ในมุมมองของแกงดอร์ ม้วนกระดาษเหล่านี้เป็นแค่เศษกระดาษไร้ค่าเท่านั้น หากพวกเขาไม่อยากให้มันตกไปอยู่ในเงื้อมมือของศัตรู ทางเลือกเดียวที่มีอยู่สำหรับเวลาไม่กี่สิบนาทีในการตระเวนทั่วสนามรบนี้ก็คือต้องเผามันทิ้งให้หมด ภายในวิหารมีสิ่งของล้ำค่ามากมายเสียจนพวกเขาไม่สามารถกวาดและเก็บพวกมันกลับไปได้หมด ตัวอย่างอย่างเช่นอัญมณีโทแพซจำนวนมากที่ถูกฝังไว้ใต้รูปปั้นเนเอียน
คทาของเอสเซียนก็มีราคาแพงอย่างไม่น่าเชื่อเช่นเดียวกัน ทว่าคริสตัลหัวคทาที่ใช้ในการเรียกคาถาของเขาได้ใช้พลังงานสำรองทั้งหมดเพื่อปกป้องเขาจากไฟร์บอลก่อนหน้านี้ ซึ่งนั่นทำให้คริสตัลกลายเป็นเถ้าถ่านไปทั้งหมดแล้ว รวมถึงตัวคทานั้นก็โค้งงอผิดรูปไป แต่เนื่องจากมันทำมาจากทองคำ แร่ธาตุชั้นดี และออบซิเดียนจำนวนหนึ่งทำให้ยังคงมีมูลค่าหลงเหลืออยู่ประมาณ 10,000 เหรียญทอง
การใช้ชีวิตอยู่ในดีพบลูทำให้ริชาร์ดกลายเป็นปรมาจารย์ด้านการใช้วัสดุต่าง ๆ อย่างคุ้มค่า เขาจึงรู้มูลค่าของความเสียหายที่เป็นผลมาจากการต่อสู้ครั้งนี้ได้โดยอัตโนมัติ ในช่วงแรกของการรุกล้ำเข้ามายังเพลนใหม่นี้ การปล้นสะดมและปล้นชิงทรัพย์เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการสร้างความมั่งคั่งและร่ำรวย แม้ว่าการกระทำแบบนั้นจะต้องเสี่ยงต่อการเสียเลือดเนื้อไปบ้างแต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเป็นมันหนทางที่เร็วที่สุดที่สามารถเป็นไปได้
ของกำนัลชิ้นพิเศษอีกอย่างหนึ่งที่เขาได้มาจากการค้นห้องของเอสเซียนก็คือสมุดไดอารี่หนาเล่มหนึ่ง เพียงแค่ปกของมันก็กินเนื้อที่ถึงครึ่งหนึ่งของความหนาทั้งเล่มแล้ว บนปกหนา ๆ นั้นมีสลักตัวล็อกที่สร้างขึ้นจากรูนที่ซับซ้อนฝังอยู่และมันถูกเข้ารหัสไว้เพื่อไม่ให้บุคคลภายนอกเปิดอ่าน หากใครก็ตามที่จงใจจะเปิดมันและถอดรหัสผิด สลักตัวล็อกนั้นจะทำงานทันทีโดยเปลี่ยนให้ไดอารี่กลายเป็นเถ้าถ่านไป เพียงแค่การป้องกันที่ซับซ้อนลักษณะนี้ก็เพียงพอแล้วที่จะชี้ชัดว่าไดอารี่เล่มนี้ต้องไม่ธรรมดา และพรีสต์ที่แท้จริงของเทพเจ้าในเพลนประหลาดนี้จะต้องมีประสบการณ์อันล้ำค่าอย่างแน่นอน
ริชาร์ดตัดสินใจนำเอาไดอารี่เล่มนี้กลับไปกับเขาด้วย ตัวล็อกเป็นวงเวทย์ประเภทหนึ่งดังนั้นมันจึงไม่เป็นปัญหาสำหรับเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมันมาจากเพลนรอง มองเพียงแวบเดียวเขาก็รู้แล้วว่าการถอดรหัสของสลักตัวล็อกนี้เป็นเรื่องง่าย เพียงแต่เขาต้องการเวลาและต้องใช้ความพยายามเล็กน้อยเท่านั้น แม้ว่าเขาจะไม่เข้าใจรูนและคาถาของเพลนนี้ แต่เมื่อเทียบกันแล้ว นัวแลนด์ยังถือว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าและมีเวทมนต์ซับซ้อนกว่านี้มาก ดังนั้นการเรียนรู้รูนและเวทมนตร์ของที่นี่จึงไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ และการถอดรหัสสมุดไดอารี่เล่มนี้ก็ไม่เป็นปัญหาโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมันเป็นวงเวทย์แบบดั้งเดิมที่มีการทำงานที่เข้าใจง่ายในลักษณะนี้
ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อรูนในวงเวทย์นี้ไม่ได้ยากเกินไปที่จะถอดรหัสมันก็ยิ่งเป็นประโยชน์ต่อเขา เพราะริชาร์ดสามารถกลับมาตรวจสอบมันอีกครั้งในภายหลังเพื่อช่วยให้เขาเข้าใจกฎของเพลนนี้มากยิ่งขึ้นได้ และเมื่อเข้าใจมันอย่างถ่องแท้แล้วก็จะสามารถหาซื้อวัตถุดิบและสร้างรูนที่เข้ากับกฎของเพลนนี้ออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ริชาร์ดกลับขึ้นไปบนหลังม้า และเมื่อมองไปยังปราสาทของบารอนซึ่งเป็นสถานที่ที่จะบารอนผู้นั้นจะใช้ปกป้องตัวเขาเองไปจนตาย ริชาร์ดก็รู้สึกเวทนาขึ้นมา การกระทำของบารอนฟอร์ซ่านั้นชวนให้ประหลาดใจอยู่ไม่น้อย ไม่รู้เป็นเพราะเขาเฉลียวฉลาดหรือขี้ขลาดมากกันแน่ที่ทำให้เขาปิดประตูทั้งหมดแล้วตัวเองก็หลบซ่อนอยู่แต่ในปราสาท รวมถึงยังเลือกที่จะไม่ดักซุ่มโจมตีคนของริชาร์ดเลยระหว่างทางที่จะมาให้ถึงที่นี่ และยิ่งไปกว่านั้นเหล่าทหารก็เอาแต่ป้องกันปราสาทของบารอนเพียงอย่างเดียวโดยไม่สนใจเหตุการณ์ที่ริชาร์ดพาคนบุกเข้าโจมตีวิหารเลย ซึ่งนั่นก็ทำให้ริชาร์ดอดนึกผิดหวังน้อย ๆ ขึ้นมาไม่ได้
อย่างไรก็ตามถึงแม้ไม่มีแนวป้องกันปราสาทแต่ฟอร์ซ่าก็ยังมีทหารชั้นดีอยู่ภายใต้การบัญชาการของเขาอย่างน้อย 12 นาย ถ้าหากทหารพวกนั้นลงสนามต่อสู้อย่างจริงจัง ความเสียหายที่ริชาร์ดและกองกำลังของเขาต้องเผชิญคงจะไม่เบาบางเพียงเท่านี้และความตายก็คงไม่อาจหลีกเลี่ยงได้อย่างแน่นอน ซึ่งนั่นก็นับเป็นปัญหาที่ใหญ่ที่สุดสำหรับริชาร์ดในตอนนี้ เขาไม่สามารถสูญเสียสมาชิกในกองกำลังของเขาได้อีกแล้ว เหล่าทหารใหม่นั้นไม่ใช่ปัญหาใหญ่นัก ทว่าหากต้องเสียไนท์ไปอีกคนก็คงจะเป็นการสูญเสียที่หนักหนามากเกินไป
ต่อให้เขามีแผนที่ปราสาทของบารอน แต่การต่อสู้แบบปะทะกันซึ่ง ๆ หน้าอีกครั้งจำเป็นจะต้องให้พลังของโฟลว์แซนด์ฟื้นฟูขึ้นมาก่อน นอกเหนือจากริชาร์ดแล้วยังไม่มีกองกำลังแนวหน้าคนใดที่สามารถต่อสู้โดยปราศจากพลังสนับสนุนของนางได้ในตอนนี้ การต่อสู้โดยไร้พลังสนับสนุนจากโฟลว์แซนด์นั้นทำให้พวกเขารู้สึกผิดแปลกไปเมื่อต้องโจมตีในแนวหน้า และในตอนนี้โฟลว์แซนด์ได้ใช้พลังอันศักดิ์สิทธิ์ของนางไปจนเกือบหมดแล้ว
เคลริคที่อยู่ในระดับเดียวกับโฟลว์แซนด์มักจะเป็นเหมือนชีวิตที่ 2 ของพวกเขาในสนามรบโดยจำนวนการสนับสนุนของนางให้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับความเสียหายจากพลังการโจมตีของริชาร์ด มีเพียงเรื่องเดียวที่ริชาร์ดยังเหนือกว่านางก็คือการวิเคราะห์สถานการณ์และการบัญชาการรบที่ทำให้เขาสามารถส่งนางไปสนับสนุนยังตำแหน่งต่าง ๆ ที่ถูกต้องได้ในภาวะวิกฤต
ริชาร์ดมองเห็นทหารรักษาการณ์ที่อยู่ในระยะไกล บริเวณโดยรอบทั้งมืดมิดและเงียบสงัด ไม่มีเสียงจอแจหรือความชุลมุนวุ่นวายใดดังออกมาเลย หากเขาไม่รู้มาก่อนว่าอาคารลักษณะคล้ายบ้านที่สร้างติดกันเป็นแถวยาวเรียงรายเหล่านี้เป็นค่ายทหาร เขาคงจะคิดว่ามันเป็นเพียงที่พักอาศัยของชาวบ้านทั่วไป
ในช่วงเริ่มต้นการต่อสู้ มีการส่งหน่วยลาดตระเวนหลายกลุ่มออกมาสอดแนมกองกำลังของริชาร์ด ทว่าเมื่อทหารเหล่านั้นหลายคนถูกโอล่ายิงทิ้งไปก็ไม่มีการส่งหน่วยใดออกมาเพิ่มเติมอีก ดูเหมือนว่าไนท์มียศที่บัญชาการกองรักษาการณ์นั้นเป็นคนเฉลียวฉลาดพอตัว เพราะถ้าหากถูกทวงถามถึงเหตุผลที่เขาหยุดส่งหน่วยลาดตระเวนออกไป สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดที่เขาจะได้เจอก็คือการถูกไล่ออกจากตำแหน่งเท่านั้น ซึ่งนั่นย่อมดีกว่าการต้องสูญเสียชีวิตของตนเองหากออกไปเผชิญหน้ากับศัตรูอย่างแน่นอน
ริชาร์ดหันหลังกลับมามองวิหารที่กำลังมอดไหม้ ร่องรอยความเวทนาเจืออยู่ในแววตาของเขา โดยรวมแล้วการต่อสู้ครั้งนี้ดำเนินไปตามแผนการที่วางไว้ ทว่าผลลัพธ์ที่ออกมาอยู่ในเกณฑ์ที่พอรับได้เท่านั้น นอกเหนือจากความมั่งคั่งอันน่าประหลาดใจจากสมบัติมูลค่ามหาศาลที่พวกเขาเพิ่งเก็บรวบรวมมาได้แล้วนั้น ผลลัพธ์ในด้านอื่นก็ไม่นับว่าเป็นที่น่าประทับใจนัก เอสเซียนหลบหนีไปแล้วส่วนบารอนก็ไม่ได้สูญเสียไนท์แม้แต่คนเดียว แม้ว่าเหล่าพาลาดินที่ถูกกำจัดไปได้อาจจะนับว่าเป็นเรื่องหนึ่งที่น่าพึงพอใจได้ทว่ามันก็ต้องแลกมากับการที่ฝ่ายของพวกเขาเกิดการสูญเสียอยู่ไม่น้อย การสังหารสมาชิกสำคัญของกองทัพศัตรูซึ่งเป็นเหล่าคนที่อยู่ระดับสูงนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญต่อการได้รับชัยชนะเป็นอย่างมาก ทว่าในตอนนี้สำหรับริชาร์ดแล้วเรื่องนั้นกลับยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร
“ไปกันเถอะ !” ริชาร์ดตัดใจเลิกนึกถึงเรื่องความเสียดายของเขาก่อนที่จะโบกมือให้สัญญาณและมุ่งหน้าไปยังประตูเมืองพร้อมด้วยทหารม้า
ประตูเมืองยังคงเปิดกว้าง สิ่งกีดขวางที่ถูกเคลื่อนย้ายออกไปก่อนหน้านี้ก็ยังคงอยู่ในตำแหน่งที่ถูกย้ายไปเช่นเดิมโดยไม่มีใครให้ความสนใจกับศพของกองทหารรักษาการณ์ที่นอนจมกองเลือดอยู่เลย ม้าศึกต่างก็ส่งเสียงร้องดังลั่นขณะที่วิ่งผ่านกองศพเหล่านั้น ซึ่งตามมาด้วยโอเกอร์ทั้งสองและเหล่าแร็พเตอร์
หลังจากเดินทางมาได้ครู่หนึ่งริชาร์ดก็หันหลังกลับไปมอง เปลวไฟยังคงลุกโชนท่วมทั่วอาคารวิหาร จากจุดที่เขาอยู่ในตอนนี้เขาสามารถมองเห็นตัววิหารถูกปกคลุมไปด้วยเพลิงได้อย่างชัดเจน กลุ่มควันยังคงหนาแน่นและดูเหมือนว่าการดับไฟเอาตอนนี้คงจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ นับว่าเป็นโชคดีที่บริเวณโดยรอบตัววิหารเป็นพื้นที่ว่างเปล่า เพราะถ้าหากไฟที่โหมไหม้นี้เกิดการลุกลามก็เป็นไปได้ว่าเมืองครึ่งเมืองอาจถูกเปลวไฟทำลายล้างจนราบคาบ
ในตอนนั้นเองริชาร์ดก็นึกถึงแผ่นกระดาษแปลกประหลาดที่เขาเพิ่งได้รับขึ้นมา เขาเกิดความรู้สึกลึก ๆ ในใจว่ามันอาจจะเป็นเหมือนรางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับคืนนี้ก็ได้ ก่อนออกเดินทาง เขาสั่งให้ติดประกาศตลอดทางจากใจกลางเมืองไปจนถึงประตูเมือง ประกาศทุกแผ่นต่างมีเนื้อความเดียวกันนั่นก็คือการบอกกับฟอร์ซ่าว่าครอบครัวของไนท์ทั้งสามที่ถูกสังหารนั้นอยู่ในมือของริชาร์ดและเขาต้องการเรียกค่าไถ่เป็นเงิน 5,000 เหรียญทองเพื่อแลกกับการปลดปล่อยพวกเขาให้เป็นอิสระ หากฟอร์ซ่าไม่จัดหาเงินค่าไถ่มาให้เขาภายใน 2 วัน คนเหล่านั้นจะถูกขายเป็นทาสทันที
การเรียกค่าไถ่แลกกับเชลยสงครามถือเป็นเรื่องธรรมดาทั่วไปสำหรับเหล่าขุนนาง และก็เป็นเรื่องธรรมดาด้วยเช่นกันที่การต่อสู้ส่วนใหญ่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากเรื่องระหองระแหงเล็ก ๆ น้อย ๆ และการที่จะสังหารหมู่คนทั้งสนามรบนั้นเป็นเรื่องยาก
นอกจากนี้เงิน 5,000 เหรียญทองนั้นไม่ใช่จำนวนที่มากเกินไปและอยู่ภายในขอบเขตที่บารอนสามารถจ่ายได้ อย่างไรก็ตาม ด้วย ‘กฎข้อบังคับของเทพแห่งความกล้าหาญ’ ทำให้ฟอร์ซ่าไม่สามารถยอมรับคำขอดังกล่าวได้ซึ่งริชาร์ดเองก็รู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี ทว่าสิ่งที่เขาต้องการก็คือความแน่ใจว่าการตัดสินใจของบารอนนั้นจะเป็นที่รู้โดยทั่วกัน และการตายของไนท์ทั้ง 3 คนนั้นเพียงพอแล้วที่จะแสดงให้เห็นถึง ‘ความแตกต่างในความแข็งแกร่ง’ ของพวกเขาทั้งสอง
เมื่อริชาร์ดและกองกำลังของเขาเดินทางออกไป เขาก็ปล่อยแร็พเตอร์เข้าไปในป่าโดยให้พวกมันลาดตระเวนพื้นที่โดยรอบเพื่อป้องกันกองกำลังอื่นที่จะตามไล่ล่าและป้องกันการซุ่มโจมตีอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้น
กองกำลังของริชาร์ดกำลังเดินทางไปยังโจเว่น แร็พเตอร์ 2 ตัวลาดตระเวนเส้นทางหลายกิโลเมตรอยู่ข้างหน้าโดยมีตัวหนึ่งอยู่ทางซ้ายและอีกตัวอยู่ทางขวา พวกเขาคุ้นเคยกับเส้นทางนี้ดีและต้องการทราบเส้นทางที่กองทัพของโจเว่นกำลังมุ่งหน้าไป หากมีใครในกองทัพนั้นย้อนกลับมาเพื่อช่วยรักษาดินแดนของบารอน ริชาร์ดคงไม่ลังเลที่จะจัดตั้งหน่วยซุ่มโจมตีอีกครั้งเพื่อรับมือกับพวกนั้น เพราะกองกำลังธรรมดาเหล่านี้จะต้องเหนื่อยล้าจากการเดินทางที่ยาวนานและไม่สิ้นสุด และพวกเขาก็จะไม่มีพลังงานหลงเหลืออยู่ ดังนั้นหากใช้การจู่โจมแบบสายฟ้าแลบรวมถึงการโจมตีของแร็พเตอร์จะทำให้พวกเขาได้พบกับจุดจบอย่างง่ายดาย
ในขณะที่โฟลว์แซนด์กำลังฟื้นฟูมานาของนางอย่างช้าๆ รูนไวทัลลิตี้ก็ช่วยเร่งการฟื้นฟูมานาของริชาร์ดให้มากขึ้นด้วยอัตราการฟื้นฟูที่รวดเร็วยิ่งกว่า นอกจากนี้แล้วเขายังรู้สึกอีกด้วยว่าการต่อสู้ที่ยากลำบากหลายครั้งที่ผ่านมาทำให้เขาใกล้จะก้าวข้ามขีดจำกัดแล้ว ในไม่ช้าเขาจะกลายเป็นเมจระดับ 9 ซึ่งจะสามารถเรียนรู้คาถาระดับ 5 ได้
และด้วยประสบการณ์ที่มีอยู่ของเขาในตอนนี้ก็ทำให้เขามั่นใจว่าจะสามารถเอาชนะกองทหารจำนวน 500 คนที่เมืองโจเว่นได้ อย่างไรก็ตาม เห็นได้ชัดว่าไนท์ที่เป็นผู้นำกองทหารนั้นค่อนข้างระมัดระวังตัวมาก เขาหลบซ่อนตัวอยู่และดูเหมือนว่าเขาไม่มีแผนการที่จะออกมาจนกว่าพระอาทิตย์จะขึ้น เมื่อมองดูจากระยะไกลจะเห็นได้ว่าทางแยกบนถนนที่มุ่งหน้าไปสู่กองทหารนั้นเกลื่อนไปด้วยสิ่งกีดขวางกระจายอยู่ตามเส้นทาง
เมื่อเดินทางผ่านโจเว่น ริชาร์ดทำได้เพียงส่ายหัวเมื่อมองไปยังค่ายที่อยู่ด้านหลัง การยกพลเข้าโอบล้อมและโจมตีกองกำลังเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องที่ยากสำหรับกองกำลังของเขา และเขาก็มั่นใจว่าพวกเขาคงจะไม่ต้องเผชิญกับความยากลำบากใด ๆ ในการต่อสู้ แต่เนื่องจากพวกเขาเพิ่งจะผ่านการต่อสู้อย่างหนักหน่วงมาและต้องการพักฟื้นจึงทำให้ริชาร์ดไม่มีทางเลือกและทำได้เพียงเปลี่ยนเส้นทางเพื่อเคลื่อนตัวกลับไปยังฐานบนภูเขาโดยที่ในขณะเดียวกันก็เตรียมพร้อมที่จะประชุมสรุปผลของการต่อสู้ในครั้งนี้ไปด้วย