็นหินของเอเรียล กระแสไฟฟ้าไหลวนไปทั่วร่างแต่ไม่มีส่วนใดเลยที่จะซึมผ่านผิวหนังเด็กหนุ่มเข้าไปข้างในได้ เอเรียลทำให้ร่างกายของตัวเองกลายเป็นหินเป็นฉนวนกันไฟฟ้าชั้นยอดที่จะทำให้หมอนั่นเอาชนะเขาได้โดยที่ไม่ต้องลงมือทำอะไร

            

            แต่เรื่องที่เหนือความคาดหมายก็เกิดขึ้นกระแสไฟฟ้าที่ส่งผ่านเข้ามาปะทะร่างของนักรบอเวจีหนุ่มรุนแรงขึ้นมันผลักร่างที่กลายเป็นหินของเอเรียลถอยครืดออกไปจากที่ที่เขายืนอยู่ได้สำเร็จเป็นครั้งแรกแต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ทำให้นักรบอเวจีหนุ่มจากเอิร์ธสโตนหวาดกลัวแรงต้านจากร่างกายที่แข็งเป็นหินผลักประจุไฟฟ้าออกไปกระทบกับบานหน้าต่างด้านข้างจนแตกละเอียดนั่นต่างหากที่ทำให้เอเรียลผวา  ประจุไฟฟ้าส่วนหนึ่งที่เท็ตสึยะปล่อยใส่เอเรียลกำลังสะท้อนไปทั่วห้องและมีส่วนหนึ่งกำลังพุ่งออกจากหน้าต่างลงสู่พื้นดินด้านล่างตรงที่ที่มีม่านพลังน้ำของพิงค์อยู่

            

            “ไม่!”

            

            ร่างในชุดขาวตะโกนก้องขยับตัวออกจากที่ด้วยตัวเองเป็นครั้งแรกฝ่ามือเล็กยื่นออกไปด้านหน้าก่อนจะกำแน่น แผ่นหินยักษ์ปรากฏขึ้นเหนือม่านพลังน้ำของพิงค์รองรับแรงปะทะจากกระแสไฟฟ้าของเท็ตสึยะที่ไหลออกนอกทิศทางจนมันแตกออกเป็นเสี่ยงๆเศษหินน้อยใหญ่ถูกคนสร้างบังคับให้แหลกละเอียดเป็นผุยผงก่อนที่จะร่วงกราวปกคลุมเหนือผิวน้ำ

            

            ร่างของเอเรียลทรุดลงกับพื้นห้วงหายใจหอบหนักเพราะฝืนใช้พลังป้องกันคนด้านนอกมากเกินไปเลยไม่เหลือพลังไว้พอให้ปกป้องตัวเอง

            

            เท็ตสึยะมองดูเด็กหนุ่มตรงหน้าอย่างประหลาดใจจู่ๆความคิดหนึ่งก็วูบเข้ามาในหัวเขา แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับเอเรียลก็ทำให้ห้วงความคิดนั่นแตกกระจาย

            

            ร่างในชุดขาวกระตุกหยดเลือดไหลซึมออกมาจากมุมปากก่อนที่เด็กหนุ่มจะกระอักเลือดออกมาเป็นลิ่มเปรอะกางเกงสีขาวเป็นทางยาวนัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มของเอเรียลเบิกกว้าง มือข้างหนึ่งกุมที่หัวใจแน่น

            

            เอเรียลกำลังจะตาย!

    คล้ายกับเรื่องผู้พิทักษ์จากแสงสว่าง : ราชินีแห่งดวงจันทร์ ที่คุณอ่าน