บทที่6 ตอนที่31 : เก้อ
ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันนั้นเอง ณ อดีตห้องทำงานของเอ็ดเวิร์ด สปีช ปราสาทที่เหล่าเดอะดาร์คอัลฟาเบตอาศัยอยู่ ทางฝั่งของดันทัวร์กับเสนาธิการของเขาก็กำลังหารือกันอย่างเคร่งเครียดเช่นเดียวกัน.. “จะดีเหรอ ที่ให้ฉันออกมาจากหอพักนั่นน่ะ?” จิมมี่ใช้มือป้องบุหรี่ที่ตนกำลังจุดพลางถามไปยังดันทัวร์ด้วยเสียงแหบพร่าของเขา “นายจะไปกังวลอะไรกับไอ้คนที่แม้แต่การดึงอินฟินิฟอร์สฟอร์สออกมายังทำไมได้ล่ะ แล้วอีกอย่าง.. ในคืนนี้ฉันต้องการกำลังรบสูงสุดเพื่อไปขยี้ไอ้พวกนั้น ซึ่งแน่นอนว่าฉันต้องการพลังของนายด้วย” แวมไพร์หนุ่มอธิบายเหตุผลในการตัดสินใจของเขา “เข้าใจนะ ว่าการที่มีของที่คุณอยากได้มาอยู่รวมกันในที่เดียวอย่างนี้น่ะ มันเป็นเรื่องดีที่จะจัดการให้จบในรวดเดียว แต่อีกแง่หนึ่ง มันก็เท่ากับว่าฝั่งของพวกมันมีตัวประกันอยู่มากมายเช่นกัน ถ้าหนึ่งในพวกมันมีคนที่กล้าจะเสียสละล่ะก็.. คุณอาจจะเสียเป้าหมายที่คุณต้องการไปแบบฟรี ๆ เลยก็ได้นะ” แรงค์เอขององค์กรให้ความเห็นเชิงย้ำเตือน เมื่อได้ยินดังนั้นดิเอ็มเพอร์เรอร์จึงมองไปยังดิไอรอนลังด้วยใบหน้าสงสัย “แกหมายถึง ไอ้เกษมจะฆ่าตัวตายงั้นเหรอ? หรือพวกมันจะฆ่าไอ้เอ็ดเวิร์ดนั่น? ไม่มีทางหรอกหน่า!” เขาเอ่ยพลางส่ายหัวแสดงออกถึงความไม่เห็นด้วย “ไม่ใช่หรอก.. ฉันกลัวจะเป็นไอ้หนังสือนั่นมากกว่า ถ้าพวกมันถึงตาจนจริง ๆ ตัวเลือกแรกที่มันจะเอามาเป็นตัวประกันก็คงต้องเป็นเจ้าสิ่งนั้นแน่ อย่าลืมสิว่าพลังของคุณเอ็ดเวิร์ดนั่นขี้โกงขนาดไหน ถ้าวันไหนพันธะลิ้นถูกปลดออก เพียงแค่คำพูดของเขาจะเสกมันขึ้นมาใหม่อีกสิบเล่มก็ย่อมได้” ชายหนุ่มชาวละตินอเมริกาพ่นควันฉุยก่อนจะให้คำแนะนำที่ดูมีเหตุมีผลดีทีเดียว “แล้วทำไมมันไม่ทำลายทิ้งไปซะตั้งแต่ตอนนี้เลยล่ะ?” ดันทัวร์ตริตรองสักพักก่อนจะเห็นจุดที่น่าสงสัยจึงถามขึ้น “เพราะตราบใดที่คุณเวิร์ดยังโดนลิ้นผนึกไว้อยู่ สิ่งนั้นก็ยังคงสำคัญกับพวกมัน เจ้าตำรานั่นเป็นแหล่งข้อมูลที่สามารถทดแทนคุณเวิร์ดได้อย่างดีเลยล่ะ” จิมมี่ จามิกอส อธิบายอีกครั้ง ซึ่งการวิเคราะห์อันเฉียบขาดนั้น ก็ทำให้ชายผิวซีดยิ่งเลื่อมใสในความสามารถของเขามากยิ่งขึ้นไปอีก “แล้วนายจะให้ฉันทำยังไง?” เขาถามต่อ “เราต้องลอบโจมตีโดยไม่ให้มันรู้ตัวแล้วก็ชิงตำรานั้นมาก่อน จากนั้นจะอาละวาดยังไงก็ย่อมได้” เสนาธิการแห่งองค์กรอักขระแห่งความมืดเสนอ ดันทัวร์นำเอาแผนการของจิมมี่มาคิดทบทวนอยู่สักพักด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “แต่ปํญหามันอยู่ตรงไอ้จมูกหมานั่นน่ะสิ หึ!.. เราต้องมาวางแผนกันถึงเรื่องนี้อีก!” ผู้นำองค์กรกล่าวด้วยน้ำเสียงที่มุ่งมั่น ก่อนที่จะมีอะไรบางอย่างเข้ามาแทรกระหว่างการหารือของทั้งสอง.. “ขออนุญาตครับ มีสายตรงต่อมาถึงท่านดันทัวร์ครับ” เจผู้รับหน้าที่เป็นตัวกลางในการสื่อสารส่งข้อความแจ้งเตือน “ปล่อยสัญญาณของมันเข้ามา” แวมไพร์หนุ่มตอบรับอย่างทันที ก่อนที่เขาจะฟังเสียงปลายสายอยู่สักพักและเผยยิ้มมุมปากออกมาอย่างมีเลศนัย “ทำได้ดีมาก” ท่านผู้นำกล่าวถึงเสียงปลายสาย “เจ!.. เรียกทุกคนมารวมได้!” หลังจากที่ได้รับข้อมูลอันเป็นประโยชน์บางอย่าง ดิเอ็มเพอร์เรอร์ก็ได้ผ่านคำบัญชาของเขาออกไปยังเหล่าสมุนทันที และเพียงไม่นานเหล่าสมาชิกภายใต้องค์กรทุกคนก็ได้มารวมตัวกันยังห้องโถงใหญ่ ณ ส่วนสะโพกของอาคารรูปทรงมนุษย์อย่างพร้อมเพรียง “อ่า.. ขยับร่างกายได้สักที โดนพิษของยัยนั่นเล่นงานจนขยับตัวไม่ได้ตั้งหกชั่วโมง เมื่อยชะมัด..” โอ๊บ ซี ทาวาสซ์บ่นขึ้นกลางที่ประชุม ก่อนที่จะมีเสียงหล่อดังขึ้น “ก็เป็นนายที่ทำงานพลาดเอง จนต้องให้แรงค์เอออกไปช่วยไม่ใช่หรือไง? ว่าแต่.. ตอนนี้พระอาทิตย์ก็ตกดินแล้ว เราไปออกล่าพวกมันกันเถอะครับคุณดันทัวร์” โน้ก ชาโนโชนี่ ( Noke Chanochoni ) เจ้าขอสมญาเดอะซีลมาสเตอร์ ‘The Seal Master’ แรงค์จีแห่งองค์กรอักขระแห่งความมืด ผู้เป็นนักชิมไวน์ชื่อดังชาวอิตาลี.. เขาแต่งกายด้วยชุดสูทผ้ากำมะหยี่สีกรมท่าสุดหรูหรา แต่ด้านในกลับเป็นเพียงเสื้อยืดคอกลมสีขาวธรรมดา ๆ อันแสดงให้เห็นถึงความมีระดับที่แฝงความสบายตัวเอาไว้ด้วย.. หูซ้ายถูกเจาะรูไล่เรียงลงมาตั้งแต่บนสุดของริมใบหูจนถึงติ่งหูด้านล่าง แต่ละรูถูกร้อยด้วยต่างหูรูปขนนกที่มีขนาดแตกต่างกัน เรียงจากข้างบนซึ่งมีขนาดเล็กที่สุดไปจนถึงติ่งหูซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุด.. เขานั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาพร้อมพูดเสียดสีพลางแกว่งแก้วไวน์แดงที่ถืออยู่ในมือ และเร่งเร้าให้ดันทัวร์ออกล่ากลุ่มของเกษมตามแผนที่วางเอาไว้ “หุบปากไปซะ!! ฉันกับแกมันคนละระดับกัน แกมันก็แค่แรงค์จี ส่วนฉันมันแรงค์บีโว้ย!!” ทายาทของหนึ่งในผู้พิทักษ์ชี้นิ้วไปที่หน้าของโน้กในทันทีหมายจะดับความผยอง และเมื่อดันทัวร์เห็นว่ากำลังจะมีความวุ่นวายเกิดขึ้นในไม่ช้า เขาจึงตะโกนออกมาด้วยความฉุนเฉียวหวังเพื่อจะปรามเรื่องไม่ให้มันบานปลาย “หยุดทะเลาะกันสักที!! รำคาญ!! คืนนี้จะไม่มีใครต้องออกไปไหนกันทั้งนั้นแหละ!!” ชายผิวซีดลั่นวาจาออกมา ซึ่งประโยคสุดท้ายของเขานั้นทำเอาเหล่าสมุนที่ได้ยินต่างก็พากันงงงวยไปตาม ๆ กัน “ทำไมล่ะครับ!??” หลังจากอึ้งไปสักพักพวกลิ่วล้อก็เอ่ยถามขึ้นเป็นเสียงเดียว “เพราะฉันกับจิมมี่ลองปรึกษากันดูแล้ว.. ถ้าเราบุกตอนที่มันรู้ตัว มันก็อาจจะขู่ทำลายตำราออแกเนียนทิ้งไปเลยก็ได้ เพราะมันรู้ว่าเราต้องการสิ่งนั้นมากแค่ไหน ดังนั้นเราจะต้องบุกตอนที่มันไม่ทันตั้งตัว!” ดันทัวร์อธิบาย “ไม่เอาหน่าลูกพี่..” เสียงเหน่ออันเป็นเอกลักษณ์ของอานาพาสดังขึ้น ก่อนที่หนุ่มชาวออสซี่จะให้ความเห็นต่อ “มันไม่กล้าทำอย่างนั้นหรอก เพราะตำรานั่นก็คงสำคัญกับไอ้เอ็ดเวิร์ดเหมือนกัน” “แกลืมพลังพิเศษของปากมันไปแล้วหรือยังไง!?” ชายผิวซีดตวาดกลับจนทำให้เจ้าอสรพิษเงียบลงไปในทันที “แล้วทำไมถึงจะบุกไปตอนนี้ไม่ได้ล่ะ?” เจค เดอะไวกิ้งซันที่ยืนนิ่งกอดอกอยู่มุมห้องจี้ถามต่อ “แกรู้จักพลังของไอ้จมูกหมานั่นมั้ย!? ขืนบุกไปตอนนี้มันก็รู้ตัวน่ะสิ” ดิเอ็มเพอร์เรอร์มองค้อนก่อนหันไปอธิบาย “อ้าวที่รัก.. ถ้าอย่างงั้นบุกตอนไหนก็มีค่าเท่าไม่ใช่เหรอ? แล้วคุณจะรออะไรล่ะ?” ชาชาเดียร์เอื้อมสองมือของเธอไปเกาะยังไหล่ของชายผู้เป็นที่รักพลางแย้งขึ้นด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยจริตจะก้าน ซึ่งนั่นมันก็ทำให้แวมไพร์หนุ่มเริ่มเกิดอาการรำคาญในความมากปัญหาของพวกลูกน้อง “ฉันโชคดีที่มีโอกาสอันประจวบเหมาะอยู่ พวกแกไม่ต้องรู้อะไรมากนักหรอก.. เอาเป็นว่าแค่เตรียมตัวให้พร้อมตลอดเวลา ถ้าฉันเรียกรวมอีกครั้งเมื่อไหร่ให้พร้อมปฏิบัติการทันที!” เขาพูดขึ้นอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์นัก “แล้วถ้าเกิดพวกมันนึกบ้าทำลายตำรานั่นขึ้นมาตอนนี้เลยคุณจะทำยังไงครับ?” โน้กยังคงไม่จบความสงสัย เขาผลักตัวยืนขึ้นพลางแกว่งแก้วที่บรรจุไวน์ชั้นดีไว้ด้านใน “พวกมันก็ยังไม่นึกถึงเรื่องนั้นกันหรอกน่า! มันอาจจะเกรงใจไอ้คุณเวิร์ดหรืออะไรฉันก็ไม่รู้ แต่ถ้าเกิดเหตุการณ์คับขันจริง ๆ มันต้องนึกถึงเรื่องนั้นแน่ เพราะฉะนั้นฉันถึงไม่ออกล่าพวกมันตอนนี้ยังไงล่ะ!” ดันทัวร์ตอบคำถามลูกน้องของเขาอีกครั้งพลางกัดฟันกรอด ๆ เพื่อระงับความโกรธ “คุณรู้ได้ยังไงครับว่ามันยังไม่ได้นึกถึงเรื่องนั้น แล้วคุณจะไปตอนไหนครับ?” หนุ่มชาวอิตาลียกไวน์ขึ้นจิบพร้อมกับขยี้ถามย้ำเข้าไปอีก จนในที่สุดอารมณ์ที่ปะทุอยู่ให้หัวของจักรพรรดิแห่งองค์กรเดอะดาร์คอัลฟาเบตก็ระเบิดออก “โธ่เว้ย!! ฉันรู้ก็แล้วกัน แล้วนี่พวกแกจะถามเซ้าซี้กันไปถึงไหนวะ!? ฉันบอกว่าไม่ก็คือไม่ไง! จะไปไหนก็ไป! ไสหัวไปซะ!” เขาไล่ตะเพิดลูกสมุนทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์เหมือนหมูเหมือนหมาก่อนจะเดินกลับเข้าไปพักผ่อนในห้องส่วนปาก จวบจนดวงตะวันลาลับขอบฟ้า และดวงจันทราขึ้นมาแทนที่.. ณ แคมป์ของกลุ่มต่อต้านดันทัวร์ ทุกคนก็ได้เตรียมพร้อมตั้งรับรอการจู่โจมอย่างใจจดใจจ่อ แต่ผ่านไปชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่า เหล่าอักขระแห่งความมืดก็ยังไม่มีวี่แววจะปรากฏตัวออกมาเสียที “ฮ๊าววว.. ที่พวกเราคาดการเอาไว้อาจจะผิดก็ได้นะ” เจ้าปั๊กกี้หาวฟอดใหญ่ก่อนจะพูดขึ้นด้วยความสะลึมสะลือ “หรือมันอาจจะหลงทางอยู่กับร่องรอยปลอมที่พวกเราสร้างขึ้นก็ได้นะ ฮ้าววว..” มีสท์ให้ความเห็นต่อจากเจ้าหมาน้อยก่อนจะหาวตามราวกับมันคือโรคติดต่อ “อย่าประมาทไป มันอาจจะซุ่มดูเราอยู่แถวนี้เพื่อรอเราเผลอแล้วค่อยโจมตีก็ได้!” ไทรซ์พูดเสียงแข็ง โดยตัวของเขาเองนั้นก็กำลังกำหมัดแน่นเพื่อเตรียมพร้อมในการปะทะ “แต่ภายในรัศมีวงพลังของฉัน ยังจับสัญญาณของพวกมันไม่ได้เลยนะ” สตีฟที่ยังคงทำหน้าที่อย่างขะมักเขม้นให้ข้อมูลแก่เพื่อน ๆ “มิทาจิคิดว่า เราเปลี่ยนจากการตั้งรับเต็มรูปแบบ ไปเป็นการเฝ้าเวรแทนดีกว่าค่ะ.. เพราะถ้าไม่อย่างนั้น วันพรุ่งนี้เราจะเพลียมาก ๆ ถ้าเกิดพวกมันมาโจมตีเราในตอนนั้นเราอาจจะแย่ได้ค่ะ” นินจาสาวเสนอความคิดเห็น “แต่สำหรับสตีฟซังคงต้องคอยเฝ้าอยู่ทั้งคืนนะคะ ขอโทษที่รบกวนค่ะ แต่มันจำเป็นจริง ๆ ” เดอะชูริเคนโค้งหัวลงเคารพอย่างสุภาพ ก่อนที่สตีฟจะอมยิ้มพลางชูนิ้วโป้งให้กับเพื่อน ๆ “อืม.. ไม่ต้องห่วงหรอก ฉันไหวอยู่แล้วล่ะหน่า” เขาพูดออกมาอย่างมั่นใจพร้อมเพ่งสมาธิไปยังจมูกพิเศษของเขาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทุกคนภายในกลุ่มต่างก็เห็นด้วยกับข้อเสนอของมิทาจิ จึงจัดตารางเวรก็จะแยกย้ายกันไปพักผ่อน โดยเวรกะแรกก็คือนินจาสาวนั่นเอง หลังจากที่แยกย้าย ไทรซ์ก็ได้เดินมุ่งตรงไปยังเอ็ดเวิร์ด สปีช ทันที “คุณเวิร์ดครับ.. ผมขอยืมตำราออแกเนียนได้ไหมครับ? มีอะไรบางอย่างที่อยากจะทำความเข้าใจเพิ่มเติมน่ะครับ” เขาถามขึ้นอย่างสุภาพโดยที่คุณเวิร์ดเองก็ไม่ได้ขัดขืนอะไร ชายผู้ถูกผนึกปากยื่นหนังสือเล่มใหญ่ให้เดอะบอดี้การ์ดไปอย่างง่ายดาย และในขณะเดียวกันนั้นเอง ก็มีฟาคาราดีนที่หมายปองตำราเล่มนั้นอยู่เช่นกันกำลังแอบมองดูอยู่ห่าง ๆ .. ชายเครางามดูจะโกรธตัวเองอยู่ไม่น้อยที่เขาช้ากว่าไทรซ์เพียงก้าวเดียวในการเข้าไปขอยืมตำราเล่มนั้น เวลายังคงดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ แต่ก็ยังไร้วี่แววของการบุกรุก.. จนถึงช่วงประมาณเที่ยงคืน ณ จุดที่อลันกำลังนอนหลับราวกับเป็นเจ้าชายนิทรา ก็มีเงาใหญ่ตะคุ่ม ๆ เดินมาที่ร่างของชายหัวเห็ด “สภาพดูไม่ได้เลยนะแก.. ไอ้หนูท่อ” ซึ่งเจ้าของเงาปริศนานั้นก็คือไทรซ์นั่นเอง บอดี้การ์ดหนุ่มยืนมองดูร่างของคนที่ประกาศว่าจะล้มตัวของเขาลงให้จงได้ ก่อนที่เขาจะขยับเข้าไปใกล้กับอลัน ไทรซ์ย่อตัวนั่งลงพลางเอาแขนชันไว้ที่เข่าหนึ่งข้าง.. ซึ่งการกระทำทั้งหมดของชายผู้สืบสายเลือดมาจากตระกูลผู้มีแขนเป็นอวัยวะพิเศษก็ได้ถูกจับจ้องด้วยสายตาของมิทาจิที่เป็นเวรผลัดแรกอยู่อย่างไม่ละสายตา ไทรซ์ ฟาน เดอร์ อาร์ม ยื่นหน้าเขาไปใกล้กับใบหูของชายหนุ่มก่อนจะกระซิบอย่างแผ่วเบา “ฉันเองก็สัมผัสได้ว่าแกแข็งแกร่งขึ้นเยอะจริง ๆ แกพยายามได้ดีมาก ๆ การพัฒนาตัวเองขึ้นมา เอาไว้รอให้เหตุการณ์บ้า ๆ นี่มันจบลง แล้วแกหายดีเมื่อไหร่ เรามาซัดกันให้รู้ผลไปเลยดีไหม? อย่าพึ่งรีบตายซะล่ะ ฉันเองก็จะพยายามมีชีวิตอยู่เพื่อรอวัดกับแกเหมือนกัน ไอ้หนูท่อ..” และเหมือนอลันเองก็ได้ยินและรับรู้ถึงสิ่งที่ไทรซ์สื่อ เขากระดิกนิ้วชี้เบา ๆ หนึ่งครั้งอันเป็นการบ่งบอกว่า “รู้แล้ว” และทันทีที่บอดี้การ์ดผู้พี่เห็นเช่นนั้น เขาก็ยิ้มด้วยมุมปากเล็ก ๆ ก่อนจะเดินมาทางมิทาจิ “ไปพักเถอะ ฉันมาเปลี่ยนเวร” ชายร่างใหญ่เอ่ยพลางมองไปที่นินจาสาว เวลาดำเนินมาจนกระทั่งจวนจะถึงรุ่งสาง เกษมผู้รับหน้าที่เฝ้าเวรกะสุดท้ายก็กำลังเดินไปเพื่อผลัดเวร แต่ในขณะนั้น.. เขากลับเห็นอะไรบางอย่างที่ผิดปกติไป ซึ่งชายหนุ่มก็ไม่รอช้าที่จะเดินไปตรงนั้นในทันที หนุ่มแว่นย่างเท้าอย่างแผ่วเบาก่อนจะไปหยุดอยู่ตรงที่ที่มีสท์กำลังนอนหลับอยู่.. เขาย่อตัวนั่งลงพลางจ้องมองไปยังใบหน้าของหญิงสาว โดยในขณะที่ดวงตาของเธอปิดสนิท แต่บนแก้มนุ่มทั้งสองข้างของม่านหมอกกลับอาบไปด้วยสายน้ำตา คิ้วของเธอขมวดจนแทบจะพันกัน ส่วนปากก็ได้บ่นพึมพำถึงอะไรบางอย่างที่ฟังไม่ค่อยถนัดนัก ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นอาการของคนฝันร้ายไม่ผิดแน่.. เกษมเหม่อมองไปอยู่ชั่วครู่ก่อนจะเอื้อมมือของเขาเข้าไปหวังเพื่อเช็ดหยดน้ำแห่งอารมณ์.. มือนั้นเลื่อนเข้าไปใกล้ใบหน้าของหญิงสาวมากขึ้นเรื่อย ๆ .. โดยอีกแค่เพียงไม่กี่เซนติเมตรเท่านั้นมันก็จะได้สัมผัสกับแก้มอันอ่อนนุ่มแล้ว.. แต่ทุกอย่างกลับต้องชะงักพลัน! “พ่อ!!” มีสท์สะดุ้งตื่นขึ้นพลางตะโกนออกมาอย่างหวาดผวา เกษมที่เห็นดังนั้นจึงรีบโอบรับหญิงสาวผมเปียผู้กำลังขวัญเสียเข้ามาไว้ในอ้อมกอดทันที “ไม่เป็นไรนะ ๆ แค่ฝันร้ายเอง..” ชายผู้มีตาสองสีปลอบประโลมด้วยน้ำเสียงอันอบอุ่น จนเมื่อม่านหมอกรู้สึกดีขึ้นแล้ว.. เธอก็ได้เหลือบมองไปยังใบหน้าของผู้ที่มอบความปลอดภัยทางจิตใจให้กับเธอในทันที แต่ทว่า.. น้ำตาของหญิงสาวกลับล้นเอ่อออกมาอีกครั้ง มีสท์เอื้อมมือไปสัมผัสที่แว่นตาของเกษมบริเวณที่เกิดรอยหัก ก่อนที่เธอจะเอ่ยออกมาด้วยเสียงสั่นเครือ “พ่อ..” ซึ่งนั่นก็ทำให้ความเป็นห่วงของเกษมทวีคูณขึ้นไปอีก “เป็นอะไรเหรอ?” เขาเอ่ยถาม ก่อนที่ม่านหมอกจะค่อย ๆ ขยับตัวออกจากอ้อมกอดของชายหนุ่มพลางควักอะไรบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง “นี่คือแว่นของพ่อฉันเอง” เธอยื่นมันออกมาพลางกางออกให้เกษมดู ซึ่งแว่นตาอันนั้นมันเหมือนกับแว่นตาที่เขาสวมใส่อยู่ในตอนนี้ไม่มีผิดเพี้ยน ไม่ว่าจะเป็นรูปทรง สี หรือแม้แต่รอยหักของขาแว่นก็อยู่ตรงจุดจุดเดียวกันอย่างไม่น่าเชื่อ.. “ลุงควันบอกว่าพ่อของฉันเสียไปตั้งแต่ฉันยังแบเบาะ และนี้เป็นสิ่งของเพียงสิ่งเดียวที่สามารถทำให้ฉันหยุดร้องไห้ได้ ไม่ว่าจะในสถานการณ์ใดก็ตาม” มีสท์เล่าด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความคิดถึง “งั้นตอนนี้ก็หยุดร้องไห้ได้แล้วนะ..” เกษมพูดพลางมองไปยังแว่นตาแห่งความทรงจำด้วยรอยยิ้ม และในที่สุดเขาก็ได้เอื้อมมือไปปาดน้ำตาที่ไหลนองออกมาจนอาบแก้มทั้งสองฝั่งของสาวผมเปียได้สำเร็จตามที่ตั้งใจไว้ในตอนแรก ซึ่งนั่นมันก็ทำให้ม่านหมอกยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ออกมาด้วยความขวยเขินก่อนที่จะหยอกเกษมกลับ “ไม่หยุดร้องหรอก! ตอนนี้อยากได้แว่นของเษมด้วย!” เธอหันไปทำหน้ายู่ใส่ชายผู้มีตาสองสี “ก็ได้.. งั้นเอาไปสิ” และชายหนุ่มสุดทึ่มก็ดันถอดแว่นออกแล้วยื่นให้มีสท์จริง ๆ โดยความซื่อบื้อนี้ถึงกับทำเอาสาวผมเปียหลุดขำออกมาไม่หยุดพลางผลักมือของชายหนุ่มกลับไป “โห้ย! ล้อเล่น เอากลับไปใส่เถอะ! นายน่ะเวลาใส่แว่นแล้วดูดีกว่าตั้งเยอะ รอวันไหนฉันร้องไห้จนตายไปก่อนค่อยเอามาให้ก็แล้วกัน! ฮ่า ๆ ๆ ๆ ” “เอ๊า! อะไรของเธอเนี่ย!?” เกษมตอบกลับด้วยความฉงนก่อนจะสวมแว่นกลับคืน “นอนต่อได้แล้ว ฉันจะไปเฝ้าเวรละนะ” เดอะไซท์สตีลเลอร์กล่าวพลางโบกมือลา จากนั้นเกษมก็ได้เดินไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงจุดเฝ้าเวร.. “มาแล้ว ๆ ขอโทษทีที่มาช้าไปหน่อย พอดีมีสท์มีปัญหานิดหน่อยน่ะ แกไปพักผ่อนได้แล้วล่ะ” เขาพูดกับผู้ที่เฝ้าเวรอยู่ก่อนหน้าซึ่งก็คือ.. โสต.. โสตินทรีย์เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกษมและมีสท์ได้ใช้เวลาร่วมกันเมื่อสักครู่ ปากของเขาสั่นระริกเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ไม่ได้เอ่ยมันออกไป เขาแค่เพียงลุกยืนขึ้นและทำท่าจะเดินกลับไปพัก แต่ก่อนที่โสตจะเดินออกไปนั่นเอง.. เกษมก็ได้เอ่ยประโยคประโยคหนึ่งซึ่งทำเอาชายผู้ที่กำลังอ่อนไหวสะเทือนไปทั้งหัวใจ “จะว่าไปมีสท์นี่ก็น่ารักดีเหมือนกันเนอะ..” หนุ่มแว่นพูดขึ้นต่อหน้าชายร่างท้วม ในจังหวะนั้น.. ทายาทแห่งตระกูลสดับฟังทำได้เพียงฝืนยิ้มและหันหลังเดินจากไป เขากำมือเอาไว้แน่น ขอบตาแดงก่ำราวกับจะร้องไห้.. เนื่องจากประโยคที่เกษมเพิ่งพูดออกมานั้นมันยังคงเล่นซ้ำวนเวียนอยู่ในหัวของเขาอย่างไม่หยุดหย่อน จวบจนเช้าวันรุ่งขึ้น.. เหตุการณ์ทุกอย่างก็เป็นไปอย่างปกติ ไม่มีการบุกรุกจากเหล่าองค์กรอักขระแห่งความมืดแต่อย่างใด แสงอรุณสีส้มแดงแยงเข้าตาของฟาคาราดีนขณะเขากำลังนอนกรนอย่างสบายอารมณ์.. “ฮ้าววว.. เช้าแล้วหรอเนี่ย? ฉันยังมีชีวิตอยู่ใช่ไหม?” หนุ่มเครางามหาวหนึ่งฟอดด้วยความงัวเงียก่อนพูดกับตัวเอง “นายยังมีชีวิตอยู่.. แปลกมากที่เมื่อคืนพวกดันทัวร์มันไม่ได้มาบุก มันจะมาไม้ไหนกันแน่เนี่ย..” สตีฟเดินเข้าไปใกล้ชายเชื้อสายอาหรับก่อนใช้มือสัมผัสไปที่ไหล่ของเขาความด้วยหนักแน่น แต่แววตาของเขานั้นกลับเต็มไปด้วยความวิตกกังวล และในห้วงที่ทุกคนกำลังงัวเงียอยู่นั้นเอง.. ก็ได้มีเสียงโหวกเหวกของมิทาจิดังขึ้น! “ทุกคนคะ!! เกิดเรื่องใหญ่แล้วค่ะ!!” โดยเสียงนั้นมันทำเอาสมาชิกในกลุ่มที่ยังคงสะลึมสะลือต่างจับจ้องมาที่นินจาสาวเป็นสายตาเดียว แต่พวกเขาก็ยังไม่แสดงท่าทีใด ๆ จนกระทั่งนินจาสาวได้เอ่ยประโยคอันน่าหวั่นใจออกมา.. “อาการของอลันซังทรุดลงหนักมากเลยค่ะ!” เดอะชูริเคนพูดเสียงดังหลังเธอเสร็จจากการตรวจร่างกายของชายหัวเห็ดอีกครั้งในตอนเช้า