อันเฉิงมองหน้าอันเจิงแวบหนึ่ง“แม้แต่ชาก็ไม่มีให้?”
อันเจิงสั่งคนไปเตรียมชามาให้อันเฉิงเมื่อคนส่งชาเดินออกไป อันเฉิงก็รินชาลงในถ้วย จากนั้นก็ยกถ้วยขึ้นแล้วเอนตัวพิงพนักเก้าอี้เมื่อเขาอยู่ที่นี่ ดูราวกับผ่อนคลายลงไม่น้อยส่วนตอนที่อยู่ในวังต้องคอยโค้งตัวตลอดเวลา อันเจิงเห็นหลี่ชางหลี่ที่โค้งตัวตลอดเวลาและเห็นอันเฉิงที่โค้งตัวตลอดเวลาเช่นกัน แต่ทุกคนไม่เหมือนกัน
ทั้งสองคนนี้ให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงการโค้งตัวของหลี่ชางหลี่เป็นแบบทาสที่ประจบประแจงนาย ส่วนการโค้งตัวของอันเฉิงเป็นแบบรักษามารยาท
“รสชาติชานี้แย่จริง”
อันเฉิงจิบชา “เจ้ามีเงินเยอะขนาดนั้นทำไมไม่ซื้อชาดี ๆ หน่อย?”
อันเจิงพูด “ชายิ่งแพงรสชาติยิ่งจืดข้าชอบรสชาติเข้ม ๆ”
อันเฉิงยิ้มแล้วส่ายหน้า “มีเงินแต่ก็ใช้ชีวิตไม่เป็นเมื่อกลับวังแล้วข้าจะให้คนส่งชาใหม่มาให้เจ้าห่อหนึ่ง ตระกูลเกามักจะไปซื้อชาที่จักรวรรดิต้าซีและส่งเข้ามาในตำหนักวิหารสวรรค์ทุกปีข้าก็พอจะได้ส่วนแบ่งมาบ้าง”
เขาวางถ้วยชาลง “ตอนนี้มาพูดถึงเรื่องหลี่ชางหลี่กันเจ้าก็รู้ดี คนอย่างพวกข้าเมื่อเข้าวังแล้วก็ไม่ต่างจากสำนักแบบพวกเจ้านั่นก็คือการคำนับอาจารย์ สถานที่อย่างวังหลวงอันตรายมากกว่าสำนักศึกษาด้านนอกเสียอีกเมื่อมีอาจารย์คอยชี้นำก็ดีกว่า ข้ากับหลี่ชางหลี่เข้าวังพร้อมกันและมีอาจารย์คนเดียวกัน”
อันเจิงขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อครู่อันเฉิงบอกว่าหลี่ชางหลี่เป็นอาจารย์? ตอนนี้กลับบอกว่ามีอาจารย์คนเดียวกันกับหลี่ชางหลี่เห็นได้ชัดว่ามันดูแปลก
อันเฉิงราวกับดูออกว่าอันเจิงกำลังสงสัยอยู่ เขาหัวเราะเบา ๆ“แต่หลี่ชางหลี่อยู่เป็น ตอนที่เขาติดตามอาจารย์ก็มักจะทำให้อาจารย์มีความสุขเสมอแต่ข้าไม่เหมือนกัน แรกเริ่มเข้าวังมาก็ยังอ่อนหัด ไม่รู้จักพูดจาและประจบประแจงฉะนั้นอาจารย์จึงเฉยชากับข้ามากกว่า ต่อมา อาจารย์ทำงานเรื่องหนึ่งพลาด ไทเฮาจึงทรงโมโหอย่างมาก”
“เรื่องอะไรหรือ?” อันเจิงถาม
อันเฉิงยิ้ม“เจ้านี่ช่างสงสัยเสียจริง...ตอนนั้นองค์ชายของจักรวรรดิต้าซีเสด็จมาที่นี่ แน่นอนว่าแคว้นเยี่ยนก็จัดงานเลี้ยงต้อนรับอย่างไม่กล้ารีรอในงานเลี้ยงคืนนั้น อาจารย์ข้าไม่ทันระวังชนโดนจอกเหล้า จนเหล้าหกรดไปโดนฉลองพระองค์ขององค์ชาย ตอนนั้นไทเฮาทรงเชื่อใจอาจารย์ข้ามาก ในตำหนักจิงเซี่ยว อาจารย์ข้าพูดคำไหนก็เป็นคำนั้น”
“แต่ไม่ว่าเรื่องอะไรหรือใครก็ต้องดูสถานการณ์ เหล้าจอกนั้นตัดขาดอนาคตอาจารย์ข้าและตัดสินชีวิตอาจารย์ข้าด้วย เขารู้สึกว่านี่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรตอนนั้นก็ได้ขอพระราชทานอภัยและเช็ดเหล้าที่เปรอะเปื้อนนั้นแล้ว ผลสุดท้ายองค์ชายตรัสว่า...เหล้าไม่สกปรกไม่เป็นไร แต่เจ้าสกปรก ฉะนั้นไสหัวไป”
อันเฉิงส่ายหน้า“อาจารย์ข้าได้รับความเอ็นดูจากไทเฮามาก ตอนนั้นเขาจากไปด้วยอารมณ์โกรธแต่ผลสุดท้าย เพราะเรื่องนี้ไทเฮาทรงสั่งโบยเขาสี่สิบไม้ สี่สิบไม้เชียวนะ ปกติอาจารย์ข้าได้รับความชื่นชอบจากไทเฮาดังนั้นในตำหนักจิงเซี่ยว มีใครไม่ถูกอาจารย์ข้ารังแกบ้าง?ฉะนั้นสี่สิบไม้นี้ก็แทบจะคร่าชีวิตเขาไปแล้ว”
“เขาเป็นคนที่ฝึกพลังวัตรไม่ได้เมื่อถูกโบยสี่สิบไม้ก็เกือบตาย แต่อย่างไรเสีย พวกเขาก็รู้ดีว่าไม่ควรตีอาจารย์ข้าถึงตายไม่อย่างนั้นจะแก้ตัวกับไทเฮาไม่ได้ ตอนนั้นหลี่ชางหลี่ประคองอาจารย์กลับไปอาจารย์เดินไปพลางก็ด่าทอไปด้วย หลี่ชางหลี่กลอกตาใส่ข้า ตอนนั้นข้าไม่เข้าใจหลี่ชางหลี่จึงเขม่นหน้าข้า จากนั้นก็ไล่ให้ข้าไปเอายามาให้อาจารย์”
“ข้ารีบวิ่งไปนำยามา แต่เมื่อกลับมาถึงหลี่ชางหลี่ก็อุ้มร่างไร้วิญญาณของอาจารย์แล้ว เขาร้องไห้อย่างเสียใจ บอกว่าอาจารย์ถูกหยามศักดิ์ศรีและทำใจไม่ได้จึงฆ่าตัวตาย...เหอะ ๆ ตอนนั้นข้าก็โง่ เห็น ๆอยู่ว่าบนหน้าผากอาจารย์มีเลือดท่วม ที่คอยังมีรอยมืออยู่ด้วยแต่กลับเชื่อคำพูดของหลี่ชางหลี่”
“แต่ต่อมา ข้ายิ่งคิดก็ยิ่งสงสัยจึงเข้าใจว่าที่แท้หลี่ชางหลี่เป็นคนฆ่าอาจารย์ ไม่นานไทเฮาก็ทรงแต่งตั้งหลี่ชางหลี่เป็นขันทีใหญ่ประจำตำหนักจิงเซี่ยวส่วนหลี่ชางหลี่รู้ว่าข้าเข้าใจเรื่องในวันนั้นแล้ว จึงบังคับให้ข้ารับเขาเป็นอาจารย์หากข้าไม่ยอมรับ เขาบอกจะหาทางทำให้ข้าตาย”
อันเฉิงพูด “ถึงแม้ข้าจะโง่แต่ก็รู้ว่าเรื่องอะไรควรก้มหัว ฉะนั้นข้าจึงรับหลี่ชางหลี่เป็นอาจารย์เพราะเรื่องนี้ คนในตำหนักจิงเซี่ยวหัวเราะเยาะข้าเป็นเวลานานถึงหนึ่งปี”
เขาถามอันเจิง “เจ้ารู้หรือไม่ทำไมต่อมาคนเหล่านั้นถึงไม่หัวเราะเยาะข้าแล้ว?”
อันเจิงส่ายหน้า
“เพราะข้ากลายเป็นคนของฝ่าบาท ฝ่าบาททรงแต่งตั้งข้าเป็นขันทีคนสนิท”
อันเฉิงดื่มชาอีกหนึ่งคำชาไม่ดีฉะนั้นจึงมีรสขม และเพราะความขมนี้เขาจึงรู้สึกว่ามันกลบเกลื่อนความขมขื่นในใจ “ช่วงหนึ่งไทเฮาอยากหาคนเข้าไปแทรกแซงฝ่าบาทข้ารู้ว่านี่เป็นโอกาสเดียวที่จะหนีหลี่ชางหลี่ได้ จึงวิ่งไปทูลขอไทเฮานึกไม่ถึงว่าพระนางจะทรงยินยอมและให้ข้าไปอยู่ในตำหนักวิหารสวรรค์ แน่นอนว่าฝ่าบาทก็ทรงรู้ดีว่าไทเฮาส่งคนเข้ามาข้างกายฉะนั้นจึงตั้งใจแต่งตั้งข้าที่ยังไม่ประสีประสาขึ้นเป็นขันทีคนสนิทและที่ทำก็เพื่อเล่นละครให้ไทเฮาดูเท่านั้น”
อันเฉิงพูดจบก็ดื่มชาอีกครั้ง “ฉะนั้นคนในตำหนักจิงเซี่ยวจึงไม่มีใครกล้าดูถูกข้าอีก”
เขามีท่าทางที่แลดูสง่างามมากสง่างามจนต่อให้ใช้กฎในวังมาควบคุม ก็ไม่สามารถหาข้อบกพร่องของเขาได้
อันเจิงรู้สึกอย่างกะทันหันว่าการเปลี่ยนแปลงของคนคนหนึ่งจะมากได้ขนาดนี้เชียวหรือบนร่างของขันทีคนหนึ่ง กลับเห็นร่องรอยของความสง่างามและความเป็นผู้นำ
ราวกับอันเฉิงรับรู้ได้ถึงแววตาที่อันเจิงมองมาแต่ก็เหมือนจะเข้าใจแววตาของอันเจิงผิดไป
“ข้ารู้ว่าเจ้าต้องกำลังคิดว่าทำไมคนที่ไทเฮาส่งมาอย่างข้า กลับกลายเป็นคนที่ฝ่าบาททรงเชื่อใจมากที่สุด...ข้ารู้ว่าเจ้าไม่โง่ฉะนั้นหากเจ้าคิดเรื่องนี้อย่างละเอียดก็จะเข้าใจเอง”
อันเจิงพยักหน้า “เพราะเจ้าไม่อยากตาย”
อันเฉิงหัวเราะเสียงดัง“บอกแล้วว่าเจ้าไม่ใช่คนโง่ ใช่แล้ว ข้าไม่อยากตาย หากข้าพูดเรื่องนี้กับคนโง่ละก็ความคิดของคนโง่ต้องเป็น...สวรรค์ เจ้าทรยศไทเฮา ทรยศหลี่ชางหลี่พวกเขาต้องฆ่าเจ้าอย่างแน่นอน ใช่แล้ว หากเป็นคนธรรมดาก็ต้องคิดแบบนั้นเพราะข้าไม่อยากใช้ชีวิตด้วยความหวาดระแวง และข้าก็ไม่รู้ว่าวันไหนจะตายในพระหัตถ์ของไทเฮา”
“วิธีเดียวที่จะรอดได้คืออะไร?แน่นอนว่าไม่ใช่การเชื่อฟังมากขึ้น อาจารย์ข้าก็เชื่อฟังไม่ใช่หรือ?แต่ก็ตายอยู่ดี ฉะนั้นวิธีเดียวก็คือให้ไทเฮาหมดพระราชอำนาจลงไป กำจัดหลี่ชางหลี่เสียมีเพียงทำอย่างนี้ข้าถึงจะปลอดภัย”
นิ้วโป้งเขาชี้ขึ้นไปด้านบนนิ้วเขาช่างดูเรียวยาวและงดงามกว่านิ้วผู้หญิงเสียอีก
อันเจิงไม่ได้พูดอะไรต่อในตอนนี้เขาไม่รู้ว่าตัวเองควรพูดอะไรดี อันเฉิงคือคนชั่วหรือ?ก็ถือว่าไม่ใช่เขาเป็นคนที่อยากใช้ความสามารถของตัวเองมาเปลี่ยนแปลงอนาคต อันเฉิงเลือกแบบนี้ผิดหรือไม่?ก็ถือว่าไม่ผิด ยิ่งไปกว่านั้น มันมีความเด็ดเดี่ยวและแน่วแน่
“ฝ่าบาททรงให้เจ้าเข้าค่ายหงส์ไฟเจ้าอาจยังไม่เข้าใจว่าอะไรคือหงส์ไฟ”
อันเฉิงดื่มชา“นี่เป็นการวางแผนที่ยิ่งใหญ่ เรื่องและคนที่จะเชื่อมโยงไปถึงก็ไม่อาจประมาณได้ ฝ่าบาททรงมีพระประสงค์ให้เจ้าเป็นตัวสำคัญในค่ายหงส์ไฟแต่ทรงไม่อาจรับรู้ได้ถึงความซื่อสัตย์ที่เจ้ามีต่อพระองค์ เจ้าน่าจะรู้ดี ฝ่าบาททรงกดดันมากเท่าไหร่ในการช่วยเจ้าทั้งยังพระราชทานยศที่สูงส่งให้กับเจ้าด้วย ทำให้เจ้ามีอนาคตที่ดียิ่งขึ้นเจ้าคิดว่าตัวเองควรจะตอบแทนอย่างไร?”
อันเจิงยักไหล่
อันเฉิงพูดต่อ“ข้าไม่ค่อยรู้เรื่องในเจียงหู แต่ก็เคยได้ยินบางเรื่องมาบ้างว่ากันว่าคนที่อยากเข้ามารับตำแหน่งเป็นขุนนางมันไม่ง่ายเลย เรียกว่าอะไรนะ...พิธีรับสมาชิก”
เขามองไปยังอันเจิง “เด็กหนุ่มคนหนึ่งเมื่ออยากเข้าร่วมก็ต้องทำพิธีรับสมาชิก เจ้าคิดว่าตอนนี้เจ้าจะทำอย่างไร”
อันเจิงถาม “ข้าขอเลือกออกไปได้หรือไม่?”
อันเฉิงหัวเราะอย่างเบิกบานทันที “เจ้าคิดว่าหลังจากที่ข้าบอกเรื่องพวกนี้กับเจ้าแล้ว เจ้ายังมีสิทธิ์ในการออกไปอีกหรือ?เจ้ารู้เรื่องที่ผ่านมาของข้า รวมไปถึงความคิดข้าและพระดำริของฝ่าบาทฉะนั้นเจ้าเหลือเพียงทางเลือกเดียว”
เขายกถ้วยชาในมือตัวเองขึ้นแล้วใช้ควันร้อนในถ้วยบดบังสีหน้าเอาไว้ “เกิดเป็นคนก็ต้องไขว่คว้าเจ้าสามารถฆ่าคนเพื่อคนอื่นได้ ทำอะไรหลาย ๆ อย่างเพื่อคนอื่นได้ แล้วจะไม่ลองตัดสินใจเพื่อตัวเองสักครั้งหรือ?เจ้าน่าจะรู้ดี ในเมื่อฝ่าบาททรงอยากใช้เจ้าและยังให้ความสำคัญกับเจ้ามากก็แสดงให้เห็นแล้วว่าทรงเห็นค่าเจ้ามากเพียงใด โรงจวี้ฉ่างเป็นกิจการของหน่วยทหารจวงเฟยเฟยก็เป็นคนของหน่วยทหาร ฉะนั้นเรื่องที่เจ้าฆ่าซูเฟยหยิงเพราะจวงเฟยเฟยคนอื่นในหน่วยทหารอาจไม่รู้ แต่ท่านเสนาบดีเฉินไจ่เหยียนรู้ดีในเมื่อเฉินไจ่เหยียนรู้ แน่นอนว่าฝ่าบาทก็ต้องทรงรู้”
อันเจิงอยากหัวเราะนักเพราะนี่เป็นการขู่ที่ดูจะต่ำช้าเกินไปสักหน่อย
แต่เขาไม่ได้หัวเราะ ทั้งยังแสดงสีหน้าที่ดูสุขุมอีกด้วย
เขาเงียบไปครู่หนึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่เพราะคำขู่จากอันเฉิง แต่เป็นเพราะเขาสังเกตได้ถึงเรื่องที่ผ่านมาที่เขามาเมืองฟางกู้ก็เพราะสองเรื่องด้วยกัน เรื่องแรกคือแม่นางเยว่ และตอนนี้เขาก็ได้ช่วยแม่นางเยว่ออกจากคุกแล้วถึงแม้จะยังไม่ได้เตรียมพร้อมทางเดินที่สมบูรณ์แบบให้ก็ตาม แต่อย่างไรก็ถือว่าได้บทสรุปแล้วเรื่องที่สองก็คือเรื่องเกี่ยวกับตัวเอง เขาอยากแก้แค้น
มีคนเคยบอกว่า แค้นที่มาจากการถูกฆ่าบิดามารดาและแค้นที่มาจากการถูกแย่งภรรยา เป็นความแค้นที่ไม่สามารถจะลบเลือนได้ความจริงแล้วยังมีความแค้นอีกหนึ่งอย่างที่ไม่อาจลืมได้ นั่นก็คือแค้นที่ตัวเองถูกฆ่า...นี่คือการขัดแย้งในตัวเองในเมื่อตัวเองถูกฆ่าตาย แล้วยังจะมีอะไรที่รับไม่ได้อีก?
อันเจิงถูกฆ่าแล้ว แต่เขายังไม่ตายฉะนั้นความหวังในการแก้แค้นของเขาก็ยิ่งร้อนแรงมากขึ้น นั่นก็คือการทำเพื่อตัวเอง
ตอนนี้เขารู้ว่าศัตรูของตัวเองก็คือเพื่อนรักเฉินจ่งชวี่ แต่เฉินจ่งชวี่คือคนบงการยังมีคนสมรู้ร่วมคิดอีกมาก อันเจิงจะแก้แค้นก็ต้องค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไป ควานหาตัวออกมาทีละคน
พลังของเขายังไม่แข็งแกร่งมากพอ ยังไปจักรวรรดิต้าซีตอนนี้ไม่ได้แต่เขาสามารถสืบเรื่องที่เกี่ยวกับตัวเองในแคว้นเยี่ยนก่อน จากนั้นก็ค่อย ๆกำจัดทุกคนที่เจอ
ตอนนี้อันเฉิงมาในนามของมู่ฉางเยียนแล้วพูดเรื่องพวกนี้จากท่าทางก็เหมือนจะเป็นการข่มขู่ แต่อันเจิงก็รับไว้...เพราะเขาก็ต้องการใช้ตำแหน่งแบบนี้ไปสืบเรื่องราวในตอนนั้นเช่นกัน
อันเฉิงเห็นอันเจิงไม่ได้พูดอะไรเลยสักคำเขาเลยยิ้มแล้วพูดต่อ “ชายชาตรีแข็งข้อหน่อยก็ไม่ใช่เรื่องแปลกถึงข้าจะไม่นับว่าเป็นผู้ชายแล้วแต่ข้าก็รู้ว่าศักดิ์ศรีสำคัญมากสำหรับผู้ชายทุกคน หากเป็นชายแล้วไม่มีศักดิ์ศรีสู้ไปแย่งกระดูกกับสุนัขไม่ดีกว่าหรือ แต่อันเจิง การมีศักดิ์ศรีกับมีอนาคตแตกต่างกันคำที่ข้าพูดก่อนหน้านี้อาจไม่น่าฟังนัก แต่เพราะข้าอยากผลักดันเจ้าถึงพูดเช่นนั้นหากเป็นคนอื่น ข้าแค่ใช้นิมิตที่สวยหรูมาพูดก็ได้แล้ว”
“แต่กับเจ้าไม่เหมือนกัน เจ้าสำคัญมากหากเจ้ารู้สึกว่าตอบตกลงตอนนี้มันจะเป็นการเสียศักดิ์ศรี อย่างนั้นข้าจะให้เวลาเจ้าคิดก่อนไม่ต้องรีบ”
เขาลุกขึ้นแล้ววางถ้วยชา“เมื่อกลับไปแล้ว ข้าจะให้คนส่งชาดี ๆ มาให้นะ”
อันเจิงยิ้มแล้วกล่าวขอบคุณ“หากดื่มแล้วติดใจ ต่อไปไม่อยากดื่มชาที่มีรสขมแบบนี้อีกจะทำอย่างไร?”
“ในเมื่อเจ้าดื่มชารสชาติดีจนชินเจ้ายังไม่รู้อีกหรือว่าต้องทำอย่างไร”
อันเจิงหัวเราะ “กงกงรักษาตัวด้วย”
อันเฉิงพยักหน้าจากนั้นก็ก้าวออกจากห้องอย่างช้า ๆ
เมื่อเดินไปถึงประตูเขาก็หันกลับมามองอันเจิงแวบหนึ่งแล้วถามขึ้น “ในสำนักของเจ้ามีอาจารย์ที่เก่งกาจด้านการแพทย์ใช่หรือไม่แล้วยังเป็นผู้หญิง?”
อันเจิงขมวดคิ้ว
อันเฉิงชี้ผ้าพันแผลของอันเจิง“พลังของติงหว่านเชียวแข็งแกร่งมาก แต่บาดแผลเจ้าเหมือนได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อยฉะนั้นในสำนักเจ้าน่าจะมีหมอยาฝีมือดี ส่วนทำไมถึงรู้ว่าเป็นผู้หญิง...เพราะผ้าพันแผลที่ผูกเป็นโบดูสวยมาก”
อันเจิงมองดูผ้าพันแผล จากนั้นก็ยิ้มแห้งๆ
ก่อนอันเฉิงจะก้าวออกไปอันเจิงกลับอยากถามอะไรบางอย่าง “หลี่ชางหลี่พอหรือไม่?”
อันเฉิงถาม “อะไรพอหรือไม่?”
“พิธีรับสมาชิก”