นางร้ายสายลุย (มีeBook 6 เล่ม+ตอนพิเศษในเล่ม)

    ตอนที่ 116 ข่าวบัวธาราสวรรค์

    ตอนที่116 ข่าวบัวธาราสวรรค์


    “ดีจริงๆขอบคุณมากครับ ต่อไปเรียกผมว่าพี่ชายเพ่ยก็ได้ครับ”หลงลู่เพ่ยสบตากับซูเวยตัวน้อยพร้อมกับกล่าวขอบคุณด้วยความซาบซึ้งใจเขารู้สึกดีกับเด็กหญิงที่เป็นผู้ถูกเลือกตามคำบอกเล่าของปู่มากนัก จึงบอกให้เธอเรียกเขาอย่างเป็นกันเองที่สำคัญคือซูเวยช่วยให้เขาแข็งแกร่งมากขึ้นซึ่งทำให้เขายินดีที่ได้พบเธอวันนี้


    “เรื่องการทำธุรกิจน้ำอมฤตนั้นพวกเราตระกูลหลงจะช่วยสนับสนุนให้เอง ขอให้มีคุณภาพและราคาสมเหตุผล”หลงลู่ฉีหันหน้าไปบอกกัวเฟิงและหวังฉีโดยตรงเขายินดีช่วยเหลือการทำธุรกิจของตระกูลกัวส่วนหนึ่งเกิดจากซูเวยที่เป็นดั่งเจ้านายของตระกูลหลงรวมทั้งน้ำอมฤตที่ตระกูลกัวจะผลิตออกมาจำหน่ายนั้นมาจากซูเวยดังนั้นย่อมมีคุณภาพเหมาะสมกับประชาชนที่มีศักยภาพในการซื้อเพื่อบำรุงและเสริมสมรรถภาพทางร่างกาย


    “ขอบคุณมากค่ะ/ครับ”กัวเฟิงและหวังฉีพูดขอบคุณชายชราหลงอย่างพึงพอใจ


    ทั้งสองคนไม่คิดว่าการมาเยือนตระกูลหลงในครั้งนี้จะประสบความสำเร็จเกินคาดที่สำคัญคือผลความสำเร็จนั้นเกิดจากลูกสาวตัวน้อยที่กลับกลายเป็นคนสำคัญของตระกูลหลงรวมทั้งยังเป็นคนที่ถูกเลือกจากเจ้าแม่หนี่วาที่เป็นเรื่องเหนือจินตนาการของทั้งคู่ทำให้ทั้งคู่ต่างพากันปลาบปลื้มใจกับลูกสาวตัวน้อยยิ่งนัก


    “ไม่เป็นไร ฉันขอให้ซูเวยอยู่สนทนากับพวกเราสักพักหนึ่งได้ไหม?จะให้พ่อบ้านฟางไปส่งที่บ้านตระกูลกัวอย่างปลอดภัยเอง” หลงลู่ฉีบอกกับกัวเฟิงและหวังฉีในลักษณะแจ้งให้ทราบกึ่งร้องขออย่างจริงจังจากทั้งสองคนเนื่องจากเขายังมีเรื่องสำคัญที่จำเป็นต้องพูดคุยกับซูเวยซึ่งบางเรื่องไม่สามารถให้คนนอกรับรู้ได้ถึงแม้ว่ากัวเฟิงและหวังฉีจะเป็นพ่อแม่บุญธรรมของซูเวยก็ตาม


    “พ่อแม่กลับบ้านก่อนแล้วกันนะคะหนูจะตามไปทีหลังค่ะ” ซูเวยบอกกับพ่อแม่อีกครั้ง เธอสบตากับชายชราหลงและเข้าใจดีว่าเขามีเรื่องสำคัญที่จะพูดคุยกับตนเองเป็นการส่วนตัวฉะนั้นจึงอยากให้พ่อแม่กลับบ้านไปก่อน


    กัวเฟิงและหวังฉีสบตากันและกันต่างพากันลอบถอนหายใจด้วยความกังวลและห่วงใย แต่ทั้งคู่เชื่อว่าชายชราหลงจะช่วยดูแลลูกสาวที่มีค่าของทั้งคู่เป็นอย่างดีทั้งสองคนจึงยอมเดินทางกลับคฤหาสน์ตระกูลกัวพร้อมกับพ่อบ้านหู


    ..........


    ในตอนนี้วัตถุแหลมเหล็กที่เหมือนเกล็ดปลาจากชายชราหลงได้พุ่งตัวกลับคืนมาอยู่ในฝ่ามือเขาอย่างไม่เต็มใจมันบินวนเหนือฝ่ามือโดยไม่ยอมให้ชายชราหลงจับได้อย่างง่ายดายเหมือนเดิมทำให้เขาต้องร่ายเวทมนตร์บางอย่างจึงทำให้วัตถุนั้นสงบนิ่งนอนอยู่ในฝ่ามือของเขาแต่โดยดี


    “นั่นคืออะไรหรือคะ?”ซูเวยถามหลงลู่ฉีด้วยความสนใจพลางจ้องมองวัตถุแหลมเล็กที่ส่องประกายสีฟ้าครามออกมาอยู่เนืองๆ


    “นี่คือหนวดมังกรครามบางคนก็เรียกมังกรเขียว เป็นสมบัติที่บรรพบุรุษเหลือไว้ให้พวกเราเพื่อใช้ทดสอบและค้นหาผู้ถูกเลือกจากเจ้าแม่หนี่วา”หลงลู่ฉีตอบซูเวยด้วยท่าทางผ่อนคลาย


    เขายินดีที่จะตอบคำถามและแลกเปลี่ยนข้อมูลสำคัญกับซูเวยเนื่องจากเวลานี้พวกเขาและซูเวยถือได้ว่าเป็นพรรคพวกเดียวกันโดยมีภารกิจสำคัญเหมือนกันในการกำจัดเหล่ามารและเผ่าพันธุ์ต่างโลกที่จะเข้ามารุกรานและทำลายล้างโลกใบนี้โลกที่เจ้าแม่หนี่วาเคยปั้นแต่งไว้เมื่ออดีตกาล


    “อย่างนี้นี่เองมังกรครามคือหนึ่งในองครักษ์ของเจ้าแม่หนี่วา แล้วอีกสองละคะ?”ซูเวยพยักหน้าเข้าใจเพราะเธอเคยสืบค้นเรื่องนี้มาก่อน ตั้งแต่ครั้งที่รับรู้ความลับของหินปริศนาจากกลุ่มเอกะดังนั้นเธอจึงจดจำได้แม่นยำว่าองครักษ์เจ้าแม่หนี่วาที่เป็นสัตว์อสูรสวรรค์นั้น มีทั้งหมด3 ตัว นั่นคือ เต่าดำ มังกรฟ้าและกิเลนเขาเดียว


    “ไม่ใช่หรอก อันที่จริงมีทั้งหมดสี่ต่างหากมีเต่าดำ มังกรฟ้า กิเลนไฟ และหงส์แดง ส่วนเสือขาวนั้นแยกตัวไปช่วยเง็กเซียนฮ่องเต้ทำอีกภารกิจหนึ่งหลักๆจะมีแค่สามที่แสดงตัวตน ส่วนหงส์แดงนั้นต้องขึ้นอยู่กับโชคชะตาว่าจะมีโอกาสได้พบเจอไหม”หลงลู่ฉีส่ายหัวพลางตอบกลับซูเวยตามจริง เพราะนี่คือบันทึกที่เขารับรู้มาจากบันทึกโบราณของบรรพบุรุษเขาจึงบอกซูเวยได้แค่รายละเอียดคร่าวๆที่เขารับรู้มาเท่านั้น


    “อ้อ!มีทั้งหมดสี่งั้นหรือคะ? เข้าใจแล้วค่ะ”ซูเวยพยักหน้าเข้าใจถึงเรื่องราวซับซ้อนขององครักษ์เจ้าแม่หนี่วามากขึ้นถึงแม้ว่าจะเป็นรายละเอียดอันน้อยนิด แต่เธอคิดว่าในวันหนึ่งข้างหน้าจะสามารถเข้าใจเรื่องราวแปลกพิสดารเหล่านี้ได้ทั้งหมดอย่างแน่นอน


    “ที่ฉันให้ซูเวยอยู่ที่นี่ก่อนเพราะมีเรื่องสำคัญที่ซูเวยจำเป็นต้องรับรู้ไว้ ฉันอยากให้หนูเดินทางไปกับเสี่ยวเพ่ยอย่างน้อยสองคนน่าจะช่วยเหลือกันและกันในการค้นหาบัวธาราสวรรค์ได้” หลงลู่ฉีเห็นว่าถึงเวลาที่จะต้องบอกเล่าเรื่องราวสำคัญที่ตอนนี้เริ่มมีข่าวแพร่สะพัดออกมามากขึ้นเขากังวลว่าหลานชายและซูเวยจะพลาดโอกาสสำคัญในการได้มาซึ่งสมุนไพรสวรรค์ที่จะนำมาปรุงยาเพื่อเลื่อนขอบเขตจากแกนเสมือนเป็นแกนทองคำได้


    “อ๊ะ!บัวธาราสวรรค์อย่างนั้นหรือคะ?” ซูเวยตาโตด้วยความยินดีเมื่อได้ยินชื่อสมุนไพรสวรรค์นี้เนื่องจากบัวธาราสวรรค์เป็นหนึ่งในสมุนไพรสวรรค์ที่สิบปีจะเกิดขึ้นมาสักครั้งเป็นหนึ่งในตัวยาสำคัญที่ใช้ปรุงเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้สามารถก้าวข้ามขอบเขตได้โดยมีตัวยาหลักสามตัว นั่นคือ บัวธาราสวรรค์ ผลอัคคีวิญญาณ และผลหิมะไฟ


    ซูเวยเข้าใจดีว่าข่าวเรื่องบัวธาราสวรรค์ถือกำเนิดขึ้นมานั้นจะต้องสร้างความแตกตื่นให้กับกลุ่มผู้ฝึกตนที่เธอยังไม่รู้ว่าในโลกนี้มีมากน้อยเพียงใด เนื่องจากกลุ่มนี้ไม่ถูกบันทึกไว้ในสารบบของเครือข่ายทางคอมพิวเตอร์ดังนั้นซูเวยจึงไม่สามารถคาดเดาแบบสุ่มสี่สุ่มห้าได้


    ครั้นซูเวยได้ยินเรื่องสมุนไพรสวรรค์นี้ทำให้เธอตื่นเต้นยิ่งนัก แต่ทว่าเธอพลันหยุดชะงักพลางถามชายชรากลับคืนด้วยความแปลกใจว่า“ให้หนูเดินทางไปกับพี่ชายเพ่ยเพราะอะไรคะ?”


    “นั่นสิครับปู่มันอันตรายมากหรือครับ?” หลงลู่เพ่ยจ้องมองปู่ตนเองเพื่อรอคำตอบที่เขาสงสัยเช่นกัน


    “ใช่ เวลานี้เหล่าตระกูลผู้ฝึกตนเริ่มออกเดินทางแล้วมีเวลาแค่ห้าวันเท่านั้นในการเก็บเกี่ยวบัวธาราสวรรค์ที่จะโผล่พ้นน้ำแห่งวัฎสงสารหากเก็บไม่ทันก็ต้องรออีกสิบปีข้างหน้า ดังนั้นทั้งสองคนจำเป็นที่จะต้องเร่งออกเดินทางกันได้แล้วที่สำคัญคือหนทางไปสู่แหล่งถือกำเนิดบัวธาราสวรรค์นั้นยากลำบากยิ่งนักเฉพาะผู้ที่แข็งแกร่งทั้งร่างกายและจิตใจเท่านั้นถึงจะมีโอกาสเก็บเกี่ยวบัวธาราสวรรค์ได้”


    หลงลู่ฉีบอกทั้งสองคนอย่างจริงจังเขาอายุมากแล้วจึงไม่อยากดิ้นรนให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้นทว่าหลานชายกับซูเวยที่มีภารกิจสำคัญในอนาคตนั้น ทั้งสองคนจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหาทางเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับตนเองมากขึ้นฉะนั้นเขาจึงต้องรีบบอกข่าวสำคัญให้ทั้งสองรับรู้โดยเร็ว เพื่อให้สามารถเดินทางไปทันกลุ่มผู้ฝึกตนกลุ่มอื่นๆอย่างน้อยได้ส่วนแบ่งของบัวธาราสวรรค์คนละหนึ่งดอกก็เพียงพอที่จะก้าวข้ามขอบเขตได้แล้ว


    ข่าวสำคัญของหลงลู่ฉีทำให้หลงลู่เพ่ยขมวดคิ้วแน่นด้วยความกังวลใจแต่ทว่าซูเวยกลับตาโตเป็นประกายอย่างยินดีนั่นเป็นเพราะว่าเธอยังไม่มีโอกาสได้ทดสอบพละกำลังของตนเองอย่างจริงๆจังๆกับคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งทัดเทียมกับตนเองสักครั้งทำให้เธอกระตือรือร้นที่จะพบผู้ฝึกตนคนอื่นหรือศัตรูที่แข็งแกร่งโดยเร็ว


    ท่าทางใส่ใจอยากที่จะไปตามหาบัวธาราสวรรค์ของซูเวยนั้นทำให้ชายชราหลงยิ้มมุมปากอย่างพอใจ เขาคิดว่าเจ้าแม่หนี่วาคัดเลือกคนไม่ผิดจริงๆเพราะคนที่พร้อมจะต่อสู้กับเหล่ามารได้นั้น จะต้องไม่หวั่นเกรงกับอุปสรรคเล็กน้อยเพียงเท่านี้

    เขาจึงบอกข้อมูลสำคัญกับหลานชายและซูเวยเพิ่มเติมว่า“หากออกเดินทางอย่างช้าพรุ่งนี้แต่เช้าตรู่ก็อาจไปทันกลุ่มที่ออกเดินทางไปแล้ว หากล่าช้ากว่านั้นไม่แน่ว่าอาจผิดหวังและพบอันตรายที่ไม่สามารถคาดเดาได้”


    อย่างไรก็ตามชายชราหลงไม่สามารถตอบได้ว่าอุปสรรคสำคัญหากไปถึงแหล่งน้ำวัฏสงสารล่าช้าจะต้องพบสิ่งใดบ้างเขารับรู้แค่ว่ามีคำเตือนที่จริงจังบันทึกไว้ในบันทึกโบราณของตระกูลเท่านั้นเขาจึงเอ่ยเตือนทั้งสองคนอย่างจริงใจ


    “หนูจะกลับไปพูดคุยกับครอบครัวก่อนแล้วพรุ่งนี้เช้าไปแวะรับหนูที่บ้านด้วยนะคะ” ซูเวยตัดสินใจในทันทีเธอมีข้ออ้างที่จะบอกกับครอบครัวได้จึงบอกกับหลงลู่เพ่ยที่ต่อไปเขาจะทำหน้าที่เป็นองครักษ์ของตัวเอง ดังนั้นเธอจึงออกคำสั่งกับเขาโดยตรง


    “ปู่จะอธิบายเส้นทางให้กับเสี่ยวเพ่ยเองงั้นซูเวยกลับไปเตรียมตัวก่อนเถอะ” ชายชราหลงพยักหน้าเข้าใจ เขาบอกกับหลานชายและซูเวยอย่างเข้าใจพร้อมกับส่งสัญญาณให้พ่อบ้านฟางพาซูเวยกลับไปส่งที่บ้านของเธอ


    “หนูลาก่อนนะคะ โอกาสหน้าพวกเราค่อยพูดคุยกันอีกที”ซูเวยล่ำลาชายชราหลงอย่างสุภาพ


    “ผมจะไปรับกี่โมงจะแจ้งไปทางวีแชตนะครับ”หลงลู่เพ่ยรับทราบหน้าที่ของตนเองโดยอัตโนมัติ เขาทำการแลกเปลี่ยนหมายเลขวีแชตกับซูเวยเพื่อใช้ติดต่อระหว่างกัน


    จากนั้นซูเวยกลับคฤหาสน์ตระกูลกัวโดยมีพ่อบ้านฟางขับรถไปส่งเธอด้วยตัวเขาเอง


    ..........


    ซูเวยกลับมาถึงคฤหาสน์ตระกูลกัวแล้วเธอรีบเดินไปพูดคุยกับกัวเป่าโดยบอกรายละเอียดสำคัญบางอย่างแต่ไม่ทั้งหมดซึ่งเธอขอให้ชายชรากัวเป่าแจ้งกับยายที่บ้านว่าเธอจะค้างอยู่กับครอบครัวกัวเพื่อผลิตน้ำอมฤตไว้จำหน่ายเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่


    กัวเป่าจ้องมองหลานสาวตัวน้อยตรงหน้าด้วยความสงสัยเขารู้สึกว่าเธอมีความลับมากขึ้นเรื่อยๆจนเขาไม่สามารถคาดเดาได้ว่าเธอจะยังมีความลับอื่นใดอีกหรือไม่ แต่ด้วยความสงสัยและเห็นว่าซูเวยเป็นหลานสาวของตนเองทำให้เขาสอบถามเธอด้วยความห่วงใยว่า


    “เวยเวยปู่จะไม่ถามอะไรมากเกินไปหรอกนะ แต่ปู่เป็นห่วงกลัวว่าหลานจะเผชิญอันตรายถึงแก่ชีวิตเรื่องที่หลานจะเดินทางไปกับหลานชายผู้เฒ่าหลงนั้น มันสำคัญมากเลยหรือ?”กัวเป่าสอบถามหลานสาวด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดจริงจัง


    ซูเวยยิ้มเล็กน้อยอย่างเข้าใจในความรู้สึกของเขาเธอตอบกลับอย่างคลุมเครือว่า “ปู่คะ หนูคงบอกได้คร่าวๆว่าเรื่องที่หนูอาจจะต้องเดินทางไปหลายวันกับพี่ชายเพ่ยนั้นเป็นเรื่องสำคัญยิ่งสำหรับหนูหนูมีภารกิจสำคัญยิ่งยวดที่จะต้องทำในอนาคตซึ่งหนูจำเป็นต้องแข็งแกร่งมากกว่านี้หนูรับรองว่าหนูจะดูแลรักษาตัวเองดีๆ ไม่ให้เกิดอันตรายกับตัวเองและจะพยายามทำสิ่งใดให้รอบคอบที่สุดค่ะ”


    กัวเป่าถอนหายใจพลางสบตาหลานสาวที่จ้องมองตอบกลับอย่างจริงจังเช่นกันเขารับรู้ได้ว่าไม่สามารถห้ามปรามหรือทักท้วงอะไรกับเธอได้อีกต่อไป เขาได้แต่คาดหวังว่าหลานสาวจะกลับมาโดยปลอดภัยและไม่เกิดอันตรายใดๆกับเธอแม้แต่น้อย


    ครั้นกัวเป่ายินยอมอนุญาตให้เธอไปแล้วเขาช่วยโทรศัพท์ไปแจ้งเกาอิงให้ซูเวยอยู่ที่ครอบครัวกัวสักห้าถึงเจ็ดวันซึ่งเป็นระยะเวลาที่ซูเวยเกริ่นไว้ก่อนแล้ว เกาอิงอนุญาตอย่างสบายใจเมื่อเห็นว่าหลานสาวอยู่กับครอบครัวกัวทำให้ชายชราต้องนวดขมับตัวเองด้วยความกังวลที่ช่วยหลานสาวโกหกเกาอิง


    เวลานี้ซูเวยกำลังผลิตน้ำอมฤตในสัดส่วนหนึ่งต่อร้อยซึ่งเป็นสัดส่วนที่เธอทดลองและเห็นผลลัพธ์อันน่าพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง โดยพ่อบ้านหูเตรียมขวดแก้วไว้รอเธอล่วงหน้าซึ่งมีจำนวนเพียงพอที่จะผลิตได้มากถึงหนึ่งหมื่นขวดตามจำนวนที่เธอเคยคำนวณไว้ก่อนหน้า


    ทว่าในตอนนี้ซูเวยจะผลิตออกมาแค่ห้าพันขวดก่อนเธอเก็บน้ำอมฤตเข้มข้นไว้กับตัวเผื่อใช้ในยามจำเป็นที่ตนจะต้องเดินทางค้นหาบัวธาราสวรรค์ดังนั้นจึงทำเท่าที่จะเป็นสินค้าต้นแบบส่วนแรกก่อน


    ระหว่างที่ซูเวยกำลังร่ายเวทมนตร์สร้างค่ายกลป้องกันในขวดแก้วทั้งห้าพันขวดอยู่นั้นมีสัญญาณแจ้งเตือนเข้ามาในโทรศัพท์ของเธอ เธอรอให้ดำเนินการสร้างค่ายกลจนสำเร็จลุล่วงด้วยดีจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูและพบว่าเป็นข้อความแจ้งเวลาที่หลงลู่เพ่ยจะมารับเธอตั้งแต่เวลาสี่นาฬิกาซึ่งเป็นเวลาตื่นปกติของเธอ


    ขณะที่ซูเวยกำลังจะพิมพ์ข้อความตอบกลับหลงลู่เพ่ยอยู่นั้นพลันมีเสียงเรียกเข้ามาในสายซึ่งมาจากหลงลู่เพ่ยโดยตรง เธอจึงกดรับสายอย่างผ่อนคลายว่า“มีอะไรหรือคะพี่ชายเพ่ย?”


    “เวยเวย พี่เตรียมอาหารแห้งสำหรับพวกเราประมาณเจ็ดวันไว้แล้วนะครับเวยเวยอยากทานอะไรเป็นพิเศษไหมครับ?”

    หลงลู่เพ่ยบอกการเตรียมการของเขาและสอบถามซูเวยด้วยความเกรงใจถึงแม้ว่าเขาจะมีอายุมากกว่า ทว่าในความเป็นจริงแล้วซูเวยกลับกลายเป็นเจ้านายที่แท้จริงของเขาเอง รวมทั้งเธอมีความแข็งแกร่งเทียบเคียงได้กับเขาฉะนั้นเขาจึงไม่กล้าที่จะพูดเล่นหยอกล้อกับเธอเหมือนเด็กคนอื่น


    สิ่งที่สำคัญคือซูเวยมีวุฒิภาวะและนิ่งสงบเหมือนกับผู้ใหญ่ซึ่งแตกต่างจากเด็กวัยเดียวกัน ทำให้เขารู้สึกเกรงใจและเคารพอยู่ในที


    พอซูเวยได้ยินเรื่องการเตรียมอาหารของเขาแล้วทำให้เธอนึกขึ้นได้ว่าจะต้องพักค้างคืนและทานอาหารระหว่างทางถึงแม้ว่าเธอสามารถอดอาหารได้นานเป็นเดือน ทว่าเธอไม่อยากให้ยายกังวลและทำให้ตัวเองหยุดชะงักการเติบโตจึงตอบกลับหลงลู่เพ่ยตามจริงว่า


    “หนูฝากให้พี่ชายเพ่ยเตรียมอาหารปรุงสำเร็จหลายๆอย่างด้วยนะคะหนูมีวิธีเก็บรักษาให้มันร้อนอยู่เสมอค่ะ อ้อ! ขอนมสดและผลไม้ด้วยนะคะ”