[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 46 ถูกหลอกจนหมดตัวแล้วยังต้องช่วยนับเงิน หลินเทียนฟื้นคืนชีพแล้ว

    ตอนที่ 46 ถูกหลอกจนหมดตัวแล้วยังต้องช่วยนับเงิน หลินเทียนฟื้นคืนชีพแล้ว

            เรื่องราวการล่มสลายของสำนักศักดิ์สิทธิ์เจียโหลวมิได้อยู่ในความสนใจของกู้ฉางเกอเลยแม้แต่น้อย

            สำหรับเขาแล้ว มันก็มิต่างอะไรกับการเหยียบมดตายตัวหนึ่ง

            ผู้อาวุโสหมิงในแดนสวรรค์นั้น ถึงอย่างไรก็เป็นถึงยอดฝีมือระดับราชันเทวะ ถึงแม้ว่าจะลงมายังโลกเบื้องล่างแล้วถูกจำกัดมิให้แสดงพลังที่เหนือกว่าขั้นเทวะมายา แต่การทำลายล้างสำนักศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งก็ยังคงเป็นเรื่องง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ

            โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงระยะเวลาตลอดหมื่นปีมานี้ ในดินแดนจงโจว แทบจะมิมีผู้ใดที่สามารถบุกทะลวงไปถึงขั้นเทวะมายาได้

            แม้แต่ผู้ที่อยู่ในขั้นเจ้าครองแคว้น ก็ล้วนเป็นถึงผู้อาวุโสสูงสุดของสำนักศักดิ์สิทธิ์และราชวงศ์ ส่วนผู้ที่อยู่ในขั้นจอมราชันนั้น แม้แต่ร่องรอยก็ยังหาได้ปรากฏให้เห็น

            กู้ฉางเกอคาดเดาว่า คงมีเพียงเขตแดนต้องห้ามโบราณหรือเทือกเขาศักดิ์สิทธิ์ในยุคบรรพกาลเท่านั้น ที่อาจมีผู้บำเพ็ญเพียรขั้นเทวะมายาดำรงอยู่

            พลังของผู้อาวุโสหมิงจึงเพียงพอที่จะทำให้เขากระทำการใดๆ ในดินแดนจงโจวได้อย่างตามใจชอบ

            แต่แน่นอนว่ากู้ฉางเกอก็มิได้ว่างพอที่จะคิดเสียเวลาไปยุ่งกับทุกเรื่อง ตราบใดที่ไม่มีผู้ใดมาล่วงเกินเขาก่อน เขาก็ไม่คิดจะไปยุ่งเกี่ยวด้วย

            หลังจากออกจากหอเด็ดดารา หลินชิวหานและคนอื่นๆ ก็แสดงท่าทีหวาดกลัวกู้ฉางเกอมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่มีผู้ใดกล้าทำตัวตามสบายเหมือนในตอนแรกอีกต่อไป

            หลังจากที่ได้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของกู้ฉางเกอแล้ว นางก็อดหวาดกลัวมิได้

            ความเย็นชาไร้ปรานี ความยิ่งใหญ่เหนือผู้ใด การตัดสินชะตาชีวิตของสำนักศักดิ์สิทธิ์โบราณได้เพียงปลายนิ้ว

            สิ่งนี้ช่างแตกต่างจากภาพลักษณ์อันอบอุ่นสง่างามของเขาในคราแรกอย่างสิ้นเชิง

            หลินชิวหานจึงรู้สึกสับสนในใจว่า แท้จริงแล้วพราะเหตุใดนางจึงชอบกู้ฉางเกอกันแน่

            เพราะความอ่อนโยนที่เขามี หรือเพราะท่วงทำนองคำพูดและความรู้อันลึกซึ้งของเขา

            “ดูเหมือนข้าจะทำให้เจ้าตกใจไปเสียแล้ว”

            กู้ฉางเกอย่อมมีวิธีจัดการกับเรื่องนี้ เขากลับมาสวมบทบาทบุรุษผู้สง่างามและอ่อนโยนอีกครั้ง พร้อมกับยกมือขึ้นลูบเรือนผมของหลินชิวหานเบาๆ

    วิธีการนี้ได้ผลกับหลินชิวหานเสมอ

            หัวใจของนางเต้นระรัวโดยที่มิอาจควบคุมได้

            คุณชายกู้ที่เย็นชาและไร้ปรานีต่อผู้อื่น กลับปฏิบัติต่อนางด้วยความอ่อนโยนถึงเพียงนี้

            สิ่งนี้ทำให้นางรู้สึกมึนงงไปหมด

            “นิดหน่อยเจ้าค่ะ...” หลินชิวหานตอบอย่างซื่อตรง

            “คุณชาย ท่านก็ทำให้ข้าตกใจเหมือนกันนะเจ้าคะ”

            ในตอนนั้น ซูชิงเกอก็อดมิได้ที่จะเอ่ยขึ้น นางรู้สึกว่ากู้ฉางเกอมักจะจงใจมองข้ามนางเสมอ

            ถึงแม้ว่านางจะเฉลียวฉลาด แต่ในท้ายที่สุดนางก็ยังเป็นสตรีผู้หนึ่ง เมื่อเห็นกู้ฉางเกอปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างอ่อนโยน แต่กลับชอบคอยกลั่นแกล้งนาง

            ซูชิงเกอก็อดมิได้ที่จะรู้สึกหึงหวง และแอบน้อยใจอยู่ในที

            แน่นอนว่านางรู้ดีว่านี่เป็นเพียงการแสดงของกู้ฉางเกอเท่านั้น

            กู้ฉางเกอเหลือบมองนาง พร้อมกับยิ้มบางอย่างไม่ใส่ใจ “เจ้าก็ตกใจด้วยหรือ ถ้าอย่างนั้นก็มิมีอันใดให้ต้องคิดมาก”

            อันใดคือตกใจแล้วก็มิต้องคิดมาก

    นี่มันช่างลำเอียงเสียจริง

            ซูชิงเกอแอบกลอกตาอยู่ในใจ พลันรู้สึกขุ่นเคืองอยู่ไม่น้อย

            “นี่คือคัมภีร์วิถีโอสถขั้นพื้นฐาน ถือเสียว่าเป็นของขวัญขอโทษจากข้าก็แล้วกัน”

            กู้ฉางเกอกล่าวพลางหยิบคัมภีร์วิถีโอสถที่เตรียมไว้อยู่แล้วออกมา ก่อนจะมอบให้หลินชิวหาน

            อย่างไรเสีย เขาก็ตั้งใจจะมอบให้หลินชิวหานตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

            นี่คือสิ่งที่แลกมาจากระบบร้านค้าด้วยแต้มชะตาสวรรค์ถึงหนึ่งร้อยแต้ม

            กู้ฉางเกอลองพลิกดูเนื้อหาคร่าวๆ ก็พบว่าภายในได้บันทึกสูตรโอสถขั้นต้นจำนวนมากอย่างละเอียด นี่ถือว่าเป็นสมบัติอันล้ำค่าที่หาได้ยากยิ่ง

            แม้แต่สำนักโอสถชั้นนำในแดนสวรรค์ ก็อาจจะไม่มีคัมภีร์วิถีโอสถที่สมบูรณ์ถึงเพียงนี้

            ของที่ระบบจัดสรรไว้ให้ย่อมเป็นของชั้นเลิศ สมกับที่เป็นภูมิปัญญาของบรรพชนชั้นยอดเสียจริง

            “ขอบพระคุณคุณชายกู้เจ้าค่ะ” หลินชิวหานกล่าวขึ้นด้วยความยินดี

            นางประหลาดใจและยินดีอย่างยิ่งที่คุณชายกู้มอบของขวัญให้นาง เขารู้ได้อย่างไรกันว่านางสนใจการปรุงโอสถ

            เมื่อคิดถึงจุดนี้ หลินชิวหานก็ยิ่งรู้สึกซาบซึ้งใจ

            เพราะบิดาของนางมักจะกำชับให้นางมุ่งมั่นฝึกฝนเพื่อยกระดับพลังบำเพ็ญเพียร และมิสนับสนุนให้นางเสียเวลาไปกับเรื่องอื่น

            จึงทำให้นางไม่มีโอกาสได้ศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับการปรุงโอสถที่นางสนใจมากนัก

            “ถ้าเจ้าชอบก็ดีแล้ว” กู้ฉางเกอยิ้มอย่างอ่อนโยน บุคลิกที่ไร้เดียงสาเช่นนี้ช่างโชคดีนักที่ได้มาพบกับเขา หากไปเจอผู้อื่นเข้า ก็อาจจะถูกหลอกจนหมดตัวแล้วยังจะต้องช่วยผู้นั้นนับเงินอีกเป็นแน่

            แน่นอนว่าเขาเองก็หวังให้หลินชิวหานตั้งใจเรียนรู้การปรุงโอสถให้เชี่ยวชาญ เพื่อที่นางจะได้มีประโยชน์ต่อเขาในวันหน้า

            …

            ในชั่วพริบตา เวลาก็ล่วงเลยผ่านไปสามวัน

            ตระกูลหลินในช่วงสามวันนี้เต็มไปด้วยความวุ่นวาย เนื่องมาจากอิทธิพลของกู้ฉางเกอ พลังอำนาจจากทั่วทุกแห่งหน ล้วนพากันหลั่งไหลมาเพื่อเยี่ยมเยือน และหวังสร้างสัมพันธ์กับตระกูลหลิน

            การล่มสลายของสำนักศักดิ์สิทธิ์เจียโหลวเปรียบเสมือนสัญญาณเตือนไปยังทุกกลุ่มอำนาจในดินแดนจงโจวว่า ตระกูลหลินกำลังจะผงาดขึ้นมาอย่างยิ่งใหญ่

            ตอนนี้สมาชิกทุกคนในตระกูลหลินต่างก็มีรอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจและความโอหังปรากฏขึ้นบนใบหน้า

            ไม่ว่าพวกเขาจะไปที่ใด เพียงแค่เอ่ยถึงนามตระกูลหลิน ทุกคนก็จะได้รับการต้อนรับด้วยความเคารพนอบน้อมทันที

            ก่อนหน้านี้ ถึงแม้ตระกูลหลินจะถือว่าเป็นขุมอำนาจที่แข็งแกร่ง แต่เมื่อเทียบกับตอนนี้แล้ว ความแข็งแกร่งในอดีตกลับดูไร้ความหมายไปในทันที จนมิอาจนำมาเปรียบเทียบได้เลยแม้แต่น้อย

            แน่นอนว่าทุกคนในตระกูลหลินล้วนรู้สึกเกรงขามกู้ฉางเกออย่างสุดหัวใจ

            เพราะพวกเขาต่างรู้ดีว่า ทุกสิ่งนี้เกิดขึ้นได้เพราะผู้ใด

            ส่วนหลินชิวหาน หลังจากได้ฟังคำแนะนำของกู้ฉางเกอแล้ว ก็ได้ส่งคนไปเฝ้าดูศพของหลินเทียนอย่างใกล้ชิด

            เพราะนางเองก็ยังสงสัยว่าเขาอาจจะยังมิตายจริง…

            คำพูดของกู้ฉางเกอทำให้นางมิอาจละทิ้งความคิดนี้ไปได้

            และในช่วงสามวันที่ผ่านมานี้ หลินชิวหานก็ได้พบความผิดปกติบางอย่าง นั่นก็คือร่างของหลินเทียนมิมีร่องรอยของการเน่าเปื่อยเลยแม้แต่น้อย

            นี่นับว่าเป็นเรื่องที่ผิดปกติอย่างยิ่ง

            แม้แต่ผู้บำเพ็ญเพียรที่บรรลุขั้นทะเลวิญญาณแล้ว หลังจากเสียชีวิตไปสามวัน ร่างกายก็ควรจะแข็งกระด้างและเริ่มเปลี่ยนสภาพ แต่ร่างของหลินเทียนกลับมิเป็นเช่นนั้น

            ทั้งที่ก่อนตายนั้น หลินเทียนเป็นเพียงคนไร้ค่าที่ยังมิแม้แต่จะสามารถบำเพ็ญเพียรจนไปถึงขั้นทะเลวิญญาณได้เลยด้วยซ้ำ! 

            การค้นพบนี้ทำให้หลินชิวหานตกตะลึง และเริ่มเชื่อในคำพูดของคุณชายกู้ที่กล่าวไว้ก่อนหน้านี้

            หลินเทียนยังมิตาย!

            เขาเพียงแสร้งสิ้นชีพเพื่อหลอกลวงทุกคน

            สิ่งนี้ทำให้นางรู้สึกโกรธแค้น ดวงตาของนางแปรเปลี่ยนเป็นเยือกเย็น

            น้องชายที่แสนดีของนางมิเพียงแต่ถูกผู้อื่นยึดครองร่างเข้ามาสวมรอยเป็นเจ้าของ แต่ยังเกือบทำให้ตระกูลหลินต้องพังพินาศ นำพามาซึ่งหายนะครั้งใหญ่

            นางแทบอยากจะฉีกกระชากคนผู้นั้นที่ยึดครองร่างกายของน้องชายนางด้วยตัวเอง ให้ตายตกแหลกสลายจนสิ้นชีพมิเหลือซาก

            …

            ภายในคุกใต้ดินที่มืดสลัว เปียกชื้น และตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นเหม็นอันรุนแรง

            มีร่างของเด็กหนุ่มอันเย็นเฉียบที่ดูราวกับคนชรานอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น ทันใดนั้นดวงตาของร่างนั้นก็ลืมขึ้น ปรากฏประกายแสงวาวโรจน์แวบผ่าน

            “ดูเหมือนว่าข้าจะรอดพ้นจากหายนะมาได้แล้ว...”

            ร่างนั้นค่อยๆ ลุกขึ้นนั่ง มองสำรวจไปรอบๆ อย่างระมัดระวัง ก่อนจะพึมพำกับตนเอง

            เขามิใช่ใครอื่น แต่เป็นหลินเทียนที่แกล้งตายเพื่อหลบหนีเอาชีวิตรอดจากเคราะห์กรรมในช่วงเวลาคับขัน

            เขารู้สึกโล่งใจที่ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดในตอนนั้น

            จากนั้นหลินเทียนก็เริ่มสำรวจสถานการณ์รอบตัว

            ภายในคุกใต้ดินแห่งนี้

            ดูเหมือนจะไม่มีผู้คุมกันเฝ้าอยู่ด้านนอก

            ในชาติที่แล้ว เขาผู้เคยเป็นถึงยอดฝีมือผู้บรรลุขั้นราชันเทวะ แต่สุดท้ายกลับต้องมาใช้วิธีการเช่นนี้เพื่อเอาชีวิตรอด

            สิ่งนี้ทำให้เขาอดมิได้ที่จะเย้ยหยันตัวเองขึ้นมา

            แต่ถึงอย่างไรเขาก็ยังมีชีวิตรอด และหลอกลวงทุกคนได้สำเร็จ ดูเหมือนสวรรค์จะยังมิทอดทิ้งเขาเสียทีเดียว

            “นับว่าโชคดีที่พวกมันมิได้เผาศพข้า แต่ก็มิได้ฝังร่างข้าเช่นกัน นับว่าน่าเสียดายไปหน่อย...แต่สถานการณ์เช่นนี้ก็ยังพอรับมือไหว”

            “ต่อไปก็แค่แกล้งทำทีว่าเป็นสูญเสียความทรงจำเพื่อหลอกลวงทุกคน ด้วยประสบการณ์ในชาติก่อนของข้า เรื่องนี้นับว่าง่ายดายยิ่ง”

            “ไอ้สารเลวกู้ฉางเกอ ความแค้นนี้ข้าจะต้องชำระให้สาสมในวันหน้าอย่างแน่นอน...”

            เมื่อนึกถึงใบหน้าของกู้ฉางเกอ หลินเทียนก็พลันมีสีหน้าเคร่งขรึมเย็นชา

            ในตอนนี้ คาถาวิชาลับที่เขาใช้ไว้ก่อนหน้านี้เริ่มออกฤทธิ์ เส้นลมปราณหัวใจที่ขาดสะบั้นก็กลับเชื่อมต่อคืนสู่สภาพเดิม โลหิตเริ่มไหลเวียน ร่างกายที่เย็นเฉียบราวกับศพก็ค่อยๆ ฟื้นกลับมามีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้ง

            หากมีผู้ใดอยู่ในที่แห่งนี้ ก็คงต้องตกตะลึงจนแทบล้มทั้งยืน

            คนที่ตายไปแล้ว กลับค่อยๆ ฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้อย่างน่าอัศจรรย์

            นี่มันช่างน่าเหลือเชื่อ ราวกับเป็นปาฏิหาริย์จากสวรรค์

            แม้ในตอนนี้หลินเทียนจะฟื้นคืนชีพ แต่ใบหน้าของเขายังคงดูแก่ชราอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าจะใช้คาถาวิชาลับที่วิเศษเพียงใด ก็มิอาจชดเชยอายุขัยที่สูญเสียไปได้

            เรื่องนี้ทำให้เขารู้สึกสับสนครุ่นคิดหนัก ไอ้สารเลวกู้ฉางเกอนั่นแท้จริงแล้วซ่อนเร้นสิ่งใดไว้กันแน่ จึงทำให้มารสวรรค์นอกแดนหวาดกลัวได้ถึงเพียงนี้

            ตลอดชีวิตการบำเพ็ญเพียรนับหลายหมื่นปีของเขาในชาติที่แล้ว ก็มิเคยประสบเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อนเลย

    “ฟื้น…ฟื้นคืนชีพแล้ว!”

            ในตอนนั้นเอง เสียงร้องด้วยความตกใจดังมาจากด้านนอกคุกใต้ดิน

            ศิษย์ตระกูลหลินที่รับหน้าที่เฝ้าศพของหลินเทียนเดินเข้ามาพอดีกับจังหวะที่หลินเทียนลุกขึ้นนั่ง ทำเอาศิษย์ผู้นั้นแทบจะฉี่ราดด้วยความตกใจ






























    คล้ายกับเรื่อง[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา ที่คุณอ่าน