ตอนที่ 39
หลอกซ้ายจู่โจมขวา เปิดหน้าขโมยของ 3
“ทำไมท่านกุนซือจางยังไม่กลับมาเสียที”หยางอวี่ถงร้อนใจ เพราะนี้ก็เลยเวลายาวนานจนมืดค่ำแต่กุนซืออันเป็นมันสมองคนสำคัญของตน ยังคงไม่กลับมาเสียทีหากว่ามันเสียกุนซือผู้นี้ไป ลำพังสติปัญญาตนเอง กับสมุนที่มีในมือคงไม่คิดอุกอาจไปตอแยขยายอาณาเขตเช่นนี้ “แล้วเหตุใด กองทัพของพวกตระกูลหลิวกับกบฏจู่ ๆ มันถึงได้หายไปเช่นนั้น” หยางอวี่ถงเอ่ย พลางมองหน้ากุนซือดั้งเดิมของตนเอง“พวกเจ้าทำไมไม่มีความคิดอะไรกันเลยรึไง”
“เรียนนายท่านสถานการณ์สับสนไม่สู้ดี แถมใจความก่อนหน้า คนร้ายอ้างว่าต้องการสังหารท่าน แต่ตอนนี้กองกำลังคุ้มกันเมืองอ่อนด้อยลงเพราะต้องออกติดตามไล่ล่าไส้ศึกหลบหนี ถ้าเช่นนั้นเหตุใด นายท่านจึงไม่เรียกกองกำลังบางส่วนกลับมาคุ้มกันหมู่ตึกของพวกเราเอาไว้ก่อนละขอรับ ถ้ามองจากระยะทางกลุ่มที่ยกไปทางเหนือใต้ล้วนอยู่ไกลไป เช่นนั้นเป็นกองกำลังตามแนวชายป่าดีหรือไม่ขอรับหากเร่งแจ้งข่าวไป เชื่อว่าเพียงหนึ่งชั่วยาม พวกมันก็น่าจะเดินทางกลับมาถึงแล้วขอรับ”
“เจ้าจะไปรู้อันใดก่อนจากไปท่านกุนซือจางหยวนกับข้าได้วิเคราะห์กันจากข้อความในจดหมายลับของได้ไส้ศึกสารเลวนั่น ท่านกุนซือจางหยวนคาดการณ์ไว้ว่า มีโอกาสเกินกึ่งหนึ่ง ที่กลุ่มกองกำลังผสมเมืองน้ำใสซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนของตระกูลเหลยและเฟิง อาจจะแปรพักตร์ไปแล้ว”หยางอวี่ถงเอ่ยพลางหยิบถ้วยสุราปาลงพื้นจนแตกกระจาย “แล้วพวกเจ้า จะให้ข้าเรียกพวกมันกลับมาช่วยกันรุมสังหารข้ารึยังไง”
“ขขขะขะ...ขออภัยขอรับข้าน้อยผิดไปแล้ว ข้าน้อยผิดไปแล้ว”เหล่ากุนซือที่ยืนนั่งหารือกันในห้องโถงหลักสามคน ต่างตกใจเอ่ยคำสำนึกผิดและไม่กล้าเสนอความคิดใด ๆ ออกมาอีก จนบรรยากาศในโถงหารือกลายเป็นอึมครึม
แต่เวลาผ่านไปไม่ถึงหนึ่งเค่อโชคดีที่ม้าเร็ว ซึ่งส่งออกไปติดตามทัพของจางหยวนกลับมาถึงเรื่องราวจึงค่อยผ่อนคลายลง
“รายงานท่านผู้นำ”ม้าเร็วส่งข่าว รุดหน้ามาถึง
“ไม่ต้องมากพิธีรีบรายงานมาว่ากองทัพไล่ตามคนร้ายไป ได้ผลเป็นเช่นไร”
“เรียนท่านผู้นำข้าน้อยเร่งรีบกลับมารายงาน ตามคำสั่งของท่านกุนซือ ให้แจ้งท่านประมุขว่า ทุกอย่างเรียบร้อยดีขอรับแต่เวลานี้มืดค่ำ กองทัพเหนื่อยล้า จึงอาจจะเดินทางกลับถึงหมู่ตึกเชื่องช้าไปบ้าง”
“ดีดีเยี่ยม วันนี้ เจ้าเร่งรีบเดินทางมาไกล ทำผลงานดีเยี่ยม นำนี้ไปมอบต่อพ่อบ้านซุนแล้วแจ้งต่อมันว่าข้าตบเงินรางวัลเป็นผลงานในครั้งนี้ให้กับเจ้า สิบเหรียญเงิน”
“ขอบคุณท่านผู้นำขอบคุณท่านผู้นำ” ก่อนจะจากไป ม้าไวสำนึกขอบคุณ ถึงกับยื่นคำนับแนบพื้น ออกไปหลายครา
“ฮ่าฮ่า ฮ่า แผนการของเจ้าพวกตระกูลหลิวบัดซบนั่น คิดจะล่อลวงข้าให้ติดกับดักช่างชั่วช้ายิ่งนัก” หยางอวี่ถงกวาดตา จ้องมองไปยังกุนซือ ผู้เสนอให้ตนเองเรียกกลุ่มกองกำลังผสมเมืองน้ำใสกลับมาคุ้มครองเมือง ในยามที่กองกำลังปกป้องเมืองเหลือเพียงครึ่งเดียว“นับว่าข้ายังมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง หาไม่แล้วเจ้าม้าเร็วผู้นี้คงส่งข่าวล่าช้าส่วนข้าก็หลงเชื่อคำของเจ้าไปก่อน สุดท้ายกลายเป็นเปิดประตูเมืองยามวิกาลชักศึกเข้ามาสังหารตนเองเป็นแน่”
“ท่านผู้นำช่างเปี่ยมบุญวาสนายิ่งนัก”เหล่ากุนซือได้ที เอ่ยคำประจบเอาใจ
“พูดได้ดีแต่เวลานี้ยังมิอาจวางใจ เมื่อพวกมันเจ้าเล่ห์ร้อยแผนเช่นนี้ไม่แน่อาจจะใช้มือสังหรลอบปะปนเข้ามาในเมืองตั้งแต่ต้นแล้ว ก็เป็นได้หากท่านกุนซือกับนักรบที่ยกไป ยังไม่กลับมา ข้าคงยังไม่อาจข่มตาหลับ”หยางอวี่ถงเอ่ย พร้อมกับเดินไปสั่งบ่าวรับใช้ส่วนตัวให้จัดเตรียมสำรับอาหารสำหรับผู้คนในห้องโถงแห่งนี้ “มาเถอะ กองกำลังคุ้มกันที่นี่ก็ถือว่าแน่นหนาที่สุดในเมือง และเมื่อข้ายังไม่อยากนอนพวกท่านก็มาทานอาหารเป็นเพื่อนข้า หากคนร้ายบุกเข้ามา จะได้ช่วยกันรับมือดีหรือไม่”
เหล่ากุนซือเอ่ยรับคำแต่ปากส่วนในใจล้วนอยากหนีห่างจากหยางอวี่ถงเพราะหากผู้นำของพวกมันตกเป็นเป้าหมายสังหารจริง การอยู่เคียงข้างกับหยางอวี่ถง ในช่วงเวลาคับขันเช่นนี้ใยมิเท่ากับเอาชีวิตตนเองเข้าไปเสี่ยงด้วย
.
.
“ทำได้ไม่เลว”หยางเฉิงที่นั่งซ้อนประกบอยู่ที่ด้านหลังจางหยวน เอ่ยชมเมื่อเห็นว่าม้าเร็วสืบข่างของหยางอวี่ถงจากไปไกลแล้ว
“ข้าก็ส่งข่าวปลอมไปตามที่เจ้าต้องการแล้วเหตุใดยังจับตัวข้าไว้อีกเล่า”
“เหตุใด”หยางเฉิงหันกลับไปมองยังผู้อาวุโสขวา ที่เน้นย้ำให้สังหารจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ผู้นี้เพราะถ้ามันมิได้คิดแผนการชั่วช้าให้กับหยางอวี่ถงตระกูลหยางก็คงไม่เละเทะเฉกเช่นทุกวันนี้ “ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ฮ่า ฮ่า ฮ่า”แม้แต่ตัวหยางเฉิงเอง ก็คิดที่จะสังหารเจ้าสารเลวชั่วช้าผู้นี้ ไม่แตกต่างจากท่านผู้อาวุโสขวาเพียงแต่...
สิ้นเสียงหัวเราะหยางเฉิงก็ไม่คิดจะสนทนาตอบโต้กับจางหยวนอีก เพียงมุ่งหน้าไปยังสถานที่นัดหมาย ซึ่งตกลงกันไว้กับหลิวอานแม้ไม่เอ่ยคำตอบโต้ แต่ในใจยังคิดวนเวียนถึงประโยคก่อนหน้า ซึ่งจางหยวนเอ่ย
“...ท่านพ่อโปรดจำคำของข้าให้ดีหากท่านไม่อาจยั้งมือ จำเป็นต้องสังหารเจ้าเสนาธิการเงาผู้นั้นก็จงทำอย่าได้ลังเลแต่หากท่านสามารถจับเป็นมันได้แล้วละก็ ขอท่านพ่อโปรดไว้ชีวิตเจ้าสารเลวผู้นี้ไว้ก่อน”
“เหตุใดต้องไว้ชีวิตมันอีกเล่า”
“ข้อแรกให้ท่านดึงเวลาจนมืดค่ำ แล้วจงนำเจ้าคนเลวผู้นี้ดำเนินแผนการส่งข่าวลวงกลับไปยังหยางอวี่ถง ว่าพวกมันยังสุขสบายดีจะช่วยให้ท่านตารองหลิวอาน ลอบสังหารผู้คนได้ง่ายขึ้น”
“เช่นนั้นก็มีเหตุผลบิดาของเจ้าไม่ควรจะสังหารเจ้ามันสอมงผู้นี้ตั้งแต่ต้นแต่จะรอคอยจนกว่าจะส่งข่าวลวงสำเร็จ”
“ข่าวลวงจบสิ้นแล้วก็ยังไม่ควรสังหารเจ้าสารเลวผู้นี้อยู่ดีขอรับ”
“ฮืมหรือว่าเจ้ามีแผนการอื่นอีก”
“เรื่องนั้นหากแผนห่วงโซ่ที่วางไว้สำเร็จแล้ว เมื่อท่านนำตัวมันมามอบให้ลูกได้แล้วลูกค่อยบอกกล่าวต่อท่านพ่อดีหรือไม่”
“ตกลงตามนั้น”หยางเฉิงรับคำ พลางลูบไล้ไปที่ศีรษะของบุตรชายตนเอง
“ขอบคุณขอรับ”
.
.
“แสงไฟรอบข้างแม้ส่องสว่างแต่ตึกหลังนั้นกลับเจิดจ้าที่สุด” หลิวอานเอ่ยกับสมาชิกจารชนที่ติดตามหลังตนเองมา“เจ้าจงไปซุ่มดูอยู่จุดนั้น หากพบว่าหยางอวี่ถงอยู่ที่นั่นจริง ก็ส่งสัญญาณเสียงนกร้องกลับมา”
เพียงครู่เดียวหลังจากหนึ่งในสมาชิกจารชนจากไปก็ปรากฏเสียงผิวปากคล้ายนกร้อง ดังขึ้นสองครา
“อืมหลาน...ซีอิ๋ง ช่างคาดการณ์แม่นยำนัก คนขลาดย่อมเกรงกลัวที่มืด หยางอวี่ถงวันนี้ละจะเป็นวันตายของเจ้า” หลิวอานเอ่ยคำ พลางทวนหน้าที่ของสมาชิกแต่ละคน ซึ่งการลอบสังหารครานี้แบ่งภาระออกเป็นสี่กลุ่ม สองกลุ่มแรกคือกลุ่มสร้างความปั่นป่วนวุ่นวายเพื่อให้ผู้คนของตระกูลหยางสับสนปั่นป่วน อีกหนึ่งกลุ่ม แฝงตัวอยู่บนหลังคาคอยจับตาดูอยู่มุมสูง และรับหน้าที่ทั้งช่วยจู่โจม และป้องกันผู้คนหลบหนีส่วนกลุ่มสุดท้าย คือกลุ่มของหลิวอาน ที่รับหน้าที่หลักของภารกิจครั้งนี้...ลอบสังหาร
.
.
ประตูไม้ด้านหลังตระกูลหยาง ถูกสะเดาะเปิดออก เด็กน้อยหน้าตาหมดจดผู้หนึ่งรีบมุดตัวผ่านรอยแง้มของประตูเข้ามาอย่างรวดเร็วก่อนที่จะผลักมันกลับคืนไปอย่างเงียบเชียบ
...ข้ากลับมาถึงบ้านแล้ว
หยางอี้หยุดแวบหนึ่งมองดูแสงไฟจากเรือนที่อยู่ไกลตา เรือนอันเคยเป็นที่พำนักของครอบครัวตนเองซึ่งยามนี้ถูกผู้อื่นจับจองอาศัย แต่เวลามีจำกัด หยางอี้ไม่คิดรั้งอยู่ในสวนด้านหลังยืดยาวพริบตาก็กลับคืนสู่ความตื่นตัว โผพุ่งด้วยความไว อึดใจก็ทะลุผ่านสวนด้านหลัง มุ่งตรงไปยังเรือนไม้เก่าท้ายหมู่ตึกเรือนไม้ ซึ่งใช้เป็นสถานที่เก็บเครื่องมือเครื่องใช้ของบ่าวไพร่ ก่อนจะลงมือคุ้ยเอาเสื้อผ้าที่ใช้แล้วของวันนี้ออกมากางเทียบดู ค้นหาเสื้อผ้าขนาดที่ใกล้เคียงกับตนเองเมื่อสวมทับลงไปเรียบร้อยแล้ว จึงค่อยเช็ดปาดเอาฝุ่นผงเปรอะดำ ขึ้นป้ายทาบนใบหน้าตน้องจนสกปรกเละเทอะ คล้ายบ่าวไพร่วัยเยาว์ ที่ชอบเล่นซุกซนในเรือนก่อนจะฉวยเอาตระกร้าผ้าเค็มใบหนึ่งมาถือไว้ เมื่อการปลอมแปลงเสร็จสิ้น จึงค่อยเดินผ่านทางเชื่อมเข้าสู่ตัวตึกหลักอย่างใจเย็น