ขุนปราบกามสวาท
ตอนจบ | อธิษฐานกับดอกไม้ไฟ
ณ จัตุรัสกลางเมืองหลวงของอาณาจักรผืนป่า ตอนนี้ผู้คนนับหมื่นคนมารวมตัวกันอยู่ที่กลางจัตุรัสนั้น เพราะในวันนี้ได้มีงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดงานหนึ่งของอาณาจักรจัดขึ้น ซึ่งมันก็คืองานอภิเษกสมรสระหว่างทัพผู้เป็นผู้กอบกู้พิภพและอัญชันผู้เป็นผู้ครองพิภพนั่นเอง ผู้คนทั่วทุกสารทิศเลยพากันมาร่วมยินดีกับงานอภิเษกสมรสในครั้งนี้
แม้กระทั่งทั่วท้องถนนหนทางรอบๆ นอกจัตุรัสยังเต็มไปด้วยผู้คน ที่มาร่วมแสดงความยินดีในงานอภิเษกสมรสนี้เลย สำหรับสัตว์วิเศษแห่งพิภพหิมพานต์ทัพไม่ได้เป็นแค่วีรบุรุษผู้ยุติสงครามเท่านั้น แต่เขาเป็นเหมือนพระเจ้าสำหรับคนที่นี่เลย เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่ทัพทำนั้นมันยิ่งใหญ่เกินกว่าจะหาสิ่งใดมาสรรเสริญเขา ก็เลยไม่มีใครเลยสักคนที่ไม่เห็นด้วยกับการอภิเษกสมรสในครั้งนี้
เสียงระฆังวิวาห์เลือนลั่นไปทั่วทั้งจัตุรัส พร้อมกับกลีบดอกกุหลาบสีแดงสดที่ปลิวไปทั่วทั้งเมืองตามสายลมที่พัดผ่าน เสียงเพลงจากวงออเคสตรา ดังก้องไปทั่วทั้งเมือง ก่อนที่ประตูโบสถ์จะถูกเปิดออก พร้อมกับหญิงสาวในชุดเจ้าสาวสีขาวแสนสวยที่เดินย่างกายเข้ามาพร้อมกับช่อดอกไม้สีแดงสดในมือ
"...." ทัพที่ยืนอยู่สุดปลายทางของพรมสีแดงสดจ้องมองนางอย่างไม่ละสายตา รวมไปถึงบรรดาแขกคนสนิทที่ถูกเชิญมาเป็นสักขีพยาน ณ ที่แห่งนี้ ทั้งเจ้าเมืองของเมืองต่างๆ ผู้ครองของอาณาจักรพันธมิตรอย่าง อาเนีย ธารา และพะพาย ซึ่งนางทั้งสามคนต่างก็รู้สึกปลื้มปีติกับงานอภิเษกครั้งนี้จนสุดหัวใจ และพะพายก็กับธาราก็ไม่รู้ถือโทษโกรธอะไรในตัวทัพเลยที่ไม่เลือกตัวเองเป็นพระสนม
ถึงนางทั้งคู่จะเสียใจอยู่บ้าง แต่พวกนางก็เข้าใจทัพเป็นอย่างดีว่าไม่อยากก่อให้เกิดความสัมพันธ์ที่วุ่นวายระหว่างสามอาณาจักร ส่วนอาเนียที่ยืนอุ้มลูกตัวน้อยอยู่ ก็จับแขนของลูกนางโบกมือให้กับเจ้าสาวคนสวยที่กำลังเดินผ่านไป และที่ข้างๆ ของสามคนนั้นก็มีอีกหนึ่งคู่ยืนจับมือกันอยู่ ซึ่งทั้งสองคนนั้นก็คือเอริสกับธาเนียนั่นเอง ตอนนี้ทั้งสองคนได้เปิดตัวว่าคบกันเฉกเช่นคนรักเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยที่ไม่แคร์สายตาคนอื่นที่มองตัวเองอีกต่อไป ซึ่งมันก็ทำให้ทั้งคู่ได้รู้ว่าไม่มีใครมองว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่เป็นเรื่องผิดบาปเลย
บุษบาในชุดเจ้าสาวแสนสวยที่เดินมาถึงกลางโบสถ์แล้วนั้นก็ค่อยๆ หยุดขยับขาลง "ท่านจะยินดีรับข้าเป็นคู่ชีวิตหรือไม่" จากนั้นนางก็ตะโกนถามทัพที่อยู่สุดปลายทางของทางเดิน ซึ่งนี่ก็เป็นประเพณีการแต่งงานกับของชาวหิมพานต์ พวกเขานั้นเชื่อว่าการตะโกนแบบนี้จะทำให้เทพเจ้าแห่งความรักได้ยิน และช่วยปกปักรักษาให้ความรักนี้มีความสุขตลอดไป
"ข้ายินดีจะรับท่านเป็นคู่ชีวิต และสัญญาว่าจะรักท่านนับแต่นี้และตลอดไป" ทัพที่ได้ฟังแบบนั้น ก็ตะโกนตอบนางกลับไปเสียงดังไม่แพ้กัน
"ข้าเองก็สัญญาว่าจะรักท่านตลอดไปเหมือนกัน" สิ้นเสียงตอบของบุษบาเสียงบานประตูของโบสถ์แห่งนี้ก็ดังขึ้นอีกครั้ง จากนั้นร่างบางของสามสาวในชุดเจ้าสาวที่งดงามไม่แพ้กันจะเดินผ่านบานประตูนั้นเข้ามา แล้วมาหยุดอยู่ที่ด้านหลังของอัญชัน
"แล้วพวกเราล่ะ ท่านจะยอมรับพวกเราเป็นสนมด้วยหรือไม่" ซึ่งพวกนางทั้งสามคนก็คือ คำแก้ว นารี และอัญชันนั่นเอง
"ข้ายินดีที่จะรับท่านทั้งสามเป็นพระสนม และสัญญาว่าจะรักท่านทั้งสามตลอดไปเช่นกัน" ทัพตอบทั้งสามกลับไปด้วยเสียงที่ดังไม่แพ้ตอนตอบคำสัตย์กับบุษบา
"พวกข้าทั้งสามก็จะรักท่านตลอดไปเช่นเดียวกัน" สิ้นเสียงการกล่าวคำสัตย์ ทัพก็ได้เดินตรงมาหาบุษบาแล้วรับช่อดอกไม้ที่นางถืออยู่มาถือไว้ หมับ!!! ก่อนที่จะดึงร่างบางของนางเข้ามาหา แล้วประกบริมฝีปากลงไปมอบจูบที่สุดแสนจะดูดดื่มให้แก่นาง
"เฮ่!!!!" พร้อมกับเสียงของสักขีพยานที่ดังก้องขึ้นมาเพื่อยินดีกับความรักในครั้งนี้ หมับ!!! สนมทั้งสามคนของทัพเองก็พากันเข้าไปสวมกอดเขาพร้อมๆ กัน เพื่อแสดงความรักที่พวกนางนั้นมีต่อเขา ทำเอาแขกเหรื่อที่มาเป็นสักขีพยานรักในครั้งนี้อิ่มเอมกับความรักของทั้ง 5 คนไปด้วย
หลังจากงานวิวาห์ในวันนั้นจบลง ก็ผ่านมาได้หลายปีแล้ว ซึ่งความรักของพวกเขาทั้ง 5 คนก็ไม่น้อยลงเลย แม้ว่าแต่ละคนจะมีงานที่ยุ่งแค่ไหนก็ตาม เพราะถึงอัญชันจะมาเป็นพระสนมแล้ว แต่นางก็ยังคงเปิดห้องเสื้อต่อไป โดยย้ายร้านเข้ามาอยู่ในเมืองหลวง ทั้งบุษบา นารี และคำแก้วก็งานล้นมือเหมือนอย่างเคย ถึงงานจะลดน้อยลงกว่าเมื่อก่อน แต่มันก็ไม่ได้ทำให้นางทั้งสามเหนื่อยน้อยลงเลย เพราะต้องควบทั้งงานของอาณาจักรและงานของผู้ครองพิภพไปพร้อมๆ กัน
ส่วนทัพที่ดูเหมือนว่างานจะน้อยสุด แต่เขาก็ยุ่งไม่แพ้กัน เพราะเขาได้ทำงานในฐานะมือปราบอีกครั้ง เพียงแค่เปลี่ยนจากมือปราบจอมขมังเวทย์เป็นมือปราบจอมเวทก็เท่านั้น ซึ่งเขาก็สนุกกับงานตัวเองไม่ใช่น้อย แต่ถึงทุกคนจะยุ่งกับงานขนาดนั้น แต่ก็ไม่เคยยุ่งจนไม่มีเวลาให้กันเลย เหมือนในครั้งนี้ที่ทุกคนมาเดตกับในพิภพมนุษย์
"ถ้าที่อาณาจักรเรามีตึกสูงๆ แบบนี้บ้างจะดีหรือเปล่านะ" บุษบาพูดพลางมองไปที่ตึกสูงๆ ตึกหนึ่งที่อยู่หน้าของนาง
"ก็ดีนะ แต่แค่คิดก็เหนื่อยกับการเขียนรายงานแล้ว" นารีที่ยืนอยู่ข้างๆ นางก็พูดดับฝันนางขึ้นมา
"จริง" คำแก้วที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็เห็นด้วยกับนารีเช่นกัน
"งั้นก็เอาตึกนี่ไว้ตรงนี้แหละเนอะ" พอคิดตามบุษบาก็เห็นด้วยเช่นเดียวกัน
"ไอศกรีมมาแล้ว!!!!" และในตอนที่ทั้งสามคนกำลังยืนคุยกันอยู่นั้น ทัพกับอัญชันก็เดินตรงมาหาพร้อมกับไอศกรีมในมือ
"ไอศกรีมมมมม" บุษบาที่เห็นแบบนั้นก็รีบวิ่งไปรับไอศกรีมนั้นอย่างอารมณ์ดี
จากนั้นทั้ง 5 คนก็พากันไปเดตตามแผนที่วางกันเอาไว้ต่อ ซึ่งสถานที่ที่มาเดตกับในครั้งนี้ก็คือประเทศญี่ปุ่นนั่นเอง ส่วนเมืองที่มาเดตกันนั้นก็คือเมืองหลวงของญี่ปุ่นอย่างโตเกียว ทั้ง 5 คนนั้นตระเวนไปเที่ยวรอบๆ เมือง ทั้งถ่ายรูปกัน ทั้งกินอาหารของร้านชื่อดังกัน มีแวะนั่งชมวิวแม่น้ำ เล่นกับแมวบ้าง เล่นกับเด็กบ้าง รวมไปถึงดูหนังแบบที่คู่รักชาวโลกทำกัน หรือถ่ายรูปที่ตู้ถ่ายสติ๊กเกอร์ที่พึ่งกลับมาฮิตอีกครั้ง ก่อนที่จะมาจบทริปเดตนี้ที่งานดอกไม้ไฟ ณ ศาลเจ้าแห่งหนึ่ง
"ลองกินอันนี้ดูสิบุษบาอร่อยมากๆ เลยนะ" ทัพพูดพลางจิ้มทาโกะยากิในถาดที่ถืออยู่ให้บุษบาลองชิมดู นางที่เห็นแบบนั้นก็ลองกินมันดูทันที ซึ่งมันก็อร่อยเสียจนนางหุบยิ้มไม่ได้เลย
"น้องก็อยากกินเหมือนกันนะะะะ" อีกสามสาวอย่าง คำแก้ว นารี และอัญชันที่เห็นแบบนั้นก็เข้ามาขอให้ทัพป้อนให้บางทันที ทำเอาบุษบาอดขำทัพไม่ได้ที่ถูกนางทั้งสามคนรุมอ้อนแบบนั้น
ทั้ง 5 คนมาเดตด้วยกันที่พิภพมนุษย์หลายครั้งแล้ว ซึ่งมันก็ทำให้ทัพได้พบกับคนที่คุ้นเคยในอดีตด้วย เพียงแต่ในตอนนี้ทั้งเขาและนางกลายเป็นคนแปลกหน้ากันไปแล้ว เพราะว่านางในตอนนี้กับนางในตอนนั้นอยู่คนละภพคนละชาติกัน ถึงจะไม่แน่ใจว่าใช่หรือเปล่า แต่เมื่อครั้งไปอิตาลีนั้น ทัพได้เจอกับแม่หญิงจันทร์วาด ที่ในชาตินี้นางเป็นนักดนตรีอยู่ที่บาร์แห่งหนึ่ง ซึ่งนางก็ดูสนุกกับเสียงดนตรีไม่ใช่น้อยเลย
ในตอนที่ไปดูการแข่งขันฟุตบอลที่อังกฤษเอง ทัพก็ได้บังเอิญเจอเข้ากับชบาที่ชาติก่อนนางเป็นเสือสาวในชุมเสือไพรนารี ในชาตินี้ชบาเป็นตำรวจสาว ซึ่งมันก็ดูเข้ากับสาวแกร่งแบบนางดี และเมื่อครู่ตรงร้านขายทาโกะยากิที่ทัพไปซื้อ ทัพก็ได้เจอเข้ากับเสือสมิงที่เขาเคยปราบไป นางในชาตินี้นั้นเป็นเจ้าของร้านทาโกะยากิ ซึ่งทัพก็ดีใจไม่ใช่น้อยที่นางได้หลุดจากบ่วงกรรม และไม่ต้องเป็นสัมภเวสีอีกแล้ว ถึงจะมีอีกหลายคนที่ทัพไม่ได้เจอ แต่ทัพก็หวังว่าผู้คนในอดีตเหล่านั้น จะได้มีชีวิตใหม่ที่สวยงาม
"ดูเหมือนจะใกล้เวลาจุดพลุแล้วนะ" ทัพพูดหลังจากที่ดูนาฬิกา จากนั้นเขาก็พาเหล่าสาวๆ เดินขึ้นไปยังยอดเขา เพื่อเตรียมตัวชมดอกไม้ไฟที่กำลังจะถูกยิงขึ้นท้องฟ้า
หลังจากที่ทั้งห้าคนขึ้นมาถึงยอดเขาได้ไม่นาน ดอกไม้ไฟนับร้อยลูกก็ถูกยิงขึ้นไปบนท้องฟ้า แล้วระเบิดออกเป็นพลุไฟหลากสีสันสุดตระการตา จนเปลี่ยนสีของท้องฟ้าอันมืดมิดยามค่ำคืนให้สว่างไสวไปด้วยสีสันอันงดงามของมัน ผู้คนนับร้อยที่อยู่บนยอดเขานั้นต่างยกมือขึ้นมาอธิษฐานกับดอกไม้ ทั้งสี่สาวเลยยกมือขึ้นมาอธิษฐานบ้าง รวมไปถึงทัพที่ยืนอยู่ข้างกายพวกนางด้วย
"ขอให้ความรักของพวกเราอยู่ต่อไปตราบนานเท่านาน และอย่าให้มีเรื่องร้ายๆ อันใดเกิดขึ้นกับคนรักของเราอีกเลย" นั่นคือสิ่งที่พวกนางและทัพอธิษฐานกันอยู่ในใจ เพราะพวกนางและเขาไม่อยากจะพลัดพรากจากกันและไม่อยากเห็นคนรักต้องเจ็บปวดทรมานอีกแล้ว
จบ