ข้าก็ร้ายเช่นนี้

    บทที่ 18 กำจัดริ้นไร 18.1

    บทที่ 18


    กำจัดริ้นไร



    ซิ่งหลิงนั่งปรับอารมณ์ความคิดอยู่พักใหญ่ใจที่แขวนสูงบนยอดผาจึงค่อยสงบนิ่ง อุ้มผีผาแล้วเดินออกจากเรือนอักษรไป เดินห่างออกมาได้เล็กน้อยในระหว่างกลับเรือนตนเอง เส้นทางก็ถูกสตรีหกเจ็ดคนขวางเอาไว้ พิจารณาจากเสื้อผ้าและเครื่องประดับที่แตกต่างจากสาวใช้ กลุ่มคนเบื้องหน้าคงเป็นส่วนหนึ่งของบรรดาคุณหนูทั้งหลาย

    วันนี้ซิ่งหลิงสวมอาภรณ์สีเขียวอ่อนปักลายใบไผ่ประจันหน้ากับพวกนางโดยไม่หลบเลี่ยง ไม่ทักทายหรือทำตัวอ่อนน้อม แผ่นหลังยังคงตั้งตรงและปลายคางยังคงเชิดขึ้น ท่วงท่าสง่างามราวต้นไผ่ สูงชะลูดหยิ่งทะนง

    “พวกเจ้าขวางทางข้าอยู่”

    สีหน้าของพวกนางมองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าไม่ได้มาดี มองมาด้วยความเป็นอริ ในเมื่อสองฝ่ายต่างมองกันเป็นศัตรูไยต้องพยายามมอบมิตรไมตรีให้เป็นที่ขบขัน

    “ชนชั้นต่ำเช่นเจ้ากล้าเผยอหน้าชูคอต่อหน้าคุณหนูของข้าเชียวหรือ!” คุณหนูหลายท่านยืนอยู่ตรงนี้แต่กลับพูดให้ถอยไปงั้นหรือ ทั้งๆ ผู้ที่ควรหลบหน้าเก็บหางสมควรเป็นนางเสียมากกว่า เป็นเพียงคณิกาแท้ๆ แต่กลับอวดดีนัก!

    ซิ่งหลิงปรายตามองสาวใช้ข้างกายที่ปราดขึ้นมารับหน้าแทนผู้เป็นนายจึงถอนใจพรืดใหญ่เหนื่อยหน่ายยิ่งนัก เก็บกลั้นอารมณ์แล้วโต้ตอบอย่างใจเย็น

    “หากข้าเป็นคนชนชั้นเดียวกับเจ้าก็อับอายเกินทน สุนัขที่ไม่ได้รับการอบรมไม่ควรนำออกนอกบ้านให้แวะกัดผู้อื่นจนเสื่อมเสียถึงเจ้าของ” ซิ่งหลิงกวาดตามองบรรดาคุณหนูตรงหน้าผาดๆ แม้จะให้มองนานๆ ก็ยังเกียจคร้าน

    “อย่าบังอาจกล่าวถึงคุณหนูของข้า!”

    “ข้าไม่ได้พูดถึงคุณหนูของเจ้าสักคำ ซ้ำตัวข้าไม่กล้าลดตัวไปเป็นคนชนชั้นเดียวกับเจ้า ไม่ต้องโกรธเคืองหวงแหนกันเพียงนี้”

    “จะ เจ้า!”

    “เกิดเป็นมนุษย์ย่อมต้องมีสำนึกและความละอายใจ ตัวเจ้าเป็นคณิกาแต่กลับทะนงตนถือดี คิดว่าคุณชายจิ้งพอใจเข้าหน่อยก็สามารถทำตามอำเภอใจได้งั้นหรือ ไม่คิดว่าตัวเจ้ากำลังทำให้คุณชายต้องอับอายหรือ”

    ซิ่งหลิงมองคุณหนูนางหนึ่งที่ก้าวเท้าขึ้นยืนด้านหน้า รับรู้ได้ถึงสายตาของพวกนางที่วนเวียนอยู่ที่ผีผาเป็นพิเศษ

    ก็จงใจนำออกมาอวดโอ่ให้ผู้อื่นตาร้อนลุกเป็นไฟ หากพวกนางไม่ริษยาก็ผิดแผนกันพอดี!

    “อับอายหรือไม่ เป็นคุณชายที่ตัดสินใจไม่ใช่เจ้า แล้วเจ้าเล่าถือสิทธิ์ใดมาคิดแทนคุณชายกัน” ซิ่งหลิงยิ้มแย้มมองสตรีเบื้องหน้าด้วยความขบขัน ดวงตาดอกท้อกวาดมองเหล่าคุณหนูพูดขึ้นเสียงเอื่อย

    “ได้ยินคนพูดกันว่าพวกเจ้าเป็นคุณหนูตระกูลสูงส่ง เป็นสตรีที่มีความรู้และชาติตระกูล พอข้าได้เห็นคล้ายว่าจะฟังผิดไป” ซิ่งหลิงกระชับอ้อมแขนกอดผีผาเอาไว้ หางตาคล้ายมองเห็นเงาคนวูบไหวจึงขยับเท้าขึ้นก้าวหนึ่งจนทำให้นางประชันหน้ากับคุณหนูผู้นี้ตรงๆ

    “ได้ยินว่าพวกเจ้ารู้ธรรมเนียมเป็นอย่างดี แต่ข้าคิดว่าพวกเจ้าคงใช้วิธีสกปรกเพื่อให้ผ่านการคัดเลือกมากกว่าความสามารถกระมัง รู้ธรรมเนียมหรือ...สตรีรู้ธรรมเนียมที่ใดจะวิ่งโร่เทียวเข้าเทียวออกที่พักของบุรุษที่ไม่ใช่ญาติสนิทมิตรสหายกัน”

    “จุ๊ๆ เจ้าไปมุดอยู่รูไหนกันเล่าถึงไม่รู้ว่าพวกเราได้รับอนุญาตจากนายท่านผู้เฒ่าจิ้งให้เข้ามาทักทายสนทนากับคุณชายได้ หากไม่รู้ก็อย่าเปิดปากทำให้ตนเองดูขลาดเขลา”

    ซิ่งหลิงได้ยินพลันหัวเราะร่าคล้ายได้ยินเรื่องที่ขบขันที่สุดในใต้หล้า นางหัวเราะเสียจนน้ำตาเอ่อคลอ ต้องยกนิ้วปาดหางตาที่กำลังเปียกชื้น การหัวเราะนี้ของนางยิ่งทำให้สีหน้าของบรรดาคุณหนูไม่สู้ดี

    “เฮ้อ กล้าพูดออกมาได้ว่าทักทายสนทนา อยากรู้นักว่าทุกครั้งที่คุณชายมายังแดนเหนือในบรรดาพวกเจ้ามีใครบ้างที่คุณชายยินดีพบหน้าสนทนา ไม่ว่าจะมีข้าหรือไม่มีข้า คุณชายก็ไม่คิดสานสัมพันธ์กับพวกเจ้าอยู่ดี ดูแล้วคนที่ไม่เจียมตนคงไม่ใช่ข้า” สีหน้าแดงก่ำของพวกนางทำให้ซิ่งหลิงรื่นเริงเสียจนใบหน้าระบายด้วยรอยยิ้มกว้าง กล่าวเสียดสีอย่างรื่นเริง

    “จะว่าไปแล้วพวกเจ้าน่าสงสารเหลือเกินที่ต้องวิ่งโร่ร้องขอความสนใจจากบุรุษ ทั้งๆ ที่มีคนหนุนหลังแต่ไม่ว่าจะทำเช่นใดก็ไม่อาจทำให้คุณชายเหลือบแลแม้แต่หางตา ดูแคลนว่าชนชั้นเช่นข้าต่ำต้อย แต่หารู้ไม่กว่าบุรุษจะได้พบหน้าต้องผ่านกี่ขั้นตอน ต้องเสียเงินทองมากเท่าใด เพียงแค่นั่งไขว้ขาอยู่ในเรือนก็มีบุรุษควบอาชา นั่งรถม้า เดินเท้าอย่างยากลำบากเฝ้ารอคอยเพื่อยลโฉมแม้จะเพียงแค่แวบเดียวก็ตาม” ซิ่งหลิงยิ้มกว้างจนดวงตาหยีโค้งงดงาม ยื่นหน้าเข้าไปใกล้โดยไม่เกรงกลัว ความชิงชังและความโกรธแค้นนี้ฉายชัดอยู่ในนัยน์ตาของเหล่าคุณหนู นางยกยิ้มเย้า ยียวนต่อไป

    “...และแน่นอนว่าตัวข้าได้รับเทียบเชิญจากคุณชายจิ้งเช่นกัน ทีนี้คงกระจ่างชัดแล้วกระมังว่าตัวข้าไม่อยากลดตัวอยู่ในชนชั้นเดียวกับพวกเจ้าจริงๆ ไม่ต้องกังวล”

    ซิ่งหลิงหัวเราะคิกคักด้วยความอารมณ์ดี เสียงหัวเราะนี้ปั่นประสาทผู้คนได้อย่างดีเยี่ยม โดยเฉพาะบรรดาคุณหนูเบื้องหน้าที่พากันหน้าแดงสลับเขียวกันเป็นทิวแถว พวกนางพากันกำมือจิกผ้าเช็ดหน้า ขณะที่ซิ่งหลิงกำลังผิดหวังเมื่อพวกนางพาระงับอารมณ์กันได้เป็นอย่างดี เสียงพึมพำเบาๆ ก็ดังขึ้น

    “แพศยาล้วนควรคู่กับชายสกปรกโสมม ตาสูงมือต่ำ บนหรือล่างก็ยังแยกไม่ออก”

    หากคุณชายจิ้งไม่คว้าเอาสตรีไร้หัวนอนปลายเท้าผู้นี้มากกกอดมีหรือที่คุณหนูที่ได้รับการทะนุถนอม ไม่เคยเจ็บช้ำน้ำใจแม้เพียงครั้งกลับต้องกล้ำกลืนฝืนทน ถูกสตรีชั้นต่ำกระทบกระเทียบหยามเหยียด ทั้งเรื่องที่คุณชายจิ้งแวะเวียนไปยังหอคณิกาไม่ขาดก็ไม่ใช่เรื่องใหม่

    ผีเน่าควรคู่กับโลงผุแล้ว!

    รอบด้านเงียบกริบไร้สำเนียงเสียงใด เสียงพึมพำนี้จึงดังเป็นพิเศษทำให้ผู้ที่อยู่ใกล้บริเวณได้ยินจนถ้วนทั่ว

    ซิ่งหลิงตาโตมองสตรีเจ้าของเสียงเมื่อครู่ที่ยืนอยู่ด้านหลังสุด แววตาฉายชัดถึงความสนุกสนานเบิกบาน อ้าปากคิดราดน้ำมันเข้าไปในกองเพลิงให้คุณหนูนางนั้นติเตียนจิ้งเส้าหวงมากขึ้นอีก

    พูดได้ดี! แต่ด่าแรงกว่านี้อีกได้หรือไม่! แค่นี้ยังไม่สาแก่ใจข้าเลย!

    “คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าคุณหนูที่ได้รับการอบรมเป็นอย่างดีสามารถกล่าววาจาร้ายกาจเช่นนี้ได้”

    ซิ่งหลิงมองผู้ที่ก้าวเท้าเข้าเวทีแสดงเข้ามาด้วยหางตา อมยิ้มเล็กน้อยเมื่อเห็นจิ้งเส้าหวงเดินขึ้นบดบังตัวนางไว้ให้อยู่ใต้แผ่นหลังกว้าง

    “คุณชายจิ้งต้องให้ความยุติธรรมแก่พวกเราด้วยนะเจ้าคะ!”

    จิ้งเส้าหวงลอบกลอกตา เสียงเซ็งแซ่ที่พวกนางพากันร้องหาความยุติธรรมนี้ทำให้เขาปวดหูยิ่งนัก ส่ายหัวแล้วทอดถอนใจ ถอยเท้าไปก้าวหนึ่งยืนเคียงข้างกับซิ่งหลิง พลันน้ำเสียงดื้อรั้นก็ดังขึ้นจากข้างกาย

    “หากคำพูดของซิ่งหลิงทำให้พวกนางไม่พอใจ ถ้าคุณชายต้องการให้ซิ่งหลิงก้มหัวขอโทษซิ่งหลิงจะไม่อิดออดเลยแม้แต่น้อย แต่สิ่งหนึ่งที่ซิ่งหลิงยอมไม่ได้คือพวกนางเหยียดหยามคุณชาย...”

    จิ้งเส้าหวงเหลือบตามองก็ชะงัก เมื่อเห็นนัยน์ตาดอกท้อมีหมอกไอปกคลุม น้ำตาเอ่อคลอใกล้ร่วงหล่นออกมาเต็มที

    “ซิ่งเอ๋อร์อย่าร้องไห้เลย...”

    น้ำเสียงรักใคร่ห่วงใยที่แฝงไว้ด้วยความปวดใจร้าวรานนี้ทำให้ซิ่งหลิงขนลุกพรึบ ยิ่งเห็นสีหน้าเศร้าหมองเสียใจก็รู้ว่าตัวนางไม่อาจยอมเขาได้เช่นกัน!

    “ตัวข้าต่ำต้อย มีแต่รั้งสร้างปัญหาให้คุณชายอยู่บ่อยครั้ง แต่ตัวข้าก็ไร้ความละอาย ใจข้ามอบให้คุณชายเสียหมดแล้ว”

    “โถ่ เด็กโง่คนนี้...”

    ภาพของจิ้งเส้าหวงที่ใช้ปลายนิ้วปาดน้ำตา ทั้งลูบศีรษะปลอบใจยิ่งทำให้บรรดาคุณหนูทั้งหลายตาร้อนผ่าว ในที่สุดก็มีแม่นางใจกล้าร้องขึ้นด้วยเสียงแหลมสูงไม่อาจเก็บกลั้นอารมณ์ต่างๆ ไว้ได้อีกต่อไป!

    “คุณชายจิ้งต้องมนต์นางจิ้งจอกนี่หรือไร! ไยถึงได้ลุ่มหลงนักแม้แต่ผีผาล้ำค่าเช่นนั้นก็ยังยกมอบให้ สตรีแพศยาเช่นนางเหมาะสมหรือ!”

    นางเชิดหน้ากระหยิ่มยิ้มย่อง เมื่อเสียงสำทับของเหล่าคุณหนูข้างกายที่พากันร้องรับ เห็นดีเห็นงามกับประโยคเมื่อครู่ คิดใช้เสียงข้างมากเข้าข่ม

    “เหมาะสมหรือไม่เป็นข้าที่ตัดสินใจ! เจ้าถือดีอย่างไรมาจัดการว่าของสิ่งนี้ควรมอบให้แก่ผู้ใด ยังไม่ทันได้แต่งเข้าบ้านข้าก็สามารถขับเจ้าออกจากบ้านได้แล้ว อิจฉาริษยาถือเป็นหนึ่งในเจ็ดขับ [1] พวกเจ้าเป็นคุณหนูตระกูลใหญ่เรื่องพรรค์นี้ยังไม่รู้ อย่าว่าแต่แต่งเข้าตระกูลจิ้งเลยแม้แต่ตระกูลอื่นจะรับตัวก็คงต้องคิดให้ถี่ถ้วนเสียหลายรอบ!”


    [1] เจ็ดขับ หมายถึง สามีสามารถขับภรรยาออกจากบ้านหากมีพฤติกรรมตรงกับข้อใดข้อหนึ่งในเจ็ดขับ



    คล้ายกับเรื่องข้าก็ร้ายเช่นนี้ ที่คุณอ่าน