เป็นเวลาสี่วันแล้วที่อันเจิงไม่ได้คุยกับฮวาถางถางแม้แต่คำเดียวเขามาบ้านหลังเล็กนี้ตรงเวลาทุกวัน เมื่อมาถึงก็นั่งมองดอกเหมยที่งดงามบนต้นไม่เคยมีต้นเหมยต้นไหนที่มีดอกบานสะพรั่งได้มากเช่นนี้ แต่ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากการเพ่งมองของนางเท่านั้น
วิธีการแปลงกายช่างลึกซึ้งยิ่งนัก
ที่อันเจิงไม่ได้คุยกับฮวาถางถางนั่นไม่ใช่เพราะเขาไม่สนใจนาง และไม่ใช่เพราะนางไม่อยากสนใจเขาแต่เป็นเพราะหลายวันมานี้ ความสนใจทั้งหมดของอันเจิงพุ่งไปที่ต้นเหมยอย่างเดียวเท่านั้นดอกเหมยทุกดอก ลวดลายทุกเส้น
ยิ่งดูก็ยิ่งรู้สึกเป็นไปไม่ได้ บนต้นเหมยนี้มีดอกเหมยกว่าพันดอกแต่ละดอกมีห้าแฉก ทุกแฉกมีลวดลายที่ต่างกันนับไม่ถ้วน หากจะให้ดอกเหมยบานและร่วงโรยยิ่งต้องรู้จักดอกเหมยเหล่านี้อย่างดี ทุกดอกมีลักษณะคล้ายไม่ต่างกันมากแต่กลับดูต่างกันอย่างสิ้นเชิง อันเจิงยิ่งมองดูดอกเหมยบนต้นมากเท่าไหร่เขายิ่งรู้สึกว่าเรื่องนี้ยากขึ้นเท่านั้น
สี่วันผ่านไป อันเจิงยังคงไม่ได้อะไรเลย
รุ่งเช้าของวันที่ห้าอันเจิงมาเช้ากว่าปกติหนึ่งชั่วโมง เขายังคงยืนอยู่ตรงนั้น ร่างกายผอมบางไม่ต่างจากต้นไผ่ที่อยู่ไม่ไกลและขมวดคิ้วมากกว่าเดิม
วันที่หก อันเจิงกระอักเลือด
วันที่เจ็ด เสื้อตรงหน้าอกของเขาถูกเลือดย้อมจนเป็นสีแดงฉาน
วันที่แปด ชวีหลิวซีกู่เชียนเยว่และตู้โซ่วโซ่วคิดจะบุกบ้านหลังเล็กนั่นพวกเขาคิดว่าฮวาถางถางต้องกลั่นแกล้งอันเจิงแน่ ๆ ผ่านไปเพียงเจ็ดวันเท่านั้นแต่อันเจิงกลับดูผอมลงไปมาก ประตูเปิดอยู่แต่ทว่าพวกเขากลับบุกเข้าไปไม่ได้ตู้โซ่วโซ่วโมโหและกำลังจะนำง้าวจี้ออกมากู่เชียนเยว่จับกระดูกนิ้วมือที่คอของตัวเองแน่น ส่วนในมือของชวีหลิวซีก็มีแสงกะพริบสีม่วงนั่นคือเตาหลอมโอสถระดับสีม่วงนามหงส์ฟ้าหลิวซีนั่นเอง
อันเจิงเดินออกมาจากประตูแล้วส่ายหน้าเล็กน้อย“เพียงแค่จิตใจไม่นิ่ง เป็นขั้นตอนการฝึกพลังวัตรเท่านั้น”
หลังจากพูดจบอันเจิงก็หันหลังเดินกลับเข้าไปทันที เหลือเพียงแค่เพื่อนทั้งสามที่ชะงักและไปไม่ถูก
วันที่เก้าอันเจิงกระอักเลือดมากกว่าเดิม ส่วนฮวาถางถางที่อยู่ในห้องก็ไม่ถามไถ่และไม่สนใจ ทำราวกับมองไม่เห็นและที่น่าแปลกมากที่สุดก็คือ ต้นเหมยนั่นผลิดอกบานสะพรั่งเก้าวันแล้วแต่ทว่าไม่มีความเปลี่ยนแปลงใด ๆ เกิดขึ้นเลย ดอกเหมยยังคงเบ่งบานสะพรั่ง ไม่มีร่วงโรยแม้แต่ดอกเดียว
วันที่สิบสีหน้าอันเจิงแย่จนเกือบถึงขีดสุด
นี่เป็นครั้งแรกที่อันเจิงฝึกพลังนอกตราประทับท้าทายสวรรค์หลังกลับมาเกิดในชาตินี้ฉะนั้นปัญหาที่เขาเจอจึงไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของระยะเวลาเท่านั้นแต่ยังเป็นสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันตราประทับท้าทายสวรรค์ไม่เพียงแค่มีเวลามากกว่าแต่ยังมีสภาพแวดล้อมที่มั่นคงกว่าด้วย
ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้การสะสมพลังของผู้ฝึกพลังวัตรจะมากกว่าการประลองเสียอีก
การต่อสู้ตรงหน้าของอันเจิงในขณะนี้สามารถบอกได้ว่ามันเป็นครั้งแรกในทั้งสองชาติที่เขาเคยเจอในชาติแรกอันเจิงเป็นคนที่มีพรสวรรค์ ไม่อย่างนั้นคงไม่ได้เป็นผู้ดูแลกรมตุลาการ และคงไม่ได้เป็นหนึ่งในผู้ที่แข็งแกร่งมากที่สุดในจักรวรรดิต้าซี
ส่วนชาตินี้ แม้แต่ร่างกายตัวเองเขาก็ยังไม่แน่ใจด้วยพรสวรรค์ที่เขามีเพียงครึ่งดาราเท่านั้น แต่ในทะเลปราณของเขาราวกับมีประตูใหญ่ที่แสนหนักอึ้งอยู่เป็นประตูที่หนักจนตัวเขาเองก็ไม่เข้าใจ ทุกครั้งที่ประตูบานนี้ขยับเปิดออก พรสวรรค์ของเขาก็จะดีขึ้นเล็กน้อย
ขณะนี้ประตูที่หนักอึ้งเปิดออกกว้างพอให้คนเดินผ่านได้แต่เมื่อเทียบกับขนาดของประตู การเปิดออกเท่านี้ก็เป็นเพียงเส้นบาง ๆ เท่านั้นอันเจิงไม่เคยทดสอบพรสวรรค์ของตัวเองอีก เพราะครึ่งดาราที่เขามีทำให้เขากดดันและอับอาย
เมื่อถึงวันที่สิบเอ็ดเหมือนอันเจิงจะเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ในตอนเช้าที่เขามายังถือซาลาเปามาด้วยยิ่งไปกว่านั้น เขายังไม่ลืมที่จะถือเหล้ามาด้วยหนึ่งไห เขานั่งลงบนเก้าอี้หินกินไปพลางมองต้นเหมยไปด้วย ไม่นานก็หัวเราะแบบแห้ง ๆ ตอนนี้ตัวเขาเหมือนกลายเป็นคนไม่ปกติไปแล้ว
เมื่อถึงช่วงกลางวัน อันเจิงเดินออกจากบ้านหลังเล็กเพื่อไปซื้อเหล้าหนึ่งไหพร้อมกับข้าวหลายอย่างเขายังคงนั่งอยู่ที่เก้าอี้หิน กินไปพลางมองต้นเหมยไปจนเหล้าและกับข้าวหมดแต่ทว่าเขาไม่ได้กระอักเลือดอีก
ฮวาถางถางที่นั่งอยู่ในห้องริมหน้าต่างเผยรอยยิ้มที่มุมปากอย่างไม่ตั้งใจ นางมองออกมานอกหน้าต่างในแววตามีประกายความชื่นชมเล็กน้อย
วันที่สิบสองอันเจิงยังคงนำอาหารเช้ามาด้วย ไม่เพียงเท่านั้น วันนี้เขายังพกตำรามาด้วยหนึ่งเล่มหลังจากกินอาหารเช้าเขาก็นั่งอ่านตำรา และมักจะเงยหน้ามองต้นเหมยเป็นระยะ ต้นเหมยตรงหน้ายังคงผลิดอกงดงามและไม่มีท่าทีจะเหี่ยวเฉาเลยสักนิด
นับตั้งแต่วันนั้น อันเจิงอ่านตำราและกินอาหารอยู่ใต้ต้นเหมยผ่านไปหนึ่งเดือนเต็ม ความเจ็บปวดที่อันเจิงมีในสิบวันแรกได้หายไปหมดแล้วสีหน้าของเขาดูดีขึ้นไม่น้อย ร่างกายก็ฟื้นฟูกลับมาเหมือนดังเดิม
ระยะเวลาหนึ่งเดือนต้นเหมยดูไม่มีความเปลี่ยนแปลงใด ๆ เลย
หนึ่งเดือนกับอีกหนึ่งวัน อันเจิงดูเปลี่ยนไปจนเหมือนคนแปลกประหลาดวันนี้เขาไม่ได้นำตำรามา แต่กลับพกกระดานหมากมาด้วย เขาเดินหมากกับตัวเองนั่งสลับตำแหน่งและเดินหมากไปมา คิดวิธีการเดินหมากไปพลางก็มองดูดอกเหมยไปด้วย ราวกับเขาไม่ได้เดินหมากกับตัวเองแต่เดินหมากกับต้นเหมยที่พูดไม่ได้นั่นต่างหาก
ด้านนอกบ้านหลังเล็ก แววตาของกู่เชียนเยว่เต็มไปด้วยความกังวล“เขา...คงไม่เกิดเรื่องอะไรหรอกใช่หรือไม่? ทุกวันอยู่กับต้นเหมย หรืออาจจะถูกมนต์สะกด?”
ชวีหลิวซีส่ายหน้า “ไม่...ข้าจับชีพจรเขาดูแล้วความอ่อนเพลียที่ร่างกายเขาได้รับก่อนหน้านี้หายไปหมดแล้ว ดูไม่ออกเลยว่าเขาเจ็บป่วยตรงไหนตอนนี้เขาไม่เหมือนคนที่ถูกมนต์สะกด แต่กำลังฝึกพลัง...อาจเป็นการฝึกพลังแบบที่เรายังไม่รู้จักไม่ใช่ฝึกพลังทางร่างกาย แต่เป็นการฝึกพลังความคิด”
ตู้โซ่วโซ่วพูดขึ้น “ข้าเพียงแค่กังวลเรื่องอาจารย์หญิงท่านนั้นหรือนางอาจจะทำให้อันเจิงเป็นบ้า”
กู่เชียนเยว่พยักหน้าเห็นด้วย“ข้ามักจะรู้สึกว่าอาจารย์คนนี้แปลก ๆ มีพลังด้านมืดอยู่มาก หากอันเจิงยังติดตามนางอีกละก็กว่าจะมีระดับพลังสูงขึ้น อาจถูกรังแกจนเสียคนไปก่อนน่ะสิ”
ชวีหลิวซียังคงส่ายหน้า“อันเจิงมีความคิดเป็นของตัวเอง อีกทั้งยังดูโตกว่าพวกเรามาก ในเมื่อตัวเขาไม่ได้เลือกที่จะจากไปแสดงว่าทั้งหมดนี้ เขาเป็นคนยินยอมทำเอง”
“หากเขาถูกวางยาล่ะ?” กู่เชียนเยว่พูด
“พาอันเจิงออกไปจะดีที่สุด...” ตู้โซ่วโซ่วสนับสนุน
ชวีหลิวซีขวางทั้งสองคนเอาไว้“ยังไม่ได้อยู่ดี แววตาของอันเจิงบอกว่าเขายังมีสติครบถ้วน ไม่ได้ถูกวางยาหรือสะกดจิตเลยสักนิดพวกเจ้าควรเชื่อใจเขา และเชื่อข้า ในเมื่ออันเจิงเลือกแล้วนั่นก็แสดงว่ามันมีส่วนช่วยเขาเหมือนกัน”
กู่เชียนเยว่ถอนหายใจ “หลิวซี...หากผ่านไปหลายวันแล้วเขายังทำตัวแปลกแบบนี้พวกข้าจะรออีกไม่ไหวแล้วนะ”
ชวีหลิวซีพยักหน้า “รออีกไม่กี่วันก็ดีขึ้นเอง”
“รออีกไม่กี่วันแล้วจะดีขึ้นจริง ๆ หรือ?”
ชวีหลิวซีขานรับ พยายามปิดบังความกังวลในแววตา
“ปกติคนที่เป็นห่วงเขามากที่สุดคือเจ้าทำไมตอนนี้เจ้ากลับวางใจได้ขนาดนี้”
ตู้โซ่วโซ่วบ่นพึมพำจากนั้นก็วิ่งไปนั่งสงบสติอารมณ์ด้านข้าง
ชวีหลิวซีหันหลังกลับ ในสมองคิดขึ้นมาเพียงประโยคเดียว...ข้าไม่เคยวางใจแต่ข้าเพียงเชื่อใจเขาเท่านั้น เชื่อทุกคำพูด ทุกการกระทำ และแววตาของเขา
อันเจิงที่อยู่ในบ้านราวกับลืมเรื่องก่อนหน้านี้ทั้งหมดเขานั่งลงแล้วเดินหมากต่อ ยังคงเปลี่ยนที่นั่งไม่หยุด ความรู้สึกเหมือนไม่ใช่ตัวเขาคนเดิมแต่เป็นคนสองคนที่กำลังเดินหมากอยู่ เขาลุกนั่งและเคลื่อนไหวช้าลงการวางหมากก็ช้าลงเรื่อย ๆ คิ้วก็ขมวดมากขึ้น
ราวกับเขาลืมเรื่องต้นเหมยไปแล้วอย่างสิ้นเชิง ลืมต้นไม้ที่ผลิดอกงดงามผิดฤดู
ภายในห้อง ฮวาถางถางวางตำราในมือแววตาจ้องไปที่กระดานหมากนั่น
“รุกฆาต?”
แววตาของฮวาถางถางเปลี่ยนไปทันทีจากนั้นก็ลุกขึ้นโดยสัญชาตญาณ “เดินหมากกับตัวเองทำไมต้องทำให้สถานการณ์อันตรายเช่นนี้ด้วย?”
นางละความสนใจจากกระดานหมากขณะที่มองไปยังอันเจิง สีหน้าเขาก็ดูขาวซีดราวกับคนป่วยแล้วเหมือนเขาได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการเดินหมากนั่น แบ่งแยกจิตออกเป็นสองคน
ฮวาถางถางมองอันเจิงครู่หนึ่ง ยิ่งมองนางก็ยิ่งรู้สึกว่าเรื่องนี้อันตรายมากฉะนั้นจึงรีบออกจากห้องเพื่อมาห้ามเขา หากปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป เขาอาจกลายเป็นคนสองบุคลิกได้ถึงตอนนั้น ไม่ว่าจะกับตัวเขาเองหรือกับคนอื่น เกรงว่ามันคงไม่ใช่เรื่องดีหากอันเจิงผ่านการกระทำเช่นนี้แล้วนิสัยของเขาเปลี่ยนไปเมื่อถึงตอนนั้นคงนำมาซึ่งหายนะ
แต่ในขณะที่ฮวาถางถางกำลังจะพุ่งออกจากห้องอันเจิงก็เดินกลับไปนั่งที่เก้าอี้หินตัวเดิม ตัวที่นั่งมาตั้งแต่แรก มุมปากประกายรอยยิ้มที่ทำให้คนไม่อาจเข้าใจได้
“ข้ายังเป็นข้า ต้นเหมยยังคงเป็นต้นเหมย กระดานหมากก็ยังคงเป็นกระดานหมากแต่ดอกเหมยไม่ใช่ดอกเหมยแล้ว”
เมื่อพูดประโยคนี้จบมือเขาก็วางหมากตัวสุดท้ายลง เหมือนคู่ต่อสู้ตรงหน้าจะพ่ายแพ้ส่วนเขาก็ชนะเพียงแค่ตัวเองเท่านั้น
จากนั้นอันเจิงก็ค่อย ๆเงยหน้าขึ้นมองต้นเหมย ราวกับลืมสิ่งที่ฮวาถางถางบอกไว้ตั้งแต่แรกไปแล้ว เขามองด้วยสีหน้าที่ไร้อารมณ์จากนั้นดอกเหมยหนึ่งดอกบนต้นก็ร่วงหล่นลงพื้นอย่างช้า ๆ ผ่านไปเพียงครู่หนึ่งหลังจากที่หล่นลงพื้นดอกเหมยนั้นกลับกลายเป็นตูม แล้วก็เบ่งบานอีกครั้ง
หากมองไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ จะไม่มีทางรู้เลยว่าต้นเหมยนี้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน
อันเจิงสูดหายใจเข้าลึก ๆจากนั้นก็พูดพึมพำกับตัวเอง “การค้นพบตัวเอง ยากจริง ๆ”
ฮวาถางถางชะงักไป“เจ้าเลื่อนระดับพลังแล้ว?”
อันเจิงหันไปมองฮวาถางถางแล้วส่ายหน้า“ไม่...นั่นยังเป็นเรื่องที่อยู่ไกลแสนไกล เพียงแค่...หากมีความคิดหมื่นพันข้าก็แค่จับความคิดหนึ่งได้เท่านั้น เหมือนใบไม้ที่ปลิวไปทั่ว ข้าก็แค่สัมผัสเพียงใบหนึ่งในนั้น”
ฮวาถางถางพุ่งเข้ามาแล้วจับไปที่ข้อมือของอันเจิงจากนั้นหัวคิ้วก็ขมวดมากขึ้นเรื่อย ๆ “ด้วยอายุของเจ้าแล้วมีพลังในขอบเขตสุมารุคาดว่าพรสวรรค์ในตัวต้องไม่ธรรมดาแน่ เจ้าใช้เวลาน้อยกว่าที่ข้าคิดไว้เดิมทีข้าคิดว่าจะเรียกให้เจ้ารู้ตัวตอนใกล้ถึงเทศกาลใบไม้ร่วง”
อันเจิงพูดขึ้น“จับมือกันแบบนี้คงไม่ดี...”
ฮวาถางถางกลอกตา “ข้าแค่ตรวจสอบพลังวัตรของเจ้า”
“อย่างน้อยก็ไว้หน้าข้าหน่อย...”
“ไม่ถอดเสื้อเจ้าก็พอน่ะ”
ผ่านไปไม่กี่วินาทีฮวาถางถางอุทานขึ้นอย่างอดไม่ได้ “ทำไมพลังเจ้าถึงอยู่แค่ขอบเขตสุมารุขั้นสาม? นี่ข้าประเมินเจ้าสูงเกินไปหรือเจ้าปิดบังข้าอยู่กันแน่?ไม่มีเหตุผล...ไม่มีเหตุผลสิ้นดี ด้วยพลังในขอบเขตสุมารุขั้นสามของเจ้าจะสามารถรับรู้พลังการแปลงกายได้อย่างไร?”
“พรสวรรค์ของข้าไม่เหมือนใคร...”
ฮวาถางถางลากแขนอันเจิง “ไปกับข้า!”
“อาจารย์จะไปไหน?”
ฮวาถางถางไม่ตอบ นางลากอันเจิงไปยังกลางสำนักวรยุทธ์ชางทั้งสองวิ่งตามกันไป ดึงดูดความสนใจของทุกคนที่เดินผ่าน จากนั้นฮวาถางถางก็หยุดอยู่ตรงหน้าแท่นนวดารา
“ทดสอบพรสวรรค์ของเจ้า”
อันเจิงพูดอย่างไปต่อไม่ถูก “คือเรื่องนี้อย่าเลยดีกว่า...”
“เรื่องนี้สำคัญมาก อีกอย่างเจ้าลืมกฎของข้าแล้วหรือ?”
อันเจิงมองไปยังรอบด้าน“แน่นอนว่าไม่ได้ลืม แต่เรื่องนี้ก็นับว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของข้าใช่หรือไม่? ฉะนั้นรบกวนอาจารย์ให้คนที่มามุงดูออกไปด้วยและขอให้ท่านยืนยันว่าจะไม่พูดสิ่งที่ตัวเองเห็น”
“เรื่องมาก!”
ฮวาถางถางมองเขม่นอันเจิงแวบหนึ่งจากนั้นก็โบกมือให้เกิดคลื่นลมพัดผ่าน คนที่เข้ามามุงดูก็ถูกซัดออกไปทั้งหมดบ้างก็แขวนอยู่บนต้นไม้ บ้างก็ไปตกอยู่บนหลังคา
“เร็วหน่อย!” ฮวาถางถางตะโกนเร่งเสียงดัง
อันเจิงทำได้เพียงวางมือลงบนแท่นนวดาราจากนั้นแท่นนวดาราก็ประกายแสงออกมา เส้นสีแดงเริ่มเคลื่อนไหวในแววตาของฮวาถางถางเปล่งประกายอย่างรอคอย “ให้ข้าดูซิว่าเจ้าเปลี่ยนไปมากเท่าไหร่...”
คำพูดของนางสะดุดเมื่อเส้นสีแดงหยุดลงที่ตำแหน่งสามดาราครึ่ง
“สามดาราครึ่ง?”
ฮวาถางถางมองไปที่อันเจิงอย่างไม่อยากจะเชื่อ“ทำไมถึงแย่ขนาดนี้!”
อันเจิงยักไหล่ “เชื่อข้าเถอะท่านไม่เห็นตอนที่แย่มากที่สุด”