ตอนที่ 41 สงครามของเหล่าสัตว์เมดจะไม่ยุ่ง
ครึ่งหมาป่าตัวน้อยร่างกายของเขานั้นอ่อนแอมาตั้งแต่เกิดแต่กลับมีจมูก และลิ้นที่สามารถแยกกลิ่น และรสของพืชสมุนไพรได้ดี
ความฝันของเขาคือการเป็นหมอยาสมุนไพร ศึกษาความรู้เกี่ยวกับพืชสมุนไพรซึ่งเป็นที่หาตัวได้ยากสำหรับเผ่าวอร์บีสท์ ที่เป็นเผ่าที่มีสมาธิต่ำและชอบใช้กำลังเป็นหลัก ความรู้เป็นเรื่องรองและเป็นสิ่งที่ถูกให้ความสำคัญต่ำสุด
ดังนั้นผู้ที่ถูกเรียกว่าเป็นผู้ที่มีความรู้หรือปราชญ์ในเผ่าวอร์บีสท์นั้นจึงมีอยู่น้อยมาก
...แม้แต่ผู้ที่ถูกเรียกว่าปราชญ์สูงสุดและมีตำแหน่งใหญ่ที่สุดในสถาบันการศึกษาที่มีเพียงแห่งเดียวของอาณาจักรก็อาจจะไม่ใช่ปราชญ์จริงๆ เป็นเพียงคนที่ถูกแต่งตั้งจากราชา
ครึ่งหมาป่าตัวน้อยหมั่นศึกษาตั้งแต่ยังเล็กจนอาจจะเรียกได้ว่าเป็นอัจฉริยะเลยก็ว่าได้ ทั้งในเรื่องการคิดค้นสูตรยาสมุนไพรขึ้นมาและใช้งานได้จริง...จนในที่สุดก็ถึงวัยที่เขาสามารถเข้าศึกษาในสถาบันได้เพื่อเอาใบรับรองมาเปิดร้านยาเป็นของตัวเอง
...แต่แล้ว เส้นทางในความฝันของเขาก็เริ่มริบหรี่เมื่อสงครามปะทุความรุนแรงยิ่งขึ้น เขาถูกเกณฑ์ให้กลายไปเป็นทหาร
“ผมร่างกายอ่อนแอมาตั้งแต่เกิด ไม่เหมาะจะเป็นทหารหรอกครับ...ปล่อยให้ผมได้ไปศึกษาเป็นหมอยาดีกว่า”
“ขี้ขลาดจริงๆ อายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับเจ้าเขาร่วมสงครามกันหมด…มีแต่เจ้านี่แหละที่ขี้ขลาด”
“หมอยามันจะไปมีเกียรติเท่าทหารได้ยังไงตอนนี้ชั้นก็ไม่ค่อยเห็นพวกหมอยาจะรักษาอะไรได้เลย...ตายก็แค่ฝัง”
“.....นั่นก็เพราะศาสตร์ยาสมุนไพรที่มาจากปราชญ์สูงสุดมันผิดอยู่ต่างหาก”
ครึ่งหมาป่าน้อยพยายามพูดถึงความจริงที่เขาได้ทดลองและเรียนรู้มา...
“สามหาว!! นี่แกกล้าบอกว่าปราชญ์สูงสุดเป็นผู้ผิดเหรออวดดีจริงๆ”
“ทำเพื่ออาณาจักรของเราไม่ได้อย่างงั้นเหรอ...เห็นแก่ตัวจริงๆ”
ไม่มีใครที่คิดจะฟังคำพูดของเขาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว...ตัวเขากำหมัดแน่นความจริงนั้นเขารู้อยู่แล้ว ‘สงครามน่ะมันก็แค่ของที่มีไว้เพื่อผู้ที่มีอำนาจเท่านั้นแหละ ไม่มีประโยชน์อย่างอื่นอีกเลย’
...และแล้วเขาก็ถูกบังคับให้เข้าร่วมสงครามไม่ว่าเขาจะปฏิเสธด้วยเหตุผลต่างๆนาๆ ก็ถูกมองเป็นเพียงแค่ข้ออ้างไร้สาระ...พวกมันแค่ต้องการแนวหน้าไปตายแทนในจำนวนมากๆ
และมันก็เป็นในแบบที่เขาคิดไว้จริงๆแม้ภายนอกร่างกายของเขาจะดูแข็งแรงปกติ แต่ภายในกับไม่ใช่แบบนั้นเลย เขาเป็นทหารที่อ่อนแอและไม่ได้เรื่องจึงกลายเป็นคนรับใช้ภายในกองทัพแทน ทั้งการทำอาหาร การทำความสะอาดเช็ดล้างทุกอย่างตามคำสั่ง...อีกทั้งยังถูกรังแกกลั่นแกล้งทุบตีต่างๆสาระพัดเป็นที่ระบายอารมณ์...
จนในที่สุด ร่างกายของเขาก็พังยับเยินและถูกขับไล่ออกจากกองทัพก่อนปลดประจําการเนื่องจากใช้การไม่ได้แล้ว
แล้วหลังจากนั้น เขาก็นอนซมจากอาการป่วยในบ้านอย่างไร้ผู้เหลียวแลเนื่องจากพ่อ แม่ ครอบครัวของเขา มองเขาเป็นคนที่ไม่ได้เรื่อง หนีสงคราม ไม่มีใครอยากยุ่งเกี่ยวด้วย
มีเพียงครึ่งหมาป่าสาวเพื่อนสมัยเด็กของเขาที่คอยมาดูแลอยู่ตลอด...นั่นทำให้เขาซึ้งใจในตัวเธอเป็นอย่างมาก
เมื่อร่างกายเขาอาการเริ่มดีขึ้น และด้วยความไม่ยอมแพ้มันก็ถึงเวลาแล้วในการที่จะทำตามฝันต่อ...
เขาเลยเลือกที่จะไปสมัครเข้าสถาบันการศึกษาในทันทีแต่ไม่ใช่เพื่อหาความรู้ใดๆ แต่เพื่อเอาใบรับรองจากสถาบันในการเปิดร้านยาของตัวเองเพราะการเปิดร้านยาในอาณาจักรนั้นหากไม่มีใบรับรองก็ถือว่าผิดกฎหมาย
.
.
...เหมือนโชคชะตาเล่นตลก
“ทำไมไม่ได้ล่ะครับ”
เขาพยายามพูดประท้วง...
“จะไปรู้เหรอ! ก็มันเป็นกฎที่ปราชญ์สูงสุดคนใหม่ตั้งขึ้น”
กฎที่ว่าคือการห้ามคนที่มีอายุเกินกำหนดสมัครเข้าสถาบันการศึกษาของอาณาจักร
...หัวเข่าของเขาอ่อนระทวยลงกระแทกพื้นในทันทีความฝันทั้งหมดพังทลายลงตรงหน้า
เขาเดินกลับบ้านเหมือนคนที่ไร้วิญญาณ
.
.
.
กลุ่มควันไฟกลุ่มใหญ่ลอยคลุ้งออกมาจากทางหมู่บ้านของเขา
เมื่อเขามาเห็นสภาพของหมู่บ้าน ก็ต้องพบกับความสิ้นหวังไปอีกขั้น
...ทุกสิ่งทุกอย่างมันก็กลายเป็นเศษซากไปแล้วไม่มีผู้รอดชีวิตเหลือรอดเลยสักคน ทั้งพ่อ แม่ของเขา และเพื่อนสมัยเด็กคนสำคัญที่สุดของเขา
---ดวงตาของเขาไร้แวว เตร็ดเตร่เร่ร่อนอยู่หมู่บ้านข้างเขียงในสภาพที่ยิ่งกว่ายาจก
เขาแอบเปิดร้านยาลับๆและสูตรยาที่เขาคิดค้นขึ้นก็ใช้งานได้จริง มีลูกค้ามาอุดหนุนจำนวนมาก...แต่เขาก็เปิดได้เพียงไม่นานเท่านั้นเขาก็ถูกจับขังคุกในทันที และสูตรยาบางส่วนก็ถูกขโมยไป...
....หลังจากออกมาจากคุกเขาก็กลายเป็นคนจรจัดไร้ค่า หมดสิ้นทุกอย่าง โดนดูถูกต่างๆสารพัด กลายมาเป็น ‘บอนโน่’ ที่เห็นอยู่ในปัจจุบันนี้
.
.
.
การพูดคุยกับบอนโน่ทำให้เฟรอกินรู้อะไรหลายๆอย่างมากขึ้น
ทั้งเรื่องที่เดดโซลปริซึมมันไม่มอบความตายให้กับคนที่ต้องการตายมากๆและเรื่องความเน่าเฟะของสงครามที่สองอาณาจักรนี้สร้างขึ้น...แต่เฟรอกินไม่คิดยุ่งเรื่องของพวกวอร์บีสท์อยู่แล้วพวกมันจะทำสงครามกันยังไงเขาไม่สน
เขาสนเพียงแค่จะเอาเดดโซลปริซึมมายังไงเท่านั้น...
บอนโน่บอกว่าเขาเคยเข้าไปภายในจุดศูนย์กลางของพื้นที่แห่งความตายมาแล้วและได้เห็นความงดงามของเดดโซลปริซึมในระยะที่ใกล้ชิดเป็นอย่างมาก...ดวงตาของบอนโน่ตอนที่เล่าถึงเรื่องนี้อยู่นั้นดูสใสและเปล่งประกายเป็นพิเศษ
เฟรอกินจึงขอให้บอนโน่ช่วยนำทางไปหาเดดโซลปริซึม...
“คุณจะกล้าเข้าไปหรือเปล่า”
“แน่นอน...”
เฟรอกินยิ้มตอบออกมาทันที แววตาของเขาไร้ซึ่งความกลัว...
“ผมชอบรอยยิ้มที่มั่นใจของคุณจริงๆผมจะช่วยคุณนำทางเอง...เพราะงั้นอย่าหนีซะก่อนล่ะ”
...
หลังจากนั้นบอนโน่และเฟรอกินก็จับมือกัน พวกเขาจะออกเดินทางกันพรุ่งนี้เลย...
และเมื่อพวกเขาต้องการที่จะแยกย้ายไปพักผ่อน
“คุณลืมอะไรไปหรือเปล่า”
บอนโน่พูดนิ่งๆถามขึ้นมา...
“อ่อ! ลืมไปเลย...เธอมีอะไรจะจะถามบ้างล่ะ”
...
บอนโน่ยิ้มขึ้นมาทันทีก่อนที่จะถาม
“ผมมีเรื่องจะถามไม่มากหรอกอย่างเช่น...คุณเข้ามายังโลกใบนี้ได้ยังไง ดันเจี้ยนส่วนใหญ่ ทางเข้าออกก็อยู่ในพื้นที่แห่งความตายส่วนดันเจี้ยนอื่นๆที่อยู่นอกพื้นที่แห่งความตายก็ถูกทำลายไปกันหมดแล้วเนื่องจากเผ่าวอร์บีสท์ไม่ต้องการมีปฏิสัมพันธ์กับโลกใบอื่นและเผ่าอื่น…คุณคงไม่ได้เข้าออกโลกใบนี้ผ่านทางดันเจี้ยนสินะ”
คำถามของบอนโน่ทำให้เฟรอกินถึงกับหัวเราะออกมา...
‘ไอวอร์บีสท์ตัวนี้ มันดูไม่สมองกล้ามเหมือนตัวอื่นๆเลย’บอนโน่นั้นมีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด
.
.
.
ฝากติดตามผลงาน เพจเฟสบุ๊ค : https://bit.ly/3aJY2ic