(จบ) บ้านนี้โชคดีมีลูกสาวเป็นหมอดูอัฉริยะแห่งลัทธิเต๋า

    บทที่ 40 ไม่นึกเหลือทางให้สาวน้อยมีชีวิตรอด

    บทที่ 40 ไม่นึกเหลือทางให้สาวน้อยมีชีวิตรอด


            ยิ่งไปกว่านั้นวินาทีต่อมามันยังเริ่มอาเจียนออกมาอีกครั้ง แถมเสียงอาเจียนยังฟังดูเหมือนเสียงอาเจียนของมนุษย์สุด ๆ


            การแสดงของเสี่ยวเฮยในขณะนี้ไม่แพ้เจ้าแม่วงการภาพยนตร์คนใดอย่างแน่นอน


            มันทำตัวน่าสมเพชออกมาจนดูเหมือนเด็กที่กำลังร้องไห้ขี้มูกโป่ง ซ้ำในตอนจบมันก็นอนแน่นิ่งลงไป ราวกับแมวที่ตายแล้ว


            เฉียวเหอนวดขมับของตนเองหลังจากชมการแสดงของเสี่ยวเฮย


            ถึงชายหนุ่มจะยอมปล่อยให้มันใช้มารยาประกอบการแสดง แต่เขาก็ไม่ได้คาดหวังว่าเสี่ยวเฮยจะทำเรื่องพวกนี้ออกมาได้ดีถึงขนาดสมควรรับรางวัลนักแสดงแมวนำยอดเยี่ยมแบบนี้! 


            การแสดงตรงหน้าทำให้เขายากจะเชื่อและอดไม่ได้ที่จะรู้สึกสงสัย ว่าแมวโง่ที่ทั้งกินทั้งดื่มจนแน่นท้องแล้วเมารถ ก่อนอาเจียนไปทั่วเมื่อตอนเที่ยงกับแมวตัวนี้ไม่ใช่แมวตัวเดียวกัน!


            อย่างไรก็ตาม การแสดงที่สมจริงย่อมสามารถทำให้จิตใจของผู้ชมหวั่นไหวได้เสมอ


            ตัวอย่างหนึ่งในนั้นก็เช่นกู้ไป๋เหยี่ย ที่ใบหน้าของเขากำลังน่าเกลียดมากในขณะนี้ บางครั้งเป็นสีเขียว บางครั้งก็เป็นสีขาว หรือไม่บางครั้งก็เหมาทั้งเขียวทั้งขาว


            บุหรี่เผาไหม้จนถึงก้น และแทบจะไหม้มาถึงมือของเขาอยู่แล้ว ติดแค่เขายังคงจ้องมองแมวที่อยู่บนพื้นอยู่เช่นนั้น


            และเมื่อเทียบกับกู้ไป๋เหยี่ยที่กำลังติดตามละครอย่างใกล้ชิด โม่เชียนกลับเป็นเพียงแมลงตัวเล็ก ๆ ในสมการนี้เท่านั้น


            เธอมองไปที่เฉียวเหอพร้อมเครื่องหมายคำถามบนใบหน้า


            เพราะด้วยรูปลักษณ์ใบหน้าของเฉียวเหอเมื่อกี้ มันกำลังฟ้องออกมาอย่างชัดเจนว่าเขาพูดโกหก ปั้นน้ำเป็นตัว


            กับฝั่งเฉียวเหอเองก็เหลือบมองมาก่อนตระหนักได้ ว่าโม่เชียนกำลังจะสร้างปัญหาให้ตนเองอีกครั้ง


            เขารีบก้าวเข้ามาลูบหัวเธออย่างเห็นอกเห็นใจ และบังสีหน้าเธอให้พ้นจากสายตาของกู้ไป๋เหยี่ย


            เฉียวเหอยังคิดว่าการแสดงเพียงเท่านี้ไม่เพียงพอ จึงถอนหายใจหายใจเข้าไปเพิ่ม ราดน้ำมันลงบนหัวใจที่แตกสลายของกู้ไป๋เหยี่ยต่อไป


            “โม่เชียนมีเพื่อนเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น นั่นก็คือเจ้าเสี่ยวเฮย ถ้ามันจากไป เธอจะต้องเหงามาก ช่างน่าสงสารจริง ๆ น้องสาวของคุณเตะแมวของคนอื่นจนมันอยู่ในสภาพปางตาย แต่ตอนนี้คุณกลับก้าวเข้ามาซ้ำเติม ด้วยการพรากชีวิตมันไปอย่างสมบูรณ์ ตระกูลกู้ของคุณนี่... ไม่นึกเหลือทางให้สาวน้อยคนนี้ได้มีชีวิตรอดเลยจริง ๆ ”


            เฉียวเหอบ่น รอชมการแสดงฉากต่อไป


            บุหรี่ในมือของกู้ไป๋เหยี่ยไหม้จนมาถึงมือของเขาในที่สุด ชายหนุ่มส่งเสียงอุทานด้วยความเจ็บ ก่อนโยนก้นบุหรี่ทิ้งไปด้วยความโกรธ


            เขามองไปที่โม่เชียน มือของเฉียวเหอยังคงถูกวางเอาไว้บนศีรษะของเธอ ส่วนตัวเจ้าของกลับใบหน้าลง ทำให้เขาไม่สามารถมองเห็นสีหน้าของเธอได้ชัดเจน แต่ถ้าให้เดามันก็คงไม่ใคร่สู้ดีนัก


            กู้ไป๋เหยี่ยกัดฟันจากนั้นค่อยก้าวไปข้างหน้า ปัดมือของเฉียวเหอออกไป


            ในเมื่อเขาไม่มีที่ให้ระบายความโกรธของตัวเองแล้ว ดังนั้นมันคงไม่เสียหายหากจะเอาความโกรธของตนเองไประบายกับไอ้นายน้อยรองเฉียวคนนี้สักเล็กน้อย


            “ไอ้ขี้โรค อย่ามาฉวยโอกาสเอาเปรียบผู้หญิงแบบนี้นะโว้ย! ”


            หลังจากดุเฉียวเหอ เขาค่อยหันไปจ้องมองโม่เชียน


            ตอนนี้เขากำลังโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ แต่กลับทำอะไรเธอไม่ได้เลย


            กู้ไป๋เหยี่ยพยักหน้าให้โม่เชียนเป็นการย้ำเตือน


            “คราวนี้ฉันจะปล่อยเจ้าแมวตัวร้ายของเธอไปก่อน แต่ถ้าคราวหน้ามันยังกล้าทำเรื่องแบบนี้อีก ก็อย่าได้ฝันว่าจะสามารถช่วยชีวิตของมันไว้ได้เลย! ”


            หลังจากพูดอย่างนั้นเขาจึงโบกมือแล้วกลับไปที่รถ


            โม่เชียนมองไปที่กู้ไป๋เหยี่ย ก่อนหันกลับไปมองเฉียวเหอ 


            “ทำไมคุณถึงอยากช่วยเขาล่ะ? ”


            “ผม? ผมช่วยเขาอย่างนั้นเหรอ? ”


            “ใช่แล้ว” โม่เชียนพยักหน้าอย่างจริงจัง “ถ้าเขากล้าเข้ามาแตะต้องป้าเฮยล่ะก็ วันนี้เขาได้เดือดร้อนแน่”


            เฉียวเหอ “...”


            เจตนาดีของเขาดันกลับตาลปัตรไปจากความจริงเสียอย่างนั้น


            มาพูดกล่าวหาเขาอย่างอยุติธรรมว่ากำลังช่วยเหลือกู้ไป๋เหยี่ยแบบนี้ มันชวนให้รู้สึกเหมือนโดนน้ำครำที่ตกลงมาจากฟ้าห่าใหญ่ราดรดไปทั่วทั้งร่างเลย


            รู้สึกสกปรกอย่างสุดซึ้ง...


            …


            โม่เชียนอุ้มเสี่ยวเฮยแล้วเดินเข้าไปในคฤหาสน์ตระกูลกู้


            กู้ไป๋เหยี่ยซึ่งกำลังจะขับรถออกไปใจสั่นยามเห็นแผ่นหลังของโม่เชียนกับทิศทางที่เธอกำลังจะไป


            ไม่รู้เลยว่าทั้งคนทั้งแมวจะต้องเจอกับอะไรบ้างตอนกลับไป


            กู้ไป๋เหยี่ยมั่นใจมากว่าจะต้องมีบางอย่างเกิดขึ้น เขาแค่ไม่รู้ว่าคราวนี้ผู้โชคร้ายจะเป็นสมาชิกในครอบครัวของเขาคนไหนก็เท่านั้น!


            ชายหนุ่มก้าวลงจากรถแล้ววิ่งกลับไปที่สนาม แล้วคว้าหลังคอเสื้อของโม่เชียนเอาไว้ทันที จากนั้นค่อยหมุนตัวเธอกลับมาและพาเดินออกไป


            “อย่ากลับเข้าไปจะดีกว่า แบบนั้นคงทำให้ทุก ๆ คนพาลโกรธมากกว่าเดิม”


            กู้ไป๋เหยี่ยจับโม่เชียนยัดเข้าไปในรถ จากนั้นค่อยวิ่งกลับขึ้นฝั่งที่นั่งคนขับไป เท้าเหยียบคันเร่ง ก่อนมุ่งตรงไปที่บ้านของคุณเฉินผู้มั่งคั่งเพื่อสืบเรื่องภาพวาดชื่อดังนั่น


            ระหว่างที่กู้ไป๋เหยี่ยขับรถ เขาเหลือบมองโม่เชียนจากกระจกมองหลังพร้อมเตือนว่า “คราวนี้อย่าทำให้ฉันเดือดร้อนเชียวนะนะ แค่เดินตามฉันอย่างเดียวพอ อย่าพูดหรือวิ่งไปรอบ ๆ เข้าใจไหม? ”


            ไม่มีคำตอบ…


            กู้ไป๋เหยี่ยปวดขมับ “...”


            ในชาติที่แล้ว เขาต้องสร้างบาปหนักเอาไว้กับคนใบ้แน่ ๆ


            …


            กู้ไป๋เหยี่ยขับรถไปที่คฤหาสน์ตระกูลเฉิน ที่นั่นมีกู้เส่าถิงกำลังรออยู่ที่ประตู


            วันนี้พวกเขานัดหมายคุณเฉินมาเพื่อตรวจสอบเรื่องภาพวาดที่หายไป


            โม่เชียนลงจากรถ และเมื่อกู้เส่าถิงเห็นเช่นนั้น เขาจึงขมวดคิ้วและถามน้องชายของตน 


            “นายพาเธอมาที่นี่ทำไม”


            กู้ไป๋เหยี่ยถอนหายใจ


            “เรื่องมันยาว อธิบายสั้น ๆ คือตอนนี้ไม่มีใครในบ้านอยากเห็นหน้าเธอนัก ขืนปล่อยเธอกลับไปตอนนี้รังแต่จะมีปัญหาเพิ่ม”


            กู้เส่าถิงไม่ได้ถามคำถามเพิ่มเติม และบุคคลทั้งสามก็เข้าไปในคฤหาสน์ตระกูลเฉิน


            โม่เชียนเดินตามไปอย่างช้า ๆ เหมือนกับแขกที่มาเยี่ยมเยียน


            เธอหยุดแล้วค่อยไปต่อ หยุดพลางมองไปรอบ ๆ ทำอย่างนี้อยู่ซ้ำ ๆ


            เสี่ยวเฮยที่อยู่ข้างเท้าของเธอไม่มีอาการเวียนหัวอีกต่อไปแล้ว มันกลิ้งไปข้างหลังโม่เชียนราวกับลูกบอล


            หญิงสาวสำรวจตระกูลเฉินอย่างละเอียด ก่อนจะเข้าไปในตัวคฤหาสน์เพื่อมองหาพี่น้องแซ่กู้


            ในเวลานี้พวกเขาอยู่ ณ ห้องนิรภัยบนชั้นสาม และคุณเฉินก็มาร่วมตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุด้วย


            อันที่จริงคุณเฉินและฝูเสวี่ยเป็นมิตรที่ดีต่อกันมาก


            เมื่อเขาพบว่าภาพวาดนั้นหายไป เขาจึงรีบโทรหาฝูเสวี่ยในทันที โดยหวังว่าจะมีโอกาสได้พูดคุยกับเธอโดยตรงเกี่ยวกับเรื่องภาพวาดที่หายไป


            อย่างไรก็ตาม หมายเลขโทรศัพท์ของฝูเสวี่ยกลับต่อไม่ติดเลย ทั้ง ๆ ที่คุณเฉินอุตส่าห์โทรหาเธอเสียหลายสาย สุดท้ายเขาจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องโทรแจ้งตำรวจ


            แต่เขาไม่รู้จริง ๆ ว่าทำไมเรื่องนี้ถึงได้แพร่กระจายออกไปบนอินเทอร์เน็ต


            ราวกับว่ามีใครบางคนกำลังจัดฉาก และในไม่ช้านิ้วทั้งหมดก็จะชี้ไปที่ฝูเสวี่ย ชาวเน็ตบางคนถึงกับจัดทีมสืบสวนเพื่อค้นหาความจริงด้วยตัวเองด้วยซ้ำ


            ‘ภาพวาดที่หายไป’ นี้กลายเป็นการสืบสวนสำหรับทุก ๆ คนไปในทันที


            และฝูเสวี่ยก็ถูกผลักมาอยู่แถวหน้าในฐานะผู้ต้องสงสัย


            หากไม่พบภาพวาดนี้ ความสงสัยว่าใครคือผู้ขโมยภาพวาดนั้นก็จะตกเป็นของฝูเสวี่ยตลอดไป


            มลทินนี้ไม่ว่ายังไงคงล้างไม่ออกแน่นอน


            โม่เชียนนั่งยอง ๆ อยู่ที่ประตูเล่นเพื่อกับเสี่ยวเฮย ขณะที่หูกำลังเงี่ยฟังบทสนทนาของพวกเขาที่อยู่ข้างใน


            กระทั่งเธอได้ยินว่าฝูเสวี่ยจะต้องรับโทษในความผิดนี้ เธอจึงพูดแทรกขึ้นมาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยว่า


            “ภาพวาดอะไร? ขอฉันดูหน่อยสิ”

    คล้ายกับเรื่อง(จบ) บ้านนี้โชคดีมีลูกสาวเป็นหมอดูอัฉริยะแห่งลัทธิเต๋า ที่คุณอ่าน