“คนที่เอาเรื่องนี้ไปพูดกันก็พวกแก่ๆ แล้วมั้ง ก็แค่อิจฉาที่เรายังหนุ่มสาวกันอยู่” ฟางเสียนจือตอบกลับด้วยน้ำเสียงอึดอัด
เจียงอี่โหลว “….”
คำพูดของเขาดูเหมือนจะเหมารวมเธอไปด้วย
เธอเบะปากแล้วพูดว่า “ใครๆ ก็เคยหนุ่มสาวกันทั้งนั้นแหละ!”
พูดจบก็รู้สึกว่ามันแปลกๆ จึงยกมือเท้าเอวพูดว่า “ตอนนี้แม่ของแกก็ยังสาวอยู่นะ!”
ฟางเสียนจือมองไปที่แม่ของตัวเองก่อนจะมองออกไปนอกหน้าต่างที่มืดสนิท ตอนนี้เขาไม่เหมาะที่จะไปบ้านตระกูลจิ่งจริงๆ จึงไม่ได้พูดอะไร ได้แต่เดินขึ้นไปข้างบนเงียบๆ
ส่วนเจียงอี่โหลวก็หยิบกระจกบนโต๊ะขึ้นมาส่องตัวเอง เมื่อนึกถึงใบหน้าอันสดใสในวัยเยาว์ของจิ่งเยี่ยนกุยที่ได้เห็นวันนี้ แล้วกลับมามองตัวเองในกระจก ถึงแม้รอยเหี่ยวย่นที่หางตาจะยังไม่ชัดเจนนัก แต่ก็เริ่มปรากฏให้เห็นบ้างแล้ว อีกทั้งผิวพรรณก็ไม่สดใสเหมือนเมื่อครั้งยังสาวๆ
เธอคว่ำกระจกลงอย่างหงุดหงิดเล็กน้อย ไม่ว่าเธอจะอยากยอมรับหรือไม่ก็ตาม แต่ดูเหมือนว่าเธอจะแก่ขึ้นแล้วจริงด้วย
เจียงอี่โหลวถอนหายใจยืดยาว รู้สึกอิจฉาจิ่งเยี่ยนกุยขึ้นมาบอกไม่ถูก
ฟางเสียนจือเป็นห่วงจิ่งเยี่ยนกุยมาก ตื่นเช้ามาก็รีบไปบ้านเก่าของตระกูลจิ่งทันที แต่ต่อให้เขาไปถึงเร็ว จิ่งเยี่ยนกุยกลับเร็วกว่านั้นอีก เพราะวันนี้เธอปั่นจักรยานเข้าเมืองไปตั้งแต่เช้าแล้ว
ฟางเสียนจือขมวดคิ้ว “เธอเข้าเมืองไปทำอะไรแต่เช้าครับ?”
หยางหว่านซิ่วยิ้มออกมาเล็กน้อย “บอกว่าจะไปทำการค้า ออกเดินทางไปตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างด้วยซ้ำ”
เรื่องที่จิ่งเยี่ยนกุยจะทำธุรกิจนั้นฟางเสียนจือก็รู้ แต่เขาไม่คิดว่าเธอจะเป็นคนที่ลงมือทำจริงจังและรวดเร็วขนาดนี้
“เธอจะทำธุรกิจอะไรเหรอครับ?” ฟางเสียนจือถามต่อ
หยางหว่านซิ่วตอบ “รายละเอียดไม่ได้บอก แต่เมื่อวานเด็กคนนั้นให้ฉันช่วยรับไข่ไก่ไว้ร้อยกว่าฟอง บอกว่าจะเอาไปขาย”
ชาวบ้านในหมู่บ้านอิ๋นซานเลี้ยงไก่กันทุกครัวเรือน แต่ด้วยการเดินทางในหมู่บ้านไม่ค่อยสะดวก ชาวบ้านต้องหิ้วไข่ไปขายในเมืองซึ่งลำบากมากๆ ดังนั้นพวกเขาก็เลยเต็มใจขายให้เธอ การรับซื้อไข่เมื่อวานจึงดำเนินไปอย่างราบรื่น
ฟางเสียนจือได้ยินคำพูดของหยางหว่านซิ่วก็ถอนหายใจ กล่าวขอบคุณแล้วโทรหาหลี่สือหยาง บอกว่าต้องการจะเข้าเมือง
หลี่สือหยางเพิ่งตื่นนอน พอได้รับโทรศัพท์จากเขาก็รีบล้างหน้าแล้วมาหาทันที
ฟางเสียนจือมองไปที่ขาของตัวเองอย่างจนปัญญา อาการบาดเจ็บนี้อยากให้มันหายเร็วๆ เหลือเกิน ไม่อย่างนั้นการเดินทางคงไม่สะดวกเอามากๆ
เขานั่งรถตามหาจิ่งเยี่ยนกุยไปตามที่ต่างๆ สุดท้ายก็พบเธออยู่หน้าโรงงานย้อมสีทางใต้ของเมือง ตอนนี้เธอขายไข่ไก่ที่เหลือจนหมดเกลี้ยงแล้ว และกำลังเก็บของเตรียมตัวกลับ
ไข่ร้อยกว่าฟอง กำไรที่ได้มีแค่ไม่ถึงสิบหยวน เธอคิดว่าอัตราการทำเงินมันช้าไปหน่อย หากเป็นไปตามอัตรานี้ การทำให้เป้าหมายที่จะร่ำรวยเป็นจริงได้ก็คงยากอยู่หน่อยๆ
ขณะที่เธอกำลังคิดอยู่นั้นก็ได้ยินเสียงคนเรียก เมื่อหันไปดูก็เห็นฟางเสียนจือกับหลี่สือหยาง เธอประหลาดใจเล็กน้อยก่อนจะยิ้มให้พวกเขา
ฟางเสียนจือทำหน้าบูดบึ้งเหมือนจะไม่ค่อยพอใจนัก ส่วนหลี่สือหยางก็ทำหน้าทะเล้นแล้วยิ้มตาหยีก่อนจะทักว่า “สวัสดีครับพี่สะใภ้ ขอบคุณนะครับพี่สะใภ้!”
จิ่งเยี่ยนกุยทำหน้ามึนงง “ขอบคุณเรื่องอะไรคะ?”
“วันนี้เสียนจือให้เนื้อหมูป่าชิ้นใหญ่กับผม บอกว่าพี่สะใภ้เป็นคนเอามาให้ ผมก็ต้องขอบคุณพี่สะใภ้สิครับ” หลี่สือหยางอธิบายพร้อมรอยยิ้ม
พอจิ่งเยี่ยนกุยได้ยินก็รู้ว่าเรื่องราวเป็นมายังไง จึงเพียงแค่ยกยิ้ม หลี่สือหยางยังพูดอีกว่า “พี่สะใภ้ยังไม่ได้กินข้าวเช้าใช่ไหม? ไปกินหมี่ผัดด้วยกันสักชามไหมครับ?”
หลี่สือหยางไม่พูดก็ยังไม่ค่อยรู้สึก แต่พอถามเช่นนี้เธอก็รู้สึกหิวขึ้นมาแล้วจริงๆ จึงแย้มยิ้มแล้วพยักหน้าตอบตกลง
เส้นหมี่ของเมืองซานเฉิงเป็นเลิศอันดับหนึ่ง ทำจากข้าวใหม่เก็บเกี่ยวต้นฤดู ราดหน้าด้วยเห็ดหูหนูผัดเต้าหู้ที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ๆ เมื่อกัดเข้าไปเส้นหมี่จะกรอบนอกนุ่มใน เต้าหู้กับเห็ดหูหนูก็ปรุงจนรสชาติเข้าเนื้อ ราดด้วยน้ำมันพริกสีแดง กลิ่นหอมเผ็ดร้อนโชยมาเตะจมูก ผู้ใดได้ลิ้มลองก็หยุดกินไม่ได้เลย
จิ่งเยี่ยนกุยรู้สึกว่าทั้งชีวิตนี้ตัวเองไม่เคยกินหมี่ผัดมาก่อนและในตอนนี้เธอก็หิวแล้ว จึงสั่งหมี่ผัดชามใหญ่จากเจ้าของร้าน หลังจากนั้นก็ซัดเส้นหมี่จนหมดชามท่ามกลางสายตาตกตะลึงของหลี่สือหยาง
ส่วนหลี่สือหยางกับฟางเสียนจือได้กินซาลาเปาไปบ้างแล้วตอนที่ตามหาเธอ ตอนนี้พวกเขาจึงสั่งเพียงชามเล็กๆ เมื่อเห็นเธอกินหมี่ผัดชามใหญ่หมดด้วยท่วงท่าสง่างาม สีหน้าของพวกเขาก็ดูตกอกตกใจมาก
หลี่สือหยางตกใจที่เห็นร่างเล็กๆ ของเธอกินหมี่ผัดชามใหญ่จนหมดได้และที่น่าทึ่งไปกว่านั้นคือ เธอกินยังไงให้ดูมีมารยาทและสง่างามตลอดเวลาแบบนั้น
ส่วนฟางเสียนจือรู้สึกสงสารเล็กน้อย เธอรีบเข้ามาในเมืองแต่เช้าเพื่อมาขายไข่ไก่แล้วยังไม่กินอะไรเพื่อรองท้องเลยสักนิด ดูจากการกินแล้วคงจะหิวมาก
หลังจากทั้งสามคนกินหมี่ผัดเสร็จ ฟางเสียนจือก็เป็นคนจ่ายเงินให้ เรื่องนี้จิ่งเยี่ยนกุยก็ไม่ได้แย้ง ถ้ามีโอกาสหน้า เธอจะเลี้ยงเขาเป็นการตอบแทนก็แล้วกัน
หลังจากกินหมี่ผัดเสร็จ จิ่งเยี่ยนกุยที่เพิ่งจะนึกขึ้นได้ก็ถามฟางเสียนจือว่า “ทำไมคุณถึงมาที่นี่ได้คะ?”
“ตามหาเธอ” ฟางเสียนจือทำหน้าบึ้งแล้วพูดว่า “อย่าคิดว่าตัวเองที่ยังอ่อนเยาว์แล้วแผลหายเร็วคิดจะทำอะไรก็ได้ตามใจตัวเอง ถ้าเกิดล้มขึ้นมาจริงๆ คนที่เจ็บก็เธอนั่นแหละ”
จิ่งเยี่ยนกุยลูบจมูก ส่วนหลี่สือหยางก็รู้สึกว่าตัวเองเหมือนจะกลายเป็นส่วนเกิน จึงไอเบาๆ แล้วพูดว่า “บุหรี่ฉันหมด เดี๋ยวไปซื้อบุหรี่ก่อนนะ”
จิ่งเยี่ยนกุยได้ยินคำว่าบุหรี่ก็ตาเป็นประกาย เธอจำได้ว่าบุหรี่ในยุคนี้เหมือนจะถูกควบคุมตามแผนการขาย มีการจำกัดขอบเขตการจำหน่ายในแต่ละเมือง ทำให้บุหรี่บางชนิดขายดีและไม่ดีในบางพื้นที่
ถ้าหากรวบรวมทรัพยากรได้ นี่ก็จะเป็นช่องทางทำกำไรมหาศาล เพียงแต่ในใจก็รู้ดีว่าเรื่องนี้จะต้องมีเส้นสายถึงจะทำได้ ไม่อย่างนั้นก็ไม่มีทางสำเร็จ
จากทรัพยากรที่เธอมีในตอนนี้ ธุรกิจนี้จึงไม่ค่อยจะมีความเชื่อมโยงกับเธอมากนัก
ดวงตาของเธอหม่นแสงลง ฟางเสียนจือเห็นท่าทางของเธอที่กำลังเหม่อลอย ไม่ได้ฟังเขาพูดแม้แต่น้อย จึงขมวดคิ้วแล้วถามว่า “คิดอะไรอยู่?”
จิ่งเยี่ยนกุยตอบตรงๆ “หาเงินค่ะ”
ฟางเสียนจือ “……”
ที่แท้ถ้อยคำที่เขาพูดไปอย่างจริงจังเมื่อครู่ก็เปล่าประโยชน์!
จิ่งเยี่ยนกุยสังเกตเห็นว่าสีหน้าของเขาดูไม่ค่อยดี จึงถามว่า “คุณเป็นอะไรคะ? ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า?”
เมื่อได้ยินดังนั้น ฟางเสียนจือก็ยิ่งอัดอั้นใจเสียแล้ว เขาเป็นห่วงอยู่ตั้งนาน โมโหอยู่ครึ่งค่อนวัน แต่คนที่ก่อเรื่องกลับไม่รู้สึกรู้สาอะไรสักนิด แถมยังดูเหมือนจะหมกมุ่นอยู่แต่เรื่องเงินๆ ทองๆ
เขาหรี่ตาลงเบาๆ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงมั่นคง “ถ้าเธอกังวลเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับธุรกิจ ฉันช่วยเธอได้”
จิ่งเยี่ยนกุยถามด้วยความสงสัย “พวกคุณที่ทำอาชีพเป็นครูอาจารย์ ไม่ควรทำงานอย่างอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสอนไม่ใช่เหรอคะ?”
ฟางเสียนจือถามกลับ “ใครบอกว่าฉันเป็นครู?”
คำพูดของเขาทำให้จิ่งเยี่ยนกุยงุนงง เธอมองเขาตาโตและพูดว่า “คนในหมู่บ้านต่างก็บอกว่าคุณเป็นครูที่มหาวิทยาลัยกองทัพอากาศ แล้วตอนที่คุณตกลงจะติวหนังสือให้ฉันก็…”
เธออยากจะพูดว่าเขาก็เคยพูดถึงเรื่องนี้ แต่พอนึกทบทวนคำพูดของเขาอย่างละเอียดแล้ว เขาก็ไม่เคยพูดเลยว่าเขาเป็นครู คำพูดเหล่านั้นเป็นสิ่งที่เธอคิดเองทั้งนั้น
ฟางเสียนจือมองเธออย่างตั้งใจ เธอที่รู้สึกกระดากอายจึงเกาหัวเบาๆ ก่อนจะอดถามไม่ได้ว่า “ดูเหมือนคุณจะไม่เคยพูดว่าคุณเป็นครูจริงๆ แต่ถ้าไม่ใช่ครู แล้วคุณทำอาชีพอะไรคะ?”