หลี่หัวลี่ดำรงตำแหน่งแม่ทัพคุมกำลังแสนนายอยู่ในมณฑลเฮย์หลงเจียงดูแลพื้นที่ชายแดนบริเวณที่ติดกับมองโกเลีย เมื่อมีการรุกรานของชนกลุ่มน้อย มันนำทัพออกรบสามารถยันไว้ได้ทุกครั้ง ผู้คนจึงใช้ชีวิตอยู่อย่างผาสุก กล่าวไปแล้วความมั่นคงในดินแดนแถบนี้ขึ้นอยู่กับฝีมือของมันเป็นส่วนใหญ่
เมื่ออยู่ห่างไกลจากเมืองหลวง ทั้งไม่มีผู้ใดมาแทนที่ตนได้ หลี่หัวลี่จึงคล้ายจักพรรดิในแดนไกล แม้แต่เจ้าเมืองยังต้องเกรงอกเกรงใจ
ข่าวพระอาการประชวรมาถึงแล้ว
หลี่หัวลี่จิบสุราพลางคิดไปพลาง
แผ่นดินจะตกเป็นของผู้ใด
หากตามปกติ ย่อมเป็นรัชทายาท
แต่พระนางทำลายความปกติไปเสียสิ้น
ทรงแต่งตั้งและถอดถอนจักพรรดิตามอำเภอใจ สุดท้ายขึ้นเป็นจักพรรดินีเสียเอง
แม้ในรัชสมัยของพระองค์ บ้านเมืองเจริญก้าวหน้า แต่แท้จริงมีปัญหาใหญ่ซุกซ่อนอยู่
ความต่อเนื่องของการปกครองแผ่นดิน
หากไม่มีความชัดเจน อาจนำมาซึ่งการรบราฆ่าฟันกันภายใน ซึ่งทำให้ราชสำนักอ่อนแอลง
นอกจากนี้พวกขุนนางในเมืองหลวงยังชอบเพ็ดทูลกล่าวหาแม่ทัพที่เสี่ยงชีวิตตามชายแดนอยู่เป็นประจำ สร้างความแคลงใจลึก ๆ ให้พระจักพรรดินี ไม่แน่ว่าวันใดจะมีรับสั่งถอดถอน หรือแม้แต่เรียกเข้าวังไปรับโทษ
ซึ่งคนเช่นหลี่หัวลี่ไม่มีทางยินยอม
นายทหารคนสนิทเข้ามารายงาน
“ตระกูลหวงรวบรวมกำลังจากค่ายธรรมะราวสองพันคน รวมกับศิษย์ในสำนักเป็นเจ็ดพัน ตอนนี้ปักหลักอยู่ในลั่วหยาง”
หลี่หัวลี่ฟังเฉย ๆ กำลังคนเพียงแค่นี้สำหรับมันไม่มีความหมายอันใด แต่ลั่วหยางเป็นเมืองหลวง ถือเป็นชัยภูมิสำคัญ ทั้งพระจักรพรรดินีกำลังจะเสด็จกลับไปที่นั่น
“พวกมันรวมตัวกันเพื่อสิ่งใด”
“มันกล่าวอ้างว่าเพื่อรับมือกับการก่อการร้ายของพรรคปราบมังกร”
“พรรคปราบมังกร มิใช่สาบสูญไปแล้วหรือ”
“ช่วงที่ผ่านมามีการปะทะกันระหว่างพรรคปราบมังกรกับตระกูลหวง แต่ลักษณะเป็นการต่อสู้ในยุทธจักร”
“ทางเว่ยกงกงเล่า”
“ยังไม่เคลื่อนไหว”
“ให้คนของเราจับตาดูพวกมันต่อไป หากมีการเปลี่ยนแปลงให้แจ้งมาทันที”
“รับบัญชาท่านแม่ทัพ”
หลี่หัวลี่จิบสุราต่อ จนสตรีนางหนึ่งเดินเข้ากระโจมมา
“ท่านแม่ทัพดื่มสุราแต่หัววัน ระวังสุขภาพจะทรุดโทรม”
หลี่หัวลี่มองนางด้วยแววตาเป็นประกาย
“มีเจ้าอยู่เคียงข้าง ใยร่างกายมิทรุดโทรม”
สตรีนางนั้นยกมือปิดปากหัวเราะ แล้วนั่งที่ตักมัน ใช้สองมือโอบลำคออันแข็งแกร่งไว้
“ท่านอย่าปากหวาน ผู้อื่นอาจได้ยิน”
“ได้ยินแล้วจะเป็นไร ในมณฑลนี้มีผู้ใดยิ่งใหญ่กว่าข้าฯ”
“ย่อมไม่ แต่หากไปจากที่นี่เล่า”
“เจ้าหมายความว่ากระไร”
“มิมีใด แค่ข้าพเจ้าเป็นห่วงท่านเท่านั้น”
เสี้ยวอู่หมิงลืมตาขึ้นมา พบว่าตนนอนอยู่บนเตียง มีผ้าห่มคลุมกายเรียบร้อย
เมื่อโคจรลมปราณ พบว่ายังพอมีหลงเหลืออยู่
พยายามนึกทบทวน จำได้เพียงว่าคล้ายถูกธาตุไฟเข้าแทรก
แล้วมันกลับขึ้นมานอนบนเตียงได้อย่างไร
พอยันกายขึ้นนั่ง ก็เวียนศีรษะเล็กน้อย
มันกัดฟันลุกไปดื่มน้ำจากเหยือกที่วางบนโต๊ะ
“พี่เสี้ยวอยู่หรือไม่”
เป็นเสียงของเฟิงตงเปียน
“อยู่ น้องเล็กเชิญเข้ามา”
หลังจากสาบานเป็นพี่น้อง เสี้ยวอู่หมิงเป็นพี่รอง
เฟิงตงเปียนผลักประตูเข้ามา มองเห็นสีหน้าอิดโรยของมัน
“พี่เสี้ยวเป็นอะไรไป อาการกำเริบหรือ”
“ดีขึ้นแล้ว เจ้ามีอันใด”
“มีคำสั่งให้เตรียมตัว จะเสด็จกลับลั่วหยางเดือนหน้า”
“ถ้าเช่นนั้น หนึ่งเดือนนี้ข้าพเจ้าต้องเที่ยวชมฉางอานให้เต็มที่ เผื่อว่าความทรงจำจะกลับมาเพิ่ม”
“ต้องการให้ผู้น้องไปเป็นเพื่อนหรือไม่”
“เจ้าจัดการงานเถิด ข้าพเจ้าจะไม่ออกไปจากตัวเมือง”
เมื่อเฟิงตงเปียงกลับ เสี้ยวอู่หมิงนั่งสมาธิโคจรลมปราณครู่หนึ่งก็ออกมาเดินชมตลาด
เจิงเจิ้งจิงมาจากที่ใดมิทราบ เดินยิ้มตรงเข้ามา
“น้องกลางเป็นอย่างไร ท่าทางอิดโรย”
“อ่อนเพลียอยู่ แต่ดีขึ้นแล้ว ขอบคุณพี่ใหญ่ที่เป็นห่วง”
“ถนอมสุขภาพไว้ เดือนหน้าต้องเดินทาง”
“น้องเล็กแจ้งข้าพเจ้าแล้ว พี่ท่านมีสิ่งใดให้รับใช้”
“ท่านกงกงให้ตามเจ้าไปพบด้วยกัน”
เสี้ยวอู่หมิงกับเจิงเจิ้งจิงเดินมาตามทางน้อยในเขตพระราชวัง เสี้ยวอู่หมิงรู้สึกว่าเรี่ยวแรงไม่ค่อยมี แต่ก็พยายามประคองตัวมาจนเห็นตึกสองชั้นซึ่งเป็นที่ทำงานของเว่ยกงกง ภาพเหตุการณ์ที่พาเหมยฮวาไปหลบที่ห้องใต้หลังคาก็แวบเข้ามาในความทรงจำ
เสี้ยวอู่หมิงนิ่งไป
“น้องกลางสบายดีหรือไม่
“เหมือนข้าพเจ้าจดจำบางสิ่งได้”
“นั่นก็ดี วันนี้ข้าฯจะให้แพทย์มาตรวจท่านอีก”
“ขอบคุณพี่ใหญ่”
“เจ้าดูไม่ค่อยสบาย”
“ดีขึ้นแล้ว ขอบคุณท่านกงกง”
เสี้ยวอู่หมิงรู้สึกว่ามีแต่ผู้คนเป็นห่วง วันนี้ต้องยืนยันว่าตนดีขึ้นแล้วหลายครั้ง
“ช่วงนี้ควรกินอาหารบำรุงให้มาก”
เว่ยกงกงยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้
“นี่เป็นแผนผังขบวนเสด็จ กองกำลังแสนนายจะแบ่งเป็นสี่ทัพ ทัพหน้าสองหมื่น ทัพกลางสี่หมื่น ปีกซ้ายขวาด้านละหนึ่งหมื่น และทัพหลังสองหมื่นพระจักรพรรดินี เชื้อพระวงศ์และขุนนางผู้ใหญ่จะอยู่ในทัพกลาง”
เสี้ยวอู่หมิงและเฟิงตงเปียนจดจำแผนผังขบวนเสด็จไว้ขึ้นใจ นี่เป็นความลับสูงสุด มีแต่ข้าราชการระดับสูงจึงจะมีเอกสารนี้ได้
“ท่านกงกงจะให้พวกข้าพเจ้าอยู่บริเวณใด” เจิงเจิ้งจิงเอ่ยถาม
“เจ้าให้ติดตามเจ้ากรมสิงปู้ ส่วนเสี้ยวอู่หมิงให้อยู่ที่กองเสบียงของทัพกลาง สำหรับเฟิงตงเปียนให้อยู่กับข้าเพื่อคอยประสานงาน”
เจิงเจิ้งจิงเห็นด้วย นี่เป็นการวางตำแหน่งคนที่มีเหตุผลยิ่ง โดยเฉพาะเสี้ยวอู่หมิงอยู่ในจุดปลอดภัย เพราะนี่มิใช่การออกรบที่จะมักจะมีการจู่โจมกองเสบียง แต่เป็นการเดินทัพกลับเมืองหลวงที่สะดวกสบายกว่า”
“ข้าฯให้เจ้าคุมกำลังหน่วยจัดหาฟืนประมาณหนึ่งร้อยนาย แต่มีนายทหารคอยสั่งการประจำอยู่แล้ว เจ้ามีกระโจมส่วนตัวให้พักผ่อนเต็มที่ เมื่อไปถึงลั่วหยางมีงานทำอีกมาก”
“ขอบคุณท่านกงกง”
เสี้ยวอู่หมิงย่อมทราบดีว่าตำแหน่งที่กงกงจัดให้ เพียงเพื่อให้มันเป็นหัวหน้าหน่วยชั่วคราว จะได้รับความสะดวกสบายเท่านั้น แท้จริงไม่มีงานให้รับผิดชอบจริงจัง
เจิงเจิ้งจิงไปพบเจ้ากรมเป่าไฉ
“เว่ยกงกงแจ้งเรื่องขบวนเสด็จให้ข้าพเจ้าทราบแล้ว”
เป่าไฉกำลังตรวจตราเอกสารสำคัญที่ต้องนำกลับไปลั่วหยาง
“เจ้าอยู่กับข้าฯก็ดี ทรงมีรับสั่งให้สรุปงานครั้งใหญ่กราบทูลต่อพระองค์ที่ลั่วหยาง จะได้คอยรักษาเอกสารพวกนี้”
“ท่านเจ้ากรมวางใจ ข้าพเจ้าจะจัดคนดูแลอย่างเข้มงวด”
“การเสด็จคราวนี้ไม่มีข่าวเรื่องลอบสังหารหรือก่อการร้าย นับเป็นเรื่องผิดปกติ เจ้ายิ่งต้องระวัง ข้าฯมิค่อยวางใจเท่าใด”
“ผู้น้อยรับทราบ”
“เจ้ากับเสี้ยวอู่หมิงและเฟิงตงเปียนสาบานเป็นพี่น้องกันเช่นนั้นหรือ”
“ขออภัยที่มิได้แจ้งต่อท่านเจ้ากรม เรื่องนี้ข้าพเจ้าเป็นผู้ต้นคิดเอง”
“นั่นเป็นเรื่องส่วนตัวของพวกเจ้า แต่การทำงานให้คิดถึงหน้าที่เป็นสำคัญ”
“ผู้น้อยจะถือปฏิบัติ”
หลี่หัวหลี่ขี่ม้าออกตรวจค่ายทหารด้วยตนเอง
มันแม้เป็นแม่ทัพใหญ่ แต่มักจะคอยดูแลถามไถ่ความเป็นอยู่ของทหารทุกระดับ แม้แต่พลทหารระดับล่าง จึงรับรู้เรื่องของผู้ใต้บังคับบัญชาเป็นอย่างดี
หลี่หัวลี่ดูแลกองทัพราวครอบครัว ทั้งปูนบำเหน็จความชอบและลงโทษอย่างชัดเจน ยามออกรบทหารของมันจึงแก้วกล้าเข็มแข็ง
กองทัพแสนนายแบ่งออกเป็นห้ากอง แต่ละกองมีแม่ทัพที่ไว้ใจได้หนึ่งคน ส่วนทัพใหญ่ต้องฟังคำสั่งของมัน การกระจายอำนาจและรวมศูนย์ดำเนินการอย่างแยบยล เกิดประสิทธิภาพถึงขีดสุด อำนาจของหลี่หัวลี่ในกองทัพมั่นคงมิสั่นคลอน
สำหรับกองทัพชายแดนอื่น ๆ นั้น ข่าวว่าบางแห่งเบี้ยหวัดเงินปีของทหารผู้น้อยถูกหักไปอย่างปราศจากเหตุผล
หลี่หัวลี่เห็นว่าผู้บังคับบัญชาพวกนั้นละโมบเกินไป
ความจริงตำแหน่งแม่ทัพก็มีทรัพย์สินพอเลี้ยงดูครอบครัวได้อย่างสบาย
หากคิดเป็นใหญ่มิควรเห็นแก่ผลประโยชน์เล็กน้อย
“เรียนท่านแม่ทัพ คนของเราแจ้งว่าสมเด็จพระจักพรรดินีจะเสด็จกลับลั่วหยางเดือนหน้า ทรงให้เชื้อพระวงศ์คนสำคัญและขุนนางผู้ใหญ่ตามเสด็จด้วย”
“พวกนอกด่านเป็นอย่างไร”
“เชื่อว่าไม่สามารถก่อกวนเราในเวลาอันใกล้”
“ตามแม่ทัพทั้งห้ามาให้ข้า”