เวลาหนึ่งสัปดาห์หลังจากนั้นหมดไปกับการตามหาบ้านของผมผมเล่าให้ธรณีทุกเื่เพียงแต่ความทรงจำสิ้นสุดตอนถูกทำร้ายระหว่างการชุมนุมประท้วงรัฐบาลเขาฟังจนถึงตอนจบแล้วก็ขมวดคิ้วอย่างหัวเสียถึงกับบ่นเสียงดังเมื่อได้ยินว่าตำรวจมีการปราบปรามประชาชน ตอนนั้นจึงรู้ว่าชายคนนี้มีอารมณ์ร่วมกับการเมืองมากแค่ไหน
“ตำรวจควรจะอำนวยความสะดวกให้ผู้ชุมนุมไม่ใช่ไปขัดขวางเสรีภาพ คงไม่มีอาชีพไหนน่าเกลียดเท่านี้อีกแล้วล่ะเคยได้ยินลุงเล่ากับเคยอ่านเจอในหนังสือประวัติศาสตร์ตอนนั้นก็จินตนาการไม่ออกจนกระทั่งได้ยินจากปากท่านนี่แหละถ้าเราโดนแบบท่านไม่มีทางยอมแน่ ต้องเอาเื่ให้ถึงที่สุดอย่างน้อยผู้บังคับบัญชาก็ต้องออกจากตำแหน่ง” ธรณียังพล่ามต่อไม่หยุดเน้นย้ำว่าการชุมนุมเป็เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ตำรวจไม่ใช่เป็เครื่องมือของรัฐบาลที่เอาไว้ใช้ปิดปากชักจะเลยเถิดไปใหญ่
“แต่เขาก็ต้องรักษาความสงบรึเปล่าบางทีผู้ชุมนุมก็ทำลายข้าวของ” ผมโต้แย้งเพื่อนพูดเหมือนกับว่าเป็เื่คอขาดบาดตายยังไงยังงั้น
“ถ้ามีปัญหาก็ค่อยเข้ามาปราบตอนนั้นสิไม่เห็นต้องเฝ้าจับตาตลอดเวลาเลย ดีนะั้แ่ปี 2055 ที่มีพื้นที่ชุมนุมเสรีเอฟอีเอ ตำรวจควบคุมฝูงชนก็ถูกยกเลิกไป”
ธรณีเถียงกลับอย่างไม่ยอมแพ้ผมพยักหน้าเออออไปตามนั้น พูดอะไรตอนนี้ก็คงเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาเขาอยู่ดี
ผมได้นั่งในรถแท็กซี่อีกครั้งเพราะต้องออกนอกเมืองเพื่อนตั้งใจไม่ซื้อรถยนต์ส่วนตัวเพราะระบบสาธารณะทั่วถึงน่าจะหาข้ออ้างปกปิดเื่ไม่มีเงินมากกว่าตลอดทางผมนั่งเหม่อลอยดูวิวทิวทัศน์นอกหน้าต่างในขณะที่ธรณีเอนตัวพิงพนักชื่นชมจอภาพในเครื่องเอวีเอสอีส่วนตัวรถยนต์รับจ้างไร้คนขับกำลังพาไปยังตำแหน่งพิกัดจีพีเอส[1]เดียวกับเมื่อ70 ปีก่อนยังไงละติจูดและลองจิจูดก็ไม่เปลี่ยนแปลง
สักพักก็มาถึงจุดหมายมั่นใจว่าถูกต้องเพราะจำต้นยางนาต้นใหญ่ที่อยู่ห่างจากบ้านแม่ผมราว 200 เมตรได้ทว่านอกจากต้นยางนาที่แผ่กิ่งก้านสาขาแล้ว สภาพแวดล้อมอื่นแทบไม่เหลือเค้าโครงเดิมถนนหนทางตึกรามบ้านช่องเปลี่ยนรูปแบบใหม่หมด บ้านเตี้ย ๆชั้นเดียวในชนบทถูกแทนที่ด้วยบ้านสองหลังสลับกับตึกสูง
ผมไม่ได้อยู่ที่แห่งนี้ั้แ่เกิดั้แ่แต่งงานแม่ก็ย้ายเข้าเมืองกรุงไปใช้ชีวิตในชุมชนแออัดเล็ก ๆ กับพ่อผมยังจำภาพเ่าั้ได้ไม่ลืมเด็กประถมคนหนึ่งต้องเดินเท้าไปโรงเรียนใกล้บ้านผ่านซอยคับแคบ ยกมือปิดจมูกขณะเคลื่อนตัวผ่านถังขยะที่ล้นเอ่อส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้ง เมื่อออกสู่ถนนใหญ่ก็ต้องเผชิญกับท้องถนนที่แออัด รถติดยาวเหยียดเดินเบียดเสียดฝูงชนบนฟุตบาทที่มีน้ำขังระหว่างก้อนอิฐพร้อมจะกระเซ็นขึ้นมาเปรอะเปื้อนรองเท้าได้ทุกเมื่อ
ตกเย็นผมก็จะกลับมาบ้านหลังเล็กมุงสังกะสีที่อยู่ท่ามกลางหลังอื่นที่รูปร่างคล้ายกันซึ่งอัดแน่นในพื้นที่จำกัด พ่อจำต้องขับแท็กซี่เพื่อหาเลี้ยงครอบครัวหลังจากถูกเลิกจ้างโดยใช้วิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งเป็ข้ออ้าง แม่เลิกทำงานรับจ้างั้แ่น้องชายผู้โชคร้ายเกิดมาเขาเป็ผู้พิการทางสติปัญญาซึ่งช่วยเหลือตนเองได้น้อยมาก
ผมกับพ่อแม่นั่งล้อมวงเบียดเสียดกินข้าวกันบนพื้นไม้เจ็ดตารางเมตรที่ปูเสื่อทับข้าง ๆ เป็ฟูกที่ปูไว้ให้น้องชายนอนหลับ กับข้าวมีไม่กี่อย่างแกงจืดที่เห็นแต่เงาหมูสับ น้ำพริกตาแดงถ้วยเก่า ไข่เจียวฟองเดียว กับผักต้มเห็นได้ชัดว่าพร่องคุณค่าทางโภชนาการแต่ก็ไม่มีเงินพอที่จะซื้อเนื้อแหล่งโปรตีนชั้นดี ไม่ต้องเอ่ยถึงการกินนอกบ้านที่เป็ได้เพียงความฝันลมๆ แล้ง ๆ
{ เราทั้งสามคนมักต่างคนต่างกินเงียบๆ เพราะมีเื่ที่สนใจไม่เหมือนกันยิ่งใช้ชีวิตต่างกันสุดขั้วยิ่งทำให้เวลาร่วมหดสั้นลง แม่ชอบพูดเื่พื้น ๆ อย่างผิวพรรณเสื้อผ้า ละครหลังข่าว ข่าวบันเทิง ไม่แปลกที่คุยกับเพื่อนผู้หญิงละแวกบ้านถูกคอมากกว่าผมหรือพ่อแม้ว่ามักจบลงด้วยการนินทาชาวบ้านก็ตาม ส่วนพ่อก็จะเร่งทานอาหารเย็นให้เสร็จแล้วก็ไปสมทบกับเพื่อนบ้านที่ห่างไปห้าหลังคาเรือนจิบเหล้าสังสรรค์พลางแลกเปลี่ยนวิถีชีวิตสลับกับก่นด่ารัฐบาลที่บริหารจัดการไม่ได้เื่นอกจากกลิ่นเหล้าที่เหม็นหึ่งตอนกลับบ้านแล้วผมยังไม่ชอบที่เพื่อนพ่อมักขอร้องให้ช่วยซื้อหวยติดไม้ติดมือกลับมาใบสองใบเคยถูกรางวัลซะที่ไหน ได้แต่หวังลมๆ แล้งๆ ว่าสักวันจะเป็เศรษฐี ผมเกลียดการผลาญเงินเล่นเป็ที่สุดแต่ท่านก็ไม่ยอมฟังแม้จะสนใจเื่การเมืองเหมือนกันก็ไม่อาจพูดกับพ่อได้อย่างราบรื่นท่านด่านักการเมืองเอาความสะใจในขณะที่ผมสนใจปัญหาเชิงโครงสร้างและแง่มุมผลกระทบต่อสังคมมากกว่าทั้งคู่ไม่มีใครชอบสนทนาเื่หนัก ๆ น่าปวดหัวอย่างภาพยนตร์ ซีรี่ หรือหนังสือที่เข้าใจยากพวกท่านจบแค่ชั้น ม.3 พูดภาษาอังกฤษได้งู ๆ ปลา ๆ ไม่ต้องพูดถึงเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์พวกท่านใช้โซเชียลมีเดียไม่เป็ โชคดีที่พ่อมีโทรศัพท์มือถือไว้โทรเข้าออกอยู่ส่วนแม่ปฏิเสธ บอกว่าจะซื้อทำไมในเมื่อโทรศัพท์บ้านยังใช้ได้ดี
ชีวิตวัยเด็กของผมไม่เคยฝันไปไกลกว่าการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีบ้านหลังใหญ่ ตู้เย็น ทีวีเครื่องั์ได้เล่นของเล่นเหมือนเพื่อนผมเคยเล่าให้พ่อแม่ฟังว่าอยากไปเที่ยวทะเลกันพร้อมหน้าครั้งหนึ่งแต่พวกท่านทำหูทวนลมแล้วชวนคุยเื่อื่นเฉย โชคดีที่พ่อซื้อทีวีโบราณ 14 นิ้วพร้อมกับตู้เย็นหนึ่งประตูขนาดเล็กซึ่งสูงครึ่งหนึ่งของผมไว้ั้แ่ก่อนเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจเวลาว่างอันน้อยนิดที่เราสามคนใช้ร่วมกันมักจะเป็การดูเกมโชว์ หรือรายการตลกซึ่งมีแค่ 1 เปอร์เซ็นต์ของวัน พ่อทำงานรับจ้างหามรุ่งหามค่ำ ไม่มีวันหยุด ส่วนแม่ก็จะใช้เวลาว่างจากงานบ้านไปกับการเตรียมตัวเข้าวัดทำบุญผมเคยเถียงกับท่านว่าทำไมต้องเจียดเงินที่มีน้อยนิดอยู่แล้วไปถวายพระอีกทั้งที่การทำบุญด้วยสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐานให้อานิสงส์สูงกว่าแทนที่จะกราบไหว้วัตถุตัวแทนแล้วบนบานให้ตัวเองร่ำรวยทำไมไม่ศึกษาพระธรรมแล้วนำคำสอนพระพุทธเ้ามาใช้ ทำดีเดี๋ยวก็ได้ดีเองท่านสวดกลับมาชุดใหญ่ก่อนปิดท้ายว่า “เป็เด็กเป็เล็กอย่ามายุ่ง” }
“ต้าร์ กินเยอะ ๆ จะได้ฉลาด”พ่อชอบพูดแบบนี้เหมือนเป็คำพูดติดปาก จากนั้นก็สละเนื้อปลาซีกหนึ่งให้ผมส่วนแม่ก็ใช้ส้อมจิ้มกุ้งตัวเดียวที่มีในแกงใส่จานลูกผมกล่าวขอบคุณพลางแอบยิ้มอย่างซาบซึ้งในใจ
ภายใต้ความโชคร้ายในวัยเด็กก็ยังมีแสงสว่างอยู่เื่หนึ่งครอบครัวของผมไม่เคยทะเลาะเบาะแว้งรุนแรง พ่อแม่รักและเคารพให้เกียรติซึ่งกันและกัน ไม่มีใครเป็ช้างเท้าหน้า แม่ไม่ได้คิดว่าพ่อเป็เสาหลัก เวลาต้องตัดสินใจเื่อะไรก็จะเปิดอกคุยกันและหาฉันทามติในแต่ละปัญหาพ่อจะเสนอทางแก้ของตนเอง จากนั้นแม่ก็จะพูดอีกทาง ทั้งคู่รับฟังอีกคนก่อนจะมัดรวมกันเพราะถือว่าไม่มีใครฉลาดรอบรู้ทุกเื่ พวกท่านไม่เคยห้ามปรามอีกฝ่ายไม่ให้ทำในสิ่งที่ตัวเองเชื่อและศรัทธา
แต่ความรักเพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้อยู่รอดได้อย่างง่ายดายในสังคมที่โหดร้ายพ่อขาดความรู้เท่าทันคนยุคนี้เนื่องด้วยการศึกษาที่ไม่สูง จนเคยถูกหลอกหลายครั้งความเป็คนดีมีน้ำใจไม่ได้เป็เกราะป้องกันไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบครั้งใหญ่ที่สุดเกิดขึ้นตอนผมอยู่ ป.6เป็เหตุให้พวกเราต้องอพยพจากเมืองหลวงมาอยู่ที่บ้านเกิดของแม่ในจังหวัดเพชรบุรี
คำถามก็คือ ตอนนี้บ้านหลังนั้นหายไปไหนพ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ จนกระทั่งตอนนี้ก็ยังไม่รู้ชะตากรรมพวกท่าน
ผมสอบถามชาวบ้านหลายหลังในละแวกเดียวกับที่ตั้งบ้านของแม่ตามพิกัดจีพีเอสทว่าทุกคนส่ายหน้าพวกเขาอาจจำผมไม่ได้เพราะเมื่อไม่กี่ปีมานี้ผมกับพ่อย้ายกลับไปกรุงเทพฯแต่อย่างน้อยน่าจะมีใครรู้จักชื่อแม่ ยาย หรือจำนามสกุลของพ่อได้บ้างบางคนปิดกระแทกประตูบ้านเหมือนโกรธที่โดนรบกวนเวลา สงสัยคงเซ้าซี้มากไป
ผมทรุดตัวลงบนขอบฟุตบาทหน้าบ้านหลังหนึ่งที่เพิ่งสัมภาษณ์มาสายตามองไปยังพื้นที่ว่างที่ควรจะเป็บ้านของแม่ความทรงจำตอนที่แม่โบกมือให้ผมตรงหน้าต่างบ้านหลังนั้นฉายชัดขึ้นมาในหัวราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานไม่อาจกลั้นน้ำตาที่รื้นขึ้นมาได้ โลกทั้งใบของผมหายสาบสูญไปในกาลเวลาแล้วจริง ๆ
ทันทีที่ตั้งสติได้ผมแอบยกมือปาดน้ำตาไม่ให้ธรณีเห็น
“ต้องมีใครลบออกไปแน่” ผมบอกเขาจะเป็ไปได้อย่างที่ชื่อนามสกุลผมหายไปจากอินเทอร์เน็ต ไอรินตอบดื้อ ๆว่าไม่พบข้อมูล ชื่อ “ประชา อมาตย์วาริน” ค่อนข้างมีเอกลักษณ์ไม่น่ามีใครซ้ำ พ่อก็เป็ลูกคนเดียว ก็แปลว่าพี่ชายต่างมารดาของผมไม่มีทายาทหรือไม่ก็ตายไปเสียก่อน ที่ประหลาดกว่านั้นคือ พอเอาชื่อวงศาคณาญาติคนอื่นไปค้นก็ให้ผลแบบเดียวกันราวกับว่าครอบครัวผมไม่เคยมีตัวตนอยู่บนโลกนี้
“ใครจะไปทำได้ แล้วทำยังไงด้วย”ธรณีคัดค้านด้วยคำถาม
“เป็ไปได้สิ” เสียงหนึ่งตอบผมเหลียวซ้ายแลขวาหาต้นตอของเสียงแหบแห้งนั้น
ชายชราคนหนึ่งไว้หนวดเคราแต่งตัวซอมซ่อยืนอยู่ถัดจากพวกเราไปไม่เกินสองเมตรไม่ได้สังเกตว่าเพิ่งมาสมทบหรืออยู่นานแล้วเขาสวมเสื้อคลุมยาวสีเขียวหม่นทั้งที่อากาศร้อนอบอ้าวคงเป็คนจรจัดไม่ก็คนสติไม่ดี ชายผู้นั้นใช้มือยันตัวลุกขึ้นช้า ๆรอยยิ้มนั้นดูเ้าเล่ห์ ฟันที่แหว่งเป็หย่อมทำให้ใบหน้าดูน่ากลัวยิ่งขึ้น
“รัฐบาลเป็คนปล่อยไวรัสลงไปในอินเทอร์เน็ตลบข้อมูลทุกอย่างที่ชนชั้นนำไม่อยากให้เรารู้...ด้วยฝีมือของสิ่งนี้”
ชายชราเอ่ยพร้อมกับยัดกระดาษแผ่นเล็ก ๆใส่มือผมอย่างไม่ทันตั้งตัว มือผมปล่อยของชิ้นนั้นร่วงลงพื้นตามสัญชาตญาณกระดาษคลี่ออกเอง เผยให้เห็นสัญลักษณ์รูปนกพิราบที่บินอยู่กลางลูกโลกเหมือนเป็ลัทธิสันติภาพบางอย่าง ผมกำลังตื่นตะลึงทำตัวไม่ถูก ธรณีสาวเท้าเข้ามาเผชิญหน้ากับชายชราคนไร้บ้าน
“ทฤษฎีสมคบคิดไร้สาระน่า เป็ไปได้ไงขนาดเงินภาษีทุกบาททุกสตางค์ เรายังเช็กได้เลยว่าไปอยู่ไหน”เพื่อนเถียงด้วยสีหน้าจริงจัง
รู้ภายหลังว่าเขาพูดจริงรัฐบาลยุคนี้โปร่งใสถึงขนาดเปิดเผยข้อมูลทุกอย่างเป็สาธารณะบนอินเทอร์เน็ตสามารถตรวจสอบการใช้งบประมาณได้ตามเวลาจริง ย้อนรอยเส้นทางการเงินก็ได้ตอนที่ทราบผมถามกลับไปด้วยความระแวงว่า ข้อมูลในอินเทอร์เน็ต อย่างเกมที่ผมเล่นรวมทั้งภาพที่ติดไปในกล้องวงจรปิดของธรณีจะตกถึงมือรัฐบาลหรือไม่เพื่อนยืนกรานเสียงแข็งว่าไม่มีทางเพราะสามารถตามรอยข้อมูลใด ๆว่าถูกส่งไปที่ไหนบ้าง อัลกอริทึม[2]ของโปรแกรมที่ส่งข้อมูลก็จะถูกตรวจสอบด้วยคณะกรรมการเฉพาะกิจหรืออาสาสมัครอยู่แล้วพูดง่าย ๆ คือ ไม่จำเป็ต้องเชื่อใจรัฐบาลแต่ตรวจสอบได้
“ถ้าท่านอยากรู้มากกว่านี้ก็มาเข้าร่วมกับเราสิ”ชายสติไม่ดีกวักมือชักชวน “ค่าสมัครเข้า แค่ 500 บาท เอง”
ที่แท้ก็แก๊งตบทรัพย์นี่เองผมกำลังจะด่ากลับถ้าไม่รู้สึกถึงแรงกระตุกที่แขนเสื้อเสียก่อนธรณีบุ้ยหน้าไปทางถนนเป็สัญญาณ ผมเข้าใจในทันที จึงรีบรุดตามเพื่อนไปติด ๆเมื่อเหลียวหลังไปมองยังเห็นนัยย์ตาจ้องเขม็งของชายชราริมฝีปากที่ฉีกยิ้มของเขาดูน่ากลัวจนขนหัวลุกพวกเรารีบเร่งฝีเท้าจากไปอย่างรวดเร็ว เมื่อเลี้ยวตรงมุมตึกพ้นระยะการมองเห็นเขาผมจึงถามธรณี
“ตาแก่นี่เป็ใคร คุณรู้จักไหม”
“เราก็ไม่รู้จักหรอกเดี๋ยวนี้มีลัทธิใหม่ ๆ เกิดขึ้นมาทุกวัน มีทั้งทฤษฎีสมคมคิด มีทั้งพิธีกรรมแปลก ๆคนส่วนใหญ่ในปัจจุบันให้คุณค่ากับหลักฐานเชิงประจักษ์มากกว่าความเชื่อที่พิสูจน์ไม่ได้แม้แต่ศาสนายังไม่ค่อยมีใครเชื่อกันแล้ว”
ผมเอะใจตอนได้ยินประโยคสุดท้าย“แบบนี้ก็ไม่มีศีลธรรมให้ยึดเหนี่ยวสิ แล้วตายไปก็ตกนรก”
“สิ่งเดียวที่มนุษย์ยึดถือคือหลักสิทธิมนุษยชน ใช้เสรีภาพโดยไม่ละเมิดสิทธิคนอื่น เราเองก็ไม่นับถือศาสนาจะเชื่อชีวิตหลังความตายได้ไงในเมื่อไม่มีหลักฐานที่มีน้ำหนักพอ ท่านลองคิดดูนะทำไมศาสนาทั้งโลกจึงไม่ใช้กฎเกณฑ์เดียวกัน ตกลงเวียนว่ายตายเกิดหรือไม่กันแน่ภาพโครงสร้างของนรกกับ์ก็ไม่เห็นเหมือนกันเลย”
ผมกำหมัดแน่นด้วยความขุ่นเคืองก่อนคลายในชั่วอึดใจ แม้จะขัดใจที่ชายผู้นี้ต่อต้านศาสนาที่ผมนับถือแต่ก็ไม่อยากต่อล้อต่อเถียงหรือมีเื่มีราว ถึงสิ่งที่ธรณีกล่าวมาจะมีเหตุผลอยู่บางส่วนแต่ผมกลับรู้สึกว่าสังคมสมัยนี้คงไม่ได้น่าพิสมัยอย่างที่เห็นจากรูปลักษณ์ภายนอก
จ๊อก!จ๊อก!
ท้องไส้ผมร้องประสานกับเสียงจอแจของผู้คนบนท้องถนนได้ยินถึงหูของเพื่อน
“กลับกันเถอะ” เขาเอ่ยปากชวน
ผมพยักหน้าอย่างจำยอมแม้จะคว้าน้ำเหลวอากาศที่ร้อนระอุในเวลาบ่ายโมงทำให้เหงื่อผมหยดเป็สายขืนอยู่ต่อไปอาจเป็ลมตายเสียก่อน
--------------------
ธรณีพานั่งรถแท็กซี่กลับไปพักเหนื่อยคลายร้อนในร้านคาเฟใกล้คอนโดที่ชื่อพีเพิลชอยส์(People choices) ซึ่งเป็คาเฟ่ขนาดกลางตกแต่งสไตล์โมเดิร์น ประดับประดาด้วยต้นไม้สีเขียวชอุ่ม ผนังกระจกเงาทางเดียวสะท้อนแสงอาทิตย์แวววับเมื่อมองจากด้านนอกอากาศเย็นสบายและเพลงคลอเบา ๆ ช่วยดูดซับความเหนื่อยได้อย่างดี ผมปรับเบาะโซฟาอันอ่อนนุ่มให้เอนเอียงเพิ่มเหม่อมองเพดานอย่างผ่อนคลายจนเกือบจะเคลิ้มหลับเพราะเหนื่อยมาทั้งวันกาแฟเย็นลัตเตที่ตั้งบนโต๊ะตรงหน้าก็เอาไม่อยู่
“ท่านจะเอาไงต่อ” เสียงทุ้มห้าวของธรณีปลุกให้ผมตื่น
“เออ...“ ผมชะงักคำพูดติดอยู่ในลำคออย่างจนปัญญา รู้สึกเหมือนเดินในเขาวงกตมาเจอทางตันถ้าไม่หางานทำก็คงไม่มีอะไรเลี้ยงปากท้อง
ตัวเอกที่หลุดไปต่างโลกในนิยายที่เคยอ่านมักเริ่มต้นด้วยการนำทรัพย์สินที่มีติดตัวไปขายพอเปรยให้ธรณีฟัง เขาก็โต้แย้งทันทีว่า วัตถุโบราณที่ไม่ใช่ซากสิ่งมีชีวิตหากนำไปประมูลหรือขายทอดตลาดก็แทบไม่มีมูลค่าเพราะถูกสร้างลอกเลียนแบบอย่างสมบูรณ์ได้โดยใช้เครื่องพิมพ์สามมิติอีกทั้งไม่ได้มีกฎหมายให้แยกแยะว่าเป็ของจริงหรือปลอมเหมือนกับภาพเสมือนมนุษย์ยกเว้นจะเป็ของที่สังเคราะห์ไม่ได้อย่างโบราณสถานขนาดใหญ่ หรือเป็ซากสิ่งมีชีวิตที่มีคาร์บอน-14 ซึ่งลอกเลียนแบบไม่ได้แต่ถึงอย่างไรผมก็ไม่มีทางนำเ้า “G”ไปขายแน่ ๆ นาฬิกาข้อมือเรือนนี้อาจซ่อนข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวกับเหตุผลของการวาร์ปมาในโลกนี้
ผมส่ายหน้าแทนคำตอบคนอายุรุ่นราวคราวเดียวกันที่เคยรู้จักก็จะมีอายุเพิ่มอีก 70 ปีกลายเป็ 97 ปีคงล้มหายตายจากไปไม่น้อยเด็กคนที่เห็นผมหายวับไปต่อหน้าต่อตาในการชุมนุมก็น่าจะแก่ไม่แพ้กัน อายุราว 84 ปีแต่ที่สำคัญคือ ผมไม่มีเบาะแสว่าต้องเริ่มตามหาอย่างไร แล้วจะมั่นใจได้ไงว่าความจำน่าเชื่อถือถึงจะค้นคว้าหาชื่อเขามาได้จริง จะมั่นใจได้อย่างไรว่าจะเป็คนเดียวกันไม่ใช่ดั้นด้นไปหาแล้วพบว่าเป็คนชื่อสกุลซ้ำกลายเป็ว่าธรณีเสียเงินพาผมมาส่งโดยสูญเปล่า
ชายหนุ่มตรงหน้าถอนหายใจ “เราขอพูดตรงๆ นะ ที่เรามาส่งท่าน เหตุผลหนึ่งก็เพื่อให้ท่านพิสูจน์สิ่งที่ท่านพูดนี่แหละเราจะรู้ได้ไงว่าท่านมาจากอดีตจริง ๆ ในเมื่อท่านค้นหาบ้านก็ไม่เจอคนที่รู้จักก็ไม่มี”
“คุณช่วยคิดหน่อยสิ”
“ไม่ล่ะ เราคิดมาเยอะแล้ว”ธรณีส่ายศีรษะ อันที่จริงแผนการตามหาบ้านก็เป็สิ่งที่เขาเสนอ
ผมหลุบตาต่ำอย่างถอดใจสีหน้าเศร้าสร้อย อย่าว่าแต่ธรณีเลย ผมยังไม่มั่นใจความทรงจำตัวเองด้วยซ้ำ
“ ...หรือท่านจะเชื่อว่านี่คือจักรวาลคู่ขนาดหลังประสบอุบัติเหตุท่านก็หลุดมาจักรวาลนี้” ธรณีเปรย ฟังดูเพ้อเจ้อในยุคของผมก็มีแต่ในการ์ตูนหรือในหนังซุเปอร์ฮีโร่ ไม่มีทางพิสูจน์ได้ “องค์กรที่ ดร.ปฐีก่อตั้งมาเพื่อพิสูจน์เื่นี้ก็ยังไม่เจอข้อมูลที่เป็รูปธรรม”
ผมหูผึ่งเมื่อได้ยินเชื่อนั้น “ปฐีนามสกุลอะไรนะ”
“จำไม่ได้ ท่านจะอยากรู้ไปทำไม”
“บอกมาเถอะครับ” ผมรบเร้า
“งั้นรอสักครู่นะ” ธรณีกดปุ่มที่อุปกรณ์ครอบหูคงหาข้อมูลจากไอรินก่อนตอบ “ดร.ปฐี อสัตตาเป็คนที่โด่งดังมากในอดีต เป็คนร่วมก่อตั้งสถาบันวิจัยเมด้า (MEDA) ที่พิสูจน์การมีอยู่ของจักรวาลคู่ขนานแต่ทว่าใน่ปี.2035 เขาเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถชนมีส่วนทำให้สถาบันปิดตัวลงในอีกห้าปีต่อมาเนื่องจากติดปัญหาทุนวิจัยขัดแย้งกับความคืบหน้าที่ค้นพบหลังจากนั้นก็ไม่มีองค์กรที่พยายามศึกษาเื่นี้อย่างจริงจังอีก”
“จริงเหรอ เห็นชอบอ่านมาร์เวลคอมิกส์[3]ไม่นึกว่าจะจริงจังขนาดนี้” ผมรู้สึกสับสนกับความรู้สึกตนเองส่วนหนึ่งก็ดีใจที่ได้ยินชื่อชายผู้นี้อีกส่วนหนึ่งกลับรู้สึกโศกเศร้าที่เขาจากไปก่อนวัยอันควรด้วยอายุเพียง 42 ปีปฐีคือเพื่อนที่สนิทที่สุดในวัยมัธยมของผม
“ท่านรู้จักเขาเหรอ”
ธรณีเลิกคิ้วขึ้นเมื่อเห็นอีกฝ่ายพยักหน้า
[1]GPS (Global Positioning System) คือระบบระบุตำแหน่งบนพื้นโลกอย่างแม่นยำโดยใช้ดาวเทียมนำมาใช้ในอุปกรณ์นำทางหลายรูปแบบ เช่น รถยนต์ การบิน การทหาร โทรศัพท์มือถือเป็ต้น
[2]Algorithm คือหรือ ขั้นตอนวิธี คือชื่อเรียกกระบวนการหรือขั้นตอนการทำงานโดยละเอียดที่สามารถนำไปปฏิบัติตามเพื่อแก้ปัญหาที่กำหนดไว้โดยส่วนใหญ่มักใช้เรียกขั้นตอนวิธีในการเขียนชุดคำสั่งหรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์
[3]Marvel comics สำนักพิมพ์การ์ตูนชื่อดังจากสหรัฐอเมริกาเป็ที่รู้จักในฐานะผู้สร้างตัวละครซูเปอร์ฮีโร่มากมายเช่น Spider-Man, Iron Man, Captain America เป็ต้น