ราชันเพลิงผลาญพิภพ

    ความลับของจิตวิญญาณ

    ภายในภูเขาซึ่งเป็นอาณาเขตของฟางเฉิน ในค่ำคืนที่พระจันทร์เต็มดวง ราชาเซียนเต้าจีและความโลภนั่งคุยกันอย่างสงบ“เจ้าเป็นจิตวิญญาณที่มีสติปัญญาความเป็นของตัวเองจริง ๆด้วยสินะ” ราชาเซียนเต้าจีกล่าว“เจ้าก็เห็นแล้วไม่ใช่เหรอ” ความโลภกล่าว“ถ้างั้นข้ามีคำถามข้อนึงที่อยากจะถาม” ราชาเซียนเจ้าจีกล่าว“ว่ามา” ความโลภกล่าว“มีโอกาสใหมที่จิตวิญญาณที่มีสติปัญญาเช่นเจ้าคิดจะแย่งชิงร่างของผู้เป็นนาย” ราชาเซียนเต้าจีกล่าวพร้อมกับดวงตาที่แหลมคมฟางเฉินที่นิ่งเงียบเมื่อได้ยินก็แสดงสีหน้าแปลกใจออกมา เขาเองก็เคยคิดมาก่อนเหมือนกันว่าที่ความโลภคอยช่วยเหลือตนเองมาตลอดอาจเป็นเพราความโลภวางแผนอะไรอยู่ในอนาคตก็ได้“มีความเป็นไปได้อยู่แล้ว สำหรับจิตวิญญาณที่ยังวิวัฒนาการไม่สมบูรณ์การจะสร้างร่างของตัวเองเหมือนกับข้านั้นมันเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือการยึดครองร่างของเจ้านาย แต่ว่าเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นน้อยมากเพราะส่วนใหญ่จิตวิญญาณและเจ้านายมักจะมีสายสัมพันธ์ที่เหนี่ยวแน่นมาก” ความโลภกล่าว“งั้นเหรอ ที่จริงอาจารย์ของข้าเองก็เคยมีจิตวิญญาณระดับเทวะและเป็นผู้แข็งแกร่งอย่างมาก แต่ว่าวันหนึ่งอาจารย์ของข้าก็ถูกจิตวิญญาณต่อสู้ของตัวเองหักหลังและถูกควบคุมร่างกายไป จนถึงตอนนี้ข้าก็ยังหาตัวท่านไม่พบ” ราชาเซียนเจ้าจีกล่าว“แบบนี้นี่เอง แสดงว่าจิตวิญญาณดวงนั้นจะต้องเป็นจิตวิญญาณชั่วร้าย และถ้าให้ข้าเดา จิตวิญญาณประเภทนี้คงเป็นจิตวิญญาณประเภทความมืดสินะ” ความโลภกล่าว“เจ้ารู้ได้ยังไง!!!!!” ราชาเซียนเต้าจีกล่าวด้วยสีหน้าตื่นตระหนก“ไม่เห็นแปลกเพราะสำหรับจิตวิญญาณอย่างข้าที่วิวัฒนาการแล้วสามารถรับรู้ได้ว่าจิตวิญญาณประเภทนี้มีความนึกคิดทีชั่วร้ายและถ้าผู้เป็นนายของมันไม่ได้เป็นคนชั่วร้ายละก็มันก็จะเกิดความไม่พอใจและเข้ายึดร่างแทน” ความโลภกล่าว“นี่มันเรื่องจริงงั้นเหรอ แล้วข้าสามารถช่วยอาจารย์ของข้าได้หรือเปล่า” ราชาเซียนเต้าจีกล่าว“ได้ แต่นั่นเป็นเรื่องยาก อย่างน้อยเจ้าจะต้องรู้ก่อนว่าดวงจิตของอาจารย์เจ้ายังอยู่และไม่ถูกทำลายไป แต่ถ้าถูกทำลายไปแล้วก็อย่าหวังว่าจะช่วยได้” ความโลภกล่าว“อย่างงั้นเหรอ ขอบคุณเจ้ามาก” ราชาเซียนเต้าจีกล่าวด้วยสีหน้ามืดมนก่อนจะจากไป“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าจิตวิญญาณประเภทใหนชั่วร้าย” ฟางเฉินที่กลับมาควบคุมร่างกล่าว“ง่ายๆเลย ฟางเฉินเจ้าคิดว่าจิตวิญญาณอย่างพวกข้ามาจากใหน” ความโลภกล่าว“ข้าไม่รู้” ฟางเฉินส่ายหัว“พวกเราจิตวิญญาณเองก็มีโลกเป็นของตัวเองเช่นกัน และระหว่างโลกของพวกเจ้าและโกลของข้านั่นมีการเชื่อมต่อกันอยู่ดังนั้นเมื่อมนุษย์คนใหนที่เกิดมาแล้วพวกเขาเหล่านั้นมะมีการเชื่อมต่อกับจิตวิญญาณและเมื่อถึงเวลาการปลุกจิตวิญญาณจิตวิญญาณที่ทำสัญญาไว้ตอนเกิดก็จะปรากฏ และในสายตาพวกเจ้าจิตวิญญาณเหล่านั้นอาจจะเป็นเพียงพลังต่อสู้แต่นั่นมันไม่ใช่เลยจิตวิญญาณเองก็มีความนึกคิดเป็นของตัวเองเพียงแต่ว่าพวกมันระดับไม่สูงพอจึงไม่สามารถสื่อสารได้แบบข้ากับเจ้า” ความโลภกล่าว“เป็นแบบนี้เองงั้นเหรอ นี่ข้าไม่คิดเลยว่าที่มาของจิตวิญญาณจะเป็นแบบนี้” ฟางเฉินกล่าว“มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอกเพราะเมื่อเจ้าไปถึงระดับเทพเจ้าก็จะรู้ถึงความลัพธ์นี้อยู่แล้ว” ความโลภกล่าว“ระดับเทพงั้นเหรอ ตัวข้าในตอนนี้คงนึกภาพระดับนั้นไม่ออกละมั่ง” ฟางเฉินกล่าวฟางเฉินพักผ่อนอยู่ในแต่ที่พักอย่างเดียวเพราะฟางเฉินรู้สึกว่าเมื่อไปถึงนิกายพฤกษาครามเรื่องวุ่นวายมากมายจะต้องตรงมาหาเขาอย่างแน่นอนเย่เซียนเมื่อเห็นว่าฟางเฉินไม่ออกมานางก็ไปอยู่เป็นเพื่อนฟางเฉินที่ตำหนัก ทั้งสองใช้เวลาอยู่ด้วยกันอย่างสงบถึงแม้เวลาพักจะมีแค่ 3 วัน แต่มันก็มีค่าสำหรับทั้งสอง“เจ้าจะเอายังไงให้ทั้งสองแต่งงานกันเลยใหม” ผู้พิทักษ์ทั้งสองกล่าว“ข้าว่ามันยังเร็วเกินไป” เย่เทียนกล่าวด้วยความลังเล“จากสายตาข้ารีบๆแต่งไปก็ดีนะเพราะเมื่อฟางเฉินไปถึงนิกายพฤกษาครามแล้วละก็เหล่าหญิงสาวที่งดงามมากมายอาจจะเข้ามาแย่งตำแหน่งคนรักของบุตรสาวเจ้าก็ได้” ราชาเซียนเต้าจีกล่าว“คารวะราชาเซียน ที่ท่านกล่าวมาหมายความว่ายังไง” เย่เทียนกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่เข้าใจ“ในอดีตชื่อเสียงของบิดาของฟางเฉินนั้นเคยโด่งดังไปทั่วทวีป และด้วยจิตวิญญาณระดับศักดิ์สิทธิ์ของเขาก็ทำให้มีเซียนหญิงและราชาเซียนหญิงจำนวนมากที่ต้องการแต่งงานกับเขา และฟางเฉินในตอนนี้มีจิตวิญญาณระดับเทวะในตำนานพวกเจ้าคิดว่าเหล่าเวียนหญิงจะไม่สนใจฟางเฉินงั้นเหรอ” ราชาเซียนเต้าจีกล่าว“แบบนี้มัน” เย่เทียนเริ่มกังวลใจหนึ่งก็ไม่อยากให้ลูกสาวกับฟางเฉินแต่ใจหนึ่งก็กลัวลูกสาวจะเสียใจ“เจ้าเด็กน้อยเจ้าจะหวงลูกสาวไปใหน ฟางเฉินเป็นถึงผู้มีพรสวรรค์ที่หาได้ยากและยังมีท่านราชาเซียนเป็นอาจารย์อีกเห็นๆกันอยู่ว่าอนาคตของบุตรสาวเจ้าจะสดใสขนาดใหน” ผู้พิทักษ์ทั้งสองกล่าว“ก็ได้ข้าจะไปคุยกับทั้งสองดู” เย่เทียนกล่าวพร้อมกับตรงไปยังตำหนักของฟางเฉิน“เอ่อ ท่านราชาเซียนเรื่องของตระกูลฟาง.....” ผู้พิทักษ์ชรากล่าว“พวกเจ้าไม่ต้องห่วง ข้าไม่ปล่อยให้ตระกูลฟางเข้ามาทำอะไรกับศิษย์ของข้าแน่” ราชาเซียนเต้าจีกล่าวเมื่อได้ฟังผู้พิทักษ์ทั้งสองก็รู้สึกเบาใจ จากนั้นเย่เทียนก็ได้พูดคุยถึงเรื่องการแต่งงานของทั้งสอง แต่ที่น่าแปลกทั้งสองกลับบอกว่ายังไม่อยากแต่ง“ท่านพ่อพวกข้านั้นยังอายุน้อยและต้องการที่จะฝึกฝนไปอีกใกล และสำหรับพวกข้าในตอนนี้จะแต่งหรือไม่ก็ไม่สำคัญขอแค่พวกเรายังอยู่ด้วยกันก็พอ และในอนาคตเมื่อพี่เฉินสามารถจัดการปัญหาทั้งหมดของตัวเองได้แล้ว ข้าและเขาจะแต่งงานกันตอนนั้น” เย่เซียนกล่าว“ใช่แล้วตอนนี้ข้าไม่ต่างจากคนไร้ญาติคนหนึ่ง บิดาก็หายสาบสูญมารดาและน้องสาวก็ถูกจับตัวไปและตระกูลของตัวเองก็ยังถูกยึดโดยคนสารเลวอีกเพราะงั้นตอนนี้ข้ายังไม่พร้อมจะแต่งงาน รอให้วันที่ครอบครัวของข้าพร้อมแล้วข้าจะกลับมาสู่ของเซียนเอ๋ออย่างแน่นอน” ฟางเฉินกล่าวเย่เทียนรู้สึกทึ่งกับคำตอบของฟางเฉินเขาไม่คิดว่าฟางเฉินจะมีเรื่องให้ต้องทำมากมายขนาดนี้และการแต่งงานเองก็สำคัญมากเพราะงานฟางเฉินคงอยากให้บิดามารดาของตนมีส่วนร่วมกับการแต่งงานของตน

    คล้ายกับเรื่องราชันเพลิงผลาญพิภพ ที่คุณอ่าน