ด้านบนท้องนภาลั่วไห่เฟิงได้รับการเสริมส่งจากสายลมและอากาศอย่างเต็มที่ ด้านหลังของเขามีปีกสีเขียวอ่อนปรากฏออกมาแสดงให้เห็นว่าเขาใช้พลังของกายเทพเหินเวหาอย่างสุดกำลัง
เบื้องหลังของชายหนุ่มตอนนี้หลินเทียนกำลังตามมาติดๆเปลวเพลิงสีมรกตปลดปล่อยการโจมตีออกมาอย่างบ้าคลั่ง หนึ่งคนทะยานหนีหนึ่งคนโจมตี เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นเป็นเวลากว่าครึ่งก้านธูปแล้ว และไม่มีท่าทีว่าจะหยุดหย่อนแต่อย่างใด
"เจ้าเด็กบ้า ข้าให้เจ้ามาสู้กับข้าแล้วยืนหยัดให้ครบหนึ่งก้านธูปแต่เจ้ากลับบินหนี ความกล้าหาญที่เคยมีเมื่อการก่อนหายไปไหนหมด"หลินเทียนสบถออกมาอย่างไม่ชอบใจนัก
ลั่วไห่เฟิงที่ได้ยินก็เผยยิ้มออกมา "ท่านจะบ้าหรือเปล่า ท่านเป็นระดับเซียนแต่ข้าแค่จอมปราชญ์ขั้นเก้าแม้จะดูน้อยแต่ระยะห่างมันต่างกันราวฟ้ากับเหว ข้าไม่ยอมให้ท่านทุบตีง่ายดายปานนั้นหรอกนะ"
"เหอะ โตแต่ตัว!"หลินเทียนกล่าวและผายมือออกไป เบื้องหน้าของลั่วไห่เฟิงปรากฏภาพกิเลนเพลิงที่ดูน่ายำเกรง จากนั้นภาพลักษณ์สวรรค์นี้ก็กลายเป็นทักษะเปลวเพลิงผนึกราชันพุ่งเข้าใส่ลั่วไห่เฟิงจากทุกทิศทางราวกับมิให้หลบหนี
"เทพนภาสบั้นฟ้า"ลั่วไห่เฟิงกล่าว สายลมจากทุกสารทิศมารวมกันเป็นกระบี่หกเล่มพุ่งเข้าไปทำลายทักษะของหลินเทียนในทันที ทักษะนี้คือหนึ่งในทักษะที่ลั่วอู่หลินให้กับลั่วไห่เฟิงเอาไว้ อานุภาพของมันสามารถกรีดผ่านภาได้ นับประสาอะไรกับทักษะของหลินเทียนเมื่อโดนทักษะนี้เข้าไปก็ถูกสบั้นจนกระจุยในทันที
"ทักษะระดับสวรรค์!"หลินเทียนอุทานอย่างตกใจ ทว่ากลับไม่ยอมรามือง่ายๆเศษเสี้ยวกรงขังของทักษะเปลวเพลิงผนึกราชันหลอมรวมกลับกลายเป็นภาพของกิเลนเพลิงอีกครั้ง เปลวเพลิงสวรรค์สีมรกตเปลี่ยนรูปร่างกลายเป็นลูกไฟสีมรกตขนาดใหญ่พุ่งเข้าใส่ลั่วไห่เฟิงในทันที
"ดาวเพลิงร่วงหล่น"
ลั่วไห่เฟิงเมื่อเห็นลูกไฟกำลังพุ่งมาหาตนราวกับดาวตกก็พลันเปลี่ยนสีหน้ากลายเป็นจริงจังในทันที ทันใดนั้นสายลมรอบข้างก็พลันก่อตัวกลายเป็นเทพธิดาสีเขียวอ่อนขนาดมหึมาทำท่าเป่าเบาๆไปที่ลูกไฟลูกนั้น
"ลมหายใจแห่งเทพ"
"บูมมม!!"
การปะทะกันของทักษะขนาดใหญ่ทำให้เกิดเสียงระเบิดดังอื้ออึง ลั่วไห่เฟิงพลันล่วงหล่นลงมาด้านล่างในทันที ส่วนหลินเทียนนั้นถอยหลังไปถึงสามก้าวด้วยกัน และในเวลานั้นก็หมดเวลาหนึ่งก้านธูปเสียแล้ว ทำให้หลินเทียนต้องยืนอึ้งงันไป นี่เขาจับเจ้าเด็กนี่ไม่ได้จริงๆหรือ เรื่องแบบนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้
"เห้อ กล้าท้าก็กล้ายอมรับผลเช่นกัน"หลินเทียนถอนหายใจและล่อนลงมา ตอนนี้ลั่วไห่เฟิงที่ร่วงหล่นลงมาเมื่อครู่ได้ถูกภรรยาอย่างหลินอี้เฟยเข้ามาดูแลแล้ว
"หึ นับจากนี้ข้ายอมรับเจ้าเป็นลูกเขยอย่างเป็นทางการ และมอบตำแหน่งหัวหน้าผู้อาวุโสคุมกฏของนิกายเปลวเพลิงโชติช่วงให้กับเจ้า"หลินเทียนกล่าว
ลั่วไห่เฟิงลุกพรวดพราด"แต่ข้าไม่ได้มาที่นี่ไม่ได้หวังตำแหน่งอะไร"
"เหอะ ในเมื่อเป็นลูกเขยของตระกูลหลินมันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายดายอย่างที่เจ้าคิด ข้าไม่อยากขายหน้าเพราะมีลูกเขยที่หวังเพียงกกภรรยาอยู่ในบ้านหรอกนะ"หลินเทียนกล่าว และเตรียมจะบินจากไป
ในเวลานั้นเองลั่วอู่หลินที่ยืนอยู่ด้านหลังก็กระแอมไอ"อะแฮ่ม ตาแก่ท่านลืมอะไรไปหรือเปล่า ข้าทำภารกิจของท่านหมดแล้วนะ"
"หึ"
หลินเทียนเค้นเสียงเล็กน้อยก่อนที่จะเดินไปแล้วคลายผนึกให้หลานชายในทันที "ตอนแรกคิดว่าจะให้ไปช่วยอย่างเดียวเสียอีก ไม่คิดว่าจะถึงกับเกี้ยวสะใภ้ดีๆเช่นนี้กลับมาด้วย"
"หึหึ นี่คือความสามารถพิเศษที่เหนือกว่าท่านอย่างไรละ"ลั่วอู่หลินกล่าวด้วยท่าทางภาคภูมิใจ ทว่ากลับถูกสวีปิงเอ่อร์บิดเอวจนต้องร้องออกมา
เมื่อปลดผนึกปราณเป็นที่เรียบร้อย ลั่วอู่หลินรู้สึกโล่งเป็นอย่างมาก แน่นอนชายหนุ่มก็ไม่รอช้าทำการดูดเอาพิษหยินในร่างของสวีปิงเอ่อร์ออกมาในทันที เนื่องจากลั่วอู่หลินรู้ดีว่าสวีปิงเอ่อร์คลั่งไคร้การฝึกฝนเป็นอย่างมาก ดังนั้นจึงอยากปลดผนึกให้กับนางได้เร็วๆจะได้ฝึกไวๆตามความต้องการของนาง
"ยัยหนูปิงเอ่อร์คิดดีแล้วหรือที่ตกลงปลงใจกับเจ้าแสบนี่ ในอนาคตเห็นทีว่าจะปวดหัวไม่น้อยเลยทีเดียว"ขณะที่ลั่วอู่หลินกำลังดูดซับพิษหยินออกมา หลินเทียนกล่าวแถมแกมหยอกล้อออกไป
"ไม่หรอกเจ้าค่ะ แม้ว่าจะเจ้าแผนการไปบ้างแต่ข้าก็มีวิธีกำราบเขาอยู่เช่นกัน ท่านปู่หลินเทียนอย่าได้กังวล"สวีปิงเอ่อร์กล่าว แน่นอนว่าวิธีกำราบลั่วอู่หลินย่อมไม่ใช่อะไรนอกซะจากการร่วมมือกับภรรยาคนอื่นๆนั่นเอง
"นี่! เลิกพูดเรื่องนี้เถอะ ท่านไปสำรวจตำหนักอสูรมาเป็นอย่างไรบ้าง"ลั่วอู่หลินกล่าวถาม
หลินเทียนพลันส่ายหน้า "เหล่าศิษย์ ผู้อาวุโส รวมไปถึงประมุขนิกายถูกฆ่าตายหมด พวกเซิ่งหุนน่าจะเห็นว่าพวกมันไม่มีประโยชน์แล้วเลยฆ่าทิ้งไป"
"โหดร้ายปานนั้นเชียว พวกมันไม่คิดเอาไว้ใช้งานบ้างหรือไร"
"เจ้าคิดน้อยไป ความจริงตำหนักอสูรก็ไม่ได้เลวร้ายออกจะเป็นพวกตรงไปตรงมาด้วยซ้ำ พวกเซิ่งหุนน่าจะมีทักษะสะกดจิตหรือทำอะไรสักอย่างเพื่อควบคุมพวกเขาให้ทำแบบนั้น พอหมดประโยชน์ก็ฆ่าทิ้งในทันที เพราะทักษะควบคุมคนขนาดนี้น่าจะอยู่ได้นาน"
ลั่วอู่หลินถึงกับคิ้วขมวด"แล้วแบบนี้พวกมันจะไม่ทำกับขุมกำลังอื่นในแบบเดียวกันงั้นหรือ?"
"ไม่หรอกมันก็ไม่ได้ทำง่ายดายอะไรขนาดนั้น เซิ่งหุนเป็นแหล่งรวมพวกครึ่งอสูรและครึ่งปีศาจ พวกมันไม่สามารถแฝงตัวในนิกายไหนได้เลยด้วยซ้ำ แต่กรณีของตำหนักอสูรนั้นแตกต่างกัน พวกนั้นบ่มเพราะพลังเลียนแบบสัตว์อสูร ดังนั้นพวกมันน่าจะใช้ความคล้ายคลึงนี้เพื่อแฝงตัวเข้าไป"หลินเทียนกล่าวอธิบายอย่างไม่ปิดบัง แน่นอนว่าเขาไม่ได้เดาลอยๆแต่หลักฐานมันชี้ชัด เนื่องจากในตอนที่เขาไปถึงบริเวณศพของประมุขนิกายมีอักษรเลือดเขียนอธิบายทุกอย่างเอาไว้
และด้วยหลักฐานนี้เองเขาได้แจ้งให้ทุกนิกายไปแล้ว ดังนั้นหากพวกมันคิดจะลงมือกับนิกายอื่นก็ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายดายนัก เมื่อเห็นว่าลั่วอู่หลินไม่มีคำถามอีกต่อไป หลินเทียนก็หันหลังและเตรียมจะจากไปอีกครั้ง
"โอ้ แล้วเรื่องเมืองเบิกฟ้า ข้าจะไปแลกเปลี่ยนกับนิกายดวงดาวให้ นับจากนี้ไปให้เจ้าดูแลก็แล้วกัน"เขาหันไปชำเลืองมองลั่วไห่เฟิงและบินจากไป
รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนหน้าสองสามีภรรยา การที่ตาแก่หลินที่ถูกขนานนามว่าหัวแข็งที่สุดยอมรับพวกเขาเช่นนี้ทำให้เขาโล่งใจเอามากๆเลยทีเดียว
"หุหุ ทำเป็นพูดนั่นพูดนี่ ความจริงก็แค่ไม่แสดงออกไม่เก่งก็แค่นั้น"หลินเยว่เฟยส่ายหน้าและบินตามสามีของนางไป
ส่วนทางด้านลั่วอู่หลินตอนนี้เขาเองก็ได้ดึงพิษหยินออกมาจากร่างของสวีปิงเอ่อร์จนหมดแล้ว แน่นอนว่าหญิงสาวไม่รอช้าขอร้องให้ลั่วอู่หลินพาเข้าไปหาเหล่าพี่หญิงน้องหญิงในทันที ทำให้ลั่วอู่หลินถึงกับยิ้มเจื่อนแต่ก็ยอมให้นางเข้าไปด้านใน
"เห้อ ข้ากลายเป็นหมาหัวเน่าไปเสียแล้ว"ลั่วอู่หลินกล่าวออกมาเล่นๆ แต่ในใจกลับมีความสุขเอามากๆที่พวกนางสนิทกันได้ไวเช่นนี้ การที่ภรรยาไม่มีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันนั่นคือความสุขของสามีอย่างแท้จริง