ภายในตำหนักวิมานเมฆา ร่างของเฉินจือหยานอนอยู่บนเตียงหยกทับทิมที่อบอุ่นสีหน้าของนางไร้สีเลือดโดยสิ้นเชิง ลมหายใจหอบถี่แสดงให้เห็นถึงความทรมานที่เกิดขึ้น
“อาจารย์ ท่านรู้ว่านางป่วยเป็นอะไรงั้นหรือ” ซ่งไป่หลางจำได้ว่าเซี่ยหยางเคยกล่าวถึงสาเหตุที่นางตกอยู่ในอาการป่วยทว่ามันมิได้เอ่ยถึงรายละเอียดใดๆ
“มิใช่แค่ข้า กระทั่งตาเฒ่าจวินเฟิงซื่อเทียนหรือตัวเฉินจือหยาเองก็รู้ดีว่าเหตุผลของโรคนี้คือสิ่งใดเฉินจือหยานั้นมีวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์อยู่ในห้วงวิญญาณ ขณะที่จวินเฟิงซื่อเทียนถือครองเพลิงมารบรรพกาลการที่คนทั้งสอง.. อาศัยอยู่ร่วมกันนั่นย่อมทำให้เกิดความขัดแย้งที่รุนแรงนี่คือสาเหตุที่พวกมันไม่สามารถมีบุตรเป็นของตนเอง ทั้งยังทำให้ร่างกายของพวกมันต้องได้รับผลกระทบจากพลังที่ขัดแย้งกันเองอีกด้วย”
“เช่นนี้เอง” ซ่งไป่หลางพยักหน้า เรื่องนี้นับว่าสมเหตุสมผล
“ทว่าข้าก็ยังประหลาดใจอยู่บ้าง แม้พลังของพวกมันทั้งสองจะขัดแย้งกันเองแต่ระดับพลังของเฉินจือหยามิได้ด้อยไปกว่าจวินเฟิงซื่อเทียนมากนัก ตามหลักการแล้วมันไม่ควรจะรุนแรงถึงขั้นทำให้สุขภาพของนางย่ำแย่ได้” เซี่ยหยางขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นอาการของเฉินจือหยา
“ทั้งหมดเป็นเพราะท่านแม่บุญธรรมฝืนใช้พลังวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์ช่วยข้าจากอาการเพลิงแฝงร่าง” ซ่งหงเสวี่ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงโศกเศร้า “ตั้งแต่ที่ข้าทะลวงสู่ขั้นราชันยุทธ์และได้พบกับโอกาสบางอย่างพลังเพลิงมารบรรพกาลที่เคยเติบโตอย่างเชื่องช้าก็เกิดความเปลี่ยนแปลง มันปะทุขึ้นอย่างบ้าคลั่งจนทำให้ข้าไม่สามารถควบคุมพลังได้อีกต่อไปครั้งแรกที่เกิดอาการเพลิงแฝงร่างมันทำให้ข้าทรมานจนเกือบทนไม่ไหวจิตวิญญาณแทบจะแตกสลายไปแล้วครั้งนั้นเป็นท่านแม่ที่ช่วยใช้พลังวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์ต่อต้านพลังเพลิงมารบรรพกาลเอาไว้ทำให้ข้ารอดมาได้”
“หลังจากนั้นท่านแม่ก็ทุ่มเทใช้พลังวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์จนเกินขีดจำกัดในที่สุดพลังของท่านแม่ก็อยู่ในจุดไม่หวนคืน ไม่สามารถฟื้นฟูกลับมาแข็งแกร่งได้ดังเดิมอีก”
“ฮึ่ม ถ้าตอนนั้นเจ้าบอกข้าถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการใช้พลังวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์ที่เกินตัวข้าก็ยังมีโอกาสปล่อยให้เจ้าพักฟื้นและสรรหาโอสถวิเศษมาช่วยฟื้นพลังให้กับเจ้าแต่เจ้ากลับไม่ยอมบอกเรื่องนี้ต่อข้า รอจนเกิดผลกระทบรุนแรงเช่นนี้ช่างทำให้ข้าต้องเจ็บปวดทรมานเสียจริง” จวินเฟิงซื่อเทียนคำรามอย่างไม่พอใจหากฮูหยินของมันไม่ปิดปากเงียบเอาไว้เหตุการณ์ก็คงไม่ดำเนินมาจนถึงจุดนี้
“เช่นนี้เอง พลังของนางอ่อนแอลงขณะที่ตาเฒ่านี่ยังคงแข็งแกร่งดังเดิมไม่แปลกที่นางจะไม่สามารถทนรับเอาไว้ได้” เซี่ยหยางถอนหายใจ
“เช่นนั้นต้องใช้วิธีใดในการรักษา” ซ่งไป่หลางครุ่นคิดถึงโอสถหลายประเภทที่สามารถใช้ช่วยฟื้นฟูพลังที่สูญเสียไปกลับคืนมาได้อย่างไรก็ตามเวลานี้อาการของเฉินจือหยาเกิดจากการที่นางถูกพลังเพลิงมารบรรพกาลจากร่างของจวินเฟิงซื่อเทียนเข้าแทรกแซงร่างจนไม่อาจทนรับได้ต่อให้ฟื้นพลังของนางกลับมาสำเร็จก็ไม่อาจแก้ไขอาการของนางได้ควรเริ่มจากการจัดการกับเพลิงมารบรรพกาลที่ทำร้ายร่างกายของนางเป็นอันดับแรก
“เหมือนกับที่เจ้าใช้วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์ช่วยเหลือหงเสวี่ยทว่าพลังของตาเฒ่านี่แหละเฉินจือหยานั้นสูงส่งกว่าเจ้าหลายเท่า ต่อให้เจ้าทุ่มเทสุดความสามารถก็ยังไม่อาจทำอันใดได้” เซี่ยหยางถอนหายใจ “ดังนั้นเป้าหมายของตาเฒ่านี้ตั้งแต่แรกไม่ใช่ต้องการความช่วยเหลือจากเจ้าแต่เป็นความช่วยเหลือของข้าต่างหาก”
“เช่นนี้เองในเมื่อวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์ของเซียนเฉินจือหยาสามารถช่วยเหลือเสวี่ยเอ๋อได้ ดังนั้นวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์ของอาจารย์ก็ย่อมช่วยเหลือนางได้เช่นกัน” ซ่งไป่หลางพยักหน้าอย่างเข้าใจเมื่อเทียบกับพลังวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์ของผู้เป็นอาจารย์แล้วพลังของซ่งไป่หลางเป็นเพียงหยดน้ำหยดเล็กต่อหน้ามหาสมุทรอันยิ่งใหญ่เท่านั้น
“ตาเฒ่า โดยทั่วไปแล้วข้าจะไม่ยอมสิ้นเปลืองพลังโดยไม่ได้รับผลตอบแทนอย่างไรก็ตามเนื่องจากว่าเฉินจือหยาเป็นมารดาบุญธรรมของหลานสาวข้า ดังนั้นข้าจะยอมยื่นมือเข้าช่วยเหลือเจ้าสักหน่อย” เซี่ยหยางถอนหายใจ ไม่ว่ายังไงก็ตามเฉินจือหยาต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้เพราะนางได้ทุ่มเทช่วยเหลือซ่งหงเสวี่ยหลานสาวแท้ๆของมันเอง หากมันไม่ตอบแทนและช่วยเหลือนางก็คงทำให้มันต้องรู้สึกย่ำแย่ไม่น้อย
หากเซี่ยหยางยังมีชีวิตอยู่มันคงสามารถใช้พลังวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์ของมันช่วยเหลือเฉินจือหยาได้โดยง่ายทว่าเมื่ออยู่ในสภาพวิญญาณพลังของมันย่อมไม่อาจเทียบเท่ากับยามมีชีวิตได้ แม้จะยังสามารถช่วยเหลือเฉินจือหยาได้เช่นกันทว่ามันก็ต้องทุ่มเทพลังไปมากมายจนทำให้ยากจะฟื้นฟูพลังกลับมาสมบูรณ์ดังเดิมในเวลาสั้นๆ
“ข้าเข้าใจ หลังจากที่เจ้าช่วยเหลือจือหยาพลังของเจ้าย่อมถดถอยลงและไม่อาจฟื้นฟูขึ้นในเวลาสั้นๆปัญหาสำคัญก็คือความปลอดภัยของเจ้าหนูนี่ในช่วงเวลานั้น ขอเพียงแค่มันอาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้กับวังจักรพรรดิมารอัคคีข้าสามารถยืนยันความปลอดภัยของมันได้ตลอดเวลาเจ้ามิต้องเป็นกังวลอันใด”
“นอกจากนี้วังจักรพรรดิมารอัคคีของข้ายังมีสถานที่ที่ยอดเยี่ยมมากมายสำหรับให้เจ้าหนูนี่ฝึกฝนเพิ่มพลังตัวมันเองก็มาจากตระกูลซ่งย่อมมีพรสวรรค์ธาตุอัคคีไหลเวียนอยู่ในร่างเหมือนกับเสวี่ยเอ๋อแม้ธาตุหลักของมันจะเป็นธาตุวารีเนื่องจากวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์ แต่การฝึกฝนพลังธาตุอัคคีก็ยังช่วยให้มันพัฒนาขึ้นได้ไม่น้อยเช่นกัน” จวินเฟิงซื่อเทียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ
“นับว่าเป็นข้อเสนอที่ไม่เลวนอกจากเรื่องนี้แล้วข้ายังต้องการให้เฉินจือหยาช่วยสอนศิษย์ของข้าเกี่ยวกับวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์และรากฐานศักดิ์สิทธิ์ตามความเข้าใจของนางด้วย เจ้าไม่ต้องรีบปฏิเสธ ข้ามิได้ต้องการทรมานนาง หลังจากที่ได้รับความช่วยเหลือจากข้าอาการป่วยของนางย่อมดีขึ้นที่เหลืออาศัยโอสถของศิษย์ข้าใช้เวลาไม่ถึงครึ่งปีนางก็จะกลับมาแข็งแรงเป็นปกติแล้วเมื่อนางเป็นปกติค่อยเริ่มทำตามข้อตกลงของพวกเรา ตกลงหรือไม่” เซี่ยหยางยื่นข้อเสนอเพิ่ม
จวินเฟิงซื่อเทียนลังเลเล็กน้อยเนื่องจากมันเป็นห่วงว่าฮูหยินของมันจะไม่ได้พักผ่อนอย่างเพียงพออย่างไรก็ตามเซี่ยหยางได้ยืนยันแล้วว่าจะรอจนกว่าเฉินจือหยาหายดีเป็นปกติเสียก่อนอีกทั้งเงื่อนไขของมันก็มิได้ยากเย็นเกินไปเพียงแค่ถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับรากฐานศักดิ์สิทธิ์และตระกูลศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น
หลังจากที่จวินเฟิงซื่อเทียนตอบตกลงเซี่ยหยางก็เริ่มต้นการลงมือรักษาทันทีวิธีการนั้นมิได้ซับซ้อนยุ่งยากเป็นเพียงการทุ่มเทพลังวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์เข้าไปชำระล้างร่างกายที่เสียหายจากการทำลายของเพลิงมารบรรพกาลเท่านั้นทว่านี่ก็ต้องใช้พลังของเซี่ยหยางไปจำนวนมากและไม่อาจสำเร็จในเวลาอันสั้น
เซี่ยหยางมิสนใจผลกระทบและความยากลำบากในการลงมือครั้งนี้ทันทีที่การรักษาจบลงข้อมูลเกี่ยวกับวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์และรากฐานศักดิ์สิทธิ์จากเฉินจือหยาจะช่วยให้ศิษย์ของมันพัฒนาก้าวหน้าไปอีกหลายขั้นต้องรู้ว่าเฉินจือหยานั้นเป็นคนจากตระกูลศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริงความรอบรู้และเชี่ยวชาญของนางย่อมมากกว่าเซี่ยหยางที่ศึกษาด้วยตนเอง การเรียนรู้จากนางจะช่วยทดแทนประสบการณ์นับสิบๆปีได้ในเวลาอันสั้น
ขณะที่เซี่ยหยางต้องทุ่มเทกำลังของมันเพื่อรักษาเฉินจือหยาซ่งหงเสวี่ยก็ได้พาซ่งไป่หลางออกจากพื้นที่ตำหนักวิมานเมฆาโดยมีองครักษ์หยุนคอยดูแลจากระยะไกลภายใต้คำสั่งของจวินเฟิงซื่อเทียนในช่วงเวลาที่เซี่ยหยางไม่สามารถปกป้องศิษย์ของมัน จวินเฟิงซื่อเทียนย่อมไม่กล้าปล่อยให้เกิดเรื่องร้ายต่อซ่งไป่หลางเช่นกัน
“นี่ก็คือบ้านพักของท่านอาเจียงหรือ” ซ่งไป่หลางประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อซ่งหงเสวี่ยนำมันมายังบ้านพักแห่งหนึ่งในเขตของเมืองรอบนอกวังจักรพรรดิมารอัคคี
“ใช่แล้ว เนื่องจากอาเจียงได้รับบาดเจ็บเพราะข้า ข้าจึงอยากขอความช่วยเหลือจากท่านพี่บางทีท่านอาจจะสามารถช่วยให้อาเจียงกลับมาแข็งแรงเป็นปกติได้” ซ่งหงเสวี่ยเอ่ยอย่างมีความหวังแม้ว่าผู้ปรุงโอสถจำนวนมากจะส่ายหน้าให้กับอาการบาดเจ็บของซ่งเจียงแต่พี่ชายของนางคืออัจฉริยะที่สามารถปรุงโอสถคุณภาพระดับห้าขึ้นมาได้จะเหมือนกับผู้ปรุงโอสถเหล่านั้นได้อย่างไร
“นอกจากนี้ท่านอาเจียงเองก็อยากพบเจอกับท่านพี่มาโดยตลอดความรู้สึกผิดเพียงหนึ่งเดียวในหัวใจของท่านอาเจียงก็คือการที่ไม่ได้ดูแลปกป้องท่านพี่เหมือนที่ทำกับข้าและปล่อยให้ท่านต้องอาศัยอยู่อย่างโดดเดี่ยวในแคว้นสิบนภานั่น” ซ่งหงเสวี่ยรู้สึกเจ็บปวดหัวใจเล็กน้อย
“ข้าเคยบอกท่านอาเจียงไปแล้วว่าไม่จำเป็นต้องเสียใจในเรื่องนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการที่ท่านอาเจียงได้ทุ่มเททุกสิ่งเพื่อปกป้องเจ้าเอาไว้ กระทั่งยินยอมเอาชีวิตเข้าแลกจนต้องอยู่ในสภาพบาดเจ็บปางตายเช่นนี้สำหรับข้าแล้วท่านอาเจียงก็คือผู้มีพระคุณผู้หนึ่ง ข้าซาบซึ้งในการกระทำของเขายิ่งนัก” ซ่งไป่หลางถอนหายใจเบาๆ “ให้ข้าลองตรวจดูอาการของท่านอาเจียงก่อน แม้ว่าข้าจะมีโอสถที่สามารถรักษาบาดแผลได้อย่างรวดเร็วทว่าหากเป็นอาการบาดเจ็บที่ถูกละเลยอย่างยาวนานเกรงว่าโอสถทั่วไปอาจจะไม่สามารถรักษาได้โดยง่าย”
ทั้งสองคนก้าวเท้าเข้าไปในบ้าน ซ่งหงเสวี่ยเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล“ท่านอาเจียงข้ามาเยี่ยมท่าน ดูสิว่าข้าพาใครมาด้วย”
“คุณหนู ท่านไม่ควรเสียเวลากับคนใกล้ตายเช่นข้า เวลานี้ท่านควรฝึกฝนที่วังจักรพรรดิมารอัคคีและควบคุมเพลิงมารบรรพกาลให้สมบูรณ์เพื่อจะได้หลุดพ้นจากสภาวะเพลิงแฝงร่างที่ทุกข์ทรมานนั่น” ซ่งเจียงอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่ยิ่งนัก ร่างกายของมันซูบผอมใบหน้าไร้สีของเลือดซ่งไป่หลางระบุได้ทันทีว่าอวัยวะภายในแทบทั้งหมดของมันได้รับบาดเจ็บอย่างหนักขณะเดียวกันแขนขาของมันก็ถูกทำลายกระดูกและเส้นเอ็นจนไม่สามารถฟื้นฟูได้ตามธรรมชาติ
เมื่อมองเห็นชายชราแปลกหน้าซ่งเจียงก็ประหลาดใจเล็กน้อย“หรือว่าท่านจะเป็นผู้อาวุโสจากสำนักพงไพรได้ข่าวว่าคุณหนูไปยังดินแดนเทพพฤกษาและได้เชิญผู้อาวุโสท่านหนึ่งกลับมาที่วังจักรพรรดิมารอัคคีด้วยอา คุณหนู ผู้อาวุโสท่านนี้ย่อมถูกเชิญมาเพื่อช่วยเหลือท่านจักรพรรดิมารอัคคี ท่านอย่าให้ผู้อาวุโสต้องมาเสียเวลากับคนใกล้ตายที่ไร้ทางเยียวยาอย่างข้าเลย” ซ่งเจียงเอ่ยด้วยน้ำเสียงปลงตก นับตั้งแต่ที่มันฟื้นขึ้นมาพร้อมอาการบาดเจ็บมันก็รู้ดีแล้วว่าชีวิตนี้คงไม่มีทางกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง
“หากข้าเป็นผู้อาวุโสของสำนักพงไพรก็คงจะจากไปทันทีที่เห็นอาการของท่านทว่าในมุมหนึ่งท่านคือผู้มีพระคุณของข้าและน้องสาวอีกทั้งข้าเองก็มิใช่ผู้ปรุงโอสถทั่วไป ยังต้องกลัวว่าจะไม่สามารถรักษาท่านได้อีกหรือ” ซ่งไป่หลางหัวเราะและเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แท้จริงของมันพร้อมกันนั้นมันก็ใช้มือขวาลอกหน้ากากเงาทมิฬออกจากใบหน้า เผยให้เห็นใบหน้าที่แท้จริงที่ถูกซ่อนเอาไว้
ใบหน้านั้นทั้งคุ้นเคยและไม่คุ้นเคยสำหรับซ่งเจียงอย่างไรก็ตามมันสามารถระบุตัวตนของซ่งไป่หลางได้ในทันทีนับจากวันที่มันได้พบกับซ่งไป่หลางครั้งนั้นก็ผ่านมาเพียงสองสามปีเท่านั้นซ่งไป่หลางเติบโตขึ้นแต่ก็ยังคงเหลือเค้าเดิมที่มันจดจำได้ ดวงตาของมันเอ่อคลอด้วยน้ำตา“นายน้อยท่านยังปลอดภัยดีสินะโชคดีจริงๆ โชคดีมากๆ”
“มีอันใดให้ข้าไม่ปลอดภัยกันท่านก็รู้ว่าอาจารย์ของข้าเป็นถึงมารเซี่ยที่แม้แต่ตระกูลศักดิ์สิทธิ์ยังต้องสั่นกลัวเวลานี้ข้ายังเป็นถึงศิษย์ยอดพฤกษาของสำนักพงไพร ให้ข้าตรวจดูอาการของท่านสักหน่อยแม้ข้าจะไม่อาจรับรองว่าจะรักษาให้ท่านกลับมาเป็นดังเดิมได้อย่างสมบูรณ์แต่อย่างน้อยข้าก็สามารถทำให้ร่างกายของท่านดีขึ้นได้อย่างแน่นอน”
ซ่งเจียงมิได้แสดงท่าทีต่อต้านหรือปฏิเสธอันใดอีกปล่อยให้ซ่งไป่หลางได้ทดสอบจับชีพจรของมัน ซ่งไป่หลางขมวดคิ้วเล็กน้อยแม้มันจะไม่ได้มีประสบการณ์ทางการแพทย์โดยตรงทว่าจากการศึกษาตำราต่างๆในสำนักพงไพรมันยังพอมีความรู้พื้นฐานในการตรวจชีพจรอยู่บ้างเช่นกัน
“กระดูกและเส้นเอ็นแขนขาของท่านถูกทำลายอย่างสมบูรณ์โดยทั่วไปแล้วย่อมไม่อาจรักษากลับคืนมาได้ ทว่าข้าจะปรุงโอสถหลอมเส้นเอ็นคุณภาพระดับห้าและโอสถสร้างกระดูกคุณภาพระดับห้าให้กับท่านเช่นกันขอเพียงเป็นโอสถคุณภาพระดับห้าก็ย่อมสามารถช่วยสร้างกระดูกและเส้นเอ็นขึ้นมาใหม่ทดแทนของเดิมที่เสียหายได้ใช้เวลาเพียงหนึ่งเดือนแขนขาของท่านจะกลับมาเป็นปกติในที่สุด”
“สำหรับอวัยวะภายใน ข้าไม่เชี่ยวชาญในการตรวจสอบนักแต่ข้าระบุได้ว่าอวัยวะสำคัญอย่างหัวใจปอดและจุดตันเถียนนั้นยังอยู่ในสภาพที่ใช้การได้ เพียงแค่อ่อนแรงและได้รับบาดเจ็บ ส่วนอวัยวะอื่นๆแม้จะบาดเจ็บรุนแรงแต่ก็ยังอยู่ในระดับที่โอสถบัวสีชาดชำระโลหิตคุณภาพระดับห้ายังสามารถช่วยเหลือได้ ท่านกินโอสถบัวสีชาดชำระโลหิตคุณภาพระดับห้าจำนวนสิบเม็ดนี้โดยแบ่งกินทีละเม็ดทุกสองวันเท่านี้อวัยวะภายในของท่านก็จะฟื้นฟูขึ้นอย่างช้าๆ ยี่สิบวันอวัยวะภายในของท่านจะกลับมาอยู่ในสภาพปกติและสามารถฝึกฝนพลังได้อีกครั้ง”
ซ่งเจียงรับฟังอย่างเหม่อลอยนี่นายน้อยของมันกำลังเอ่ยถึงเรื่องใดอยู่กัน มันมิเพียงตะลึงเกี่ยวกับเรื่องที่ว่ามันจะสามารถกลับมาเป็นปกติได้แต่ที่มันตกตะลึงก็เพราะชื่อของโอสถคุณภาพระดับห้าทั้งสามอย่างมูลค่าของโอสถเหล่านี้แม้จะเป็นตระกูลซ่งในช่วงเวลาที่รุ่งเรืองก็ยังต้องกัดฟันเพื่อจ่ายสมบัติแทบทั้งหมดไปประมูลจึงจะพอมีโอกาสได้ครอบครองโอสถชนิดใดชนิดหนึ่งแต่ซ่งไป่หลางกลับเอ่ยราวกับว่าโอสถเหล่านี้เป็นเพียงโอสถทั่วไปที่หาซื้อได้ตามตลาดเท่านั้น
“ท่านอาเจียงไม่ต้องกังวลโอสถเหล่านี้ในสายตาของผู้อื่นอาจจะล้ำค่าและยากที่จะหามาให้ได้สักอย่าง แต่ข้าเป็นศิษย์ยอดพฤกษาของสำนักพงไพรโอสถเหล่านี้ล้วนเป็นข้าที่ปรุงขึ้นมาด้วยตนเอง ขอเวลาให้ข้าได้ปรุงโอสถหลอมเส้นเอ็นและโอสถสร้างกระดูกสักห้าชั่วยามระหว่างนี้ท่านกินโอสถบัวสีชาดชำระโลหิตนี้ไปก่อนหนึ่งเม็ด เสวี่ยเอ๋อเจ้าไปเตรียมอาหารมื้อกลางวันให้ท่านอาเจียงสักหน่อยหลังจากที่กินโอสถอวัยวะภายในของท่านอาเจียงจะต้องการพลังงานเพื่อฟื้นฟูรักษา ย่อมไม่อาจปล่อยให้ซูบผอมเช่นนี้อีกต่อไป”
ซ่งหงเสวี่ยรับคำในทันที เพียงแค่เรื่องอาหารนางสามารถหามาให้ได้ในเวลาไม่นานซ่งไป่หลางบังคับให้ซ่งเจียงกลืนโอสถบัวสีชาดชำระโลหิตคุณภาพระดับห้าอย่างไม่เต็มใจในความรู้สึกของซ่งเจียงชีวิตของมันยังไม่คู่ควรกับโอสถบัวสีชาดชำระโลหิตคุณภาพระดับห้านี้ด้วยซ้ำไป
คล้ายกับเข้าใจความคิดของซ่งเจียงซ่งไป่หลางขมวดคิ้วเอ่ยว่า “ท่านอาเจียงหากท่านคิดว่าตนเองไม่คู่ควรกับโอสถนี้ก็เท่ากับว่าท่านกำลังดูถูกทั้งข้าและน้องสาวอยู่ท่านแลกชีวิตกับการปกป้องเสวี่ยเอ๋อ เช่นนั้นก็ย่อมหมายความว่าชีวิตของท่านมีค่าเทียบเท่ากับน้องสาวของข้าคิดว่าข้าจะปล่อยให้ท่านต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้หรือ ท่านคือผู้มีพระคุณของพวกเราทั้งสองและยังเป็นคนที่อยู่ใกล้ชิดน้องสาวของข้าตลอดมาหากขาดท่านไปนางจะต้องเจ็บปวดและโดดเดี่ยวเพียงใด ท่านลองคิดดูเอาเองเถอะ”
ได้ยินเช่นนี้ซ่งเจียงจึงหยุดต่อต้านมันอ้าปากแล้วกินโอสถบัวสีชาดชำระโลหิตคุณภาพระดับห้าเข้าไป ทันใดนั้นมันก็รู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในร่างกายหากมันได้รับโอสถบัวสีชาดชำระโลหิตคุณภาพระดับห้านี้ตั้งแต่ตอนที่เพิ่งได้รับบาดเจ็บมันอาจจะสามารถรักษาฟื้นฟูอวัยวะภายในทั้งหมดได้ในเวลาเพียงหนึ่งก้านธูปเท่านั้นน่าเสียดายที่อาการบาดเจ็บของมันสะสมมายาวนาน จึงต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูค่อนข้างมากและต้องใช้โอสถช่วยเหลือมากกว่าที่ควร
เห็นซ่งเจียงยอมกินโอสถเข้าไปซ่งไป่หลางก็รู้สึกวางใจยิ่งขึ้น มันเริ่มใช้อัขกระเทวะต้นกำเนิดสร้างค่ายกลที่ปิดกั้นตนเองจากภายนอกเพื่อหลอมโอสถเป็นค่ายกลขนาดเล็กที่มีรูปทรงเป็นกล่องสี่เหลี่ยมครอบคลุมพื้นที่รอบตัวเป็นระยะเพียงสิบจั้งเท่านั้นจากนั้นจึงเริ่มทำการหลอมโอสถทันที
เมื่อเห็นซ่งไป่หลางลงมือหลอมโอสถองครักษ์หยุนที่ลอบจับตาดูอยู่ภายนอกก็ได้ใช้พลังของมันสร้างอาณาเขตป้องกันเรือนพักของซ่งเจียงอีกชั้นหนึ่งเช่นกันช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้มันย่อมไม่ปล่อยให้มีโอกาสเกิดอันตรายต่อซ่งไป่หลางได้