“พี่หลิว ข้าตามท่านไปได้หรือไม่” ก้งเยว่กำกระบี่ในมือแน่นข่มความอายในใจและะโถามออกไปดังลั่น
“...”
“ขออภัย ข้าถือดีเรียกท่านเหมือนคนสนิท” เขารีบแก้ต่างเมื่อเห็นว่าหลิวเหว่ยเงียบไปทำให้คิดไปเองว่ากำลังไม่พอใจที่ตัวเขาลืมตัว
“ข้าไม่ถือ” หลิวเหว่ยตีหน้านิ่งหันไปแก้ความกังวลของอีกฝ่ายโดยที่ตัวเขาเองก็นึกดีใจไม่น้อยที่ได้ยินคำเรียกคุ้นเคยเช่นนั้น
“ท่านไม่ถือเื่ที่ข้าเรียกท่านว่าพี่หรือเื่ที่ข้าขอตามไปด้วย” ความประหม่าปนความดีใจเข้ามาแทรกจนลืมตัวเดินเข้าไปใกล้อีกฝ่ายจนห่างกันเพียงคืบ
“...” เป็อีกครั้งที่เดาความคิดของว่าที่ประมุขพรรคมารไม่ออกเพราะยืนนิ่งไร้คำตอบใดนอกเสียจากมองพฤติกรรมตรงหน้าไม่ละสายตา
“ข้าถือดีไปว่าท่านอายุมากกว่า หากท่านไม่ชอบที่ข้า..” ก้งเยว่กลัวว่าความจะแตกเื่ที่ตนพยายามเข้าหาหลิวเหว่ยจึงรีบแก้ตัวยกใหญ่แต่พูดไม่ทันจบก็ถูกขัดขึ้น
“ข้าไม่ถือ” เขาพูดแทรกขึ้นทันทีก่อนจะทำให้เข้าใจผิด
“เช่นนั้นข้า...” เป็อีกครั้งที่พูดไม่ทันจบก้งเยว่ก็รับรู้ได้ถึงบางสิ่งไกลออกไป
“เห็นทีคงตามท่านไปไม่ได้แล้ว” ก้งเยว่กระชับกระบี่ในมือแน่นหันไปตามทิศทางที่คาดว่าจะเป็กลุ่มโจรซึ่งเขาเพิ่งจะมีเื่ไปก่อนหน้า
“...” หลิวเหว่ยเองก็ไม่ต่างมองเข้าไปในป่าลึกสลับกับชายตรงหน้าที่วิ่งไปขึ้นหลังม้าอย่างรวดเร็ว
“หากมีวาสนาข้าขอให้ได้เจอท่านอีก” ก้งเยว่รีบพูดก่อนจะควบม้าออกไปเพราะไม่อยากให้เื่ที่ตนก่อไว้เป็อันตรายกับพี่หลิวก็เลยคิดจะออกไปจัดการเองคนเดียว
ควบม้าออกมาได้เพียงไม่นานลูกศรถูกยิงจากปลายธนูที่ไหนสักแห่งพุ่งตรงมายังก้งเยว่แต่เขาก็หลบได้ทันทีคล้ายรู้อยู่ก่อนแล้ว เขากระตุกบังเหียนให้ม้าหยุดนิ่งพร้อมกับมองไปรอบ ๆ ว่ามีโจรประมาทที่คน
ไม่นานตัวการของการขัดขว้างเวลาของเขากับพี่หลิวก็เดินออกมาจากพุ่มไม้นับได้ห้าคนยังไม่รวมมือธนูที่แอบอยู่บนต้นไม้อีกสอง
“มีอะไรกับข้าหรือ” ก้งเยว่ยังคงนั่งสง่าบนหลังม้ามองชายฉกรรจ์รอบตัวพร้อมอาวุธครบมือ
“ไม่ทราบว่าคุณชายเป็คนรุกรานพวกเราที่หุบเขาจางเย่รึเปล่า” ชายร่างใหญ่จับดาบข้างเอวพูดขึ้นพร้อมกับใช้ภาษามือหยุดคนอื่น ๆ ให้หยุดนิ่ง
“หากเป็ข้าไยท่านจำไม่ได้เล่า” ก้งเยว่สำรวมกลุ่มคนอื่นไม่น้อยในป่าแต่ไม่ออกมาคล้ายกำลังรอคำสั่ง
“พอดีข้าไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์แต่ลูกน้องเล่าว่าเป็ท่าน” น้ำเสียงดุดันของชายคนนี้ชวนให้สยองไม่น้อยแต่ไม่ใช่กับก้งเยว่ เขาพินิจคนตรงหน้ากับอีกสี่คนด้านหลังสำหรับการประเมินว่าจะต่อกรหรือหลบหนีในครั้งนี้
บรรยากาศโดยรอบก็ยากต่อการต่อสู้เพราะความมืดเข้ามาครอบคลุมเนื่องจากพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว การจะต่อสู้กับกลุ่มโจรในที่มืดก็ดูจะหนักมือเอาการสำหรับเขา
“ข้าไม่เคยรุกรานใครก่อน เห็นที่เื่นี้ท่านเข้าใจผิดแล้วกระมัง” ก้งเยว่ยังคงใจเย็นและเจรจาต่อไปเรื่อย ๆ แม้จะรู้ความจริงอยู่แล้วว่าคือกลุ่มโจรเดียวกับที่พุ่งเข้าใส่เขาในหุบเขาจางเย่ระหว่างทางมาแคว้นฉู่
“คุณชายไม่ยอมรับหรือ” ชายร่างั์เริ่มออกคำสั่งมือให้ลูกน้องโดยรอบกระทำบางสิ่ง
“จะให้ข้ายอมรับในสิ่งที่ไม่ได้ทำได้เช่นไร” ก้งเยว่กวาดตามองชายทั้งห้าที่เดินขยายวง ล้อมม้าเขาเอาไว้ก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
เห็นทีคงต้องลงมือจัดการพวกนี้อีกรอบ เว้นเสียแต่ตอนนี้เขายังหาตำแหน่งของนักธนูและจำนวนคนที่แอบอยู่ในพุ่มไม้ได้ไม่ชัดเจนนักหากถูกรุมลอบกัดมากกว่านี้เห็นทีอาจจะเสียเปรียบ
“ระวังตัวด้วย” เขาลูบลำคอม้าคู่ใจพร้อมทั้งกระซิบบอกมันก่อนจะลงจากหลังม้า
“คุณชายคงต้องเป็แพะเสียแล้วเพื่อความยุติธรรมของลูกน้องข้า” ชายคนนั้นชักดาบข้างตัวออกจากปลอกก่อนจะส่งสัญญาณให้อีกสี่คนที่เหลือลงมือ
ทันทีที่กระบี่ซินหวงออกจากฝักหนึ่งในสี่ที่พุ่งเข้าใส่ก็พลันล้มลงแม้จะไร้าแ แต่มันยังไม่พอที่จะจบความวุ่นวายลงได้กระบวนท่าของอดีตประมุขพรรคชิวหลิงลู่ถูกร่ายรำและป้องกันอาวุธรอบกายที่เหวียงเข้าใส่ได้ทั้งหมด
ตัวเขาปะทะกับชายทั้งสี่คนจนฝุ่นฟุ้งกระจายแต่ดูเหมือนกระบี่เล่มบางจะรับน้ำหนักของดาบที่ฟาดลงมาได้ไม่ค่อยดีทำให้เขาต้องใช้กำลังภายในช่วยพยุงการต่อสู้ครั้งนี้
“คุณชายเป็ศิษย์พรรคชิวหลิงลู่?” หัวหน้าโจรมองสภาพลูกน้องสี่คนที่ลงไปนอนหมดสภาพอยู่บนพื้นก่อนที่จะใช้มือทั้งสองข้างกำดาบไว้แน่นจากที่เคยใช้เพียงข้างเดียวต่อสู้
“...” ก้งเยว่ไม่ตอบคำถามอีกฝ่าย เห็นที่หัวหน้าโจรผู้นี้จะไม่ธรรมดาเพราะทราบวิชาได้โดยมองเพียงไม่กี่ครั้งไหนจะพลังกำลังที่ทำเอาเขาแขนชาเพราะเผลอรับแรงจากชายร่างั์ที่เหวี่ยงเข้ามาเมื่อสักครู่
สังเกตจากการตั้งท่าใหม่อีกรอบของหัวหน้ากลุ่มโจรแสดงว่าการออกแรงเมื่อครู่ยังไม่เต็มที่ คราวนี้หากเขารับดาบของคนตรงหน้าตรง ๆ แขนเขาคงรับแรงไม่ไหว
วี้ดดด
แทนที่หัวหน้าโจรจะวิ่งเข้ามาหลังจากตั้งท่า อีกฝ่ายกลับเปลี่ยนมายืนตรงและเป่านกหวีดเรียกพวกพ้องที่เหลือที่หลบซ่อนอยู่หลังพุ่มไม้ใหญ่
“...” ทั้งคู่อยู่ในความนิ่งเพราะนอกจากจะไม่มีใครออกมาแล้ว ความรู้สึกถึงลมหายใจและพลังชีวิตของกลุ่มคนที่เคยมีก่อนหน้านี้กลับหายไปจนหมด
“เกิดอะไรขึ้น!” ชายร่างั์ตรงหน้าขึ้นเสียงโวยวายพร้อมกับหันซ้ายหันขวามองหาคนของตัวเอง
“...” ก้งเยว่ลดการป้องกันลง สำรวจชายที่ควรจะเป็มือธนูตามต้นไม้แต่กลับไม่พบร่องรอยเหลืออยู่แล้ว
รอไม่นานหนึ่งในลูกน้องที่แอบอยู่วิ่งกระเสือกกระสนหนีตายออกมาจากพุ่มไม้ตรงมายังหัวหน้าเพื่อขอความช่วยเหลือ
“มะ มะ มันฆ่าทุกคน ไม่เหลือ” เสียงหอบบวกกับอาการตื่นตระหนกทำให้คำพูดขาดห้วงแต่จับใจความได้ว่ากลุ่มคนที่ควรจะมีอยู่ตายหมดแล้ว
“มันเป็ใคร!” หัวหน้ากลุ่มโจรตะคอกใส่ลูกน้องลั่นด้วยความโกรธและเืขึ้นหน้า
“ข้าไม่ ข้าไม่” ลูกน้องคนนั้นยังคงพูดจาไม่รู้ความเช่นเดิม เหงื่อผุดตามใบหน้าบวกกับสายตาลนลานอาจเพราะความกลัวยังฝังอยู่ในใจ
“เ้าทำอะไรลงไป” ชายคนนั้นหันมากล่าวโทษคุณชายหู
“ข้าไม่ได้ทำอะไร” ก้งเยว่กลายเป็แพะรับบาป
“เ้าสมควรตาย” หัวหน้ากลุ่มโจรกำดาบในมือแน่นและพุ่งผ่านอากาศเข้าใส่ก้งเยว่หมายเอาชีวิต
“...” เห็นทีความโกรธของชายคนนี้จะมากเกินกว่าคุยกันรู้เื่ก้งเยว่จึงต้องกลับมาตั้งรับและหาทางหลบแรงฟาดดาบเล่มนั้นให้พ้น
ฉึบ
ก้งเยว่เบิกตากว้างมองลูกธนูลายเดียวกับที่เคยพุ่งใส่เขาก่อนหน้าปักเข้ากลางหลังของหัวหน้ากลุ่มโจรทะลุหัวใจพอดิบพอดี จากนั้นดาบคือสิ่งแรกที่ตกลงไปบนพื้นก่อนที่ร่างกายของเ้าตัวจะตามไปทีหลัง
“เ้าเป็ใคร” ก้งเยว่รีบวิ่งไปตามต้นทางของธนูเพื่อที่จะทราบให้ได้ว่าใครคือคนร้ายตัวจริงแต่เมื่อถึงที่หมายกลับพบเพียงศพของใครบางคนและคันธนูลวดลายเดียวกับดอกธนูเมื่อครู่
เขาถอดใจในการตามหาต่อจึงเดินกลับไปหาม้าคู่ใจที่รออยู่ที่เดิม ก้งเยว่พิจารณาร่องรอยศพหลังพุ่มไม้แต่ก็เดาได้ยากว่าเป็ของสำนักหรือกลุ่มใดเพราะแต่ละศพถูกแทงเพียงครั้งเดียวตรงจุดสำคัญ
“เ้ามันอำมหิต ไร้ความเป็คน”
“...” ก้งเยว่ใกับคำพูดที่ออกมาจากปากของโจรที่เหลือรอดเมื่อครู่ ชายคนนั้นสบถด่าไม่กี่คำก็รีบวิ่งหนีไปด้วยความแตกตื่น
เขาจะเป็คนทำได้อย่างไรในเมื่อกระบี่เขาไม่มีแม้กระทั่งรอยเื ขนาดชายสี่คนก่อนหน้าที่เขาลงมือก็เพียงแค่สลบไปเท่านั้นจะลงมือฆ่าได้เช่นไร
ก้งเยว่เก็บกระบี่เข้าฝักและส่งเสียงเรียกม้าให้เข้ามาหา เขาแอบกังวลกับเื่ในครั้งนี้แต่คงทำอะไรไม่ได้จึงต้องจำใจขึ้นหลังม้าและควบกลับไปทางเดิม
“...” แรกเริ่มก้งเยว่คิดว่าจะควบม้ากลับไปให้เร็วเผื่อมีความหวังที่จะตามพี่หลิวทันแต่เขาสงสารม้าที่ควรจะได้พักผ่อนหลังจากออกแรงวิ่งมาทั้งวันแล้ว
เขากระตุกบังเหียนหยุดและลงจากหลังม้าจากนั้นก็ค่อย ๆ เดินเทียบเคียงกันไปหาสถานที่ที่เหมาะแก่การให้พักสายตาอย่างปลอดภัย
น่าแปลกที่ขาของเขาพาตัวเองกลับไปยังสระบัวแห้ง ๆ นั้นอีกครั้งคล้ายคาดหวังอะไรที่เป็ไปไม่ได้
“ใคร” ก้งเยว่ดึงกระบี่ออกมาอีกครั้งเมื่อััได้ถึงลมหายใจใครบางคนใกล้ ๆ ในความมืด
“ข้าเอง” หลิวเหว่ยยกมือขึ้นสองข้างแสดงถึงความเป็มิตร
“ทำไม” ก้งเยว่ใหนักกว่าเก่ารีบเก็บกระบี่และเดินเข้าไปใกล้เพื่อมองให้แน่ใจว่าใช่พี่หลิวตัวจริงหรือไม่
“เ้าบอกว่าไม่ใช่คนแถวนี้” หลิวเหว่ยพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบแต่สายตากลับสำรวจว่าอีกฝ่ายาเ็ตรงไหนหรือไม่
“?” ก้งเยว่แสดงสีหน้าสงสัยชัดเจนแม้ไม่ต้องเอ่ยถาม
“...” หลิวเหว่ยกัดปากตัวเองไม่กล้าที่จะพูดคำว่าเป็ห่วงออกไปเพราะกลัวอีกฝ่ายจะผิดสังเกตจึงเลือกที่จะหันหน้าหนี
“ท่านไม่รีบกลับไปสำนักแล้วเหรอ” ก้งเยว่แปลกใจนักที่พี่หลิวรอเขาเช่นนี้หรือเขาอาจจะเข้าข้างตัวเองมากไปหน่อย อีกฝ่ายคงอาจจะทำบางสิ่งและยังยืนอยู่ตรงนี้ก็เป็ได้ จะเป็ไปได้อย่างไรที่คนอย่างหลิวเหว่ยจะจำดอกบัวบานผิดฤดูมันคงเป็ข้ออ้างที่จะทำความลับอย่างอื่น
“ข้าบอกเ้าแล้วว่าข้าไม่ถือ” หลิวเหว่ยหันหลังให้และออกเดินช้า ๆ
“ข้าไม่เข้าใจ?” ก้งเยว่ยังคงไม่เข้าใจคำตอบไม่ตรงคำถามของอีกฝ่ายแต่เลือกที่จะจูงม้าและเดินตามไป
“เื่สุดท้ายที่เราคุยกัน” ว่าที่ประมุขพรรคมารยังคงปากหนักไม่พูดออกไปตรง ๆ ว่าเื่อะไรแถมยังพูดกำกวมให้คิดเอาเอง
“ท่านหมายถึงไม่ถือที่จะให้ข้าตามไปด้วยใช่ไหม” ก้งเยว่คาดเดาไปมั่ว ๆ หวังจะตีสนิทอีกฝ่ายให้มากขึ้น
“...” เขาเลือกที่จะไม่ตอบและชะลอฝีเท้ารอน้องเยว่เดินตามมา
“หากไม่ตอบข้าจะคิดเอาเองว่าท่านไม่ถือที่ข้าตามไปด้วยรวมถึงให้ข้าเรียกว่าพี่หลิว” ก้งเยว่ทุ่มสุดตัวสำหรับการเล่นบทเด็กอายุสิบห้าหนาวในวัยยี่สิบสอง
“ตามใจเ้า” แม้น้ำเสียของหลิวเหว่ยจะเ็าแต่หากไม่อยู่ในความมืดก้งเยว่คงจะเห็นรอยยิ้มเปี่ยมเสน่ห์ไปแล้ว
“พี่หลิว”
“?”
“ข้าต้องทำเช่นไรถึงจะเข้าสำนักเดียวกับท่านได้”