ณ เต็นท์บัญชาการของคาร์ทุซที่กำลังสั่นสะเทือนจากแรงระเบิด ภาพบาดแผลที่สมานตัวเองอย่างผิดธรรมชาติของอาเธอร์ยังคงติดตา เหมือนภาพหลอนที่เผาไหม้เข้าไปในสติของทุกคนในเต็นท์บัญชาการ เสียงเนื้อหนังฉีกขาดที่แปรเปลี่ยนเป็นเสียงเนื้อสดประกบเข้าหากันยังไม่ทันจางหาย กลิ่นไหม้จากระเบิดที่เพิ่งถล่มเมื่อครู่ยังลอยอบอวลปนมากับกลิ่นเลือดสด ร่างไร้ลมหายใจของนายทหารผู้โชคร้ายที่ถูกหอกทะลุท้องยังนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น ดวงตาที่เบิกโพลงยังไม่ทันปิดสนิท เลือดสีแดงเข้มค่อย ๆ ไหลนองกลายเป็นแอ่งที่ซึมเข้าไปในผืนพรมกลางเต็นท์
ทว่าเหนือสิ่งอื่นใด สิ่งที่ทำให้คาเรซนิ่งงันไปชั่วขณะไม่ใช่เลือด ไม่ใช่ไฟ ไม่ใช่ระเบิด หากแต่เป็นชายอีกคนที่เพิ่งถอดหมวกเกราะออกเผยให้เห็นใบหน้าเรียบนิ่งเย็นชา ‘เขาไม่ใช่ชาวคาร์ทุซ!’ ‘ชายผู้นี้คือใคร?’ คนที่กำลังพูดเถียงกันกับอาเธอร์ราวกับสามีภรรยาที่ไม่ได้เจอกันมานาน…
“ก็เพราะว่านายเอาแต่พูดพล่ามอยู่ได้ ผมก็เลยไม่รู้ว่าจะต้องเข้ามาตอนไหน?” เดวิดพูดกับอาเธอร์ด้วยน้ำเสียงเรียบ
“ห๊ะ! นายว่าอะไรน่ะ? นี่ฉันไม่ได้เจอนายตั้งหลายวัน นายกลับมาบ่นว่าฉันเนี่ยนะ?” อาเธอร์ขมวดคิ้ว หงุดหงิดชัดเจน หันมองเดวิด
“ถ้าหากผมไม่ส่งสัญญาณเตือนอีกรอบ นายก็คงได้กินอาหารบนโต๊ะนั้นหมดจนพุงแตกสู้ไม่ได้แน่” เดวิดเหลือบมองจานอาหารที่หกเลอะพื้น
“แก!” อาเธอร์ชี้หน้าเดวิด “ก็ฉันไม่ได้กินอะไร มาตั้งหลายวันแล้วโว้ย! แถมยังต้องมาแกล้งบาดเจ็บเจียนตาย นอนเป็นผักอยู่นานแสนนาน!” น้ำเสียงผสมความโกรธและความเศร้า ใบหน้าแดงก่ำ
“หรือผมควรปล่อยให้นายกินอิ่มก่อนแล้วค่อยเข้ามาดีล่ะ?” เดวิดเอียงคอสงสัย
“มันก็ไม่ได้หมายความว่าแบบนั้น…” อาเธอร์อ้าปากจะเถียงต่อ
ทั้งสองเถียงกันไม่หยุด ราวลืมว่าอยู่ใจกลางค่ายศัตรู คาเรซและนายทหารมองตาค้าง
คาเรซเป็นคนแรกที่ได้สติ เขาคว้าดาบยาวจากด้านหลัง “เจ้าบ้านั้นมันเป็นใครกัน! อัลซาบี อัลมูฟา ฆ่าพวกมันซะ! พวกที่เหลือ รีบออกไปจัดการเรื่องข้างนอก!” เสียงเขาดังราวฟ้าผ่า
คาเรซเป็นคนแรกที่ได้สติขึ้นมา เขารีบคว้าดาบของเขามาแล้วตะโกนสั่งให้ลูกน้องของเขา เข้าโจมตี “อัลซาบีและอัลมูฟาฆ่าเจ้านั้นซะ! พวกที่เหลือรีบออกไปจัดการเรื่องข้างนอกซะ!”
นายทหารที่เหลือรีบวิ่งออกจากเต็นท์ อัลซาบีและอัลมูฟาพุ่งเข้าใส่เดวิดทันที ดาบของทั้งคู่พุ่งตรงไปที่คอและหน้าอก แวววับราวสายฟ้า แต่เดวิดชักดาบสั้นสองเล่มจากเอว ปัดดาบทั้งสองออกอย่างแม่นยำ แพล่ง! แพล่ง! เสียงโลหะกระทบดังก้อง แรงปัดอันมหาศาลทำให้อัลซาบีและอัลมูฟาถอยหลังไปหลายก้าว เท้าครูดพื้น ฝุ่นฟุ้งกระจาย
คาเรซหันปลายดาบไปที่อาเธอร์ ซึ่งยืนมือเปล่าไร้อาวุธ เขาฟันลงด้วยความเร็วสุดแรง ใบดาบสะท้อนแสงคบเพลิง อาเธอร์ยกมือปัดดาบให้เบี่ยงไปด้านข้างอย่างว่องไว ก่อนใช้ขาเตะเข้าที่ท้องคาเรซเต็มแรง คาเรซถอยหลังหลบ แต่ขณะเดียวกัน ก็พลิกข้อมือฟันลงที่หัวไหล่อาเธอร์อย่างรวดเร็ว ฉับ! เลือดพุ่งกระจาย แผลลึกถึงกระดูก
คาเรซตั้งหลัก มองแผลขนาดใหญ่ที่หัวไหล่ของอาเธอร์ ‘แค่นี้ต้องสาหัสแน่!’ แต่ภาพตรงหน้ากลับทำให้เขาขนลุกอีกครั้ง แผลสมานตัว ผิวหนังปิดสนิท เนื้อเยื่อสดสมานเข้าหากันเองอย่างรวดเร็ว ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นกำลังเย็บแผลนั้น เหลือเพียงคราบเลือดและรอยแดงจางๆ เป็นสิ่งยืนยันว่าบาดแผลเมื่อกี้เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่คาเรซที่ฝันไป
‘พลังบ้าอะไรกัน ต่อให้เป็นอุปกรณ์เวทรักษา มันก็ไม่มีทางรวดเร็วแบบนี้…มันเป็นสัตว์ประหลาดจากนรกไหนกัน!’ คาเรซคิด หัวใจเต้นแรง เขาหันมองอัลซาบีและอัลมูฟา ซึ่งกำลังรุมเดวิด แต่เดวิดกลับปัดป้องอย่างแม่นยำ ราวเครื่องจักรที่ไม่มีช่องโหว่ ‘เจ้านี่…สามารถรับมือกับสองคนนั้นพร้อมกันได้อย่างง่ายดาย!’
อาเธอร์ฉวยจังหวะที่คาเรซเผลอ พุ่งตัวเข้าไปหมายจะชนเต็มแรง คาเรซหันกลับมา เห็นอาเธอร์พุ่งเข้ามา เขาตั้งการ์ด แทงดาบเข้าหน้าอกอาเธอร์อย่างแม่นยำ ฉึก! เลือดพุ่ง แต่แทนที่จะล้ม อาเธอร์ยิ้มอย่างโรคจิต ก่อนจะชกหมัดหนักพุ่งเข้าใส่หน้าของคาเรซ
สัญชาตญาณเอาตัวรอดทำให้คาเรซทำงานอย่างรวดเร็ว เขาปล่อยมือจากดาบ พลิกตัวกลับหลังหันไปทางขวา และใช้มืออีกข้างคว้าดาบด้วยมืออีกข้างในท่าหันหลัง พร้อมกับถีบอาเธอร์สุดแรง
ร่างอาเธอร์ลอยกระเด็นไปหลายเมตร จากแรงถีบของคาเรซ เขากระแทกพื้นเต็นท์ เลือดไหลจากหน้าอกราวน้ำพุ กลิ่นคาวเลือดผสมลอยไปทั่ว คาเรซจับดาบแน่นตั้งการ์ดอีกครั้ง มองอาเธอร์ไม่วางตา ‘ตายได้แล้ว!’ แต่แล้ว แผลที่หน้าอกสมานตัวอย่างรวดเร็ว ผิวหนังปิดสนิทราวไม่เคยถูกแทง อาเธอร์ถีบตัวลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว
“เห้ยๆ มันไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย ข้าไม่มีอาวุธในมือเลยด้วยซ้ำ!” อาเธอร์เดินไปที่ศพนายทหารที่ถูกหอกแทง เขาหยิบหอกยาวออกมาจากร่าง แล้วสะบัดหอกแรงจนเลือดที่ติดอยู่กระเด็นออก อาเธอร์ยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์มองไปที่คาเรซ “ต้องยอมรับว่าฝีมือการต่อสู้ของเจ้ามันเทพจริง แต่…” เขาจับหอกแน่น ตั้งท่าพร้อมสู้ “ได้เวลาข้าเอาจริงบ้างแล้ว!”
อาเธอร์พุ่งเข้าหาคาเรซ หอกในมือหมุนควงราวพายุ ปลายหอกแหว่งอากาศดังวืด คาเรซยกดาบปัด แพล่ง! โลหะกระทบกันจนเกิดประกายไฟ อาเธอร์ยิ้ม เขาเหวี่ยงหอกแทงซ้ำ คาเรซหมุนตัวหลบอย่างว่องไว ใบดาบฟันตอบ ฉับ! อาเธอร์ยกหอกป้อง แต่แรงฟันทำให้เขาถอยหลัง ฝุ่นฟุ้งจากพื้นเต็นท์ คาเรซฉวยจังหวะนั้น กระโจนพุ่งเข้าใส่ทันที ดาบฟันเป็นวงโค้ง อาเธอร์กลิ้งตัวหลบ ปลายดาบเฉียดผมไป
อีกด้าน เดวิดกำลังเผชิญหน้ากับอัลซาบีและอัลมูฟา ดาบสั้นในมือทั้งสองข้างหมุนเร็วดุจสายฟ้า อัลซาบีฟันจากด้านซ้าย อัลมูฟาแทงจากขวา เดวิดก้าวถอยหลัง ปัดดาบทั้งสองด้วยความแม่นยำ แพล่ง! แพล่ง! เสียงโลหะดังสนั่นราวระฆัง อัลซาบีคำรามแล้วพุ่งเข้าใส่เดวิดต่อ “เจ้า…ตาย!” แต่เดวิดหลบข้างตัว ใช้ดาบสั้นกรีดแขนอัลซาบี เลือดซึม แต่ไม่ลึก อัลมูฟาเหวี่ยงดาบจากด้านหลัง เดวิดหมุนตัว ปัดดาบได้ทัน
คาเรซและอาเธอร์ปะทะกันต่อ อาเธอร์แทงหอกเข้าหน้าอกคาเรซ คาเรซยกดาบป้อง แต่แรงแทงทำให้เขาถอยไปสองก้าว อาเธอร์ฉวยจังหวะเตะขาคาเรซ คาเรซเสียหลัก แต่พลิกตัวฟันตอบ อาเธอร์ยกแขนรับ ฉึก! แผลลึกถึงกระดูก เลือดพุ่ง แต่สมานตัวทันที ‘เจ็บเป็นบ้าเลย!’ อาเธอร์บ่น คาเรซเริ่มหน้าซีด ‘มัน…ไม่มีวันตายจริงหรือ?!’
เวลาผ่านไปเดวิดเริ่มโดนแฝดคู่นี้กดดันหนักขึ้นเรื่อยๆ อัลซาบีและอัลมูฟาประสานงานไร้ช่องโหว่ ดาบของทั้งคู่ฟันพร้อมกันจากสองด้าน เดวิดกระโดดถอยหลัง แต่ปลายดาบเฉือนแขน เลือดไหลซึม อัลซาบีตะโกน “ยอมจำนนซะ!” เดวิดไม่ตอบ หมุนดาบสั้น ปัดการโจมตีต่อเนื่อง ฝุ่นและควันในเต็นท์ยิ่งหนาทำให้มองเห็นยาก
คาเรซมองสถานการณ์ อัลซาบีและอัลมูฟายังสูสีกับเดวิด แต่อาเธอร์ที่รักษาตัวได้ไม่จำกัดนั้นน่ากลัวเกินไป ‘ต้องหนี!’ เขาคิดอย่างรวดเร็ว “อัลซาบี อัลมูฟา ถอย! ออกไปรวมพล!” เขาตะโกน ก่อนฟันไปที่อาเธอร์สุดแรง จนอาเธอร์เสียหลัก แล้วพุ่งออกจากเต็นท์ไป อัลซาบีและอัลมูฟาถอยตาม ใช้ดาบป้องกันตัวขณะวิ่งตามคาเรซ เต็นท์บัญชาการเงียบลง เหลือเพียงอาเธอร์และเดวิดท่ามกลางควันและคราบเลือด
อาเธอร์หันไปหาเดวิด หอบเล็กน้อย “นายปล่อยให้สองแฝดนั้นหนีไปได้ไงกัน?” เขายิ้มเยาะเล็กน้อย
เดวิดมองอาเธอร์ น้ำเสียงเย็นชา “ข้อแรก แผนของพวกเราคือถ่วงเวลาและแย่งความสนใจ ข้อสอง ฝีมือของทั้งสองไม่ใช่เล่นๆ อีกทั้งพวกเขายังไม่ได้ใช้อุปกรณ์เวทมาช่วยในการต่อสู้เลย ถ้าพวกเขาใช้มันขึ้นมา มันจะทำให้การต่อสู้ยิ่งยากลำบากเข้าไปใหญ่” เขาหยุดไปครู่หนึ่ง “ว่าแต่นายเองเถอะ สู้กับคาเรซแค่คนเดียว แถมเขาไม่ได้ใช้อุปกรณ์เวท นายยังแพ้…อีกแล้ว”
อาเธอร์ขมวดคิ้ว “นั้นมันก็เป็นแผนฉันเหมือนกันนั้นแหละโว้ย!”
เดวิดตัดบทไม่สนใจเสียงบ่นของอาเธอร์ เขาล้วงเข้าไปในกระเป๋าผ้าพร้อมกับหยิบอะไรบางอย่างออกมา มันมีลักษณะคล้ายกับพลุดอกไม้ไฟ เดวิดพูดขึ้นว่า “ได้เวลาเริ่มเข้าสู่เฟสต่อไปแล้ว”
อาเธอร์อ้าปากจะพูดบ่นต่อ แต่เขาก็ชะงักเมื่อเห็นพลุจากเดวิด เขาพยักหน้า จากนั้นทั้งสองเดินออกจากเต็นท์ ภาพตรงหน้าทำให้อาเธอร์ตะลึง ทหารคาร์ทุซนับร้อยล้อมรอบเต็นท์นี้อยู่ เสียงเกราะและอาวุธดังระงม ‘เร็วเป็นบ้า! ทหารคาร์ทุซรับคำสั่งและทำตามคำสั่งรวดเร็วชะมัด ทำไมทารอนไม่เป็นแบบนี้บ้างว่ะ!’ เขาคิด
“มันจบแล้ว!” คาเรซตะโกนจากแนวหน้าทหาร ดาบในมือส่องแสงจากออร่าเวท ครั้งนี้มันจะไม่ใช่ดาบธรรมดาอีกแล้วที่จะฟันบนร่างพวกเขา “พวกเจ้าสองคนหนีไปไหนไม่รอดแล้ว!”
อาเธอร์กวาดตามองวงล้อม นับจำนวนทหารในใจราวกับกำลังวางแผนอะไรในใจ สายตาเขากวาดมาจบที่เดวิด เขาพยักหน้าเป็นสัญญาณ ‘เริ่มได้เลย’ เดวิดพยักตอบ เงยหน้าขึ้นฟ้า ถือแท่งพลุ เล็งขึ้นท้องฟ้า ปลายนิ้วปล่อยกระแสไฟฟ้าจุดไฟ พลุพุ่งวาบ แสงสีแดงสว่างราวพระจันทร์สีเลือดสาดส่องสว่างทั่วท้องฟ้ายามค่ำคืน
ไม่กี่นาทีก่อนหน้า
ที่ค่ายทารอน ห่างออกไปทางทิศตะวันตกของค่ายในพายุทะเลทราย เสียงระเบิดจากค่ายคาร์ทุซดังก้อง ปลุกกองทัพให้ตื่นตัว ราเมซนั่งบนอัคคาวิส ขนสีดำเงาวาวสะท้อนแสงจันทร์ มือกำดาบแน่น ‘ถึงเวลาแล้ว!’ เขาคิด นายทหารรายงานด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “ท่านแม่ทัพ พายุที่ล้อมค่ายคาร์ทุซหายไปแล้วขอรับ! พวกเราเห็นกำแพงเหล็กที่ล้อมค่ายไว้!”
“พวกเราจะทำเช่นไรต่อดีขอรับ? จะบุกเลยหรือไม่?” นายทหารคนอื่นถาม เสียงสั่นด้วยความกังวล
“เงียบ!” ราเมซตะโกน เสียงดังราวฟ้าผ่า “ตอนนี้ห้ามทำอะไรทั้งนั้น เตรียมพร้อมในระดับสูงสุด แล้วรอคำสั่งข้า!” ดวงตาจ้องไปยังค่ายคาร์ทุซ
เหล่านายทหารต่างไม่เข้าใจว่าราเมซคิดอะไรอยู่ แต่พวกเขาก็ทำตามคำสั่งนั้นแต่โดยดี กองทัพทารอนที่สวมเกราะเต็มยศ กำอาวุธของตนแน่นยืนนิ่ง เตรียมพร้อมที่จะบุกทุกเมื่อ
เมื่อเวลาผ่านไป กองทัพทารอนนับหมื่นยืนนิ่ง เกราะเต็มยศ อาวุธในมือสั่นเล็กน้อยจากความตื่นเต้น เสียงลมหายใจดังระงมราวคลื่น ความเงียบปกคลุมราวป่าช้า ควันและเปลวเพลิงจากค่ายคาร์ทุซลอยขึ้น เสียงกรีดร้องและโวยวายดังแว่วมาจากภายใน แม้จะมีความสงสัยมากมายก่อขึ้นในใจพวกเขา แต่พวกเขาก็ทำตามคำสั่งที่ได้รับมา ‘อยู่นิ่งๆ เตรียมเข้าไว้ และรอรับคำสั่ง!’
ทันใดนั้น แสงสีแดงจากพลุสว่างวาบเหนือค่ายคาร์ทุซ ราเมซกัดฟัน ชักดาบชูขึ้น “ทารอน! บุก!” เสียงเขาดังก้อง
“ทารอน!” ทหารนับหมื่นตะโกนพร้อมกัน เสียงเกราะและฝีเท้าดังสนั่น เคลื่อนพลราวคลื่นยักษ์มุ่งสู่กำแพงเหล็ก
ในเวลาเดียวกัน ห่างออกไปทางทิศใต้ของค่ายคาร์ทุซ
ชายหนึ่งหญิงนั่งซ่อนตัวบนเนินทราย มองค่ายคาร์ทุซจากระยะไกล ภาพที่พวกเขาเห็นก็ไม่ต่างกับพวกทหารทารอน ควันไฟที่กำลังเผาไหม้อยู่ภายในกำแพงเหล็กของค่าย และเสียงดังจากความวุ่นวายเหล่านั้น
“ไม่อยากเชื่อว่าพวกเขาจะทำได้จริงๆ” วาลาสพูดขึ้นขณะที่มองไปยังค่ายจากไกลๆ
“เจ้านั้นมันบ้าจริงๆ !” คาย่าด่าไปหัวเราะไปเมื่อนึกถึงความบ้าของอาเธอร์
และต่อมาเหมือนที่ฝั่งราเมซเห็น ประกายแสงสีแดงจากพลุที่เดวิดจุดก็ปรากฎขึ้นบนท้องฟ้า
“สัญญาณมาแล้ว!” วาลาสทำหน้าจริงจัง
“ได้เวลาของพวกเราแล้ว!” คาย่าลุกพรวด นำนิ้วชี้และนิ้วโป้งเข้าปาก ผิวปากดังก้อง ไพเราะราวเพลงแห่งทะเลทราย เสียงสะท้อนไปไกลหลายร้อยเมตร
ทันใดนั้นพื้นทรายที่ว่างเปล่าสั่นสะเทือน นักรบเงาทะเลทรายนับร้อยลุกขึ้นจากใต้ทราย เกราะและอาวุธกลมกลืนกับฝุ่น อัคคาวิสข้างๆ พวกเขาตื่นจากหลับไหล ตัวสั่นราวก้อนหินมีชีวิตสลัดเม็ดทรายออกจากขนของพวกมัน
กลับมาที่หน้าเต็นท์บัญชาการภายในค่ายคาร์ทุซ คาเรซมองพลุสีแดงบนท้องฟ้า สัญชาตญาณของเขาเตือนว่าเป็นสัญญาณอันตราย เขาคิดและสั่งทหารทันที “ตั้งแนวป้องกันรอบค่าย! เตรียมพร้อมทุกด้าน!” เสียงเกราะดังระงม ทหารคาร์ทุซเรียงแถว โล่และหอกชูขึ้น
ไฟสีแดงบนท้องฟ้าเริ่มค่อยๆ จางลง ตอนนี้หน้าที่ส่วนนี้จบลงแล้ว อาเธอร์และเดวิดเตรียมเข้าสู้แผนเฟสต่อไป เขามองหน้ากันพวกเขาพยักหน้าให้กันเล็กน้อย
อาเธอร์ชูกำปั้นขึ้นมาเพื่อให้เดวิดมาชนกำปั้นกันก่อนต่อสู้ แต่เดวิดดูไม่เข้าใจกับสิ่งที่อาเธอร์ทำ
“อย่าให้ฉันรอเก้อสิ” อาเธอร์ยิ้มให้เดวิด
เดวิดจึงชูกำปั่นขึ้นมามองอย่างลังเล จากนั้นก็เอาหมัดชนกับหมัดของอาเธอร์ แต่เขาดันใส่แรงมากไปหน่อย เสียงกระดูกหักดังกร๊อบ ทำให้มือและแขนของอาเธอร์หักจนบิดเบี้ยว
“อ๊าาาาาา!” เสียงของอาเธอร์ดังขึ้นกรีดร้องก้องลั่นค่ายด้วยความเจ็บปวด