ตอนที่ 27แผนนารีพิฆาต
ภายในกระทรวงเวทมนตร์ณ ห้องประชุมลับแห่งหนึ่ง
ครั้นเมื่อตกเย็นพวกเขาก็ต่างมาประชุมกันอีกครั้งซึ่งครั้งนี้เป็กลุ่มย่อยจากจังหวัดอื่น ๆ ในภาคเหนือทั้งหมดและก็ไม่ได้มีเฉพาะเมืองใหญ่ ๆ อย่างเชียงใหม่ที่ทำงานอย่างโดดเดี่ยวอีกต่อไป
กลุ่มคนภาคเหนือที่มาลงขันวางแผนกันในวันนี้ส่วนใหญ่เป็หัวโจกของแต่ละจังหวัด ‘ที่ได้ส่งเข้าประกวด’เพราะว่าเื่นี้มันเกี่ยวพันไปถึงผลประโยชน์มากมาย เช่นพ่อแม่พี่น้องที่ได้รับการแต่งตั้งให้ขึ้นเป็เ้าป่าเ้าเขา ศาลหลักเมืองกระทั่งศาลเ้าเล็ก ๆ
ในคราวนี้ต่างมีเอี่ยวกันด้วยหมดและไม่ว่าจะเป็ ‘สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย’ประเภทใดทั้งที่ได้รับการแต่งตั้งและไม่ได้รับการแต่งตั้ง หากตรวจสอบพบว่าผิด‘ท่านผู้ตรวจการ’ ก็มีอำนาจสั่งลงดาบได้ในทันที
ดังนั้น่นี้แต่ละคนต่างก็กำชับโคตรเหง้าของตนให้รีบทำความดีพยายามดึงเอาควันธูปสะอาดตาให้เข้ามามากที่สุดเท่าที่จะทำได้เรียกได้ว่าเร่งปั๊มผลงาน ทุกคนต่างรู้ดีว่ายืดเวลาไปอีกได้ไม่นานเพราะเ้าเพียรมันคงไม่อยู่ที่นั่นนานนัก
เวลาจึงกลายเป็สิ่งมีค่าที่สุดในตอนนี้ยิ่งถ้าพวกสิ่งศักดิ์สิทธิ์มี ‘ควันธูปสีขาว’ มากขึ้นเท่าไร ก็จะยิ่งถ่วง‘ควันธูปสีดำ’ ได้มากขึ้นเท่านั้น ซึ่งนี่เป็เกณฑ์มาตรฐานที่ใช้วัดประเมินผลแน่นอนว่านี่ไม่อาจนับรวมเกณฑ์ของเ้าเพียรมันได้
เพราะสิทธิ์ขาดการตัดสินใจอยู่ที่เ้าตัวดังนั้นผู้คนในกระทรวงต่างก็พูดกันว่า “ท่านเ้ากระทรวงปล่อยหมาออกมากัดคนแล้ว…”
ดังนั้นแผนถ่วงเวลาจึงมีค่าเป็อย่างมากบางคนก็ได้แต่บ่นอุบพวกญาติ ๆ ตน ทำไมไม่ทำให้มันดีเสียั้แ่ทีแรก อีแบบนี้มันก็เหมือนกับวัวหายล้อมคอกแถมวัวที่ว่ามานั้น มันก็ช่างหายากเสียเหลือเกิน
วันนี้เมื่อ‘โครงการแพทย์เคลื่อนที่’ ไปถึงก็มีรายงานกลับมาว่า เ้าเพียรมันเก็บซ่อนพลังไม่ได้ลงมืออย่างเด็ดขาดเสียทีเดียว แถมยังอยู่มาสามวันแล้วเห็นจะได้
นี่ยังไม่รวมเมื่อแม่สาวสวยไปหาถึงที่เ้าตัวก็ต้องตามใจเ้าหล่อนอยู่บ้าง…
คนในห้องต่างเชื่อกันเช่นนี้เพราะแต่โบราณมา ‘วีรบุรุษยากจะฝ่าด่านหญิงงาม’ ไม่ว่าจะประเทศไหนคนแบบใดล้วนเป็เหมือนกันหมด
แผนการของพวกเขานั้นก็คือ“ไล่เข้าป่า หาคู่ปรับ พบนารี ปิดพลังเวท!”
……
เมื่อปิ่นแก้วกับเพลงขวัญเดินมาถึงบ้านหลังใหญ่พวกเธอก็พากันะโถามว่า “มีใครอยู่ไหมจ๊ะ?”
ผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งเดินออกมาพอเธอเห็นว่าเป็คุณหมอ “อ่าว…คุณหมอมีอะไรหรือจ๊ะ?” เธอจึงรีบลงบันไดมาหาทันที
“ไม่มีอะไรหรอกจ้ะพอดี…พวกหนูจะมาขอเข้าห้องน้ำหน่อยจ้ะคุณน้า”เพลงขวัญยิ้มหวานให้หญิงวัยกลางคนที่แลดูมีเมตตาคนนี้
“โอ๊ย…ถ้างั้นตามน้าขึ้นมาเลยลูก”น้อยหน่าเมียผู้ใหญ่บ้านฉีกยิ้มกว้าง ก่อนจะจับมือถือแขนของทั้งสองคน พากันเดินขึ้นบ้านไป
“คุณน้าชื่ออะไรหรือคะ?”ปิ่นแก้วถามขึ้น
“น้าชื่อว่าน้อยหน่าเป็เมียผู้ใหญ่แทนไทยน่ะจ้ะแล้วพวกหนูสองคนล่ะชื่ออะไรกัน?”
สองสาวก็เริ่มแนะนำชื่อตัวเองพร้อมเดินขึ้นไปบนชานเรือน เมื่อเดินขึ้นมาทั้งสองก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากชมความสวยงามของบ้าน
น้อยหน่าพูดขึ้น “มาๆ เข้าห้องน้ำก่อน อีกประเดี๋ยวค่อยออกมาชมเรือนก็ยังไม่สาย” เธอเปิดประตูห้องน้ำพลางเรียกหญิงสาวทั้งสอง
หลังจากที่ทำกิจวัตรในห้องน้ำเสร็จแล้วทั้งสองคนก็ออกมายืนสูดอากาศที่ชานเรือน
น้อยหน่านั่งยิ้มอยู่บริเวณ‘เติ๋น’ ที่ยกสูงเหนือชานเรือนนิดหน่อยเป็ที่ซึ่งใช้สำหรับนั่งกินข้าวและต้อนรับแเื่ตามประเพณีของคนภาคเหนือด้านข้างวางแก้วน้ำที่ใส่น้ำไว้ให้เป็ที่เรียบร้อยแล้ว
น้อยหน่าเอ่ยปากเรียกคนทั้งสอง“นี่หมอเพลง หมอปิ่นมากินน้ำกินท่ากันก่อนเถอะจ้ะ”ทั้งสองสาวก็เดินมานั่งพับเพียบอยู่ที่ด้านข้างพร้อมกล่าวขอบคุณก่อนจะจิบน้ำคนละทีสองที
“คุณน้าให้การต้อนรับดีจังเลยค่ะแถมบ้านก็น่าอยู่ด้วยแน่ะ…” เพลงขวัญเอ่ยปากชม
เธอคลี่ยิ้มรับคำชม“เราก็พูดเกินไป ก็แค่ตามธรรมเนียมต้อนรับแเื่ธรรมดา ๆที่ภาคกลางบ้านของพวกหนูก็ไม่ใช่ว่าเป็แบบนี้หรอกหรือ?”
สองสาวก็หันมามองหน้ากันอันที่จริงทั้งสองก็หลงลืมมันไปแล้ว เพราะก็ปฏิบัติอยู่เป็ประจำเพียงแต่เมื่อมาอยู่ต่างถิ่นก็พึ่งจะนึกขึ้นได้
“บ้านคุณน้าปกติแล้วเปิดเป็โฮมสเตย์หรือเปล่าคะ?”ปิ่นแก้วเอ่ยปากถามด้วยเพราะถ้าเลือกได้เธอคงอยากมาพักอาศัยอยู่ในบ้านแบบนี้จริง ๆ
“อ้อ…ปกติบ้านเราไม่ค่อยได้เปิดหรอกจ๊ะนาน ๆ ทีถึงจะรับคนเข้ามาอยู่ อย่างเมื่อสองสามวันก่อนก็มีคนเข้ามาพักอาศัยหลังจากไม่ได้รับแเื่มาสองสามปี นับั้แ่โรคระบาดใหญ่โน่นแน่ะ”
“แบบนี้ถ้าบ้านว่างประเดี๋ยวพวกเรามาขอพักอยู่ด้วยคนจะได้มั้ยคะ?” ปิ่นแก้วเริ่มรุกไล่เธออยากนอนที่บ้านแบบนี้มากกว่าในเต็นท์กระโจมเสียอีกส่วนทางด้านเพลงขวัญเองปิ่นแก้วก็หันไปมองดูเหมือนหล่อนจะยังลังเลใจอยู่บ้าง
“ได้สิจ๊ะ…เดี๋ยวฉันคุยกับผู้ใหญ่ให้แต่คงต้องรอพวกคุณ ๆ เขาออกไปก่อนนะ แต่ว่ากันตามตรงแล้วพวกเขาน่าจะพักอยู่อีกนานเลย” เธอทำท่าเสียดายเพราะหากได้พักอาศัยอยู่กับหมอสาวทั้งสองคนคงจะมีชีวิตชีวาไม่น้อย
น้อยหน่าพูดต่อว่า“แต่เอาเป็ว่าถ้าพวกคุณหมอเกิดปวดเบาปวดหนัก ก็มาที่บ้านของฉันได้เลยเื่นี้ห้ามเกรงใจกันเด็ดขาดเชียว!” เธอยื่นมือไปแตะแขนของสองสาวเสมือนกำลังจะสื่อว่าเื่นี้เธอพูดจริง
แน่นอนว่ามีข้อเสนอที่ดีขนาดนี้มีหรือที่พวกเธอจะปฏิเสธ“ได้เลยจ้ะคุณน้า…”
หลังจากนั้นทั้งสามคนก็ชวนพูดคุยสนทนากันอยู่นานสองนานทางด้านของเพลงขวัญด้วยความสงสัยในบ้านเรือนของภาคเหนือ จึงได้เอ่ยปากสอบถาม
นั่นก็ยิ่งทำให้น้อยหน่าแสดงความเป็เ้าบ้านที่ดีพาทั้งสองสาวเดินเปิดประตูเข้าไปในบ้าน พาเข้าไปในห้องครัวก่อนจะพาเดินวนรอบบ้านทีหนึ่ง
ระหว่างทางพวกคนในหมู่บ้านที่เดินผ่านไปมาต่างก็พากันมองมายังสองสาวด้านข้างของเมียผู้ใหญ่บ้าน อย่างสนอกสนใจ
น้อยหน่าเอ่ยปากชักชวน“นี่คุณหมอเย็นนี้ไม่สู้มากินข้าวปลาด้วยกันดีมั้ยจ๊ะ?”
ปิ่นแก้วดวงตาลุกวาวตอบกลับทันที “มันจะไม่เป็การรบกวนหรือคะ?”
“ไม่เลยจ้ะอย่างพวกหนุ่ม ๆ ที่มาพักอาศัยอยู่ ก็เป็พวกอารมณ์ดีเฮฮาสนุกสนานพวกเขาก็ไม่ว่าอะไรหรอก” เธอพยายามตัดความกังวลของหญิงสาวทั้งสองออกจะได้ไม่มีห่วงตอนมาทานข้าวกินอาหาร
“ต…แต่ว่าวันแรกก็ชิ่งหนีออกมาจากคณะเลยมันจะดูไม่งามหรือเปล่าจ๊ะพี่ปิ่น?” เพลงขวัญขมวดคิ้วเอ่ยปากสอดแทรก
“อื้อนั่นน่ะสิ”เมื่อได้ยินคำทักท้วงเธอก็ครุ่นคิด“งั้นเอาเป็ว่าวันนี้พวกหนูทั้งสองคงต้องอยู่กับทางคณะก่อนแต่พรุ่งนี้จะแวะมาฝากท้องที่นี่แน่นอนค่ะคุณน้า”