“ในช่วงปีที่ผ่านมาบริษัทในเครือวีแอลกรุ๊ปทำรายได้มากกว่าหลายปีที่ผ่านถึงสิบห้าเปอร์เซ็นต์ถ้าตามเป้าก็ยังถือว่าน้อยอยู่ค่ะ ดิฉันเลยวางแผนจะดึงศิลปินเกาหลีวง JTS มาเป็นแอมบาสเดอร์ให้กับแบรนด์ของเราค่ะดิฉันคาดว่าหลังจากดึง JTS มาเป็นแอมบาสเดอร์ให้ยอดขายของบริษัทจะพุ่งสูงเป็นสามสิบห้าเปอร์เซ็นต์แน่นอนค่ะ”
“ช่วยอธิบายเสริมให้หน่อยได้มั้ยคะว่าทำไมการดึง JTS มาเป็นแอมบาสเดอร์ให้จะทำให้บริษัทเรามียอดขายถึงสามสิบห้าเปอร์เซ็นต์”
“ปัจจุบันศิลปินเกาหลีกำลังเป็นที่นิยมมากทั่วโลกแต่ก็ใช่ว่าทุกวงที่จะสามารถเป็นแอมบาสเดอร์แล้วทำให้สินค้าขายเกลี้ยงเพียงแค่บอกชื่อผลิตภัณฑ์ได้แต่ว่าวง JTS เป็นศิลปินเกาหลีที่โด่งดังไปทั่วโลกมีแฟนคลับหลายนับล้าน และทุกครั้งที่ศิลปินวงนี้ใช้สินค้าใดแฟนคลับก็มักจะพากันไปซื้อตามทำให้สินค้าตัวนั้นมียอดขายพุ่งสูงไม่ก็ขาดตลาดเลยค่ะ”
ลูซี่นั่งอ่านเอกสารนึกคิดพิจารณาตามสิ่งที่ฝ่ายการตลาดได้นำเสนอมา
“ก็ได้ค่ะฉันอนุมัติ”
“ขอบคุณค่ะ”
“งั้นเรื่องการติดต่อประสานงานก็ฝากพี่ปุ๊กจัดการต่อนะคะส่วนเรื่องผลิตลูอยากให้ทำเป็นรุ่นลิมิเต็ดสำหรับแอมบาสเดอร์โดยตรงด้วย”
“รับทราบค่ะ”
“คงมีแค่นี้ค่ะเลิกประชุมได้”
พอทุกคนออกจากห้องประชุมลูซี่ก็ทิ้งตัวเอนหลังกับพนักพิงทันทีไม่ว่าจะเข้าห้องประชุมกี่ครั้งก็พลังหมดตลอด
“คุณลูซี่คะคุณลุคต้องการขอพบค่ะ”
ลูซี่ถอนหายใจพร้อมกับขมวดคิ้วชื่อนี้อีกแล้ว นี่พี่ชายเธอมันไม่ทำงานทำการรึยังไงเนี่ย
“บอกเขาให้ไปรอในห้องเลยค่ะเดี๋ยวลูตามไป”
“รับทราบค่ะ”
เมื่อกลับเข้าห้องภาพแรกที่เห็นคือผู้เป็นพี่ที่รอบตาดำคล้ำกำลังยืนเหม่อมองวิวนอกหน้าต่างราวกับว่าตัวเองเป็นพระเอกเอ็มวี
“มาทำไม”ลุคหันมามองน้องสาวก่อนจะเบะปาก ทำหน้าแบบนี้เธอรู้ได้ทันทีว่าเรื่องอะไร
“มึงงงงง~”
“หยุดทำหน้าตาทุเรศแบบนั้นเลย”หย่อนตัวลงที่โซฟานั่งไขว่ห้างมองคนพี่ “แล้วสรุปมีอะไรเนี่ย”
“พี่ฮีซูคบกับไอ้หมอนั่นแล้ว!”
ได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่ายเธอเดาได้ตั้งแต่วันที่เจอกันวันนั้นแล้วไม่แปลกใจหรอกที่วันนี้จะได้ยินข่าวพวกเขาคบกัน
“อืม”
“อืมหรอมึงพูดมาได้ไงพี่มึงอกหักนะเว้ย!!”
“แล้วมึงจะให้กูทำไงไปบอกเขาให้เลิกกันแล้วให้มาคบกับมึงหรอ มึงบ้าป่ะสิ่งที่มึงควรทำคือตัดใจและยอมรับความจริงซะ”
“ไม่~~~~~” ลุคลงไปแดดิ้นกับพื้นนั่นยิ่งทำให้ลูซี่รู้สึกอายกับความปัญญาอ่อนของพี่ชายเข้าไปอีก
นี่คือคนอายุ22 จริงๆ ใช่มั้ย
“มึงหยุดดิ้นเดี๋ยวนี้เลยนะเดี๋ยวพื้นห้องกูเป็นรอย” ลุคยันตัวลุกจากพื้นหันมองน้องสาวพลางขมวดคิ้วปม“นี่มึงห่วงพื้นมากกว่ากูอีกหรอเนี่ย”
“เออ”
“shit” หยิบเศษกระดาษในถังขยะขึ้นมาโยนยัยตัวดีก่อนจะลุกเดินไปนอนเล่นที่โซฟา
“เออนี่เมื่อวานอาม่าไปหาไอ้ไทม์ด้วย”
ถึงกับต้องวางเอกสารลงกับโต๊ะพร้อมกับคิ้วขมวดปมกับสิ่งที่ได้ยิน“ว่าไงนะ”
“อาม่าไปหาไอ้ไทม์แถมเมื่อเช้ากูเจอน้องมันที่คาเฟ่น้องมันแปลกๆ ด้วย”
ลุกจากเก้าอี้ตรงดิ่งไปคว้าคอเสื้อจนพี่ถึงกับสะดุ้งเฮือก“มึงเล่ามาเดี๋ยวนี้นะ เล่าออกมาให้หมด”
“อะไรของมึงเนี่ยปล่อยกู~ กูหายใจไม่ออก แค่กๆๆ!เออๆๆ กูเล่าก็ได้!”
ลุคยันตัวนั่งถอนหายใจมองหน้าน้องที่เตรียมดพร้อมด้วยสีหน้าจริงจังเอาเถอะ ถ้าอยากรู้มากเขาก็จะเล่าให้ฟังก็ได้
ลุคเล่าทุกอย่างให้ฟังตั้งแต่ตอนอาม่าไปรับไทม์ที่ร้านจนถึงเหตุการณ์โดนโจรวิ่งราวกระเป๋าลูซี่ที่ได้ฟังเธอกลับนั่งนิ่งไม่ตอบอะไรเพียงแต่ปั้นหน้าคิ้วขมวดจนลุคต้องเอื้อมมือไปตบหน้าเบาๆเพื่อเรียกสติ
“เฮ้ยถึงกับช็อคเลยอ่อ”
“ที่มึงเล่ามานี่เรื่องจริงใช่มั้ย”
“จริงดิกูฟังมาจากปากแฟนมึงเลยนะ”
ไม่มีทางอ่ะคนอย่างอาม่าอ่ะนะจะปล่อยเธอไปง่ายๆ คนอย่างอ่ะนะพาแฟนเธอไปหาหมอคนอย่างอาม่าอ่ะนะจะบอกกับไทม์ว่าจะชวนเธอกับแม่น้องไปกินติ่มซำ
เป็นไปไม่ได้หรอก
“มันเป็นไปแล้ว”ลุคอ่านความคิดเธอออก หน้าแบบนี้มองก็รู้ว่าคิดอะไร เขาเป็นพี่ชายเธอนะ
“แต่มันก็ยังดีกว่าเขาไม่ยอมรับมันแล้วให้เลิกกับมึงมั้ย”
นั่นสินะแต่ว่า…เธอก็ยังไม่ยอมรับอาม่าได้ 100%คงเพราะสิ่งที่อาม่าเคยทำไว้กับเธอมันหนักหนาสาหัสมากมันหนักขนาดที่ว่าเธอไม่สามารถที่จะให้อภัยเเธอได้
ทั้งฉีกการ์ดวันเกิดที่เธอตั้งใจเขียนให้ทั้งตบหน้าเธอ ทั้งบังคับเธอ ทั้งเอาไม้เท้าฟาดหน้าเธอแล้วแบบนี้จะให้เธอมาให้อภัยงั้นหรอ ไม่มีทางอ่ะ
“ถามอะไรหน่อยดิ”
“ว่า”
“มึงเกลียดอาม่าป่ะ”ลุคหันมองน้องสาวก่อนจะยกยิ้มออกมาเล็กน้อย “ไม่นะ”
“ทำไมอ่ะเขาทำร้ายพวกเราขนาดนั้นเลยนะ เขาเคยบังคับมึงให้แต่งงานเขาเคยตีมึงเขาเคยไล่มึงออกไปนอนกับหมาแทนกูเลยนะทำไมมึงถึงไม่โกรธไม่เกลียดเขาล่ะ”
ไม่ใช่แค่ลูซี่ที่โดนทำร้ายแต่ลุคก็ด้วยเขาโดนมากกว่าลูซี่อีก ทั้งไล่ให้ออกไปนอนกับหมาเมื่อตอนยังเด็กทั้งบังคับให้หมั้นกับใครที่ไหนก็ไม่รู้ ทั้งโดนจับขังแทนเธอแล้วไหนจะอีกสารพัดอีก
“กูเกลียดคนในครอบครัวไม่ลงหรอกมันก็โมโหอยู่แหละพอนึกถึงเรื่องที่อาม่าทำกับกูแต่พอเอาเข้าจริงกูก็เกลียดเขาไม่ลงหรอก”
“กูไม่เข้าใจอ่ะทำไมมึงถึงยังอภัยเขาได้-”ลุคยกมือทาบวางบนหัวของน้องสาวพร้อมกับหันมายกยิ้ม“มันไม่มีอะไรมากหรอก กูก็แค่อยากให้บ้านเราอบอุ่นเหมือนบ้านอื่นก็แค่นั้นเอง”
รอยยิ้มของลุครอยยิ้มนั่นมันดันไปกระตุกต่อมความเซนซิทีฟในตัวของลูซี่ออกมาโดยที่เธอไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย
“ร้องไห้ทำไมเนี่ยห๊ะเดี๋ยวนี้เซนซิทีฟง่ายเนาะ ติดเชื่อไอ้ไทม์มารึไง”มือหนาดึงน้องสาวเข้ามากอดปลอบพลางลูบศรีษะเพื่อปลอบเธอเบาๆ
“พอๆเลิกร้องไห้ได้แล้ว จะเครียดทำไมก็แค่เรื่องในอดีตเอง ไปๆไปหาแฟนมึงไปจะได้เลิกเครียด”
“กูไม่ได้เครียดสักหน่อย”เช็ดน้ำตาพลางยกมือฟาดแขนอีกคนด้วยความหมั่นไส้
“อะไรของมึงเนี่ยตีกูแบบนี้แสดงว่าหายคิดมากแล้วอ่ะดิ-โอ๊ย!!” โดนฟาดไปอีกรอบจนต้องยกมือลูบแขนลูซี่ยันตัวลุกจากโซฟาเก็บของเตรียมตัวไปหาแฟนหนุ่มที่คาเฟ่
“กูยังยืนยันคำเดิมว่าจะไม่ให้อภัยอาม่าที่ทำร้ายคนในครอบครัวกูหรอกนะ แต่ว่า…กูจะพยายามก็แล้วกันพยายามจะไม่โกรธ แล้วก็ปล่อยให้มันเป็นแค่อดีตที่ไม่น่าจดจำ”
ลุคยกยิ้มอย่างพอใจในคำตอบของน้องสาว“แต่กูยังไม่ให้อภัยแกนะ ไม่เด็ดขาด”
“เออแค่นี้ก็พอแล้ว”
“งั้นกูไปล่ะ”
“โชคดีล่ะกัน”ลุคล้มตัวนอนต่อก่อนจะหน้าเข้าโซฟา “จะกลับแล้วปิดห้องดูความเรียบร้อยให้กูด้วย”
“เออๆ”
เสียงปิดประตูลงกับเสียงเท้าที่ค่อยๆออกห่างออกไป มุมปากยกยิ้มอย่างพอใจก่อนจะหลับตาลง
น้องสาวเขาโตแล้วแค่นี้ก็หายห่วงแล้วล่ะ
“แน่ใจหรอไทม์”
“ครับแน่ใจครับ”
เรื่องที่ว่าคือเรื่องที่ไทม์ตัดสินใจจะออกจากงานพาร์ทไทม์เขาคิดว่าการตัดสินใจลาออกมันเป็นทางที่ดีที่สุดเพราะที่ผ่านมาเขาสร้างความวุ่นวายที่ร้านมามากพอสมควรเลยคิดว่าการลาออกคือสิ่งที่ดีที่สุดเวลาเกิดเรื่องอะไรจะได้ไม่ต้องดือดร้อนคนอื่นด้วย
พี่น้ำได้แต่ถอนหายใจอย่างน่าเสียดาย“ถ้าเราตัดสินใจแบบนั้นพี่ก็คงห้ามอะไรเราไม่ได้ งั้นก็โชคดีนะ”
ไทม์ยกยิ้มพอใจกับคำตอบก่อนจะก้มหัวเล็กน้อยเพื่อขอบคุณ“ขอบคุณมากนะครับที่เข้าใจ งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ”
“อืมโชคดีนะ”
“ครับ”
ไทม์เป็นเด็กขยันทำงานไวแล้วก็แก้ไขสถานการณ์ได้ค่อนข้างเก่งยอมรับว่าแอบเสียดายนะ แต่เธอก็เข้าใจแหละเพราะช่วงที่ผ่านมาน้องทั้งโดนใส่ร้ายเรื่องขโมยเงินไหนเมื่อวานจะเรื่องอาม่าคนนั้นอีกไม่แปลกที่น้องจะคิดว่าตัวเองทำตัวเป็นปัญหาเธอทำอะไรไม่ได้นอกจากอวยพรให้น้องโชคดีเท่านั้นแหละ
เคลียร์เรื่องลาออกเสร็จเรียบบร้อยเสร็จต่อไปเขาก็ต้องกลับไปบ้านไปทำน้ำพริกขายเพราะตอนนี้เขาออกจากงานแล้วก็ต้องหาเงินมาใช้ในชีวิตประจำวันยังมีค่าใช้จ่ายอีกหลายอย่างที่ต้องใช้จ่ายอีก จะหยุดอยู่เฉยๆก็ไม่ได้เดี๋ยวไม่มีเงินจ่ายค่าเเทอมหน้า
ขณะที่กำลังเตรียมตัวจะกลับบ้านจู่ๆก็มีใครบางคนมานั่งบนรถมอเตอร์ไซค์ “ไปกินข้าวกันมั้ย”
“พี่ฟาโรห์? มาไงครับเนี่ย”
“พี่มาทำธุระแถวนี่ครับว่าไง สรุปว่าจะไปกินข้าวกับพี่มั้ย”
“แล้วถ้าผมบอกว่าไม่ไปล่ะครับ”
“พี่ก็ไม่ลุก”อ่าว คือสรุปเขาต้องไปใช่มั้ย “ว่าไง”
ดูจากสีหน้าและรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของฟาโรห์ดูไม่น่าไว้ใจสักนิดแต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้เพราะพี่แกเล่นนั่งอยู่บนมอเตอร์ไซค์เขาไม่ยอมลุกสถานการณ์แบบนี้เขาคงปฏิเสธได้เนาะ
“ก็…ได้ครับ”
“ดีมาก”ฟาโรห์ยกยิ้มอย่างพอใจพร้อมกับยกมือยีหัวเขาเบาๆ
“เอ่อ…ช่วยลงก่อนได้มั้ยครับ”ฟาโรห์เลิกคิ้วก่อนจะขยับตัวไปยังเบาะหลังพร้อมหับตบเบาะหน้าเป็นเชิงบอกว่าให้เขาขึ้นมานั่ง
“คือพี่จะบอกว่าให้ผมขับแล้วพี่ซ้อนหรอครับ”
“ใช่”อา…เค แบบนี้ก็ได้
รถมอเตอร์ไซค์ขับไปเรื่อยๆด้วยความเร็ว 70 กม. / ชม. ไปตามถนนสายหลักพลางมองหาร้านอาหารที่ฟาโรห์ว่า
“นั่นๆตรงนั้น” ฟาโรห์ยกมือชี้ร้านรถเข็นข้างทางร้านหนึ่ง ไทม์เลี้ยวรถไปจอดข้างๆ ร้านมันเป็นร้านบะหมี่รถเข็นธรรมดาดูเก่าๆ ที่ขายโดยคุณลุงแก่ๆ คนหนึ่ง
“ลุงครับเอาบะหมี่น้ำพิเศษชามนึงครับไทม์เอาไร”
“เอาเหมือนกับพี่ฟาโรห์ก็ได้ครับ”
นั่งรอที่เก้าอี้ตัวเตี้ยระหว่างรอก็กวาดสายตามองไปรอบๆร้านที่พวกเขามานั่งกินกันมันอยู่ติดริมแม่น้ำแถวนี้ก็มีคนผ่านไปมาเยอะอยู่นะแต่ทำไมไม่ค่อยมีคนมากินที่ร้านลุงเลย
“นี่พี่ฟาโรห์ครับทำไมถึงไม่ค่อยมี่คนมากินร้านลุงหรอครับบ” ไทม์เอนหัวกระซิบกับคนข้างๆ “ไม่รู้สิ คงเพราะไม่ชอบสภาพร้านมั้ง”
เอาจริงนะถึงสภาพร้านลุงจะดูเก่าแค่มันก็สะอาดนะแค่ไม่มีโต๊ะเก้าอี้นั่งกินเหมือนร้านอื่นมีแค่เก้าอี้ตัวเตี้ยให้นั่งกินเท่านั้น
“ได้แล้วลูก”คุณลุงค่อยๆ ถือชามส่งมาให้เขา ไทม์ที่เห็นจึงรีบลุกขึ้นไปรับก่อนจะส่งให้ฟาโรห์“ขอบคุณครับลุง”มา
พอได้อาหารมาทั้งสองคนก็เริ่มกินพอตักเส้นบะหมี่เอาเข้าปากความเข้มข้นและกลิ่นหอมของน้ำซุปหอมตีขึ้นจมูกเส้นบะหมี่ที่นุ่มเหนียวกำลังดีหมูแดงที่นุ่มอร่อยไม่เเหมือนที่ไหนและเกี๊ยวหมูที่นุ่มเด้งกินแล้วอยากจะเคี้ยวสักอีกสิบรอบ
“เป็นไงอร่อยมั้ย”
“มากครับอร่อยมาก~~” มันอร่อยมากอ่ะอร่อยแบบต้องกินสักสามสี่ชามถึงจะหายอยาก
“ใช่มั้ยพี่มากินประจำเลยนะ”
“กับใครหรอครับ”
“ทำไมอยากให้พี่มากับใครรึไง”
“ก็แบบเพื่อนผมงี้”ฟาโรห์ยกยิ้มปากพลางหัวเราะเบาๆ “ทำไมไม่คิดว่าเป็นเรามั่งล่ะ”
ประโยคของอีกคนทำเอาเขาถึงกับหุบยิ้ม“พี่ฟาโรห์ อย่าพูดแบบนี้สิครับผมมีแฟนแล้วนะ”
ฟาโรห์ยกยิ้มมุมปากก่อนจะหันไปจัดการบะหมี่ในชามต่อ“ดูท่าจะยากแฮะ”
กินข้าวกันเสร็จไทม์และฟาโรห์ก็อุดหนุนคุคณลุงเพิ่มอีกคนละชุดสองชุดเอาไปฝากคนที่บ้านแถมฟาโรห์ยังให้เงินลุงไปอีกหลายพันด้วยใจดีขัดกับนิสัยจริงๆ
พากันเดินไปตามริมแม่น้ำชมวิวทิวทัศน์ยามเย็นไปพลาง
“นั่งตรงมั้ย”ฟาโรห์ชี้ไปที่ม้านั่งริมแม่น้ำจะว่าไปวันนี้ป้ากับลุงก็มาเฝ้าแม่คงไม่มีที่นอนให้กับเขากลับช้าหน่อยคงไม่เป็นไรมั้ง “ก็ได้ครับ”
นั่งลงที่เก้าอี้ม้านั่งพลางหยิบปลาหมึกย่างขึ้นมากินเล่น“กินบ้างสิ”
“นี่ครับ”ยื่นถ้วยให้คนข้างๆ หยิบแต่เขากลับเลิกคิ้วใส่กัน “ไม่ป้อนหน่อยหรอ”
“พี่ฟาโรห์มีมือก็กินเองสิครับ”
“หึเดี๋ยวปากคอเราะร้ายขึ้นนะ ติดยัยผู้หญิงใจยักษ์คนนั้นมารึไง”
“พี่ฟาโรห์”กดเสียงต่ำเป็นเชิงดุ “คร้าบๆ ผมผิดเองคร้าบ”
นั่งเล่นกันไปจนตอนนี้ฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มฉาดขนมที่ซื้อมาก็เริ่มหมดแล้วจะว่าไปจนตอนนี้เขาก็ยังไม่รู้ว่าฟาโรห์ลากเขามาที่ทำไม ว่าแล้วก็หันไปถามสักหน่อย
“พี่ฟาโรห์ครับ”
“หืม?”
“พี่ลากผมมาที่นี่ทำไมหรอครับ”
ฟาโรห์หันมองแม่น้ำสีส้มกับพระอาทิตย์ที่กำลังตกดิน“เพราะพี่ชอบที่นี่ เวลาหลังเลิกเรียนที่จะมาที่นี่ประจำ”
“เอ่อ…แล้วเกี่ยวอะไรกับผมหรอครับ”
“พี่อยากมากับคนที่พี่ชอบไง”ไทม์มองคนข้างๆ ด้วยสีหน้านิ่งสนิท “พี่ฟาโรห์ชอบผมจริงๆ หรอครับ”
“แล้วเราคิดว่ายังไงล่ะ”
ใบหน้าของเขามันดูจริงจังจนเขาเริ่มไม่แน่ใจว่าไอ้ประโยคเมื่อกี้มันคือเรื่องจริงหรือเรื่องล้อเล่น
“แล้วติมล่ะครับพี่ชอบติมไม่ใช่หรอ”
“พี่ดูชอบเพื่อนเราขนาดนั้นเลยรึไง”
“มากครับ”
เอาจริงๆนะ ตอนเขาเห็นสองคนนั้นอยู่ด้วยกันเขาก็คิดว่าฟาโรห์ชอบติมนะก็ดูคำพูดกับท่าทางเวลาเขาคุยกับติมดิ ทั้งสายตาที่ดูอยากจะอกล้งทั้งคำพูดเจ้าเล่ห์ที่มันดูสองแง่สองง่ามใครเห็นก็คิดว่าชอบกันมั้ย
“พี่ฟาโรห์ผมขอบคุณสำหรับความรู้สึกดีๆ ที่มีให้นะครับ แต่ผมมีแฟนแล้วแล้วผมก็ชอบพี่ลูซี่เพราะฉะนั้นผมคงรับความรู้สึกของพี่ฟาโรห์ไม่ได้หรอกครับ”
ฟาโรห์ถอนหายใจเฮือกใหญ่พร้อมกับหัวเราะเบาๆ
“เฮ้อ~ เล่นตอบแบบนี้ใครมันจะกล้าจีบต่อล่ะ”สีหน้าของเขายกยิ้มออกมาเล็กน้อยมันไม่ใช่การยิ้มแบบโล่งใจแต่มันรอยยิ้มที่กำลังสมเพชกับตัวเองต่างหาก
“ผู้หญิงคนนั้นนี่โชคดีเนาะเก่งก็เก่ง ฉลาดก็ฉลาด รวยก็รวย แถมยังชนะใจเราได้อีก แม่ง…คนอะไรโคตรขี้โกงเลย”ไทม์เม้มปากแน่นเพื่อสะกดกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลออกมาเขารู้สึกผิดที่ทำให้ฟาโรห์รู้สึกแย่
“ทำหน้าแบบนั้นทำไมเล่าพี่ไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย” ฟาโรห์ยกมือขยี้หัวเขาเบาๆ “ก็ผม…”
“หยุดพี่แค่อกหักยังไม่ตายสักหน่อย แผลแค่นี้เยียวยาแป๊บเดียวเดี๋ยวก็หาย เพราะฉะนั้นห้ามรู้สึกผิด เข้าใจมั้ย”
พยักหน้าตอบแต่ปากก็ยังคงเบะอยู่ไม่คิดว่าการปฏิเสธมันจะรู้สึกเจ็บปวดขนาดนี้ถึงจะรู้อยู่แล้วแหละว่าตัวเองไม่ได้ผิด และรู้ว่าเดี๋ยวเขาก็หายแต่ถึงแบบนั้น…เขาก็ยังรู้สึกผิดอยู่ดี
“ยังยังไม่ยิ้มอีก ทำปากเบะมากเดี๋ยวก็จับจูบซะหรอก-”
ยังไม่ทันจะได้ทำตามที่พูดก็มีรองเท้าปริศนาพุ่งใส่หัวของฟาโรห์จนทั้งคู่ต้องพากันหันไปมอง
“ก่อนจะจูบแฟนฉันจูบตีนฉันก่อนมั้ย ถึงรสชาติจะไม่เหมือนกันแต่มันก็หอมกว่านะ”
“พี่ลูซี่มาไงครับเนี่ย”
“พี่ขับรถมาค่ะ”ลูซี่เหลือบมองชายนี่นั่งข้างตัวแฟนหนุ่มก่อนจะหันมายกยิ้มจนตาปิดให้กับเขา“ได้เวลากลับบ้านแล้วค่ะที่รัก ถ้ามืดกว่านี้จะขับกลับลำบากนะคะ”
ยิ้มแบบนี้กำลังโกรธชัวร์
“ก็ได้ครับพี่ฟาโรห์-”
“ให้เขากลับเองค่ะคงกลับเองได้ใช่มั้ยคะ คุณชายฟาโรห์” ฟาโรห์หัวเราะในลำคอพลางยกยิ้ม “แย่แฮะขามาก็มากับน้องแล้วถ้าน้องกลับพี่จะยังไงเนี่ย ไทม์ไปส่งพี่ก่อนได้มั้ย”
“ไอ้…”
“พี่ลูซี่ครับ”ไทม์หันมาส่งสายตา เขารู้แหละว่าถ้าไปส่งฟาโรห์ลูซี่ต้องโกรธมากแน่ๆแต่จะปล่อยเขาให้กลับเองมันก็ยังไงอยู่
ลูซี่ถอนหายใจไม่อยากจะพูดแบบนี้แต่พอเห็นสายตาที่อ้อนวอนขนาดนั้นมันกลับทำให้เธอไม่กล้าจะปฏิเสธ
“ก็ได้ค่ะแต่เขาต้องไปกับพี่เท่านั้น”
ไทม์ยกยิ้มอย่างพอใจ“แบบนั้นก็โอเคแล้วครับ”
“งั้นก็กลับกันเถอะ”
“ครับเจอกันที่บ้านนะครับ”
“ค่ะเจอกันค่ะ”
บนรถที่แสนสงบแต่กลับมีบรรยากาศที่ตึงและน่าอึดอัดจนอยากจะออกไปจากที่นี่
“เมื่อกี้นายคิดจะทำอะไร”ลูซี่เอ่ยถามขณะที่สายตายังคงจดจ้องไปที่ถนน
“ก็เห็นแล้วนี่จะถามทำไม”
“นิสัยเสียจังนะคิดจะแอ้มแฟนชาวบ้านลับหลังก็ให้มันเนียนๆ หน่อยสิ”
“ลับหลังตรงไหนเห็นกันจะๆ ต่างหาก”
“ไอ้สัส”
“หยาบคายคุณหนูลูซี่ที่บ้านไม่สอนหรอว่าอย่าพูดคำหยาบกับคนที่ไม่สนิท”
เท้าสวยเหยียบเบรคจนหัวอีกคนแทบทิ่มก่อนจะเหลือบมองคนข้างๆ พลางสูดลมหายใจลึกเพื่อสงบอารมณ์
“ที่บ้านน่ะสอนแต่สอนให้พูดเพราะกับสถานการณ์ที่เหมาะสมเท่านั้น ถึงแล้วก็ไสหัวลงไปได้แล้ว”
“ขอบคุณที่มาส่งนะครับคุณหนู”จะเปิดประตูรถแต่ก็ชะงักเอาไว้ก่อนพร้อมกับหันมา “อ่อ ฝากสวัสดีไทม์ด้วย”
“ไม่มีวัน”
“ยัยคนใจดำ”ประตูปิดลงมองแผ่นหลังของชายที่เดินหายเข้าไปในบ้าน
ฝันไปเถอะไปเด็กเวร