‘ว่างๆ แม่หญิงก็ลองนั่งสมาธิเจริญสติดู บางทีอาจจะช่วยเสริมบารมีให้ท่านได้ อย่างน้อยที่สุดก็จะได้ไม่ฟุ้งซ่าน’
แต่นั่งสมาธิไม่ใช่สิ่งที่ใครๆ ก็ทำได้ ศรณ์เลิกนั่งสมาธิ หลังทำไปได้ครู่หนึ่งก่อนจะลุกขึ้นเดินไปโน่นมานี่คนเดียว
กลางคืนอันแสนทรมานทำให้ศรณ์รู้สึกโดดเดี่ยว นี่ขนาดแค่คืนแรก ถ้าต้องอยู่ในสภาพเช่นนี้ตลอดไปจะเป็อย่างไร
ศรณ์เดินทะลุกำแพงเข้าไปหาสุดกู่
นางนอนหลับพักผ่อนอยู่ในห้องพักที่หม่อมสุ่นจัดให้ ส่วนเธอที่ไม่สามารถมองเห็นอะไรอีกแม้กระทั่งร่างของตัวเองก็ไม่มีอะไรทำ ศรณ์เลยเดินไปนั่งริมหน้าต่าง นั่งมองดวงจันทร์นวลผ่องไปเรื่อยๆ ค่ำคืนนี้แม้พระจันทร์ไม่เต็มดวง แต่ก็น่ามองพอกัน
ครั้นมองชมจันทร์ไปชมจันทร์มา ศรณ์ก็นึกถึงใบหน้าของพันรบ แล้วอยู่ดีๆ เธอก็รู้สึกว่าสภาพแวดล้อมกายภาพแปรพันอย่างฉับพลัน พริบตาต่อมาก็มายืนอยู่กลางห้องรับแขกของบ้านพันรบ
“หายตัวได้หรือนี่ ไม่แย่แหะ” ศรณ์ที่พึ่งค้นพบเื่นี้ก็กระหยิ่มใจพอสมควร ก็จะไม่ให้ดีใจได้อย่างไร ั้แ่กลายเป็ิญญา เธอก็ทำอะไรไม่ได้อีก การหายตัวจึงถือเป็ข้อดีเดียวที่ปลอบประโลมใจที่แห้งเหี่ยวได้
“เขาจะหลับหรือยัง”
ศรณ์เดินขึ้นไปหาเขา สำรวจบ้านทั้งหลังตามใจชอบจนไปหยุดหน้าประตูที่ติดป้ายห้ามรบกวน ราวกับพันรบรู้ว่าเธออาจจะมา
ดังนั้นศรณ์จึงได้แต่ล่าถอย แต่ตอนหันหลังกลับ เธอตาไวไปเห็นว่ามีกล่องไม้วางอยู่ข้างเครื่องดนตรีซอสามสายอยู่ในห้องทางซ้ายมือ
สายลมพัดเข้ามาจากช่องทางระบายอากาศกรุ่นกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกหางหงส์ ศรณ์ก้าวเดินไปตามทางอย่างยากจะห้ามใจทั้งๆ ที่รู้ว่าทำเช่นนี้ค่อนข้างจะไม่มีมารยาท แต่เธอก็หยุดเท้าตัวเองไม่ได้เลย
จนไปหยุดอยู่หน้าประตูที่เปิดแง้มเล็กน้อย เธอค่อยๆ ย่องเข้าไป หับประตูลง ทำท่าทำทางราวกับโจรย่องเบาก็ไม่ปาน เพื่อเปิดหีบกล่องไม้ดูของด้านในว่าคือสิ่งใด
แต่กล่องไม้มีกลไกซ่อนอยู่ ไม่สามารถที่จะเปิดได้จนกว่าจะหมุนตัวล็อควงกลมที่ทำขึ้นมาปิดกล่องเป็กลีบดอกหางหงส์ได้ ศรณ์ยื่นหน้าไปเพ่งพินิจ มองสำรวจถึงความอัศจรรย์ที่ช่างคนทำได้ประดิษฐ์อุปกรณ์อันฉลาดล้ำเช่นนี้จนอดไม่ได้ต้องลงมือแก้ปริศนา
ไม่รู้ว่าด้วยบารมีที่เกิดจากการนั่งสมาธิหรือจะเป็อย่างที่สุดกู่เคยพูดว่านานไปเธอก็จะค่อยๆ มีอิทธิฤทธิ์ขึ้นมาเอง ทำให้สามารถแตะต้องกล่องไม้ได้ เธอหมุนไปโดยที่ไม่ได้คิดอะไร ราวกับว่าเคยหมุนกลไกตรงนี้มาหลายร้อยรอบจนสมองจดจำได้ ซึ่งก็เป็สิ่งที่น่าประหลาดเหลือเกินเพราะศรณ์มั่นใจว่านี่คือครั้งแรกที่เธอเคยเห็นกล่องไม้
กลีบดอกหางหงส์มีสามกลีบ และเกสรตรงกลาง ศรณ์หมุนให้ตัวดอกเชื่อมเข้าหาที่ว่างตรงล็อกพอดีในครั้งเดียว เสียงดังคลิกเบาๆ ก็ดังขึ้น ก่อนที่ปลายกล่องจะเผยช่องว่างเล็กๆ ให้เธอสอดนิ้วเข้าไปพลิกเปิดกล่องได้อย่างง่ายดาย
ในกล่องคือกระจับปี่ค่อนข้างดูโบราณและเปี่ยมมนต์ขลังจนน่าประหลาด
ศรณ์รู้สึกข้างในปั่นป่วนปนรู้สึกสับสนขึ้นมาเฉยๆ เมื่ออยู่ดีๆ ก็เกิดภาพบางอย่าที่ไม่ชัดเจนขึ้นในหัว กระทั่งเผลอยื่นมือออกไปหมายจะััสายพิณสี่สาย แต่ก็ถูกหยุดไว้ด้วยเสียงทุ้ม
“แม่หญิงคิดจะทำสิ่งใดกัน”
"คุณพันรบ"
พันรบสวมเสื้อนอนตัวบางกับกางเกงผ้าไหม ผมยาวดำสนิทปักดอกหางหงส์ไว้ด้านหลังลวกๆ ในมือถือไม้เท้า
“ฉันขอโทษ” ศรณ์เหมือนได้สติ เธอรู้สึกเหมือนเมื่อครู่เสียการเป็ตัวของตัวเองไปชั่วขณะ ปกติเธอไม่ใช่คนไม่มีมารยาทเช่นนี้ แต่หนนี้เธอกลับเดินย่องไปทั่วบ้านคนอื่นไม่พอ ยังแตะต้องของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต
“เป็ฉันปิดประตูไม่ดีเอง” พันรบยื่นมือไปปิดกล่อง
ศรณ์หน้าม้าน สู้เขาด่าเธอแรงๆ ว่าไร้มารยาทเสียดีกว่าจะมาโทษตัวเองเช่นนี้ “ฉันแตะต้องของของท่านโดยไม่ได้รับอนุญาต ขออภัยท่านด้วย”
“ไปคุยกันด้านนอกเถอะแม่หญิง ด้านในนี้ออกจะอบอ้าวเกินไป”
เขาไล่อย่างสุภาพจนศรณ์หน้าชา เขาไม่ต่อว่า ไม่ยิ้ม ไม่ตำหนิ แต่ท่าทีแสดงออกชัดเจนว่าไม่พอใจเท่าไหร่นัก
“ได้” ศรณ์เดินออกไปก่อน ส่วนเขายังคงยืนอยู่ที่เดิม มือเรียวยาวลูบตัวกลีบดอกไม้อย่างแ่เบาและทะนุถนอมจนศรณ์ััได้ถึงความเศร้าลึกซึ้งจากท่าทางเ่าั้ของเขา
กระจับปี่กล่องนั้นคงมีคุณค่าและความหมายมากกว่าแค่เครื่องดนตรีแน่ๆ ...พอคิดได้อย่างนั้นศรณ์ก็รู้สึกอิจฉาวูบหนึ่ง เพราะเธอทราบดีว่าพันรบเล่นซอสามสาย ดังนั้นกระจับปี่ตัวนั้นย่อมไม่ใช่ของเขา
แล้วเป็ของผู้ใดกัน?
ศรณ์ยืนรอเขาเดินลงมาจากชั้นสอง มองเขาเดินลงมาจากบันไดด้วยไม้เท้าอย่างสง่างาม แม้จะตาบอดแต่ดูเหมือนการเดินเหินหรือใช้ชีวิตต่างๆ ของเขาจะไม่มีความยากลำบากเท่าใดนัก อาจจะเป็เพราะประสาทััเขาดีเลิศหรือไม่ก็ฝึกฝนตัวเองมาอย่างดีเยี่ยม
ศรณ์ไม่ส่งเสียงหรือขยับตัว ใคร่รู้ว่าเขาจะรู้หรือไม่ว่าเธอยังอยู่หรือไปแล้ว แต่ก็ดูเหมือนเขาจะจับััได้ แม้จะมองไม่เห็นก็ตาม
“ท่านเริ่มแตะต้องข้าวของได้แล้วหรือ” พันรบถาม นั่งลงบนเก้าอี้ไม้ หันหน้ามาถูกทาง
“เหมือนจะเป็อย่างนั้น” ศรณ์มองหน้าเขาเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ “เื่เมื่อครู่นี่...”
“ฉันไม่ได้โกรธท่าน ไม่ได้คิดว่าท่านเสียมารยาท อย่ากังวลเลย”
“ถ้าอย่างนั้นทำไมท่านดูจะไม่พอใจแล้วก็ห้ามฉันแตะต้องกระจับปี่ตัวนั้น” ศรณ์คิดในใจว่าควรจะขอบคุณที่เขาไม่ถือสาแล้วจบเพียงเท่านี้ ทว่าปากเธอดันพูดสิ่งที่คิดออกไปก่อนแล้ว
“เพราะนั้นเป็ของของฉัน”
“ฉันรู้ ฉันเสียมารยาทเอง” ศรณ์รู้สึกว่าข้างในเธอมีมวลความรู้สึกขุ่นๆ ก่อตัวขึ้น
พันรบเหมือนจะจับความรู้สึกของนางได้ “แม่หญิง ท่านมีความลับของท่าน ฉันเองก็มีสิ่งที่ไม่อยากให้ท่านแตะต้อง”
“ฉันไม่ได้จะหาข้ออ้างหรอกนะ แต่่นี้ฉันรู้สึกดึงดูดกับดอกหางหงส์แล้วก็กระจับปี่ตัวนั้นมาก แทบจะอดใจไม่ไหวยื่นมือไปััแล้ว”
ความรู้สึกปั่นป่วนนั้นยากจะรับมือเสียจริง
พันรบยื่นมือไปดึงช่อดอกออกมาจากช่อผมแล้ววางดอกหางหงส์ทั้งช่อลงบนโต๊ะ กลิ่นดอกโชยมาเริ่มทำให้ศรณ์รู้สึกลึกเร้นจนต้องปิดตาลงครู่หนึ่ง
“ตอนนี้ก็รู้สึกปั่นป่วน”
“ฉันเข้าใจ ว่านหางหงส์เป็ดอกไม้หว่านเสน่ห์ เสริมให้ผู้ปลูก ผู้ใช้มีคนหลงรัก ผู้เฒ่าผู้แก่ในอดีตจึงไม่อนุญาตให้ลูกหลานยังไม่ออกเรือนใช้ดอกไม้นี้ทัดหู เพราะจะมีอนุภาพทำให้ลุ่มหลง ดังนั้นไม่แปลกที่ท่านจะรู้สึกปั่นป่วน ความรู้สึกท่านเป็ผลพวงจากดอกหางหงส์”
“อย่างนั้นหรือ แล้วท่านใช้ทำไม” พอรู้สรรพคุณศรณ์ก็รีบยกมือปิดจมูกทันใด มิน่าเล่า ยิ่งดมยิ่งรู้สึกแปลกๆ
พันรบยิ้มมุมปากซ้าย “เพื่อให้ท่านลุ่มหลง รักฉัน หลงฉัน กินไม่ได้ นอนไม่หลับ เอาแต่เพ้อหาฉัน”
“บ้าหรือไร ท่านนี่เ้าเล่ห์เกินไปแล้ว”
“ความจริงฉันก็ไม่ได้อยากทำเช่นนี้ดอก เสียก็แต่ว่ามีคนใช้วิธีนี้ทำให้ท่านลุ่มหลง ฉันเลยทนเฉยไม่ได้”
“ฉันไม่ได้ลุ่มหลงใครเข้าเสียหน่อย” ศรณ์ยื่นมือไปดันดอกไม้ส่งคืนให้เขา กลีบดอกก็ออกจะเป็สีขาวบริสุทธิ์ กลิ่นรึก็เย็นหอม แล้วเหตุใดถึงมีสรรพคุณทำให้คนลุ่มหลงเล่า
อันตราย ของอันตราย!
“จะทำเช่นไรได้เล่า ฉันเป็เพียงคนตาบอด จะสู้ใครเขาได้ เพื่อป้องกันไม่ให้ท่านปันใจให้ชายอื่น ฉันก็ต้องยอมทำวิธีใดๆ ก็ตามที่ทำได้” เขากล่าว ท่าทีน้อยเนื้อต่ำใจแบบไม่จริงใจ
“ฉันไม่ใช่คนหลายใจ”
“ได้ยินเช่นนี้ฉันก็สบายใจ”
ศรณ์มองเขาที่ยิ้มเล็กยิ้มน้อยแล้วก็อดรู้สึกไม่ได้ว่าคืนนี้เขาดูจะแพรวพราวเป็พิเศษ อารมณ์ตอนนี้แตกต่างลิบลับกลับเมื่อครู่ที่เศร้าลึกจับใจ จนศรณ์อดสงสัยไม่ได้ว่ากระจับปี่ตัวนั้นเป็ของผู้ใดกัน
“ฉันขอถามอะไรท่านได้ไหม”
“จะถามเื่กระจับปี่รึ”
“ใช่ ฉันนึกว่าท่านเล่นแต่ซอสามสายเสียอีก ไม่เคยเห็นหรือได้ยินท่านเล่นกระจับปี่มาก่อน” ว่ากันตามตรง กล่องไม้อยู่ในสภาพถูกปิดผนึกอย่างดี ราวกับว่าไม่มีผู้ใดแตะต้องมานานแล้ว
“ฉันไม่เล่นกระจับปี่”
“เช่นนั้นใครเล่น” ศรณ์พยายามห้ามปากตัวเองแล้ว แต่เอาเข้าจริงๆ ความสะระแหน่ในตัวเธอก็มีอยู่อย่างเข้มข้นเช่นกัน
“คนผู้หนึ่ง”
“คนผู้หนึ่งนี่ใคร”
“ท่านดูสนใจเื่นี้เหลือเกินนะแม่หญิง”
“ก็ท่านอาแต่พูดกำกวมอยู่นั้น ฉันก็ต้องสงสัยสิว่าคนผู้หนึ่งที่ท่านพูดถึงคือใคร จะเป็สหายของท่าน ครอบครัวหรือคนรู้ใจของท่าน...”
ศรณ์ไม่อยากจะเชื่อเลย แต่จากท่าทางของพันรบแล้ว เหมือนว่าเ้าของกระจับปี่เครื่องนั้นจะเป็ของคนรู้ใจของเขา
“ไม่น่าท่านจึงดูหวงแหนนัก”
“เมื่อก่อนข้าเคยเล่นคู่กับนาง พวกเราคนหนึ่งสีซอคนหนึ่งดีดกระจับปี่”แววตาเขาเหมือนคนระลึกความหลังในวันวาน
“แล้วท่านยังอยากเล่นกระจับปี่ร่วมกับนางอีกหรือไม่” ศรณ์รอคอยคำตอบ แล้วก็ต้องรู้สึกผิดหวังเมื่อได้ยินคำตอบของเขา
“แน่นอนว่าอยาก”
“งั้นก็ไปตามนางกลับมาซี ในเมื่อท่านยังเหลือเยื่อใยต่อนางปานนี้”
“ไม่ได้ดอก”
“เหตุใดเล่า ในเมื่อดูเหมือนท่านยังรักนางออกปานนี้ เชื่อฉันเถอะ ถ้าท่านไปง้องอนนางดีๆ นางต้องยอมใจอ่อนให้ท่านแน่” ศรณ์ไม่รู้ว่าระหว่างพันรบและนางเกิดเื่ใดขึ้น แต่ดูเหมือนพันรบจะรักนางมากเหลือเกินจนซึมลึก แววตาที่เขามองกระจับปี่คือสายตาที่นางเห็นแล้ว...ริษยา
พันรบยิ้ม “แม่หญิง นางตายแล้ว ท่านจะให้ฉันไปตามนางกลับมาได้อย่างไร”
“ฉัน...ขอโทษ”
ศรณ์รู้สึกว่าได้พูดเื่ที่เสียมารยาทที่สุดไปแล้ว แต่อีกใจหนึ่งนั้น นางรู้สึกยินดี...ยินดีที่นางผู้เป็เ้าของกระจับปี่นั้นได้เสียชีวิตลงแล้ว
“ไม่เป็ไรดอก นี่ก็ดึกมากแล้ว ท่านควรกลับไปอยู่กับสุดกู่ได้แล้ว นางยังเด็ก แม้จะเฉลียวฉลาดแต่ก็มีนิสัยซุกซน พ้นสายตาของฉันไป นางอาจจะก่อเื่ก่อราวได้ ดังนั้นขอแม่หญิงโปรดช่วยดูแลนางด้วย”
“อืม แน่นอน ราตรีสวัสดิ์”
เหตุไฉนกันนะ ทำไมนางถึงได้รู้สึกริษยาแม้กระทั่งคนที่จากไปแล้ว ปกตินางไม่ใช่คนใจแคบเสียหน่อย หรือจะเป็เพราะดอกหางหงส์ ใช่ ศรณ์คิดว่าดอกหางหงส์ทำให้เธอแปลกไป ดังนั้นอย่าได้ดอมดมกลิ่นนี้อีกเด็ดขาด!